เข้าสู่ระบบเมื่อออกจากจวนสกุลเซี่ยได้นางก็วิ่งลัดเลาะไปยังคลองระบายน้ำ เมื่อไปถึงตรอกแห่งหนึ่งก็มีขอทานน้อยสองคนออกจากตรอกอันมืดมิดวิ่งตรงมาหานางแล้วก็แบมือขอเงินจากนางในทันที ฮวาจื่อชิงมอบถุงเงินอันหนักอึ้งให้สองขอทานน้อยคนละถุง พวกเขายิ้มแย้มแล้วรับเงินไปด้วยความยินดี เมื่อเห็นว่าฮวาจื่อชิงมีสาวใช้ติดตามมาด้วยอีกสองคนพวกเขาจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์
“แม่นางที่พวกเราเคยตกลงกันไว้มีแค่แม่นางเพียงผู้เดียวมิใช่หรือ”
“นั่นมันข้อตกลงเมื่อสามเดือนที่แล้ว พวกเจ้าได้รับเงินที่ข้าส่งมาให้พวกเจ้าทุกเดือนมาโดยตลอดมิใช่หรือ อีกทั้งข้ายังส่งยารักษาโรคที่ดีที่สุดมาให้พวกเจ้าอีก พวกเจ้าไม่คิดว่าควรจะตอบแทนข้าให้มากขึ้นอีกสักหน่อยหรือ” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้เด็กน้อยทั้งสองหันไปปรึกษากันแล้วสุดท้ายก็หันมาพยักหน้าให้นาง
“ได้ ถ้าเช่นนั้นรบกวนพวกท่านตามข้าสองคนมา ก่อนอื่นพวกท่านจะต้องเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่พวกข้าหามาให้ก่อน พวกท่านจะได้ดูกลมกลืนกับพวกข้า” เมื่อเด็กน้อยเอ่ยเช่นนี้ทั้งฮวาจื่อชิง มู่เหยาและมู่หลีก็ต่างพยักหน้า ขอทานน้อยทั้งสองจึงพาพวกนางไปยังตรอกที่เป็นแหล่งกบดานของพวกเขาแล้วนำเสื้อผ้าของขอทานมาให้พวกนางสวมใส่ มู่เหยาและมู่หลีมีความลำบากเล็กน้อยเนื่องจากมีเนื้อตัวใหญ่โตกว่าชุดที่พวกเขามี ฮวาจื่อชิงจึงใช้มีดสั้นที่นางพกติดตัวมากรีดตามตะเข็บให้ขาดหลายจุดพวกนางจึงสามารถใส่ชุดที่ขอทานน้อยหามาให้ได้ แม้ว่าจะดูรุ่งริ่งและไม่พอดีตัวแต่ก็สามารถเรียกได้ว่ากลมกลืนพอสมควร
“ผมของพวกท่านก็ทำให้ดูยุ่งเหยิงสักหน่อยเถิด ส่วนแม่นางคนงามท่านจะแต่งกายเลียนแบบบุรุษไปทำไมกัน แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าท่านเป็นสตรี ทางที่ดีที่สุดก็คือทำให้ใบหน้าและเนื้อตัวของท่านสกปรกให้ได้มากที่สุดจะดีกว่า” เมื่อขอทานน้อยเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วปรับเปลี่ยนทรงผมของตนเป็นทรงผมของสตรีที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่ลืมที่จะทำให้ยุ่งเหยิง
นางย่อกายลงใช้ฝ่ามือกำดินขึ้นมาแล้วนำมาถูกตามลำคอและเนื้อตัว ปัดดินให้เหลือเพียงฝุ่นบางเบาแล้วนำมาป้ายที่ใบหน้าอย่างไม่คิดรังเกียจ ส่วนมู่เหยาและมู่หลีดึงทึ้งผมของตนเองให้หลุดลุ่ยลงมาแล้วนำดินมาลูบตามลำคอและเนื้อตัวรวมทั้งใบหน้าอีกด้วย เด็กชายทั้งสองเห็นการกระทำของพวกนางแล้วก็พยักหน้าแล้วจึงพาสตรีทั้งสามไปยังที่ทำงานของตนเอง
