เข้าสู่ระบบ“ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่านจะคิดถึงข้ามากเป็นพิเศษนะ ไม่เพียงเรียกตัวข้าให้มาหาท่านบ่อยครั้งขึ้น แถมช่วงนี้ยังยินดีจ่ายให้ข้ามากเป็นพิเศษอีกด้วย” เสียงอันเย้ายวนของสตรีภายในห้องทำให้ฮวาจื่อชิงรีบหยุดฝีเท้าแล้วหยุดยืนฟังอยู่ไกลๆ ขอแค่เพียงได้ยินสิ่งที่คนด้านในพูดคุยกันนางก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้
“ย่อมต้องจ่ายหนักเป็นธรรมดา ข้าใจร้อนอยากจะรีบสะสางเรื่องยุ่งยากรอบกายของข้าให้เร็วที่สุด” คำพูดของเซี่ยเหวินหลางทำให้ฮวาจื่อชิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจน้ำเสียงของเขาไม่เหมือนน้ำเสียงของบุรุษที่ใช้พูดคุยกับสตรีที่ตนเองถูกใจ
‘หรือว่าจะไม่ใช่นาง’ ฮวาจื่อชิงได้แต่คิดอยู่ในใจ หูก็ฟังเสียงความเคลื่อนไหวและเสียงพูดคุยของคนในเรือน
“รีบสะสางถือเป็นเรื่องดีเพียงแต่รอบนี้ท่านก็เบามือลงสักหน่อยเถิด หากเลือดนองผืนดิน ศีรษะแขวนเต็มประตูเมืองอย่างเช่นรอบที่แล้วไม่เพียงทำให้ผู้คนเสียขวัญแต่ยังทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวในตัวท่านด้วย” เสียงสตรีภายในห้องเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงแต่เซี่ยเหวินหลางกลับตอบนางด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ
“พวกเขาอยากจะกลัวข้าก็ให้กลัวไป ยิ่งกลัวมากก็ยิ่งดี วันหน้าจะได้ไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านข้าอีก คนเช่นข้ามีคุณต้องทดแทนมีแค้นต้องชำระ ในเมื่อคนพวกนั้นต้องการฆ่าข้า ข้าก็ต้องตอบโต้กลับด้วยการฆ่าฟันเช่นเดียวกัน” เมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้สตรีที่อยู่ในห้องก็หัวเราะออกมาในทันที
“มีคุณต้องทดแทนมีแค้นต้องชำระหรือ หึ หึ วันที่ท่านถูกคุณหนูสกุลฮวาล่วงเกินท่านตะโกนออกมาเสียงดังว่า ข้าขอสาบาน! สักวันข้าจะต้องแก้แค้นเจ้าให้ได้ คงมิใช่ว่าการที่ท่านแต่งนางเข้าจวนมาก็เพื่อแก้แค้นนางหรอกนะ” สตรีผู้นั้นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงยั่วเย้าแต่ดูเหมือนว่าเซี่ยเหวินหลางจะไม่ได้สนใจนาง
“ข้าจะแก้แค้นนางหรือไม่ก็เป็นเรื่องของข้า เจ้าสนใจแต่เรื่องของตนเองก็พอ” เมื่อเซี่ยเหวินหลางเอ่ยเช่นนี้ก็มีเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ายวนของสตรีผู้นั้นลอยออกมา
“คงไม่ใช่ว่าท่านหลงเสน่ห์นางจนแก้แค้นนางไม่ลงหรอกนะ ซานหลางข้าติดตามท่านมาตั้งนานขนาดนี้ ท่านห้ามทอดทิ้งข้าเชียวนะ” คำพูดของสตรีนางนั้นทำให้ฮวาจื่อชิงพยักหน้าและคิดว่าสตรีผู้นี้นี่เองที่อยู่ในใจของเขา นางคิดพลางชะโงกหน้าไปดูภายในห้องเห็นสตรีผู้นั้นยกแขนอันเรียวงามขึ้นไปคล้องคอเขา ส่วนเขาก็ก้มหน้าลงมาจ้องมองสตรีผู้นั้น ใบหน้าของคนทั้งสองใกล้กันแค่เพียงคืบเดียวเพียงเท่านั้น
