เข้าสู่ระบบ“ลูกเองก็เห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ หากนางเป็นคนไม่ดี คิดคดต่อผู้อื่น ไยต้องสิ้นเปลืองแรงกาย เพื่อหาทางรักษาลูกให้หายจากโรคภัย” องค์ชายใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น คำพูดนั้นทำมู่หรงฮ่องเต้ทรงครุ่นคิด
“นั่นก็เพราะพี่สาวของนางคือพระชายาของท่าน!”
มู่หรงจ้านเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ บรรยากาศรอบด้านเริ่มตึงเครียดขึ้นอีกครา ชายหนุ่มกัดฟันแน่น ความริษยาและความโกรธทำให้เขาแทบข่มอารมณ์ไม่อยู่
คนเหล่านี้กำลังรวมหัวกันเล่นงานเขา
“นางไม่จำเป็นต้องแย่งชิงหรือแสดงเพื่อเอาใจใคร” เสียงทุ้มเยือกเย็นดังขึ้นจากที่นั่งของเหล่าเชื้อพระวงศ์ ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากหยกก้าวออกมาช้าๆ
“เพราะถ้าหากนางต้องการสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือเกียรติยศ เปิ่นไท่จื่อจะเป็นผู้มอบให้นางด้วยมือของตนเอง”
คำพูดของรัชทายาทหนุ่มทำให้ทุกคนต่างหุบปากลง มู่หรงจ้านที่ตั้งใจจะใช้เรื่องนี้ทำลายชื่อเสียงของเซี่ยหรงเหยา กลับรู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางที่สาธารณะ ไม่ต่างจากการยกหินทุ่มเท้าตนเอง เพราะคนที่ออกหน้าเพื่อนาง คือคนที่มีอำนาจรองลงมาจากฮ่องเต้
“ในเมื่อตวนอ๋องกล่าวหาว่าข้าทำร้ายบุตรที่ยังไม่เกิดของท่าน เช่นนั้น...เชิญแสดงหลักฐานเถิด”
เสียงหวานดังขึ้นอย่างสงบ เซี่ยหรงเหยาในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ก้าวออกมาเบื้องหน้าพระพักตร์ ท่วงท่าของนางแลดูสง่างาม ดวงตาเรียบสงบ ไม่สะทกสะท้านต่อคำกล่าวหาแม้แต่น้อย
“เจ้า! เจ้ายังไม่ยอมรับอีกหรือ!” มู่หรงจ้านตะโกนลั่น
“ถงเอ๋อพูดกับปากตนเอง ว่าเป็นเจ้าที่ทำให้ม้าของนางตกใจจนวิ่งเตลิด!” คำพูดชายหนุ่มทำหญิงสาวยิ้มหยัน
“ท่านอ๋อง โง่เขลาได้ ตาบอดได้ แต่ท่านจะทั้งโง่เขลาและตาบอดมิได้นะเพคะ” เซี่ยหรงเหยากล่าวหยอกเย้าปนเย้ยหยัน
หลายคนที่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขา ต่างก็อดอมยิ้มมิได้ ไม่คิดว่านางจะเอาคืนได้เจ็บแสบเช่นนี้
“ในตอนนั้นมีคนนับสิบเป็นพยาน ข้าอยู่ท่ามกลางมิตรสหายและเหล่าองครักษ์ เมื่อใดกันที่ลงมือทำร้ายนาง แต่กลับกัน...”
