เข้าสู่ระบบฮวาจื่อชิงใช้ชีวิตภายในจวนสกุลเซี่ยอย่างผ่อนคลาย นางไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังเรื่องพละกำลังของตนเองอีก ถึงอย่างไรสามีของนางก็รู้อยู่แล้วว่านางมีพละกำลังมากว่าผู้อื่น ส่วนพ่อสามีและแม่สามีก็หาได้รังเกียจเรื่องนี้อีกทั้งยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีอีกด้วย
“วันหน้าเมื่อเจ้ามีหลานๆ ให้ข้า พวกเขาอาจจะได้พละกำลังอันแข็งแกร่งมาจากเจ้าก็ได้นะ มีพละกำลังมากกว่าผู้อื่นถือเป็นเรื่องดีอย่างน้อยพวกเขาก็คงจะสามารถปกป้องตนเองได้ดีกว่าคนทั่วไป” ฉีเหม่ยเจินเอ่ยออกมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปวดใจ นางสูญเสียบุตรชายไปแล้วสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน ทุกครั้งที่ต้องเห็นป้ายวิญญาณของลูกหัวใจของนางก็ราวกับถูกกระชากออกจากอก ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ไม่มีมารดาคนไหนอยากจะให้เกิดกับตนเอง
“จะมีพละกำลังหรือไม่มีก็ไม่เป็นไรขอให้เจ้ามีหลานให้พวกเราอุ้มเร็วๆ ก็พอ” เซี่ยจ้งหวายเอ่ยพลางยิ้มออกมา ส่วนฮวาจื่อชิงนางทำได้แค่เพียงยิ้มออกมาอย่างเอียงอายเพียงเท่านั้น ด้วยรู้ดีว่าถ้าหากพูดออกมาตามความเป็นจริงคงจะเป็นเรื่องยากที่นางและเซี่ยเหวินหลางจะมีลูกด้วยกันได้ในเร็ววัน เพราะนางและเขาในยามนี้แทบจะไม่ได้อยู่ร่วมห้องกันตามลำพังอีกเลยหลังจากคืนแต่งงาน
หลังจากผ่านคืนเข้าหอด้วยกันนางกับเซี่ยเหวินหลางก็ไม่ได้หลับนอนด้วยกันอีก หลายวันมานี้เซี่ยเหวินหลางมักจะไปขลุกตัวอยู่ในวังหลวง ทั้งมู่เหยาและมู่หลีต่างก็บอกกับนางว่าเป็นเรื่องปกติของเขา หากไม่ใช่เพราะยามนี้ในจวนมีนางแต่งเข้ามาอยู่ด้วยเขาก็คงจะไม่กลับมากินมื้อเย็นที่จวนทุกวันเช่นนี้
“เรื่องเช่นนี้จะบอกว่าอยากมีก็ใช่ว่าจะมีได้เสียหน่อย พวกข้าพึ่งจะแต่งงานกันท่านพ่อกับท่านแม่ก็อยากจะเร่งให้นางคลอดก้างขวางคอมาขัดขวางการอยู่ร่วมกันของพวกข้าเสียแล้วหรือ” คำพูดของเซี่ยเหวินหลางทำให้ฉีเหม่ยเจินร้องเฮอะ! ออกมา
“ทุกวันนี้ต่อให้ไม่มีผู้ใดมาเป็นก้างเจ้าก็หาได้มีเวลามาอยู่ร่วมกันกับชิงชิงได้ ซานหลางพ่อกับแม่แก่แล้ว ก่อนหน้าที่ชิงชิงจะกลับมาในแต่ละเดือนพวกข้าเห็นเจ้าแทบจะนับครั้งได้ ตอนนี้ยังโชคดีที่ได้อาศัยบารมีชิงชิง พวกข้าจึงได้กินข้าวพร้อมหน้ากับเจ้าทุกวันเช่นนี้” คำพูดของมารดาทำให้รอบยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยเหวินหลางพลันลดลงแล้วเขาจึงได้เอ่ยกับมารดาของเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เอาไว้ให้ฝ่าบาททรงสามารถสะสางราชกิจได้โดยไม่ต้องมีข้าให้ได้ก่อน ถึงยามนั้นข้าก็คงจะมีเวลามาปรนนิบัติท่านพ่อและท่านแม่ด้วยตนเอง” เมื่อเซี่ยเหวินหลางเอ่ยเช่นนี้ทั้งเซี่ยจ้งหวายและฉีเหม่ยเจินต่างก็ยิ้มออกมา ส่วนฮวาจื่อชิงที่เผลอจ้องมองรอยยิ้มอันอ่อนโยนบนใบหน้าของเขาเข้าก็รีบเก็บงำสายตาของตนเองในทันที