“วี๊ดดดดดด” เสียงผิวปากดังขึ้นตรงหน้าเรือนทำให้ฮวาจื่อชิงรีบยกฝาเท้าวิ่งอ้อมไปทางด้านหลังเรือนแล้วรีบวิ่งกลับไปที่เรือนของตนเองในทันที
“ข้าต้องหนีไปจากที่นี่ อีกไม่นานเขาก็จะรู้แล้วว่าคนที่ไปแอบฟังเขาและสตรีนางนั้นพูดคุยกันคือข้า” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้ทั้งมู่เหยาและมู่หลีก็รีบส่งเสียงคัดค้านในทันที
“ไม่ได้นะเจ้าคะ” พวกนางเอ่ยพลางจ้องมองฮวาจื่อชิงเดินไปเปิดหีบที่เก็บห่อผ้าใบโตขึ้นมาถือไว้ นางถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกตามด้วยเสื้อคลุมตัวในแล้วจึงดึงชุดบุรุษที่ซุกซ่อนเอาไว้ขึ้นมาสวมใส่ เครื่องประดับบนศีรษะนางถอดออกไปจนหมดแล้วก็แกะมวยผมของตนเองอย่างคล่องแคล่ว สางผมอย่างลวกๆ แล้วทำทรงผมเลียนแบบของบุรุษอย่างรวดเร็ว
“ยามนี้เขาคงจะพุ่งตรงไปเอาเรื่องพี่รองแล้ว เข็มที่ปักอยู่ที่คอของคนของเขาเป็นของพี่รอง และอีกไม่นานเขาก็คงจะกลับมาเอาเรื่องข้าที่เรือน หากพวกเจ้าไม่อยากจะโดนหางเลขไปด้วยก็ยอมให้ข้าใช้เข็มทำให้พวกเจ้าสลบเสีย พวกเจ้าจะได้บอกกับเซี่ยเหวินหลางว่าพวกเจ้าถูกข้าทำร้าย” คำพูดของฮวาจื่อชิงทำให้สาวใช้สองพลันส่ายหน้าในทันที
“นายหญิงหากท่านจะหนีก็ให้พวกข้าหนีไปกับท่านเถิดเจ้าค่ะ ท่านดีต่อพวกข้ามากถึงเพียงนี้พวกข้าจะปล่อยให้ท่านหนีตามลำพังได้อย่างไร” เมื่อมู่หลีเอ่ยเช่นนี้มู่เหยาก็หันไปมองหน้าน้องสาวของนางในทันที มู่หลีจึงได้เอ่ยกับพี่สาวของนางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ข้าปล่อยให้นายหญิงออกไปเผชิญโลกภายนอกตามลำพังไม่ได้หรอก คราวที่แล้วนายหญิงก็พึ่งจะถูกจับตัวกลับมาพวกเราจึงได้ถูกส่งไปเฝ้าตัวนายหญิงเอาไว้” คำพูดของมู่หลีทำให้มู่เหยาก็นิ่งงันไปชั่วขณะแล้วสุดท้ายก็พยักหน้า
“ได้ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็รีบไปเก็บของเถิด” เมื่อมู่เหยาเอ่ยจบฮวาจื่อชิงก็โยนห่อผ้าให้พวกนางคนละห่อผ้า พอเห็นรูปร่างของสาวใช้แล้วนางก็ยื่นห่อผ้าให้อีกคนละห่อผ้า มู่เหยาและมู่หลีจึงได้คล้องห่อผ้าไว้ที่แขนข้างละใบ มู่หลีเห็นว่าในหีบยังมีห่อผ้าอีกนางตั้งใจว่าหยิบมาเพิ่มอีกสักห่อแต่ฮวาจื่อชิงกลับส่ายหน้า
“เอาไปแค่นี้ก็พอ ข้าเตรียมห่อผ้าเอาไว้หลายห่อเพราะคิดว่าจะหนีไปตั้งแต่ตอนอยู่ในจวนสกุลฮวาแล้วแต่ก็ตัดใจไปไม่ลงทุกครั้ง ห่อผ้าในหีบใบนี้จึงมีหลายห่อเช่นนี้” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางยิ้มออกมา
