เข้าสู่ระบบ“ข้าเชื่อ คงต้องฝากเจ้าดูแลทุกอย่าง”
สายตาที่แสดงออกในความมืดมิดเถรตรงตามคำกล่าว ทางด้านคนมองซึ่งเข้าใจความหมายคำว่าดูแลอย่างตรงไปตรงมา จึงตอบรับทันทีเพราะไม่ได้คิดลึกซึ้งเป็นอื่น
“ได้เจ้าค่ะ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ และกำลังจะเป็นอาจารย์ของข้า หยางเฟยฮวาผู้นี้พร้อมดูแลท่านอาจารย์ถวายหัว ยุงตัวเมียก็อย่าได้เข้าใกล้เป็นอันขาด ข้าจะตบให้ตายคามือ”คนขี้เล่นแต่ไม่ค่อยได้แสดงนิสัยจริงให้ผู้อื่นรับรู้ ยามนี้รู้สึกผ่อนคลายจึงเผยมุมเด็กน้อยออกไป
“ดูแลให้ดี อย่าให้สตรีอื่นเข้าถึงตัวข้าได้”คนตัวสูงโน้มใบหน้าเข้าใกล้ผู้ดูแลพิเศษ ซึ่งเขาพึ่งแต่งตั้งขึ้นเองในใจ
คนฟังกำลังคิดไตร่ตรองในคำกล่าวตรงไปตรงมา ทว่านางต้องหยุดคิด เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของคนจำนวนไม่ต่ำกว่า5คน กำลังเดินเข้ามาในจวนตระกูลหลันยามวิกาล อาจจะดูปกติสำหรับตระกูลคหบดีที่มีผู้มาติดต่อการค้าในยามค่ำคืน แต่ลางสังหรณ์ในใจกำลังร้องเตือนว่าผิดปกติ
“ท่านอาจารย์อยู่นิ่ง ๆ เจ้าค่ะ มีคนเข้ามาในจวนตระกูลหลันหลายคน”
หูซึ่งได้ยินระยะไกลได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้มาเยือน เพราะพวกเขาไม่ได้ใช้วรยุทธ์ในการเดิน คงเข้ามาโดยได้รับอนุญาต จึงไม่จำเป็นต้องระวังเรื่องการลงน้ำหนักฝ่าเท้าแต่อย่างใด
“กลับกันเลยดีหรือไม่ เพราะเจ้าหมดธุระกับหลันลี่จินแล้ว”
วงแขนแกร่งเตรียมโอบรัดร่างอวบ ซึ่งดูอย่างไรนางก็บอบบางตัวเล็กตัวน้อยในสายตาเขา เพื่อหมายมาดให้เคลื่อนที่ไปพร้อม ๆ กัน ในยามกลางคืนอันตรายมีมากยิ่งนัก หากปล่อยให้นางกลับเองเขาก็เป็นห่วง
“ข้ารู้สึกแปลก ๆ เหมือนจะเกิดเรื่องไม่ดี พวกเราควรอยู่รับฟังสักหน่อยเจ้าค่ะ”
“หากเข้าใกล้มากเกินไป เกรงว่าคนเหล่านั้นจะรู้ตัว”เสียงทุ้มกระซิบข้างกายคนที่เขาเตรียมโอบอุ้มทะยานหนี
ระยะที่ทั้งสองคนซ่อนตัวอยู่ค่อนข้างไกลจากห้องโถงของจวนตระกูลหลัน ซึ่งระยะนี้ไม่สามารถได้ยินเสียงคนปรึกษาหารือกันอย่างแน่นอน จึงจำเป็นต้องขยับเข้าใกล้มากกว่านี้
“อยู่ตรงนี้ก็ได้ยินเจ้าค่ะ ไม่ต้องขยับไปที่ใด”ความสามารถที่ไม่ได้ผิดแปลกมากมาย เฟยฮวาจึงไม่หลบซ่อนให้อึดอัดใจ นางถนัดเรื่องใดก็เปิดเผยให้รู้กันไป
มนุษย์กลายพันธุ์ที่ได้ยินในระยะไกล จ้องมองไปยังทิศต้นกำเนิดของเสียง แล้วตั้งสมาธิฟังในสิ่งที่อยากรู้ และสิ่งที่ได้ยินก็ยิ่งทำให้ร่างกายตื่นตัวพร้อมเข้าร่วมภารกิจสำคัญ