“ช่วงนี้ก็ให้ภรรยาของข้าปรนนิบัติพวกท่านแทนข้าไปก่อนก็แล้วกัน” เมื่อเซี่ยเหวินหลางหันมาเอ่ยเช่นนี้กับนางฮวาจื่อชิงก็ยิ้มออกมา
“วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าย่อมจะต้องปรนนิบัติท่านพ่อและท่านแม่ให้ดีอยู่แล้ว” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางยิ้มออกมา ส่วนเซี่ยเหวินหลางก็ทำแค่เพียงยิ้มออกมาเพียงเท่านั้นแล้วคีบกับข้าวให้นางด้วยความอ่อนโยน
“น้องหญิงช่วงนี้ทิ้งให้เจ้าต้องเดียวดายในห้องหอ ข้ารู้สึกผิดต่อเจ้ามากจริงๆ เอาไว้หลังจากนี้ข้าจะหาเวลามาชดเชยให้เจ้าก็แล้วกัน” น้ำเสียงอ่อนโยนสีหน้าก็ไม่ต่างไปจากน้ำเสียง แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรฮวาจื่อชิงจึงได้รู้สึกเย็นวาบที่กลางหลังอีกแล้วนางจึงรีบเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนหวานในทันที
“ขอท่านพี่ได้โปรดวางใจ ข้าหาใช่คนไร้เหตุผลงานราชกิจของฝ่าบาทล้วนสำคัญกว่า” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยตอบโต้เช่นนี้เขาก็แค่เพียงยิ้มออกมา รอยยิ้มอันอ่อนโยนของเขาทำให้ฮวาจื่อชิงได้แต่แอบค่อนขอดด่าเขาอยู่ในใจ
‘ทำตัวเป็นสุนัขป่าห่มหนังแกะให้ผู้ใดเขาดูกัน ความในใจที่แท้จริงของเจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้’ หลังจากกินอาหารเสร็จเซี่ยเหวินหลางก็ขอตัวกลับวัง ฮวาจื่อชิงจึงได้คารวะอำลาพ่อสามีและแม่สามีกลับเรือนของตน ยามที่เดินกลับเรือนนางอดสังเกตไม่ได้ว่าเซี่ยเหวินหลางหาได้เดินทางออกจากจวนไปในทันที แต่เขากลับเดินตรงไปที่เรือนของพี่ชายคนที่สองที่ตายไปนานหลายปีแล้ว ฮวาจื่อชิงสังเกตเห็นว่าเซี่ยเหวินหลางมักจะไปที่เรือนหลังนั้นทุกครั้งก่อนที่เขาจะเข้าไปในวัง
“นายหญิงอย่าไปเลยเจ้าค่ะ” เสียงห้ามปรามของมู่หลีทำให้ฮวาจื่อชิงชะงักเท้าที่กำลังจะติดตามไป หลายวันมานี้นางทำดีต่อสาวใช้ทั้งสองราวกับพี่น้อง แต่นางกลับหลงลืมไปเลยว่ามู่เหยาและมู่หลีคือคนของเขา
“เจ้าให้นายหญิงไปเถิด ช้าเร็วนางก็ต้องรู้” เมื่อมู่เหยาเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็เงยหน้าขึ้นไปมองมู่เหยา นางรีบส่ายหน้าแล้วเอ่ยกับฮวาจื่อชิงด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ
“นายหญิงพวกข้าก็ไม่อยากจะปิดบังท่าน แต่หากนายท่านรู้ว่าพวกข้าบอกเรื่องนางจิ้งจอกผู้นี้ต่อท่าน นายท่านจะต้องจัดการกับพวกข้าแน่ๆ” คำพูดของมู่เหยาทำให้ฮวาจื่อชิงเลิกคิ้วขึ้น คำว่า “นางจิ้งจอก” ของมู่เหยาทำให้ฮวาจื่อชิงคิดถึงเรื่องที่นางเคยได้ยินมาเกี่ยวกับสตรีในใจของเซี่ยเหวินหลางในทันที