“เอาผ้านี่ปิดปากปิดจมูกของพวกท่านเอาไว้ ระมัดระวังให้ดีอย่าได้แสดงท่าทีรังเกียจออกมาเชียวนะ” เด็กชายออกคำสั่งพลางยื่นผ้ามาให้ มู่เหยาและมู่หลีเห็นแล้วว่าเด็กขอทานเหล่านี้ทำหน้าที่ขนสิ่งปฏิกูลไปทิ้ง พวกนางต่างก็หันไปมองฮวาจื่อชิงด้วยสายตาเป็นห่วงในทันที
“พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าทำได้แน่” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้พวกนางก็พยักหน้าแล้วลงมือมัดผ้าปิดปากและจมูกของตนเองเอาไว้ แล้วรับถังไม้ที่เด็กๆ ส่งมาให้อย่างกลำ้กลืนฝืนทน ด้านในถังไม้ที่พวกนางถือเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลที่ส่งกลิ่นเหม็นอันรุนแรง แม้ว่าผ้าปิดปากที่พวกนางใช้จะไม่สามารถลดกลิ่นเหม็นลงได้แต่ก็สามารถอำพรางใบหน้าของพวกนางได้
พวกนางปะปนไปกับกลุ่มขอทานที่ต่อแถวหิ้วถังปฏิกูลไปทิ้งนอกเมือง ทหารที่คอยเปิดประตูให้หาได้สนใจที่จะตรวจสอบพวกนางไม่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างใดจะมีผู้ใดคิดได้บ้างว่าฮูหยินของท่านอัครเสนาบดีจะยอมแต่งชุดขอทานหิ้วถังปฏิกูลออกไปทิ้งนอกเมืองเช่นนี้
เมื่อพวกนางออกนอกเมืองได้ก็อำลากลุ่มขอทานแล้วเดินทางต่อเข้าไปในชายป่า พอพบลำธารที่ใส่สะอาดและปราศจากผู้คนพวกนางก็รีบถอดเสื้อผ้าสกปรกทิ้งไปในทันที แล้วหลังจากนั้นก็ลงไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวในลำธารจนคิดว่าตนเองหมดกลิ่นเหม็นแล้ว นับเป็นครั้งแรกที่มู่เหยาและมู่หลียินยอมฟอกสบู่ที่มีราคาแพงอย่างไม่คิดเสียดายเงิน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่ที่ฮวาจื่อชิงมอบให้ช่วยทำให้พวกนางรู้สึกดีขึ้นเป็นอย่างมาก
“หลังจากนี้นายหญิงจะทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ” มู่เหยาเอ่ยถามพลางจ้องมองนายหญิงของตนที่ในยามนี้กำลังแช่กายอยู่ในน้ำอย่างสบายอกสบายใจ
“แน่นอนว่าครั้งนี้ข้าคงต้องเดินทางด้วยเรือ การเดินทางไปทางน้ำจะทำให้ไปได้ไกลและรวดเร็วขึ้น ว่าแต่พวกเจ้ายินดีที่จะติดตามข้าไปจริงหรือ หนทางข้างหน้าอาจจะลำบากมากกว่านี้ก็ได้นะ” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้ทั้งมู่เหยากับมู่หลีก็ต่างส่งเสียงตอบนางด้วยความมั่นใจ
“ไปสิเจ้าคะ” คนทั้งสองพูดออกมาพร้อมกันแล้วก็หัวเราะ มู่หลีจึงได้เอ่ยออกมาตามที่ใจคิด
“พวกข้าตัดขาดกับครอบครัวของตนเองไปแล้ว ระหว่างพวกข้ากับนายท่านก็หาได้มีความผูกพันฉันเจ้านายกับลูกน้อง การเป็นสาวใช้ของผู้อื่นไม่ง่ายเลยแต่การเป็นสาวใช้ของนายหญิงง่ายดายเป็นอย่างมาก หลังจากนี้พวกข้าจะยอมอดให้นายหญิงอิ่ม จะยอมหนาวเพื่อให้ท่านอบอุ่น หากนายท่านตามมาทันพวกข้าก็จะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนายหญิง” คำพูดของมู่หลีทำให้มู่เหยาพยักหน้า