‘นางรำเช่นนั้นหรือน่าสนใจไม่น้อย’
หากฮ่องเต้แคว้นเฮ่อ มีชีวิตรอดปลอดภัยจากผู้ก่อการร้าย คนตระกูลหยางและท่านแม่ทัพใหญ่ ก็จะไม่เดือดร้อน มีเหตุก็ย่อมมีผลของมัน หากจะให้นิ่งดูดายในสิ่งที่ได้รับรู้ แล้วใช้ชีวิตเพื่อความสุขของตนเองไปวัน ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ทว่าจิตใจของอดีตแม่ทัพหญิง ผู้ซึ่งเคยทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวม ยังคงยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์เดิม เพราะส่วนรวมที่กำลังกล่าวถึงมีคนตระกูลหยาง และท่านแม่ทัพใหญ่ผู้มีพระคุณ เข้าไปข้องเกี่ยวอย่างเลี่ยงไม่ได้ หยางเฟยฮวาจึงไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างนิ่งเฉยและปล่อยวางได้
“ท่านอาจารย์ฟังตามที่ข้ากล่าวนะเจ้าคะ ข้าได้ยินตามนี้”
“อืม”สวีเยี่ยนหลงตั้งใจฟังคำบอกเล่าจากริมฝีปากอวบอิ่ม ซึ่งยามนี้ขยับมาอยู่ใกล้ชิดกับใบหน้าเขา
แม่ทัพหนุ่มพยายามตั้งสติ เพื่อฟังคำบอกเล่าทุกอย่างและจดจำให้ขึ้นใจ แต่ก็เผลอเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นความงดงามในระยะประชิดตัวเช่นนี้ ‘อดีตสามีของนางช่างโง่เขลายิ่งนัก’
ตระกูลหลันต้อนรับกลุ่มผู้มาเยือนราว ๆ ห้าคนในยามราตรี ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะตระกูลคหบดีย่อมติดต่อซื้อขายกับบุคคลภายนอกทั้งกลางวัน และกลางคืนเป็นเรื่องปกติ
“เดือนหน้าลงมือได้ คนผู้นั้นต้องการสะสางในงานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพ”น้ำเสียงห้วนเอ่ยขึ้นกับผู้มารอคอยต้อนรับ
“ท่านต้องการให้ใช้กลุ่มใดลงมือขอรับ”
“นางรำหอบงกช เพราะงานในวันนั้นเหล่าสตรีต่างออกมาร่ายรำ และแสดงความสามารถ อีกอย่างพวกบุรุษกลัดมันจะได้เพลิดเพลินตา และไม่สนใจระแวงว่านางรำเหล่านั้นคือมัจจุราช”
“ขอรับข้าจะจัดการให้ดี ท่านมีสิ่งใดต้องการอีกหรือไม่”เสียงบุรุษวัยกลางคนตอบรับอย่างนอบน้อม
“เรียกหนูลี่จินมานวดให้ข้าสักหน่อย เปิดห้องเดิมชั่วคราวแล้วค่อยกลับจวน”
“เอ่อ..ขอรับ”
น้ำเสียงตะกุกตะกักคล้ายจำยอมเอ่ยตอบรับ เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกร้องขอเช่นนี้ แต่สตรีที่ถูกเรียกมาปรนนิบัติไม่เคยปฏิเสธ และบอกกล่าวว่าเต็มใจช่วยเหลือ เขาจึงได้แต่ยินยอมให้เป็นไปเพื่อความอยู่รอดของตระกูล