“ว่าแต่พวกเจ้าแน่ใจนะว่าจะไปกับข้า” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยถามเช่นนี้สองพี่น้องสกุลมู่ก็ตอบออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“แน่ใจเจ้าค่ะ” เมื่อพวกนางเอ่ยจบฮวาจื่อชิงก็พยักหน้า แล้วจึงรีบเดินไปเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้เซี่ยเหวินหลางโดยมีมู่เหยาและมู่หลีคอยช่วยอำนวยความสะดวกให้ อีกคนช่วยฝนหมึกส่วนอีกคนช่วยเตรียมกระดาษให้นางอย่างกระตือรือร้น
สำหรับพวกนางแล้วนายหญิงของพวกนางผู้นี้ไม่เหมือนสตรีสูงศักดิ์คนอื่นๆ ที่พวกนางเคยเจอ ทั้งอ่อนโยนและมีความเป็นกันเองกับพวกนางอีกทั้งยังมีความเข้าอกเข้าใจพละกำลังอันล้นเหลือของพวกนางด้วย แม้บางครั้งจะมีการตำหนิพวกนางอยู่บ้างในยามที่พวกนางทำงานผิดพลาดหรือว่าทำให้ข้าวของแตกหักและเสียหาย แล้วก็มักจะตามมาด้วยการที่นางคอยบอกกล่าวและแนะนำพวกนางว่าควรจะต้องระมัดระวังเช่นไร ต้องวางตัวเช่นไรในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้สูงศักดิ์คนอื่นๆ
พวกนางเป็นเด็กสาวบ้านป่ามีพละกำลังมากแต่กำเนิด พละกำลังของพวกนางดึงดูดอาจารย์ของพวกนางเข้าทำให้เขารับพวกนางเป็นศิษย์ อาจารย์เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมือสูงส่งตั้งใจว่าจะสอนสั่งพวกนางให้เป็นจอมยุทธ์หญิงผู้เลื่องชื่อ แต่น่าเสียดายที่พวกนางเป็นคนหัวช้า สุดท้ายอาจารย์ก็ยอมถอดใจสั่งให้พวกนางกลับบ้านเกิดไม่ต้องฝึกวิชาต่อแล้ว
พวกนางสองคนออกจากบ้านตั้งแต่เด็กยามที่กลับไปบ้านของพวกนางก็ไม่ได้ต้องการพวกนางแล้วต้องการเพียงคนที่สามารถขายแรงงานแลกเงินเพียงเท่านั้น แต่เพราะไม่มีที่ไปพวกนางจึงจำต้องอดทนให้คนในครอบครัวโขกสับ โชคดีที่คนของสกุลเซี่ยไปพบพวกนางเข้าและบอกกับพวกนางว่าหากมาทำงานในจวนสกุลเซี่ยจะมอบทรัพย์สินก้อนโตให้พวกนาง พวกนางจึงรีบคว้าโอกาสนี้เอาไว้แล้วใช้เงินที่ได้มามอบให้แก่ครอบครัวเพื่อตัดขาดจากพวกเขา
พวกนางมาใช้ชีวิตอยู่ในจวนสกุลเซี่ยได้ไม่นานก็ถูกส่งตัวไปคอยรับใช้ฮวาจื่อชิงที่จวนสกุลฮวา ฮวาจื่อชิงปฏิบัติต่อพวกนางเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ยามนี้เมื่อฮวาจื่อชิงคิดจะหนีพวกนางก็ไม่คิดจะปล่อยให้ฮวาจื่อชิงหนีไปคนเดียว และสิ่งที่พวกนางคาดไม่ถึงก็คือฮวาจื่อชิงจะยอมให้พวกนางติดตามไปด้วย
“เสร็จแล้วพวกเรารีบไปกันเถิด” เมื่อเอ่ยจบฮวาจื่อชิงก็พามู่เหยาและมู่หลีตรงไปยังรูสุนัขที่นางเคยแอบออกแรงขุดเอาไว้ในยามที่สาวใช้ทั้งสองหลับไปแล้ว