“พวกข้ารังเกียจบุรุษมากชู้หลายใจ เพราะความมากชู้หลายใจของท่านพ่อทำให้ชีวิตของพวกข้าต้องลำบาก ท่านแม่ของพวกข้าถูกทอดทิ้งให้อดอยากและหนาวตายอยู่นอกบ้านในขณะที่สตรีที่ท่านพ่อถูกใจได้เข้ามาอยู่ในบ้านและใช้ชีวิตอย่างหน้าชื่นตาบาน ส่วนพวกข้าก็ถูกโขกสับและถูกใช้แรงงานยิ่งกว่าทาส ยามนี้เมื่อได้เห็นว่านายหญิงต้องประสบกับเคราะห์กรรมเช่นนี้พวกข้าก็ไม่อาจจะปล่อยให้นายหญิงไปเผชิญกับความลำบากยามอยู่ข้างนอกได้” มู่เหยาเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ฮวาจื่อชิงจึงส่งยิ้มให้พวกนางแล้วเอ่ยออกมาด้วยความอ่อนโยน
“ขอบคุณพวกเจ้ามาก แต่หลังจากนี้หากพวกเจ้าอยากจะร่วมเดินทางไปกับข้าก็ไม่ต้องสนใจสถานะนายบ่าวกันแล้ว ที่ข้ายินยอมให้พวกเจ้าติดตามมาหาใช่เพราะต้องการให้พวกเจ้ามาคอยปรนนิบัติ แต่เป็นเพราะข้ากังวลว่าพวกเจ้าจะถูกลงทัณฑ์เพราะแรงโทสะของเซี่ยเหวินหลาง ดังนั้นในวันข้างหน้าหากข้าประสบกับเคราะห์ภัยหรือว่าบังเอิญว่าเซี่ยเหวินหลางติดตามข้ามาได้ทันจริงพวกเจ้าก็ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องข้า ขอแค่เพียงพวกเจ้าอยู่รอดปลอดภัยไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะข้าก็ทำให้ข้ารู้สึกสบายใจแล้ว” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้สองพี่น้องสกุลมู่ส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันในทันที
“ในเมื่อท่านลดตัวลงมาเห็นพวกข้าเป็นน้องสาว พวกข้าก็จะนับถือท่านดุจพี่สาวคนหนึ่ง วันหน้าหากพี่สาวของพวกข้ามีภัยพวกข้าย่อมไม่ถอยหนี” มู่เหยาเอ่ยออกมาโดยมีมู่หลีส่งเสียงสนับสนุน
“ท่านไม่ต้องกังวล ต่อไปพวกข้าจะช่วยกันดูแลท่านเอง รับรองว่าจะไม่ปล่อยให้ท่านต้องหิวโหย หรือว่าทนหนาวเหน็บอยู่ข้างนอกเฉกเช่นเดียวกับสิ่งที่ท่านแม่ของพวกข้าต้องเผชิญอย่างแน่นอน” เมื่อมู่หลีเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็ยิ้มออกมาพลางคิดในใจว่า นางโชคดีเหลือเกินที่ได้เพื่อนร่วมทางที่ดีเช่นนี้ ไม่รู้ว่ายามนี้ญาติผู้พี่ของนางจะเป็นเช่นไรบ้าง นางได้แต่ภาวนาว่ายามที่เซี่ยเหวินหลางได้เห็นจดหมายของนางแล้วเขาจะไม่บรรลุแก่โทสะจนทำร้ายญาติผู้พี่ของนางไม่เช่นนั้นนางคงจะรู้สึกผิดต่อญาติผู้พี่ไปตลอดชีวิตที่เหลืออย่างแน่นอน
เมื่อออกจากจวนสกุลเซี่ยได้นางก็วิ่งลัดเลาะไปยังคลองระบายน้ำ เมื่อไปถึงตรอกแห่งหนึ่งก็มีขอทานน้อยสองคนออกจากตรอกอันมืดมิดวิ่งตรงมาหานางแล้วก็แบมือขอเงินจากนางในทันที ฮวาจื่อชิงมอบถุงเงินอันหนักอึ้งให้สองขอทานน้อยคนละถุง พวกเขายิ้มแย้มแล้วรับเงินไปด้วยความยินดี เมื่อเห็นว่าฮวาจื่อชิงมีสาวใช้ติดตามมาด้วยอีกสองคนพวกเขาจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์“แม่นางที่พวกเราเคยตกลงกันไว้มีแค่แม่นางเพียงผู้เดียวมิใช่หรือ” “นั่นมันข้อตกลงเมื่อสามเดือนที่แล้ว