ผ่านไปไม่นานเฟยฮวาก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางด้วยความถูกใจของหลันลี่จิน และก็มีข้อดีเกิดขึ้นจากกิจธุระในที่ร่มของชายหญิง เมื่อหลันลี่จินเรียกขานตำแหน่งงานของบุรุษ ที่เรียกให้นางมาช่วยนวดผ่อนคลายร่างกาย
“ท่านราชครูทำแรง ๆ สิเจ้าคะ”
คนกล่าวนึกขัดใจเพราะเคยถึงอกถึงใจทุกรอบจากฝีมือของคนสวนหนุ่ม เมื่อได้รับแรงจากบุรุษวัยกลางคนจึงไม่ค่อยอิ่มเอม
“ลี่จินตรงนี้ทำไมถึงลื่นเพียงนี้ เจ้าไปนอนกับผู้ใดมาก่อนข้าเช่นนั้นหรือ ร่านยิ่งนักแต่ไม่เป็นไรข้าชอบ”
“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่เห็นตรงนั้นของท่านจึงเกิดอารมณ์”หากตอบไปตามตรง คงอดลิ้มลองคนสวนในจวน เพราะบุรุษผู้นี้ปากก็บอกว่าชอบแต่หวงของเป็นที่หนึ่ง
ทางด้านผู้สอดแนมก็ส่ายหัวไปมาคล้ายระอาใจ เมื่อได้รับรู้เรื่องลับเพิ่มเติมของอดีตสหาย ท่านราชครูของแคว้นเฮ่อเช่นนั้นหรือ ฟังจากน้ำเสียงก็คงมีอายุไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งหนุ่มทั้งแก่หลันลี่จินฟาดเรียบ!
“ท่านอาจารย์ข้าไม่รู้ว่าผู้ใดกำลังสนทนาต่อกันอยู่บ้าง พวกเขาไม่หลุดปากเอ่ยชื่อแซ่ออกมาเลยเจ้าค่ะ รู้แค่ตำแหน่งงานของบุรุษที่เรียกให้หลันลี่จินมาปรนนิบัติในที่ลับ นางเรียกบุรุษผู้นั้นว่าท่านราชครู บุรุษผู้นั้นมีน้ำเสียงที่แก่กว่าคนหนุ่มอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ท่านราชครู!”
สวีเยี่ยนหลงแทบตะโกนออกมา เพราะราชครูของแคว้นเฮ่อที่มีน้ำเสียงแก่ มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น มิหนำซ้ำยังเป็นบุคคลที่เฮ่อจิ่นเทียนฮ่องเต้เคารพนับถือ มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นองค์ชายรัชทายาท และตัวเขาเองก็นับถือคนผู้นั้นเช่นกัน
“ใช่เจ้าค่ะ ฟังจากน้ำเสียงอายุน่าจะเกิน50ปี”ผู้ที่วิเคราะห์น้ำเสียงเก่งเอ่ยไปตามที่คิด
“เฟยฮวาเจ้าหลบออกไปรอข้าที่ศาลร้างก่อนถึงจวนตระกูลกวงได้หรือไม่ ข้าจะไปแอบดูว่าพวกมันเป็นใครกันแน่”สวีเยี่ยนหลงจำเป็นต้องเสี่ยงเข้าไปใกล้ เพื่อให้เห็นโฉมหน้าผู้วางแผนการร้าย ตามที่หยางเฟยฮวาบอกกล่าว
เขาเชื่อคำบอกกล่าวของนางทุกอย่าง ยามนี้จึงโมโหมากเมื่อรู้ว่าคนพวกนั้น กล้าวางแผนร้ายต่อฮ่องเต้ภายใต้จมูกของเขา แต่ก็ไม่อยากให้คนข้างกายมาเสี่ยงด้วย จึงให้นางล่วงหน้าไปรอในที่ลับตาคน
“อย่าพึ่งไปตอนนี้เจ้าค่ะ เอ่อ…ทั้งสองยังไม่เสร็จกิจเรื่องนั้น รอข้าให้สัญญาณท่านค่อยไปแอบดูไกล ๆ ”