เมื่อออกจากจวนสกุลเซี่ยได้นางก็วิ่งลัดเลาะไปยังคลองระบายน้ำ เมื่อไปถึงตรอกแห่งหนึ่งก็มีขอทานน้อยสองคนออกจากตรอกอันมืดมิดวิ่งตรงมาหานางแล้วก็แบมือขอเงินจากนางในทันที ฮวาจื่อชิงมอบถุงเงินอันหนักอึ้งให้สองขอทานน้อยคนละถุง พวกเขายิ้มแย้มแล้วรับเงินไปด้วยความยินดี เมื่อเห็นว่าฮวาจื่อชิงมีสาวใช้ติดตามมาด้วยอีกสองคนพวกเขาจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์“แม่นางที่พวกเราเคยตกลงกันไว้มีแค่แม่นางเพียงผู้เดียวมิใช่หรือ” “นั่นมันข้อตกลงเมื่อสามเดือนที่แล้ว พวกเจ้าได้รับเงินที่ข้าส่งมาให้พวกเจ้าทุกเดือนมาโดยตลอดมิใช่หรือ อีกทั้งข้ายังส่งยารักษาโรคที่ดีที่สุดมาให้พวกเจ้าอีก พวกเจ้าไม่คิดว่าควรจะตอบแทนข้าให้มากขึ้นอีกสักหน่อยหรือ” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้เด็กน้อยทั้งสองหันไปปรึกษากันแล้วสุดท้ายก็หันมาพยักหน้าให้นาง“ได้ ถ้าเช่นนั้นรบกวนพวกท่านตามข้าสองคนมา ก่อนอื่นพวกท่านจะต้องเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่พวกข้าหามาให้ก่อน พวกท่านจะได้ดูกลมกลืนกับพวกข้า” เมื่อเด็กน้อยเอ่ยเช่นนี้ทั้งฮวาจื่อชิง มู่เหยาและมู่หลีก็ต่างพยักหน้า ขอทานน้อยทั้งสองจึงพาพวกนางไปยังตรอกที่เป็นแหล่งกบดานของพวกเขา
“ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่านจะคิดถึงข้ามากเป็นพิเศษนะ ไม่เพียงเรียกตัวข้าให้มาหาท่านบ่อยครั้งขึ้น แถมช่วงนี้ยังยินดีจ่ายให้ข้ามากเป็นพิเศษอีกด้วย” เสียงอันเย้ายวนของสตรีภายในห้องทำให้ฮวาจื่อชิงรีบหยุดฝีเท้าแล้วหยุดยืนฟังอยู่ไกลๆ ขอแค่เพียงได้ยินสิ่งที่คนด้านในพูดคุยกันนางก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้“ย่อมต้องจ่ายหนักเป็นธรรมดา ข้าใจร้อนอยากจะรีบสะสางเรื่องยุ่งยากรอบกายของข้าให้เร็วที่สุด” คำพูดของเซี่ยเหวินหลางทำให้ฮวาจื่อชิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจน้ำเสียงของเขาไม่เหมือนน้ำเสียงของบุรุษที่ใช้พูดคุยกับสตรีที่ตนเองถูกใจ‘หรือว่าจะไม่ใช่นาง’ ฮวาจื่อชิงได้แต่คิดอยู่ในใจ หูก็ฟังเสียงความเคลื่อนไหวและเสียงพูดคุยของคนในเรือน“รีบสะสางถือเป็นเรื่องดีเพียงแต่รอบนี้ท่านก็เบามือลงสักหน่อยเถิด หากเลือดนองผืนดิน ศีรษะแขวนเต็มประตูเมืองอย่างเช่นรอบที่แล้วไม่เพียงทำให้ผู้คนเสียขวัญแต่ยังทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวในตัวท่านด้วย” เสียงสตรีภายในห้องเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงแต่เซี่ยเหวินหลางกลับตอบนางด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ“พวกเขาอยากจะกลัวข้าก็ให้กลัวไป ยิ่งกลัวมากก็ยิ่งดี วันหน้าจะได้ไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านข้าอี