พวกเจ้าได้รับเงินที่ข้าส่งมาให้พวกเจ้าทุกเดือนมาโดยตลอดมิใช่หรือ อีกทั้งข้ายังส่งยารักษาโรคที่ดีที่สุดมาให้พวกเจ้าอีก พวกเจ้าไม่คิดว่าควรจะตอบแทนข้าให้มากขึ้นอีกสักหน่อยหรือ” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้เด็กน้อยทั้งสองหันไปปรึกษากันแล้วสุดท้ายก็หันมาพยักหน้าให้นาง“ได้ ถ้าเช่นนั้นรบกวนพวกท่านตามข้าสองคนมา ก่อนอื่นพวกท่านจะต้องเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่พวกข้าหามาให้ก่อน พวกท่านจะได้ดูกลมกลืนกับพวกข้า” เมื่อเด็กน้อยเอ่ยเช่นนี้ทั้งฮวาจื่อชิง มู่เหยาและมู่หลีก็ต่างพยักหน้า ขอทานน้อยทั้งสองจึงพาพวกนางไปยังตรอกที่เป็นแหล่งกบดานของพวกเขา
“ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่านจะคิดถึงข้ามากเป็นพิเศษนะ ไม่เพียงเรียกตัวข้าให้มาหาท่านบ่อยครั้งขึ้น แถมช่วงนี้ยังยินดีจ่ายให้ข้ามากเป็นพิเศษอีกด้วย” เสียงอันเย้ายวนของสตรีภายในห้องทำให้ฮวาจื่อชิงรีบหยุดฝีเท้าแล้วหยุดยืนฟังอยู่ไกลๆ ขอแค่เพียงได้ยินสิ่งที่คนด้านในพูดคุยกันนางก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้“ย่อมต้องจ่ายหนักเป็นธรรมดา ข้าใจร้อนอยากจะรีบสะสางเรื่องยุ่งยากรอบกายของข้าให้เร็วที่สุด” คำพูดของเซี่ยเหวินหลางทำให้ฮวาจื่อชิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจน้ำเสียงของเขาไม่เหมือนน้ำเสียงของบุรุษที่ใช้พูดคุยกับสตรีที่ตนเองถูกใจ‘หรือว่าจะไม่ใช่นาง’ ฮวาจื่อชิงได้แต่คิดอยู่ในใจ หูก็ฟังเสียงความเคลื่อนไหวและเสียงพูดคุยของคนในเรือน“รีบสะสางถือเป็นเรื่องดีเพียงแต่รอบนี้ท่านก็เบามือลงสักหน่อยเถิด หากเลือดนองผืนดิน ศีรษะแขวนเต็มประตูเมืองอย่างเช่นรอบที่แล้วไม่เพียงทำให้ผู้คนเสียขวัญแต่ยังทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวในตัวท่านด้วย” เสียงสตรีภายในห้องเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงแต่เซี่ยเหวินหลางกลับตอบนางด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ“พวกเขาอยากจะกลัวข้าก็ให้กลัวไป ยิ่งกลัวมากก็ยิ่งดี วันหน้าจะได้ไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านข้าอี