“หืม กิจในที่ลับเจ้าหมายถึง…”
สวีเยี่ยนหลงแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แม่ดอกบัวขาวผู้นั้นเป็นเพียงสตรีอายุน้อยผู้หนึ่ง เหตุใดจึงมักมากในกามถึงเพียงนี้ ยิ่งนึกไปถึงว่าหยางเฟยฮวาต้องพ่ายแพ้ให้สตรีแบบนี้ เขายิ่งรู้สึกสมเพชรองแม่ทัพผู้ใต้บังคับบัญชา
“เจ้าค่ะ ฉะนั้นท่านรอก่อน ประเดี๋ยวจะได้ดูงิ้วสด ๆ ”เสียงหวานเอ่ยเย้าแหย่คนใจร้อน
“ถึงเห็นข้าก็ไม่รู้สึกอะไรนอกจากรังเกียจ ผู้หนึ่งก็ไม่ดูสังขารตัวเอง อีกคนก็เห้อ!..ข้าเริ่มสงสารกวงไป่หลงเสียแล้ว เอ่อ..เฟยฮวาข้าขอโทษที่กล่าวพาดพิงถึงบุรุษผู้นั้น”
“ฮ่า ฮ่า ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ ข้าก็คิดเช่นเดียวกับท่านอาจารย์ ‘สมน้ำหน้า’ คำนี้ข้าอยากกล่าวต่อหน้ากวงไป่หลงยิ่งนัก”
ริมฝีปากอวบอิ่มขยับขึ้นลงตามธรรมชาติ เป็นภาพงดงามและเพลิดเพลินสายตาของคนที่แอบชำเลืองมอง เพราะเกรงว่านางจะปกปิดความเสียใจไว้เพียงผู้เดียว
“อยากกล่าวข้าก็จะพาไปกล่าว”
ถึงจะรู้ว่าผิดที่คิดไม่ซื่อ กับสตรีที่พึ่งหย่าร้างกับสามีเก่าเพียงแค่วันเดียว แต่คนที่ตรงใจต่อให้ห้ามใจอย่างไรก็ไม่เป็นผล ยิ่งห้ามเขายิ่งอยากเข้าใกล้
“ไม่แล้วเจ้าค่ะ สมน้ำหน้าในใจก็สะใจดี ข้าขี้เกียจพุดคุยกับอดีตสามี ยิ่งคุยด้วยเขายิ่งคิดว่าข้ามีใจ”
“อืม ตามใจเจ้า”
“โอ้! ท่านราชครูคงรีบไม่เบา จึงรีบทำรีบเสร็จ ท่านอาจารย์คนผู้นั้นออกมาแล้ว ท่านตามไปก็ระวังตัวด้วย ข้าจะไปรอที่จุดนัดพบ”
หลังบอกกล่าวด้วยความห่วงใย เฟยฮวาก็เร่งฝีเท้าออกวิ่งทันที เมื่อต้องทำงานร่วมกันคล้ายสหายร่วมงาน นางจึงไม่ปิดบังท่านแม่ทัพ เรื่องที่สามารถวิ่งได้เร็วพอ ๆ กับผู้มีวรยุทธ์
“นางไม่มีวรยุทธ์แต่วิ่งเร็วมาก เผลอ ๆ อาจจะเร็วกว่าข้า”สวีเยี่ยนหลงแทบขยี้ตารัว ๆ เมื่อเห็นคนที่ไม่เคยฝึกวรยุทธ์เคลื่อนไหวรวดเร็วถึงเพียงนั้น
หกปีผ่านไป…ท่ามกลางธรรมชาติงดงาม ซึ่งมีภูเขาน้อยใหญ่ห้อมล้อมอย่างลงตัว มีเรือนขนาดกลางหลังหนึ่งตั้งอยู่ในหุบเขา เรือนหลังนี้ถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ส่วนตัวของจักรพรรดิผู้ปกครองแคว้นเฮ่อทว่าเจ้าตัวมีภารกิจรัดตัวยิ่งกว่าคนอื่น ๆ จึงไม่ค่อยมีโอกาสมาพักผ่อนที่เรือนน้ำพุร้อนแห่งนี้สักเท่าไหร่ มีเพียงหลานชายกับหลานสะใภ้ที่เทียวมาพักทุกปี บางปีก็มากันหลายครั้ง“ท่านพี่วันนี้พวกเราไม่กลับจวนหรือเจ้าคะ ป่านนี้เด็ก ๆ คงชะเง้อคอรอคอยกันใหญ่แล้ว ท่านพาข้ามาเที่ยวสามวันสามคืนแล้วนะเจ้าคะ”หยางเฟยฮวาคุณแม่ลูกสาม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง เพราะพึ่งขึ้นควบขี่ม้าศึกทวนใหญ่อยู่นานสองนาน กว่าสามีจะยอมสงบนางก็เกือบเอวเคล็ด สามีติดใจท่วงท่าร่อนเอวยิ่งกว่าท่วงท่าอื่น ๆ จึงต้องขึ้นโยกขยับอยู่ทุกคืน ผ่านพ้นมาหกปีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้พักเขาบอกว่าจะพามาเที่ยวชมธรรมชาติ แต่นางยังไม่มีโอกาสสวมใส่อาภรณ์เลยสักวัน เดินทางมาถึงเรือนน้ำพุร้อนธรรมชาติในช่วงบ่ายของวัน สามีวัย40ปีผู้ที่แข็งแรงไม่ต่างจากหนุ่ม ๆ ก็ชวนทำกิจกรรมกระชับสัมพันธ์ในที่ร่มตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ขึ้นร่อนจนขาสั่นก็ลงมานอนกางขารับบทผู้ถูกกระทำต่ออีกห
ขณะที่ก้าวเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงในพระราชวัง หยางเฟยฮวาก็ถูกเสียง ๆ หนึ่งก่นด่าด้วยความไม่พอใจ นางเดินเข้างานเพียงลำพังเพราะอยากมาเตรียมการบางอย่างล่วงหน้าสวีเยี่ยนหลงมาส่งถึงหน้าประตูท้องพระโรง ก็ต้องรีบปลีกตัวไปประชุมลับ กับหน่วยองครักษ์ประจำพระองค์ ทางด้านคนตระกูลหยางก็กำลังทะยอยลงจากรถม้า แล้วเดินตามกันมาในภายหลังหยางเฟยฮวานึกโครงสร้างของท้องพระโรงไม่ออก จึงขอเดินเข้ามาสำรวจและสอดแนมก่อนคนอื่น ๆ ในขณะที่กำลังหาจุดอับเพื่อหลบสายตาผู้คน ก็ได้ยินเสียงน่ารำคาญดังขึ้น“เอ๊ะ! มาขวางทางข้าทำไม ไม่รู้หรือว่าข้าคือผู้ใด แล้วเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงกล้าเข้ามาในงานเลี้ยงครั้งสำคัญ”“พูดมากจริงเชียว เบิกตาขึ้นกว้าง ๆ แล้วมองดูว่าข้าคือใคร ไม่ใช่สักแต่ด่าผู้อื่นไปเรื่อย ข้าหยางเฟยฮวาสหายรักของเจ้าอย่างไรเล่าหลันลี่จิน หากคนตระกูลหยางไม่กล้าเข้ามาในงานเลี้ยงครั้งนี้ แล้วตระกูลใดจะกล้าเข้ามา ตระกูลหลันเช่นนั้นหรือ”“หยางเฟยฮวา เหตุใดเจ้าจึง…”“งดงามใช่หรือไม่ ข้าก็แค่ลดความอ้วนแปลกตรงไหน ปกติก็ใบหน้าสวยหวานอยู่แล้ว มีแต่เจ้าที่ชอบหลอกตัวเองว่าข้าอัปลักษณ์ งามไม่เท่าเลยต้องสะกดจิตตัวเองว่างามกว่า ข
