Masukเพียงไม่นาน ชิงหลงก็กลับมารายงานสิ่งที่ตนสืบมาได้ให้มู่หรงจ้านฟังอย่างละเอียด ชายหนุ่มนิ่งฟังพลางขมวดคิ้วแน่น
“หายหน้าไปสิบปี กลับมาครานี้เขาต้องการทำอะไรกันแน่...”
ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เมื่อรู้ว่าทั้งหมด เกิดขึ้นเพราะมู่หรงฉางชิง ที่เป็นผู้ขอพระราชทานอนุญาตให้พี่ชายคนโตออกร่วมเดินทางไปด้วย
บ่ายแก่ๆ หลังการเดินทางสิ้นสุดลง เหล่าข้ารับใช้และองครักษ์ที่ล่วงหน้ามาก่อน ต่างจัดเตรียมกระโจมที่พักอย่างเรียบร้อย รอบด้านยามนี้เต็มไปด้วยทหารที่คอยเฝ้าอารักขาอย่างเข้มงวด
และหนึ่งในนั้นคือพี่ชายคนรองของเซี่ยหรงเหยา
“ห้ามสร้างความวุ่นวายเด็ดขาดรู้หรือไม่ หากมีสิ่งใดให้แจ้งต่อท่านพ่อเป็นอันดับแรก” เซี่ยมู่ยวนสั่งน้องสาวและน้องชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะพี่ชายคนที่สองของพวกเขา ทำงานในหน่วยองครักษ์หลวง และยังเป็นองครักษ์คนสนิทที่ฮ่องเต้ทรงวางพระทัย
“เจ้าค่ะ พี่รอง เป่าหนิงจะทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด” หญิงสาวรับคำอย่างแข็งขัน หลังพี่ชายจากไป เซี่ยหรงเหยาก็รีบวิ่งไปยังกระโจมตระกูลว่านทันที
“ว่านหนิงอวิ๋น สหายรักของเจ้ามาแล้ว!”
เสียงใสดังขึ้น พร้อมร่างบางที่พุ่งเข้าหาเพื่อนรัก ทั้งสองจับมือกันพลางหัวเราะร่า เพราะไม่บ่อยนักที่พวกนางจะได้รับอนุญาตให้ออกมาเที่ยวเล่นนอกเมืองหลวงเช่นนี้
“เป่าหนิง เจ้าทายสิว่าวันนี้ข้าพบใคร”
“ใครหรือ” เซี่ยหรงเหยาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเห็นท่าทีลับลมคมในของสหาย
“หลินเสวี่ยถงผู้นั้นอย่างไรเล่า...ตั้งแต่มีข่าวว่านางกำลังจะแต่งเข้าตำหนักตวนอ๋อง ก็ไม่เห็นโผล่หน้ามาที่สำนักศึกษาอีกเลย”
ว่านหนิงอวิ๋นเอ่ยพลางย่นจมูก
“พอวันนี้ได้พบนาง ดูเหมือนช่วงเวลาที่หายหน้าไป คนต่างลือว่านางกำลังร่ำเรียนกฎระเบียบภายในวังกับมามาคนสนิทของหวังกุ้ยเฟย” เซี่ยหรงเหยาพยักหน้าเบาๆ
“วันคืนอันสุขสบายของนางคงจบสิ้นแล้ว”
“เจ้าว่าอะไรนะ!”
“เปล่าหรอก ข้าแค่รู้สึกว่า...หวังกุ้ยเฟยผู้นี้เข้มงวดเรื่องกฎระเบียบนัก ใครที่ต้องแต่งเข้าเป็นสะใภ้ให้นาง วันคืนในอนาคตคงไม่สุขสบายเท่าใด” ว่านหนิงอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วย
“ออ...แล้วนี่เจ้ารู้ได้อย่างไร” คำถามซื่อๆ ของสหาย ทำเซี่ยหรงเหยาต้องยิ้มแหย จะไม่ให้นางรู้ได้อย่างไรเล่า...
ในชาติก่อน เพื่อให้เป็นที่พอใจของแม่สามี นางต้องร่ำเรียนกฎระเบียบในพระราชวังมากมาย ทั้งกฎของลูกสะใภ้ กฎของภรรยา และกฎอีกมากมายนับไม่ถ้วน ทุกวันคืนที่ผ่านมาคือความทรมานที่ไม่อาจลืมได้
เมื่อคิดถึงวันคืนอันยากลำบากเหล่านั้น หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะอยากย้อนเวลากลับไปตีหัวตัวเอง ที่ครั้งหนึ่งเคยโง่งมหลงเชื่อในความรักของบุรุษผู้ไม่เคยมีใจให้นางเลยแม้แต่น้อย
“แล้วเจ้าพบสองเกลอนั่นหรือเปล่า” ว่านหนิงอวิ๋นถามพลางเลิกคิ้วมองสหาย
“ใครหรือ...หรือว่าจะเป็นลู่หลานหลิงกับไป๋เสี่ยวอิง...”