ฮวาจื่อชิงใช้ชีวิตภายในจวนสกุลเซี่ยอย่างผ่อนคลาย นางไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังเรื่องพละกำลังของตนเองอีก ถึงอย่างไรสามีของนางก็รู้อยู่แล้วว่านางมีพละกำลังมากว่าผู้อื่น ส่วนพ่อสามีและแม่สามีก็หาได้รังเกียจเรื่องนี้อีกทั้งยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีอีกด้วย“วันหน้าเมื่อเจ้ามีหลานๆ ให้ข้า พวกเขาอาจจะได้พละกำลังอันแข็งแกร่งมาจากเจ้าก็ได้นะ มีพละกำลังมากกว่าผู้อื่นถือเป็นเรื่องดีอย่างน้อยพวกเขาก็คงจะสามารถปกป้องตนเองได้ดีกว่าคนทั่วไป” ฉีเหม่ยเจินเอ่ยออกมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปวดใจ นางสูญเสียบุตรชายไปแล้วสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน ทุกครั้งที่ต้องเห็นป้ายวิญญาณของลูกหัวใจของนางก็ราวกับถูกกระชากออกจากอก ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ไม่มีมารดาคนไหนอยากจะให้เกิดกับตนเอง“จะมีพละกำลังหรือไม่มีก็ไม่เป็นไรขอให้เจ้ามีหลานให้พวกเราอุ้มเร็วๆ ก็พอ” เซี่ยจ้งหวายเอ่ยพลางยิ้มออกมา ส่วนฮวาจื่อชิงนางทำได้แค่เพียงยิ้มออกมาอย่างเอียงอายเพียงเท่านั้น ด้วยรู้ดีว่าถ้าหากพูดออกมาตามความเป็นจริงคงจะเป็นเรื่องยากที่นางและเซี่ยเหวินหลางจะมีลูกด้วยกันได้ในเร็ววัน เพราะนางและเขาในยามนี้แทบจะไม่ได้อยู่ร่วมห้องกันตามลำพังอ
ยามเช้าเมื่อฮวาจื่อชิงตื่นขึ้นมาก็พบว่าร่างกายของนางร้าวระบมไปเกือบทั้งตัว แม้ว่านางไม่อยากจะตื่นขึ้นมามากเพียงใด แต่ในฐานะที่เป็นสะใภ้ใหม่จำต้องรีบตื่นขึ้นมาเพื่อไปคารวะน้ำชายามเช้าต่อพ่อสามีและแม่สามี ยามนี้ภาพลักษณ์ของนางในใจพ่อสามีและแม่สามีน่าจะเสียหายไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่นางพอจะทำได้ก็คือพยายามทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีไม่ขัดหูขัดตาพวกเขาก็พอ“นอนต่ออีกหน่อยเถิด” มารขัดขวางความตั้งใจของนางไม่ได้แค่เพียงพูดห้ามปราม เขายังสอดแขนมาที่เอวของนางแล้วเหนี่ยวรั้งนางให้เอนกายลงไปซบร่างกายของเขาอีกด้วย“ปล่อยข้า วันนี้ข้าต้องไปยกน้ำชาให้ท่านพ่อและท่านแม่สามี” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางออกแรงดึงแขนของเขาออกซึ่งเขาก็ยินยอมปล่อยมือแต่โดยดีเพราะรู้ดีว่าตนเองสู้แรงของนางไม่ได้ ส่วนฮวาจื่อชิงที่พึ่งจะรู้ตัวว่าพละกำลังของนางกลับคืนมาแล้วก็ขมวดคิ้วแล้วหันไปจ้องมองเขาในทันที“เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดร่างกายของข้าจึงได้สิ้นไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนั้น” คำถามของนางทำให้เซี่ยเหวินหลางขยับกายลุกขึ้นแล้วก็จ้องมองนางด้วยสายตาที่ทำให้นางอดรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่นหลังไม่ได้“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า เรี่ย