สิ้นเสียงคำบอกกล่าว ร่างอวบอิ่มก็ขึ้นคร่อมทับอยู่ด้านบน เพราะเรียนรู้มาบ้างแล้วว่าท่วงท่าลักษณะเช่นนี้เจ็บแต่จบ และสามารถค้นหาจุดเสียวซ่านได้เร็ว ไม่ต้องรั้งรอให้เจ็บซ้ำ ๆ จนหมดอารมณ์อาศัยช่วงที่คนตัวโตนอนหลับตาซึมซับความสุข นางก็กดแทรกใจกลางบุปผาอวบอูมตรงรอยแยกปริ่มน้ำ ให้ครอบครองกลืนกินแท่งทวนขนาดใหญ่ในครั้งเดียว!กึก! พรวด!เสียงฉีกขาดของเส้นแบ่งกั้นความหฤหรรษ์ ความรู้สึกเจ็บแสบแล่นปราดไปทั่วกายสาว ทางด้านเจ้าของแท่งทวนตัวการสำคัญก็เจ็บเช่นกัน เพียงแค่เจ็บไม่มากเท่าคนที่ถูกสอดแทรกเข้าไปจนมิดด้าม“โอ๊ย! ท่านพี่ข้าเจ็บ”คนใจกล้าตัวสั่นระริกเพราะเจ็บร่องคับแคบจนพูดไม่ออก แต่ความเจ็บปวดเพียงเท่านี้ ไม่สามารถฉุดรั้งห้วงอารมณ์สวาทให้ดับมอดลงได้หรอก นางยังอยากไปต่อเพื่อค้นหาความสุขสมในอนาคตอันใกล้นี้ ‘ร่อนไม่แตกอย่าได้เรียกนางว่าหยางเฟยฮวา’“อา..ฮวาเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บมากหรือไม่”มือใหญ่ช่วยยกสะโพกผายให้ลอยขึ้น เพราะเกรงว่านางมารจอมยั่วสวาทจะทนไม่ไหว แต่เขาก็ต้องสูดปากเสียงดังเมื่อคนข้างบนไม่ยอมหยุดพัก ทั้งยังร่อนเอวด้วยท่วงท่าพลิ้วไหวน่ามอง“ซี๊ด!…ฮูหยิน อืม…”สวีเยี่ยนหลงยอมรับค
สวีเยี่ยนหลง เดินเข้ามาอุ้มเรือนร่างอวบอิ่มขาวโพลน แล้วจับให้นั่งลงบนตักแกร่งในท่าหันหลังพิงอกเขา โดยที่สายน้ำอยู่ในระดับพอท่วมปลายถันพอดี มือสากระคายก็เริ่มทำหน้าที่ประจำของมัน จนเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญด้านการนวดคลึงเป็นที่สุด“ท่านอาจารย์ตรงนั้น มันเอ่อ…ตั้งตรงจนทิ่มขาข้า”“เรียกข้าว่าท่านพี่เถิดฮวาเอ๋อร์ หลังจากคืนนี้เจ้าคือฮูหยินของแม่ทัพใหญ่โดยสมบูรณ์”“ท่านพี่เจ็บหรือไม่เจ้าคะ แข็งมากถึงเพียงนั้น”เสียงอ่อนหวานกระซิบยั่วเย้าปลุกกำหนัดคนตัวโต“เจ็บและฮวาเอ๋อร์ต้องช่วยให้หายเจ็บ มันอาจจะตั้งอยู่แบบนี้ทั้งคืนก็อย่าได้ถือสา แค่ร้องครางหวาน ๆ สามีก็พอใจแล้ว”“เช่นนั้นต้องนั่งท่านี้ อา…อย่าพึ่งเบียดเข้ามานะเจ้าคะเดี๋ยวเจ็บ”ร่างอวบอิ่มพลิกกลับมานั่งคร่อมตักแกร่ง ในท่านั่งหันหน้าเข้าหากัน แต่ก็เอ่ยร้องห้ามปรามเมื่อสิ่งที่กำลังตั้งชูชันอยู่ใต้น้ำ กำลังสัมผัสโดนจุดที่ไวต่อความรู้สึกเข้าพอดี“ทำอย่างไรจึงจะไม่เจ็บเล่า จูบกันก่อนดีหรือไม่”เสียงทุ้มเอ่ยถามลองใจคนช่างยั่ว“ต้องถามด้วยหรือเจ้าคะ”ใบหน้าหวานเงยหน้าท้าทายสายตาหื่นกระหายที่จ้องมองมา“ฮวาเอ๋อร์ข้าจะกลืนกินเจ้าให้สมกับที่เจ้ายั่วข้าทุก