ฮวาจื่อชิงใช้ชีวิตภายในจวนสกุลเซี่ยอย่างผ่อนคลาย นางไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังเรื่องพละกำลังของตนเองอีก ถึงอย่างไรสามีของนางก็รู้อยู่แล้วว่านางมีพละกำลังมากว่าผู้อื่น ส่วนพ่อสามีและแม่สามีก็หาได้รังเกียจเรื่องนี้อีกทั้งยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีอีกด้วย“วันหน้าเมื่อเจ้ามีหลานๆ ให้ข้า พวกเขาอาจจะได้พละกำลังอันแข็งแกร่งมาจากเจ้าก็ได้นะ มีพละกำลังมากกว่าผู้อื่นถือเป็นเรื่องดีอย่างน้อยพวกเขาก็คงจะสามารถปกป้องตนเองได้ดีกว่าคนทั่วไป” ฉีเหม่ยเจินเอ่ยออกมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปวดใจ นางสูญเสียบุตรชายไปแล้วสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน ทุกครั้งที่ต้องเห็นป้ายวิญญาณของลูกหัวใจของนางก็ราวกับถูกกระชากออกจากอก ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ไม่มีมารดาคนไหนอยากจะให้เกิดกับตนเอง“จะมีพละกำลังหรือไม่มีก็ไม่เป็นไรขอให้เจ้ามีหลานให้พวกเราอุ้มเร็วๆ ก็พอ” เซี่ยจ้งหวายเอ่ยพลางยิ้มออกมา ส่วนฮวาจื่อชิงนางทำได้แค่เพียงยิ้มออกมาอย่างเอียงอายเพียงเท่านั้น ด้วยรู้ดีว่าถ้าหากพูดออกมาตามความเป็นจริงคงจะเป็นเรื่องยากที่นางและเซี่ยเหวินหลางจะมีลูกด้วยกันได้ในเร็ววัน เพราะนางและเขาในยามนี้แทบจะไม่ได้อยู่ร่วมห้องกันตามลำพังอ
ยามเช้าเมื่อฮวาจื่อชิงตื่นขึ้นมาก็พบว่าร่างกายของนางร้าวระบมไปเกือบทั้งตัว แม้ว่านางไม่อยากจะตื่นขึ้นมามากเพียงใด แต่ในฐานะที่เป็นสะใภ้ใหม่จำต้องรีบตื่นขึ้นมาเพื่อไปคารวะน้ำชายามเช้าต่อพ่อสามีและแม่สามี ยามนี้ภาพลักษณ์ของนางในใจพ่อสามีและแม่สามีน่าจะเสียหายไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่นางพอจะทำได้ก็คือพยายามทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีไม่ขัดหูขัดตาพวกเขาก็พอ“นอนต่ออีกหน่อยเถิด” มารขัดขวางความตั้งใจของนางไม่ได้แค่เพียงพูดห้ามปราม เขายังสอดแขนมาที่เอวของนางแล้วเหนี่ยวรั้งนางให้เอนกายลงไปซบร่างกายของเขาอีกด้วย“ปล่อยข้า วันนี้ข้าต้องไปยกน้ำชาให้ท่านพ่อและท่านแม่สามี” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางออกแรงดึงแขนของเขาออกซึ่งเขาก็ยินยอมปล่อยมือแต่โดยดีเพราะรู้ดีว่าตนเองสู้แรงของนางไม่ได้ ส่วนฮวาจื่อชิงที่พึ่งจะรู้ตัวว่าพละกำลังของนางกลับคืนมาแล้วก็ขมวดคิ้วแล้วหันไปจ้องมองเขาในทันที“เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดร่างกายของข้าจึงได้สิ้นไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนั้น” คำถามของนางทำให้เซี่ยเหวินหลางขยับกายลุกขึ้นแล้วก็จ้องมองนางด้วยสายตาที่ทำให้นางอดรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่นหลังไม่ได้“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า เรี่ย