ว่านหนิงอวิ๋นพยักหน้า
“เห็นสิ ตอนนี้กำลังแข่งขันกันเอาอกเอาใจว่าที่พระชายาตวนอ๋องอยู่ในกระโจม จิ๊จิ๊ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า พวกนางจะยอมเป็นสุนัขให้ผู้อื่นอย่างว่าง่ายเพียงนี้” ว่านหนิงอวิ๋นหัวเราะหยัน
“เพราะพวกนางหวังจะใช้เส้นสายของหลินเสวี่ยถง เพื่อให้ตนได้แต่งเข้าเป็นพระชายารองของตวนอ๋อง...แต่กลับไม่รู้เลยว่า หลินเสวี่ยถงใจแคบเพียงใด นางมีหรือจะยอมใช้สามีร่วมกับสตรีอื่น”
คำพูดของเซี่ยหรงเหยาทำให้ว่านหนิงอวิ๋นต้องเปิดโลก
“เป็นอนุของผู้อื่น ทำให้พวกนางมีความสุขได้อย่างไร เป็นข้า นะ หากต้องแต่งงานก็ย่อมต้องเป็นบุรุษรักเดียวใจเดียว ไม่มีอนุในเรือนหลัง” ว่านหนิงอวิ๋นเอ่ยสีหน้าจริงจัง
เพียงไม่นาน เสียงหัวเราะคิกคักพลันดังขึ้นจากในกระโจมของสองสาว จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นด้านนอก
เป็นเซี่ยชิงสือนั่นเอง
“พี่สาม ไม่เจอกันนานเลยนะเจ้าคะ” ว่านหนิงอวิ๋นรีบลุกขึ้นยืน ดวงตาเป็นประกายเมื่อเห็นเซี่ยชิงสือเดินเข้ามา ชายหนุ่มพยักหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนหันมาพูดกับน้องสาว
“เป่าหนิง กลับกระโจมที่พักของเราได้แล้ว”
เซี่ยหรงเหยาเหลือบมองสหายรักอย่างจับสังเกต ไม่คิดว่าว่านหนิงอวิ๋นจะแสดงออกว่ามีใจให้พี่ชายของตนชัดเจนเพียงนี้
“พี่สาม ท่านอยู่เป็นเพื่อนหนิงอวิ๋นสักครู่ได้หรือไม่ ข้าต้องการเข้าห้องน้ำ”
พูดจบหญิงสาวก็พุ่งออกจากกระโจมไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งสองหนุ่มสาวไว้ตามลำพัง ในบรรยากาศอันน่าอึดอัด เซี่ยชิงสือมองตามน้องสาวคนเล็ก จากนั้นจึงหันมายังสตรีเพียงหนึ่งเดียวตรงหน้า
“พี่สาม...ท่านนั่งก่อนสิ” ว่านหนิงอวิ๋นเอ่ยเสียงเบา มือเรียวจัดชายกระโปรงอย่างเก้อเขิน
ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ภายในกระโจม มีเพียงเสียงลมพัดผ้าใบดังแผ่วเบา เซี่ยหรงเหยาที่แอบมองอยู่ด้านนอกได้แต่บ่นอุบในใจ
“เจ้าคนโง่ รู้จักแต่แนะนำผู้อื่น เมื่อถึงคราวของตนเอง กลับกลายเป็นคนบื้อใบ้”
“ใครบื้อใบ้หรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหู หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันไปยังร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“เอ๊ะ! องค์รัชทายาท พระองค์มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” นางรีบใช้มือปิดปากตนเอง เพราะกลัวว่าคนในกระโจมจะได้ยิน
“วางแผนคิดจะทำอะไรแผลงๆ อีกแล้วล่ะ จอมดื้อ” ชายหนุ่มใช้นิ้วเคาะปลายจมูกหญิงสาวเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ท่านดูสิ สองคนนั้นเห็นชัดๆ ว่ามีใจให้กัน แต่กลับเอาแต่นั่งเงียบ เช่นนี้เมื่อใดพี่สามจะหาสะใภ้ให้ตระกูลเซี่ยได้เสียที” หญิงสาวบ่นอุบอิบ
“บางเรื่องต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ” ชายหนุ่มจับมือหญิงสาวพาเดินออกไปยังชายป่าอีกด้าน
“ไปไหนหรือ”
“หาเสบียงตอนเย็น” ร่างสูงยกร่างเล็กขึ้นหลังม้าอย่างง่ายดาย ก่อนกระโดดขึ้นนั่งด้านหลัง โอบแขนรอบเอวบางไว้แน่น