“กวงจื่อหมิง กวงไป่หลง วันนี้ตระกูลหยางกำลังจัดงานหมั้นของหยางเฟยฮวากับคนรักของนาง ข้าผู้เป็นบิดาของฝ่ายหญิงขอเชิญพวกเจ้าเข้าร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ แต่หากไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร”หยางจิ้งถงเอ่ยเชิญสหายสนิทกับอดีตบุตรเขย เข้าร่วมงานเลี้ยงหมั้นหมายของบุตรสาว เขาออกมาต้อนรับผู้มาเยือนด้วยตนเอง จึงต้องเอ่ยเชิญไปตามมารยาท ถึงแม้ในใจจะอยากเชิญเพียงสหายก็ตาม“เฟยฮวากำลังหมั้นหรือขอรับท่านอา”กวงไป่หลงรีบซักถามอย่างร้อนใจ ความรู้สึกของเขายามนี้เต็มไปด้วยความเสียดายและเสียใจน้ำเสียงของรองแม่ทัพหนุ่มร้อนรนและหมดหวัง จนกวงจื่อหมิงผู้เป็นบิดานึกสงสาร ที่พวกเขามาเยือนตระกูลหยางในวันนี้ เพราะบุตรชายร้องขอให้ช่วยพูดกับอดีตลูกสะใภ้ ให้นางหวนกลับคืนมารับตำแหน่งฮูหยินเอกรองแม่ทัพดังเดิม“อืม เป็นเช่นนั้น คงไม่ผิดอะไรเพราะนางก็ไร้พันธะ ทางด้านบุรุษที่มาขอหมั้นหมายก็ไม่รังเกียจเรื่องหย่าร้าง ทั้งสองคนต่างมีใจให้กันและพร้อมใช้ชีวิตร่วมกัน”หยางจิ้งถงถือโอกาสนี้กล่าวตอกย้ำอดีตบุตรเขยสักหน่อยเถิด ทำสีหน้าท่าทางเสียดายให้ผู้ใดมอง เขาไม่เอากำปั้นทุบหน้าขาว ๆ ก็ดีมากเท่าไหร่ เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของสองตระกูล และ
“นั่นปะไร! ข้าคิดเอาไว้ไม่มีผิด”บุตรชายคนโตตระกูลหยาง ซึ่งกำลังเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับน้องสาวเอ่ยขึ้นเสียงดัง เมื่อได้ยินในสิ่งที่ตรงกันกับคำบอกกล่าวของน้องชายฝาแฝดทั้งสองที่รู้สึกตัวแล้ว แต่ยังต้องนอนพักฟื้นอยู่บนเตียง จึงไม่ได้เดินออกมารับประทานอาหารเช้าพร้อมกับครอบครัว“ข้ากับฮวาเอ๋อร์มีใจให้กันขอรับ ข้าพึงใจนางตั้งแต่มีโอกาสสอนวรยุทธ์ให้บุตรสาวคนเก่งของพวกท่าน วันนี้ข้าอยากหมั้นหมายจับจองหยางเฟยฮวาเอาไว้ก่อน และจะจัดงานแต่งงานในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”สายตาคมกริบสบสายตาเข้ากับดวงตาดำขลับ ของสตรีที่เขารักและอยากแต่งงานด้วยเพียงผู้เดียว เกิดมาจนกระทั่งอายุ35ปี ก็พึ่งคิดอยากมีคนอยู่ข้างกาย ทั้งยามสุขและยามทุกข์ หากไม่ใช่หยางเฟยฮวาผู้นี้ เขาคงครองตนเป็นโสดไปตลอดชีวิตชีวิตของเขาไม่มีผู้ใดบังคับเรื่องการแต่งงาน แม้กระทั่งฮ่องเต้ผู้มีศักดิ์เป็นท่านน้าก็ไม่กล้าบังคับ เฮ่อจิ่นเทียนฮ่องเต้เป็นน้องชายต่างมารดาขององค์หญิงเฮ่อจินเหมย มารดาผู้จากลาของเขานั่นเองทำตัวเป็นโจรเด็ดบุปผามาหลายคืน วันนี้โอกาสเหมาะสมเขาจึงบอกกล่าวความจริงให้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงรับรู้อย่างเป็นทางการ จะได้รีบเร่งแต่งฮูห