งานมงคลของอัครมหาเสนาบดีเซี่ยและคุณหนูสกุลฮวาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เกี้ยวเจ้าสาวได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา เจ้าบ่าวที่ขี่ม้านำหน้าขบวนดูองอาจผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหล่าของเซี่ยเหวินหลางทำให้บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในเมืองหลวงต่างก็อดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย ก่อนหน้านี้มีข่าวลือในแง่ร้ายมากมายเกี่ยวกับรูปโฉมและความประพฤติอันโหดเหี้ยมของเขา พวกนางหวาดกลัวว่าทรราชเซี่ยจะไม่มีผู้ใดยินยอมแต่งงานด้วยจนผลสุดท้ายทรราชผู้นั้นจะหันมาหมายปองพวกนาง ตอนที่ได้รู้ว่าคุณหนูสกุลฮวาออกทุกข์แล้วพวกนางพากันยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นอย่างเต็มที่ ด้วยคิดว่าต่อไปพวกนางก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าพ่อสื่อจากจวนสกุลเซี่ยอาจจะวิ่งเข้าไปทาบทามพวกนางจนถึงในจวน แต่ยามนี้เมื่อได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเซี่ยเหวินหลางอย่างเต็มตา พวกนางต่างก็พากันรู้สึกเสียดายที่คนที่ได้นั่งในเกี้ยวเจ้าสาวของเขาไม่ใช่พวกนางฮวาจื่อชิงนั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ในเมื่อนางแก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้วจึงทำได้แค่เพียงต้องยอมจำนนต่อโชคชะตาเพียงเท่านั้น หากนางเดาไม่ผิดสาวใช้สองคนที่เซี่ยเหวินหลางส่งมาคงกำลังเดินตามประกบติดตามเกี้ยวของนางอย่าง
ท่ามกลางกลิ่นอายอันเย้ายวนและหอมกรุ่น ฮวาจื่อชิงที่ถูกควันหอมของสมุนไพรทำให้สติเลือนรางก็ลงมือทำเรื่องบางอย่างตามความเข้าใจของตนเอง ส่วนบุรุษผู้นั้นในยามนี้แทบจะไม่หลงเหลือสติแล้วเช่นเดียวกัน หาไม่ใช่เพราะเขาถูกผูกแขนและขาเอาไว้ นางเชื่อว่าเขาจะต้องเป็นคนลงมือทำเรื่องชั่วร้ายแทนนางเป็นแน่“เจ็บชะมัด!” นางเอ่ยพลางหลั่งน้ำตาออกมาส่วนคนที่อยู่ใต้ร่างของนางยามนี้ดวงตาของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แม้กระทั่งในยามที่นางหยุดค้างเพราะความเจ็บปวดแต่เขากลับพยายามดิ้นรนที่จะหาหนทางปลดปล่อยตนเอง สะโพกที่ไม่อยู่นิ่งของเขาทำให้นางยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น แต่เมื่อคิดว่าด้วยความสามารถของญาติผู้พี่ของนางจะต้องเหนี่ยวรั้งเซี่ยโหวเอาไว้ไม่ได้นานแน่ นางจึงยินยอมให้ความร่วมมือกับเขาแต่โดยดีแม้ว่าความเจ็บปวดจะทำให้นางหลุดพ้นจากฤทธิ์ของสมุนไพรที่ถูกเผาอยู่ในเตากำยานแล้วก็ตาม“อ๊า...” เสียงคำรามจากลำคอของคนที่อยู่ด้านล่างและการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้ายของสะโพกของเขาทำให้นางรู้ว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จสิ้นแล้ว นางค่อยๆ ขยับกายของตนเองลงจากร่างของเขา ความตึงแน่นและความเปียกชื้นบริเวณช่วงล่างทำให้นางรู้สึกไม่สบา







