ANMELDENในที่สุดปิ่นอนงค์ก็ยื่นใบหน้าลงไปซบที่บ่าของเตโซแล้วค่อยๆ สะอื้นไห้ออกมาจากเสียงแผ่วเบาจนดังขึ้นอย่างชัดเจน แต่แล้วเพียงเสี้ยววินาทีที่แขนทั้งสองข้างของหญิงสาวก็ยกขึ้นสวมกอดชายหนุ่มและในวินาทีนั้นเองที่แขนแกร่งโอบกอดปลอบโยนเธอตอบกลับ มือขวายกขึ้นลูบลงบนกลุ่มเรือนผมยาวสลวยอย่างช้าๆ ด้วยความเบามือ
เขามอบความอ่อนโยนและความอบอุ่นให้กับเธอ
แต่เธอกำลังส่งต่อความอ่อนแอให้กับเขา
ทั้งสองสิ่งนี้คือการแลกเปลี่ยนความเป็นตัวเองและความรู้สึกส่วนตัวที่มีให้ได้เพียงคนที่จะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างที่คนทั้งสองไม่มีทางรู้ตัวกันเลย
ว่า…
สายใยบางๆ จากเส้นสีแดงนั้นกำลังค่อยๆ พันเกี่ยวเข้าหากันทีละนิด…ทีละนิด
“ฉันเหนื่อย ฉันไม่ได้อยากเป็นหลานสาวคนโตเลยสักนิด ฉันก็แค่อยากใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้…ฮึก ฉันอยากทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องแคร์สายตาญาติผู้ใหญ่ที่มองฉันว่าเป็นทายาท…ฮึก ฮือ ฉันไม่ได้อยากมีชีวิตแบบนี้เลย แบกรับทุกอย่าง ฮือ…”
คำพูดที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาทั้งเสียงสะอื้นไห้ทำให้ชายหนุ่มต้องกระชับกอดหญิงสาวแล้วลูบมือขึ้นลงไปตามเส้นผมอย่างปลอบโยนมากกว่าเดิมด้วยความเข้าใจเพราะครั้งหนึ่งเขาก็อยู่ในจุดเดียวกับสาวเจ้า
“คุณไม่ไเเห็นแก่ตัวนะปิ่น การทำหน้าที่ของหลานคนโตเป็นเรื่องที่ควรทำเราปฏิเสธมันไม่ได้ ส่วนการที่เจ้าสัวเลือกคุณเขาจะต้องมีเหตุผลที่สมควรแล้ว อย่าคิดว่าเป็นการเห็นแก่ตัว คุณทำมันดีที่สุดแล้วปิ่น” เตโซพูดในสิ่งที่ปิ่นอนงค์กำลังเข้าใจความหมายผิดไปจากการถูกคนเป็นปู่บังคับให้ต้องทำในสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ
“ทำไม แล้วทำไมจะต้องเป็นฉันที่จะต้องมาอยู่ในจุดนี้ เชอรีนหรือพลอยก็ได้ทำไมปู่ถึงไม่เลือก ฉัน ฮึก ฉันยอมที่จะเป็นพี่สาวคนโตเพื่ออยู่ในตำแหน่งทายาท แต่มันจะต้องไม่ใช่ที่นี่สิ” หญิงสาวพูดออกมาด้วยความไม่เข้าใจกับการที่ปู่ของเธอตัดสินใจอยู่ดี
“หมายความว่ายังไงปิ่น แล้วพลอยคือใครอีก” เตโซขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจแกมสงสัยจึงดันหัวไหล่ของปิ่นอนงค์ให้ผละออกเพื่อมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาจึงอดไม่ได้้ที่จะใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือช่วยเช็ดออกให้
“อย่างที่บอกว่าฉันปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่นี่ ปู่บังคับและใช้กฎเหล็กของครอบครัวหากใครคัดค้านเท่ากับคิดฉ้อโกงเงินบริษัทและไม่น่าไว้ใจ” ปิ่นอนงค์เอ่ยตอบด้วยการอธิบายออกไปทีละข้อให้เตโซได้เข้าใจมากขึ้น