“นางจิ้งจอกที่พวกเจ้าเอ่ยถึง…นางอยู่ในจวนแห่งนี้หรือ” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยถามเช่นนี้ทั้งมู่เหยาและมู่หลีก็ต่างส่ายหน้าแล้วตามด้วยพยักหน้าโดยไม่ได้นัดหมาย ฮวาจื่อชิงจึงได้จ้องมองพวกนางด้วยความกังขา
“นางไม่ได้อยู่ในจวนเจ้าค่ะ แต่ยามนี้นางน่าจะอยู่ที่นี่” เมื่อมู่หลีเอ่ยเช่นนี้ฮวาจื่อชิงก็พยักหน้า
“หากข้าอยากจะไปดูหน้าของนางสักหน่อยจะเป็นอะไรไหม พวกเจ้าจะห้ามปรามข้าหรือเปล่า” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้พวกนางก็หันไปปรึกษากันทางสายตา ฮวาจื่อชิงจึงแสร้งบีบน้ำตาอย่างที่นางมักจะทำในทันที
“พวกเจ้าคงจะไม่อยากให้ข้าต้องเสียใจโดยไม่ทันได้ตั้งตัวหรอกนะ อย่างน้อยก่อนที่ข้าจะต้องเสียใจข้าควรจะได้รู้และได้เตรียมใจเอาไว้บ้าง ยามนี้ถือว่าข้ารับรู้แล้ว แต่ก็ยังถือว่ารับรู้ไม่พอ ข้าอยากเห็นว่าสตรีที่อยู่ในใจของเขาผู้นั้นคือสตรีเช่นไร” เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้ทั้งมู่เหยาและมู่หลีก็นิ่งงันไป แล้วสุดท้ายก็เป็นมู่เหยาที่พยักหน้า
“นายหญิงไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะจัดการกับคนของนางจิ้งจอกผู้นั้นให้เอง” เมื่อมู่เหยาเอ่ยเช่นนี้มู่หลีก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ฮวาจื่อชิงจึงไม่รอช้ารีบเดินตรงไปยังเรือนที่เซี่ยเหวินหลางเดินเข้าไปในทันที
“พรุบ! พรุบ! พรุบ!” นางเป่าลูกดอกยาสลบที่ฮวาจื่อเฉิงเคยมอบให้ตั้งแต่ตอนที่นางยังไม่ได้คิดแผนหลบหนีออกมา เข็มเคลือบยาสลบพุ่งตรงตามแรงเป่าเข้าไปตามที่ต้นคอของเป้าหมายอย่างแม่นยำ พี่รองของนางเคยบอกเอาไว้ว่าเขาไม่ได้ต้องการให้นางฆ่าผู้ใด ดังนั้นเวลาที่นางใช้ลูกดอกนี้ให้พยายามเลี่ยงจุดตายของผู้อื่น ซึ่งนางก็ทำตามแต่โดยดี
“พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ ดูต้นทางเอาไว้หากมีผู้อื่นมาอีกให้รีบผิวปากส่งสัญญาณให้ข้ารู้ตัว แล้วพวกเจ้าก็ไปรอข้าที่เรือนเลยก็แล้วกัน” เมื่อฮวาจื่อชิงเอ่ยเช่นนี้ทั้งมู่เหยาและมู่หลีก็พยักหน้าในทันที ฮวาจื่อชิงจึงได้งัดวิชาตีนแมวที่ฮวาจื่อเฉิงเคยสอนนางมาใช้ เดินให้เบามากที่สุดแม้แต่ลมหายใจก็ยังพยายามปรับให้แผ่วเบามากที่สุด นางไม่กล้าเข้าไปใกล้ตัวเรือนมากนัก นางเลือกเดินไปยังห้องที่มีแสงตะเกียงวับแวมออกมาแล้วแอบฟังคำพูดของคนด้านในอยู่ไกลๆ