ม้าสีดำทะยานออกไปท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องผ่านยอดไม้ เสียงหัวเราะของหญิงสาวดังแว่วไปตามสายลม ราวกับบทเพลงที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากเขาและนาง
มู่หรงจ้านที่อยู่ห่างออกไป เมื่อเห็นพี่ชายต่างมารดาควบม้าออกไปพร้อมหญิงสาวในชุดสีอ่อน เขามองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นเยียบ มือที่กำลังจับมือของหลินเสวี่ยถงพลันสะบัดออกอย่างแรง
“ท่านอ๋อง! พระองค์จะไปไหนเพคะ” หลินเสวี่ยถงตะโกนไล่หลัง แต่ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เขากระโดดขึ้นหลังม้าตัวโปรด ควบออกไปอย่างรวดเร็ว ฝุ่นทรายรอบๆ ปลิวคลุ้งตามแรงฝีเท้าม้า หลินเสวี่ยถงยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ใบหน้างามซีดเผือดด้วยความตกใจต่อการกระทำของเขา
นางไม่คิดเลยว่ามู่หรงจ้าน ผู้ที่มักจะอ่อนโยนและเอาใจใส่ต่อนางเสมอ จะหุนหันจากไปโดยไม่เอ่ยคำใด
“เจ้าตามไปดูซิว่า...พระองค์รีบร้อนไปที่ใดกันแน่!”
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น สั่งองครักษ์ที่บิดาทิ้งไว้ให้ตน เพื่อติดตามชายหนุ่มทันที ก่อนตนจะสะบัดชายกระโปรงเดินกลับเข้ากระโจมด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ภายในกระโจม กลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ลอยคลุ้ง แต่กลับไม่อาจลบความขุ่นเคืองในใจของนางได้เลย ดวงตาคู่งามฉายแววเย็นชายามเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนคาดเดาในใจ
“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
สายลมพัดผ่าน นำพาเสียงหัวเราะของเด็กน้อยทั้งสองลอยหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน แต่ลึกซึ้งในใจของทุกคนที่ได้เห็นหลังก่อเรื่องในเมือง มู่หรงจื่ออิงได้พาเด็กขอทานน้อยที่ร่างกายสกปรกมอมแมมเดินเข้าไปภายในจวนรับรอง กลิ่นหอมของดอกเหมยที่ปลูกเรียงรายสองข้างทาง ให้ความรู้สึกสงบยิ่งนักยามน
หลังคิดพาขอทานน้อยกลับไปที่จวนรับรองของตน เด็กทั้งสองก็เตรียมออกจากวัดร้าง ทว่าในตอนนั้น ทั้งสองกลับถูกขอทานกลุ่มเดิมที่เคยรังแกมู่หรงจ้านขวางทางเอาไว้ สีหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความเคียดแค้น“ส่งของมีค่ามาซะ! ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าจะได้รู้รสของความเจ็บปวด!” ชายร่างใหญ่ที่สุดในกลุ่มตะโกนเสียงกร้าว มู่ห
ณ ประตูเมืองหลวงของแคว้นจ้าว ขบวนรถม้าจากแคว้นเจาแล่นเข้ามาอย่างช้าๆ ภายในรถม้าคือ เซี่ยหรงเหยาและมู่หรงฉางชิง พร้อมด้วยบุตรสาววัยห้าขวบของนาง องค์หญิงใหญ่ มู่หรงจื่ออิง เด็กหญิงตัวน้อยผู้มีดวงตากลมโตและรอยยิ้มสดใส“ท่านแม่! ท่านพ่อ! ข้าจะได้เจอฮ่องเต้หญิงแล้วใช่หรือไม่!”จื่ออิงน้อยส่งเสียงเจื้อยแ
“มิจำเป็นต้องต่อปากกับนาง สตรีอย่างไรก็คือสตรี มองการสั้นมิสามารถทำการใหญ่ได้เยี่ยงบุรุษ เฉกเช่นสหายรักของเจ้า...อีกไม่นาน นางก็จะถูกเหล่าขุนนางชักจูง และกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น”“มั่นใจเสียเหลือเกินนะ...ตนเองไร้สามารถ มิได้หมายความว่า หนิงอวิ๋นจะเป็นเช่นเจ้า” เซี่ยหรงเหยามิได้มีสีหน้าหวั่นเก