“…” เตโซนั่งฟังโดยไม่พูดคำใดแทรกพลางเกี่ยเส้นผมที่คลอเคลียแก้มจนเปียกด้วยน้ำตาไปทัดที่หลังใบหูอย่างเขามือ
“ตอนแรกเป็นพ่อแม่ฉัน พอท่านเสียก็เป็นพี่ฉัตรแล้วก็มาเป็นฉัน ทั้งที่เชอรีน ไม่สิ ลุงธีรเมศเป็นลูกของปู่ธีรนัยควรจะเป็นพลอย ลูกสาวเพียงคนเดียวของลุงธีรเมศ ส่วนอาสุพจน์เป็นลูกของปู่น้องของพ่อฉัน แต่ที่ควรจะเป็นเชอรีนมากกว่าเพราะส่วนใหญ่แล้วอาสุพจน์ทำงานที่นี่มานานกว่า” ปิ่นอนงค์ยังคงค่อยๆ อธิบาย
“ถ้าตามหลักของการรับช่วงต่อแล้วควรจะเป็นลุงธีรเมศถูกแล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงให้แาสุพจน์ด้วยเหตุผลที่ว่าทำงานมานานกว่า” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ
“อาสุพจน์ยอมใช้เงินของตัวเองช่วยปู่ธีรนัยในการรักษาโรงแรมให้อยู่รอดค่ะ ช่วงทราประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจหนักๆ ตอนนั้นปู่ธีรนัยไม่รู้จะแก้ไขปัญหายังไงเพราะปัญหาคือตัวเงิน ถ้าพูดให้ถูกในการรับช่วงต่อก็คืออาสุพจน์เพราะถือหุ้นที่มีมากกว่าปู่ธีรนัยถึงห้าเปอร์เซนต์ แต่อาสุพจน์ท่านไม่ได้ใส่ใจตรงนี้ค่ะ ถ้าลุงธีรเมศจะรับช่วงต่อ ท่านแค่อยากช่วยเหลือคนในครอบครัวเท่านั้น” ปิ่นอนงค์อธิบายอย่าวเปิดใจที่จะพูดเรื่องภายในให้กับเตโซได้ฟัง
“แต่อยู่ๆ ก็กลายเป็นคนในครอบครัวคุณในการมาดูแลที่นี่สินะ” เตโซเริ่มเข้าใจจึงเปรยขึ้นมาอย่างไม่ต้องการการตอบรับ
“ใช่ค่ะ ตั้งแต่นั้นมาจนถึงตอนนี้ฉันก็ไม่รู้เลยว่าทำไมปู่ถึงเลือกครอบครัวของฉัน” ปิ่นอนงค์ขมวดคิ้วครุ่นคิดหาเหตุผลของคนเป็นปู่
“ในตอนนั้นปู่ธีรนัยรู้เรื่องหรือเปล่า” เตโซเอ่ยถามเพื่อหวังจะหาคำตอบด้วยตัวเองแทนที่จะถามเจ้าสัวธรรมรงค์โดยตรง แต่เพราะเขารู้ว่ายังไงก็จะไม่ได้คำตอบ
“เรื่องเกิดขึ้นทันทีที่ปู่ธีรนัยเสียชีวิตและเป็นวันที่มีการแต่งตั้งผู้บริหารเดอะโฮมวรรณวิภากิจรีสอร์ตค่ะ ถึงจะไม่เป็นทางการแต่เมื่อมันออกมาจากปากของผู้บริหารสูงสุดของวรรณวิภากิจแล้ว…” เธอเงียบลงเพื่อให้เขาได้มีส่วนร่วมกับการคิดตามคำบอกเล่าจากเธอ
“ใครก็คัดค้านไม่ได้” เตโซเอ่ยตอบ
“ค่ะ ไม่มีเรื่องอะไรที่ออกมาจากปากคุณปู่ ไม่ว่าจะปากเปล่าหรือมีลายลักษณ์อักษรก็ไม่มีใครคัดค้านได้ค่ะ” เธอเสริม
“ถ้าผู้ใหญ่ทั้งสองคนจะไม่พอใจก็คงไม่แปลกและอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องในอุบัติเหตุของคุณก็เป็นได้นะปิ่น” เคโซพยักหน้าอย่างเข้าใจพลางพูดออกมา