เมื่อออกจากจวนสกุลเซี่ยได้นางก็วิ่งลัดเลาะไปยังคลองระบายน้ำ เมื่อไปถึงตรอกแห่งหนึ่งก็มีขอทานน้อยสองคนออกจากตรอกอันมืดมิดวิ่งตรงมาหานางแล้วก็แบมือขอเงินจากนางในทันที ฮวาจื่อชิงมอบถุงเงินอันหนักอึ้งให้สองขอทานน้อยคนละถุง พวกเขายิ้มแย้มแล้วรับเงินไปด้วยความยินดี เมื่อเห็นว่าฮวาจื่อชิงมีสาวใช้ติดตามมาด้วยอีกสองคนพวกเขาจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์“แม่นางที่พวกเราเคยตกลงกันไว้มีแค่แม่นางเพียงผู้เดียวมิใช่หรือ” “นั่นมันข้อตกลงเมื่อสามเดือนที่แล้ว พวกเจ้าได้รับเงินที่ข้าส่งมาให้พวกเจ้าทุกเดือนมาโดยตลอดมิใช่หรือ อีกทั้งข้ายังส่งยารักษาโรคที่ดีที่สุดมาให้พวกเจ้าอีก พวกเจ้าไม่คิดว่าควรจะตอบแทนข้าให้มากขึ้นอีกสักหน่อยหรือ” คำถามของฮวาจื่อชิงทำให้เด็กน้อยทั้งสองหันไปปรึกษากันแล้วสุดท้ายก็หันมาพยักหน้าให้นาง“ได้ ถ้าเช่นนั้นรบกวนพวกท่านตามข้าสองคนมา ก่อนอื่นพวกท่านจะต้องเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่พวกข้าหามาให้ก่อน พวกท่านจะได้ดูกลมกลืนกับพวกข้า” เมื่อเด็กน้อยเอ่ยเช่นนี้ทั้งฮวาจื่อชิง มู่เหยาและมู่หลีก็ต่างพยักหน้า ขอทานน้อยทั้งสองจึงพาพวกนางไปยังตรอกที่เป็นแหล่งกบดานของพวกเขา
“ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่านจะคิดถึงข้ามากเป็นพิเศษนะ ไม่เพียงเรียกตัวข้าให้มาหาท่านบ่อยครั้งขึ้น แถมช่วงนี้ยังยินดีจ่ายให้ข้ามากเป็นพิเศษอีกด้วย” เสียงอันเย้ายวนของสตรีภายในห้องทำให้ฮวาจื่อชิงรีบหยุดฝีเท้าแล้วหยุดยืนฟังอยู่ไกลๆ ขอแค่เพียงได้ยินสิ่งที่คนด้านในพูดคุยกันนางก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้“ย่อมต้องจ่ายหนักเป็นธรรมดา ข้าใจร้อนอยากจะรีบสะสางเรื่องยุ่งยากรอบกายของข้าให้เร็วที่สุด” คำพูดของเซี่ยเหวินหลางทำให้ฮวาจื่อชิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจน้ำเสียงของเขาไม่เหมือนน้ำเสียงของบุรุษที่ใช้พูดคุยกับสตรีที่ตนเองถูกใจ‘หรือว่าจะไม่ใช่นาง’ ฮวาจื่อชิงได้แต่คิดอยู่ในใจ หูก็ฟังเสียงความเคลื่อนไหวและเสียงพูดคุยของคนในเรือน“รีบสะสางถือเป็นเรื่องดีเพียงแต่รอบนี้ท่านก็เบามือลงสักหน่อยเถิด หากเลือดนองผืนดิน ศีรษะแขวนเต็มประตูเมืองอย่างเช่นรอบที่แล้วไม่เพียงทำให้ผู้คนเสียขวัญแต่ยังทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวในตัวท่านด้วย” เสียงสตรีภายในห้องเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงแต่เซี่ยเหวินหลางกลับตอบนางด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ“พวกเขาอยากจะกลัวข้าก็ให้กลัวไป ยิ่งกลัวมากก็ยิ่งดี วันหน้าจะได้ไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านข้าอี
ฮวาจื่อชิงใช้ชีวิตภายในจวนสกุลเซี่ยอย่างผ่อนคลาย นางไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังเรื่องพละกำลังของตนเองอีก ถึงอย่างไรสามีของนางก็รู้อยู่แล้วว่านางมีพละกำลังมากว่าผู้อื่น ส่วนพ่อสามีและแม่สามีก็หาได้รังเกียจเรื่องนี้อีกทั้งยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีอีกด้วย“วันหน้าเมื่อเจ้ามีหลานๆ ให้ข้า พวกเขาอาจจะได้พละกำลังอันแข็งแกร่งมาจากเจ้าก็ได้นะ มีพละกำลังมากกว่าผู้อื่นถือเป็นเรื่องดีอย่างน้อยพวกเขาก็คงจะสามารถปกป้องตนเองได้ดีกว่าคนทั่วไป” ฉีเหม่ยเจินเอ่ยออกมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปวดใจ นางสูญเสียบุตรชายไปแล้วสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน ทุกครั้งที่ต้องเห็นป้ายวิญญาณของลูกหัวใจของนางก็ราวกับถูกกระชากออกจากอก ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ไม่มีมารดาคนไหนอยากจะให้เกิดกับตนเอง“จะมีพละกำลังหรือไม่มีก็ไม่เป็นไรขอให้เจ้ามีหลานให้พวกเราอุ้มเร็วๆ ก็พอ” เซี่ยจ้งหวายเอ่ยพลางยิ้มออกมา ส่วนฮวาจื่อชิงนางทำได้แค่เพียงยิ้มออกมาอย่างเอียงอายเพียงเท่านั้น ด้วยรู้ดีว่าถ้าหากพูดออกมาตามความเป็นจริงคงจะเป็นเรื่องยากที่นางและเซี่ยเหวินหลางจะมีลูกด้วยกันได้ในเร็ววัน เพราะนางและเขาในยามนี้แทบจะไม่ได้อยู่ร่วมห้องกันตามลำพังอ
ยามเช้าเมื่อฮวาจื่อชิงตื่นขึ้นมาก็พบว่าร่างกายของนางร้าวระบมไปเกือบทั้งตัว แม้ว่านางไม่อยากจะตื่นขึ้นมามากเพียงใด แต่ในฐานะที่เป็นสะใภ้ใหม่จำต้องรีบตื่นขึ้นมาเพื่อไปคารวะน้ำชายามเช้าต่อพ่อสามีและแม่สามี ยามนี้ภาพลักษณ์ของนางในใจพ่อสามีและแม่สามีน่าจะเสียหายไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่นางพอจะทำได้ก็คือพยายามทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีไม่ขัดหูขัดตาพวกเขาก็พอ“นอนต่ออีกหน่อยเถิด” มารขัดขวางความตั้งใจของนางไม่ได้แค่เพียงพูดห้ามปราม เขายังสอดแขนมาที่เอวของนางแล้วเหนี่ยวรั้งนางให้เอนกายลงไปซบร่างกายของเขาอีกด้วย“ปล่อยข้า วันนี้ข้าต้องไปยกน้ำชาให้ท่านพ่อและท่านแม่สามี” ฮวาจื่อชิงเอ่ยพลางออกแรงดึงแขนของเขาออกซึ่งเขาก็ยินยอมปล่อยมือแต่โดยดีเพราะรู้ดีว่าตนเองสู้แรงของนางไม่ได้ ส่วนฮวาจื่อชิงที่พึ่งจะรู้ตัวว่าพละกำลังของนางกลับคืนมาแล้วก็ขมวดคิ้วแล้วหันไปจ้องมองเขาในทันที“เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดร่างกายของข้าจึงได้สิ้นไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนั้น” คำถามของนางทำให้เซี่ยเหวินหลางขยับกายลุกขึ้นแล้วก็จ้องมองนางด้วยสายตาที่ทำให้นางอดรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่นหลังไม่ได้“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า เรี่ย