งานมงคลของอัครมหาเสนาบดีเซี่ยและคุณหนูสกุลฮวาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เกี้ยวเจ้าสาวได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา เจ้าบ่าวที่ขี่ม้านำหน้าขบวนดูองอาจผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหล่าของเซี่ยเหวินหลางทำให้บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในเมืองหลวงต่างก็อดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย ก่อนหน้านี้มีข่าวลือในแง่ร้ายมากมายเกี่ยวกับรูปโฉมและความประพฤติอันโหดเหี้ยมของเขา พวกนางหวาดกลัวว่าทรราชเซี่ยจะไม่มีผู้ใดยินยอมแต่งงานด้วยจนผลสุดท้ายทรราชผู้นั้นจะหันมาหมายปองพวกนาง ตอนที่ได้รู้ว่าคุณหนูสกุลฮวาออกทุกข์แล้วพวกนางพากันยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นอย่างเต็มที่ ด้วยคิดว่าต่อไปพวกนางก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าพ่อสื่อจากจวนสกุลเซี่ยอาจจะวิ่งเข้าไปทาบทามพวกนางจนถึงในจวน แต่ยามนี้เมื่อได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเซี่ยเหวินหลางอย่างเต็มตา พวกนางต่างก็พากันรู้สึกเสียดายที่คนที่ได้นั่งในเกี้ยวเจ้าสาวของเขาไม่ใช่พวกนางฮวาจื่อชิงนั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ในเมื่อนางแก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้วจึงทำได้แค่เพียงต้องยอมจำนนต่อโชคชะตาเพียงเท่านั้น หากนางเดาไม่ผิดสาวใช้สองคนที่เซี่ยเหวินหลางส่งมาคงกำลังเดินตามประกบติดตามเกี้ยวของนางอย่าง
ท่ามกลางกลิ่นอายอันเย้ายวนและหอมกรุ่น ฮวาจื่อชิงที่ถูกควันหอมของสมุนไพรทำให้สติเลือนรางก็ลงมือทำเรื่องบางอย่างตามความเข้าใจของตนเอง ส่วนบุรุษผู้นั้นในยามนี้แทบจะไม่หลงเหลือสติแล้วเช่นเดียวกัน หาไม่ใช่เพราะเขาถูกผูกแขนและขาเอาไว้ นางเชื่อว่าเขาจะต้องเป็นคนลงมือทำเรื่องชั่วร้ายแทนนางเป็นแน่“เจ็บชะมัด!” นางเอ่ยพลางหลั่งน้ำตาออกมาส่วนคนที่อยู่ใต้ร่างของนางยามนี้ดวงตาของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แม้กระทั่งในยามที่นางหยุดค้างเพราะความเจ็บปวดแต่เขากลับพยายามดิ้นรนที่จะหาหนทางปลดปล่อยตนเอง สะโพกที่ไม่อยู่นิ่งของเขาทำให้นางยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น แต่เมื่อคิดว่าด้วยความสามารถของญาติผู้พี่ของนางจะต้องเหนี่ยวรั้งเซี่ยโหวเอาไว้ไม่ได้นานแน่ นางจึงยินยอมให้ความร่วมมือกับเขาแต่โดยดีแม้ว่าความเจ็บปวดจะทำให้นางหลุดพ้นจากฤทธิ์ของสมุนไพรที่ถูกเผาอยู่ในเตากำยานแล้วก็ตาม“อ๊า...” เสียงคำรามจากลำคอของคนที่อยู่ด้านล่างและการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้ายของสะโพกของเขาทำให้นางรู้ว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จสิ้นแล้ว นางค่อยๆ ขยับกายของตนเองลงจากร่างของเขา ความตึงแน่นและความเปียกชื้นบริเวณช่วงล่างทำให้นางรู้สึกไม่สบา