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนหน้านี้ฉันคงปฏิเสธหัวชนฝา แต่ตอนนี้ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วค่ะ” ปิ่นอนงค์พูดออกมาให้เขารู้ถึงมุมมองความคิดที่เริ่มเปลี่ยนไป
“อะไรก็เป็นไปได้หมด เราควรระวังตัว ไม่ใช่ผมอยากให้คุณแย่งมาแล้วยึดไว้ แต่ผมคิดว่าเจ้าสัวจะต้องมีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่ไม่ยอมให้มันควรจะเป็น ตอนนี้คุณคือคนที่ดูแลที่นี่แล้วนะปิ่น” เตโซพูดให้ปิ่นอนงค์ฉุกคิดเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเธอ
“แต่ถ้าเป็นพวกท่านจริงๆ ทั้งพ่อแม่และพี่ฉัตรล่ะ พวกเขาคือครอบครัวนะคุณโซ ฉัน…ฉัน…” ปิ่นอนงค์ไม่อยากพูดคำพูดที่ว่าเธอไม่อยากจะนึกเลยว่าครอบครัวเดียวกันทำได้ขนาดนี้เชียวหรือ
เพียงแค่ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของเดอะโฮมวรรณวิภากิจรีสอร์ต
“เราควรคิดเป็นสองทางคือใช่กับไม่ใช่…แล้วพลอยไม่โวยวายเหมือนเขอรีนบ้าวเหรอ” เตโซปลอบให้ได้คิดเสมอก่อนจะเงียบลงแล้วถามถึงลูกสาวของธีรเมศ
“ไม่รู้สิคะ ฉันกับพลอยไม่ได้สนิทกันค่ะและไม่ค่อยได้เจอกันด้วย ส่วนมากจะได้ข่าวว่าพลอยอยู่ต่างประเทศตลอด เอ่อ มันแปลกๆ หน่อยนะคะ พลอยเกิดพร้อมกันกับฉันเลยค่ะ” ปิ่นอนงค์ส่ายศีรษะเบาๆ พลางตอบออกไปก่อนจะอึกอักที่จะพูดเรื่องแปลกสำหรับเธอออกไป
“หมายถึงเกิดวันเดียวกันปีเดียวกัน?” เตโซเลิกคิ้วถาม
“เวลาเดียวกันด้วยค่ะ” ปิ่นอนงค์เสริม
“แปลกดี” เตโซตอบกลับ
“ใข่ไหมคะ มันแปลก” เธอย่นจมูกเล็กน้อยตอบโต้เสียงใสขึ้น
“แต่อาจจะเป็นเรื่องอัศจรรย์ก็ได้นะ” หากแต่เตโซยังเลือกที่จะพูดในทางที่ดีให้เธอได้อุ่นใจเสมอ
“คุณ…” ปิ่นอนงค์เรียกเขาแล้วเงียบไปจนเตโซต้องขานรับออกมา
“หืม?” ชายหนุ่มมองหญิงสาวอย่างรอคำถาม
“ทำไมคุณที่ทำให้คนอื่นอุ่นใจได้อยู่เสมอแบบนี้ล่ะคะ”
“คงเพราะผมเคยชินกับการดูแลคนอื่นมั้ง…แต่กับคุณ มีบางเรื่องที่ผมทำไปเป็นครั้งแรก”
“หือ? อะไรคะ”
“แบบนี้”
เตโซพูดจบประโยคมือหนาที่วางอยู่บนหน้าขาก็ยกขึ้นมาวางทาบลงบนแก้มนุ่มของปิ่นอนงค์แล้วใช้หัวแม่มือลูบไปมาเบาๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้และเพียงเสี้ยววินาทีที่หญิงสาวได้แต่มีสีหน้างุนงงไม่เข้าใจก่อนจะเบิกตาโตด้วยความตกใจแทนเมื่อชายหนุ่มทาบทับริมฝีปากประกบจูบลงมาอย่าหวานละมุน ค่อยๆ บดเคล้าริมฝีปากของเธอจากอ่อนโยนแล้วค่อยๆ กดลึกขึ้นราวกับจะครอบครองริมฝีปากของเธอเสียให้ได้ กดริมฝีปากจูบอย่างไม่คิดหยุดจนเธอเผยอริมฝีปากออกเขาก็แทรกลิ้นอุ่นเข้ามาเกี่ยวกระหวัดลิ้นของเธอจนหัวใจสั่นไหวอีกครั้งอย่างรุ่นแรง
เขากำลังจูบเธอ!
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