งานมงคลของอัครมหาเสนาบดีเซี่ยและคุณหนูสกุลฮวาถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เกี้ยวเจ้าสาวได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา เจ้าบ่าวที่ขี่ม้านำหน้าขบวนดูองอาจผึ่งผาย ใบหน้าหล่อเหล่าของเซี่ยเหวินหลางทำให้บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในเมืองหลวงต่างก็อดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย ก่อนหน้านี้มีข่าวลือในแง่ร้ายมากมายเกี่ยวกับรูปโฉมและความประพฤติอันโหดเหี้ยมของเขา พวกนางหวาดกลัวว่าทรราชเซี่ยจะไม่มีผู้ใดยินยอมแต่งงานด้วยจนผลสุดท้ายทรราชผู้นั้นจะหันมาหมายปองพวกนาง ตอนที่ได้รู้ว่าคุณหนูสกุลฮวาออกทุกข์แล้วพวกนางพากันยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นอย่างเต็มที่ ด้วยคิดว่าต่อไปพวกนางก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าพ่อสื่อจากจวนสกุลเซี่ยอาจจะวิ่งเข้าไปทาบทามพวกนางจนถึงในจวน แต่ยามนี้เมื่อได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเซี่ยเหวินหลางอย่างเต็มตา พวกนางต่างก็พากันรู้สึกเสียดายที่คนที่ได้นั่งในเกี้ยวเจ้าสาวของเขาไม่ใช่พวกนางฮวาจื่อชิงนั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ในเมื่อนางแก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้วจึงทำได้แค่เพียงต้องยอมจำนนต่อโชคชะตาเพียงเท่านั้น หากนางเดาไม่ผิดสาวใช้สองคนที่เซี่ยเหวินหลางส่งมาคงกำลังเดินตามประกบติดตามเกี้ยวของนางอย่าง
ท่ามกลางกลิ่นอายอันเย้ายวนและหอมกรุ่น ฮวาจื่อชิงที่ถูกควันหอมของสมุนไพรทำให้สติเลือนรางก็ลงมือทำเรื่องบางอย่างตามความเข้าใจของตนเอง ส่วนบุรุษผู้นั้นในยามนี้แทบจะไม่หลงเหลือสติแล้วเช่นเดียวกัน หาไม่ใช่เพราะเขาถูกผูกแขนและขาเอาไว้ นางเชื่อว่าเขาจะต้องเป็นคนลงมือทำเรื่องชั่วร้ายแทนนางเป็นแน่“เจ็บชะมัด!” นางเอ่ยพลางหลั่งน้ำตาออกมาส่วนคนที่อยู่ใต้ร่างของนางยามนี้ดวงตาของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แม้กระทั่งในยามที่นางหยุดค้างเพราะความเจ็บปวดแต่เขากลับพยายามดิ้นรนที่จะหาหนทางปลดปล่อยตนเอง สะโพกที่ไม่อยู่นิ่งของเขาทำให้นางยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น แต่เมื่อคิดว่าด้วยความสามารถของญาติผู้พี่ของนางจะต้องเหนี่ยวรั้งเซี่ยโหวเอาไว้ไม่ได้นานแน่ นางจึงยินยอมให้ความร่วมมือกับเขาแต่โดยดีแม้ว่าความเจ็บปวดจะทำให้นางหลุดพ้นจากฤทธิ์ของสมุนไพรที่ถูกเผาอยู่ในเตากำยานแล้วก็ตาม“อ๊า...” เสียงคำรามจากลำคอของคนที่อยู่ด้านล่างและการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้ายของสะโพกของเขาทำให้นางรู้ว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จสิ้นแล้ว นางค่อยๆ ขยับกายของตนเองลงจากร่างของเขา ความตึงแน่นและความเปียกชื้นบริเวณช่วงล่างทำให้นางรู้สึกไม่สบา