ร่างบางตบมือเบาๆ สองครั้ง องครักษ์สามคนถูกมัดด้วยเชือก เดินเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้าพระพักตร์ มู่หรงจ้านขมวดคิ้วมุ่น
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ชายหนุ่มมององครักษ์ทั้งสามด้วยสีหน้างุนงง
การแสดงออกของชายหนุ่ม ชัดว่าไม่รู้จักคนเหล่านี้ ทุกสายตาจับจ้องไปยังเซี่ยหรงเหยา ผู้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางกองเพลิงที่กำลังลุกไหม้ราวกับเทพธิดาในชุดขาว สงบ เยือกเย็น และพร้อมเปิดโปงความจริงที่กำลังจะสั่นสะเทือนราชสำนักเป่ยหมิง
“ตวนอ๋องไม่รู้จักก็เป็นเรื่องธรรมดา ทว่าสามคนนี้...ใต้เท้าหลินย่อมต้องรู้จักเป็นอย่างดี ใช่หรือไม่” เสียงของเซี่ยหรงเหยาดังชัดเจนในโสตของทุกคน
ครั้งนี้...ทุกสายตาหันไปยังเสนาบดีหลินที่ยืนอยู่ด้านข้าง สีหน้าของชายวัยกลางคนเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะรีบก้าวออกมาคุกเข่าด้วยท่าทีราวกับตนไร้ความผิด
“ฝ่าบาท สามคนนี้เป็นองครักษ์ของจวนกระหม่อมจริงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมอบหมายให้พวกเขาคอยอารักขาบุตรสาวเมื่อมาที่นี่ แต่ไม่เข้าใจว่าคุณหนูเซี่ยกล่าวถึงพวกเขาเพราะเหตุใด พวกเขาเกี่ยวข้องอันใดกับเรื่องนี้หรือ”
ร่างบางยกยิ้มหยัน มุมปากโค้งขึ้นอย่างเยือกเย็น
“ในเมื่อใต้เท้าหลินกล่าวเช่นนั้น เช่นนั้นขอฝ่าบาททรงฟังเรื่องราวจากปากของพวกเขาเองเถิดเพคะ”
หญิงสาวก้าวออกไปยืนเคียงข้างมู่หรงฉางชิง รัชทายาทหนุ่มแห่งเป่ยหมิง ผู้ซึ่งยืนด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง
องครักษ์ทั้งสามที่ถูกมัดคุกเข่าลง ต่างเริ่มเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น ทุกถ้อยคำที่หลุดออกมาราวกับคมมีดกรีดกลางหัวใจของเสนาบดีหลิน
เพราะพวกเขาต่างเล่าว่า หลินเสวี่ยถงต้องการทำร้ายองค์รัชทายาท แต่ตนเองทำพลาดจึงกล่าวหาเซี่ยหรงเหยา เมื่อมู่หรงฮ่องเต้ได้ฟังจนจบ พระพักตร์ของพระองค์ทรงดำคล้ำดั่งก้นหม้อ พระเนตรวาวโรจน์ด้วยโทสะ
“เจ้าสี่ เรื่องนี้เจ้ารู้หรือไม่!” มู่หรงจ้านรีบรีบลนลานเอ่ยปฏิเสธ
“เสด็จพ่อ! ลูกเองก็พึ่งกลับจากล่าสัตว์ ไม่รู้เรื่องที่นางกระทำเลยพ่ะย่ะค่ะ!” น้ำเสียงของชายหนุ่มสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
เพราะมู่หรงฮ่องเต้ทรงเกลียดชังเป็นที่สุด ที่พี่น้องเข่นฆ่ากันเอง และเป็นอีกครั้ง ที่เขาถูกหินก้อนเดียวกันทุ่มลงบนเท้าตนเองโดยไม่รู้ตัว
เสนาบดีหลินที่กำลังคุกเข่าถึงกับหน้าซีดเผือด เขาไม่คิดว่าองครักษ์ทั้งสามจะกล้าพูดเช่นนี้ จากที่หลินเสวี่ยถงเพียงต้องการยิงธนูสังหารเซี่ยหรงเหยา กลับบิดเบือนว่านางต้องการลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทเสียอย่างนั้น...
ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้แก่เหล่าองครักษ์เงาของมู่หรงฉางชิง ที่รีดเค้นความจริงจากปากพวกเขาได้สำเร็จ และครอบครัวขององครักษ์ทั้งสาม ยามนี้ได้ถูกส่งไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวการข่มขู่จากเสนาบดีหลินอีกต่อไป
ชายวัยกลางคนรีบหมอบราบลงกับพื้น
“ฝ่าบาท! เรื่องนี้กระหม่อมเองก็ไม่รู้เช่นเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ เป็นบุตรสาวของกระหม่อมที่กระทำไปตามความคิดของตน ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลหลินเลยสักนิด ขอฝ่าบาททรงพิจารณา!” ท่าทางน่าสมเพชของเขาที่พยายามเอาตัวรอด ทำให้เซี่ยหรงเหยารู้สึกคลื่นไส้
นางคิดอย่างเย็นชา โชคดีนักที่ตนเกิดในตระกูลเซี่ย ครอบครัวของนางต่างพร้อมใจปกป้องกันและกัน แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม
“ใต้เท้าหลิน...ตวนอ๋องออกหน้าเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่บุตรสาวของท่าน ท่านไม่สนใจก็แล้วไป แต่นี่ถึงกับยกความผิดทั้งหมดลงไปที่หัวของนาง เช่นนี้เรียกว่าปัดความรับผิดชอบหรือไม่”
เสนาบดีหลินปาดเหงื่อเย็นที่ไหลลงข้างขมับ
วาจาของเด็กสาวผู้นี้ช่างคมคายนัก หากบุตรสาวของตนมีสติปัญญาและความกล้าได้เพียงครึ่งของนาง บางทีตนคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นวันนี้
“หลินอ้ายชิง รู้ความผิดของตนหรือไม่”
สุรเสียงทรงอำนาจของมู่หรงฮ่องเต้ดังสะท้อนก้อง บัดนั้น ความเงียบพลันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ จนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะปริปากขอร้องแทน เพราะมองออกว่ายามนี้ เจ้าผู้ครองแผนดินกำลังทรงพิโรธ
เสนาบดีหลินทรุดกายลงอย่างหมดเรี่ยวแรง
“กระหม่อม...มิอาจสั่งสอนบุตรสาวให้เป็นคนดีได้ ขอฝ่าบาททรงลงพระอาญาเถิดพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของขุนนางวัยกลางคนสั่นเครือ และเต็มไปด้วยความยอมจำนนต่อชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง
มู่หรงฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสด้วยสุรเสียงเยือกเย็น
“ในเมื่อรู้ผิดแล้ว เจิ้นก็จะไม่ทำให้ลำบากใจ สั่งการลงไปเสนาบดีหลิน ดูแลสั่งสอนบุตรสาวให้เป็นคนดีไม่ได้ ถูกลดตำแหน่งสองขั้น พักงานครึ่งปีโดยไม่ได้รับเบี้ยหวัด” พระสุรเสียงทรงอำนาจยังคงดังต่อเนื่อง
“หลินเสวี่ยถง คิดร้ายต่อเชื้อพระวงศ์ แต่เห็นแก่ที่ต้องสูญเสียทายาท หลังแต่งเข้าจวนอ๋องตวน มีรับสั่งให้กักตัวเป็นเวลาหนึ่งปี คัดลอกกฎและจริยธรรมของสตรีวันละหนึ่งร้อยรอบ ห้ามก้าวออกจากจวนหากไม่มีคำสั่ง และลดขั้นเป็นเช่อเฟย”
เสียงสนทนาของเหล่าขุนนางพลันขึ้นพร้อมกัน ตระกูลหลินจากที่ต้องบินขึ้นสู่ที่สูง กลับดึงคนทั้งตระกูลให้ตกต่ำ เพียงเพราะหลินเสวี่ยถงทำผิดพลาดเพียงครั้งเดียว
“ตวนอ๋อง หูเบา ไม่ตรวจสอบหาหลักฐาน ใส่ร้ายบุตรสาวขุนนาง กักตนสำนึกผิดครึ่งปี จากนี้ห้ามก้าวเข้าวังหลวงหากไม่มีคำสั่ง”
สุรเสียงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ข้ารับใช้หญิงรีบชำระกายให้เซี่ยหรงเหยาและเปลี่ยนชุดของนางใหม่ นำชุดที่ขาดวิ่นทิ้งไป และไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีก ด้วยเพราะกลัวว่าจะถูกจ้าวเค่อลงโทษ ทุกคนต่างปิดปากเงียบจึงไม่มีใครรู้ถึงสิ่งที่เกิดในเรือนของนางวันต่อมาหลังจากได้สติ เซี่ยหรงเหยาขังตนเองอยู่แต่ภายในห้อง นางไม่ยอมพบหน้าใ
“ฮึกก! ฮื่ออออ!! มู่หรงฉางชิง…เมื่อใดท่านจะมาช่วยพวกเราแม่ลูกออกไปจากที่นี่”เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังแว่วออกมาด้านนอก ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ที่หน้าประตูยังไม่จากไป ทำได้เพียงอดกลั่น ความเจ็บปวดเศร้าโศกที่ทั้งสองมีนั้นไม่ต่างกัน แตกต่างที่ผู้หนึ่งต้องการให้อีกฝ่ายอยู่ข้างกาย แต่อีกคนกลับต้องการกลับไปยังท
แต่พวกเขากลับไม่รู้เลยว่า...แท้จริงแล้วอาการของมู่หรงฉางชิงนั้น เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่เซี่ยหรงเหยาพึ่งรู้ว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ มันราวกับเป็นสายใยบางอย่างที่มองไม่เห็น เชื่อมโยงหัวใจของทั้งสองไว้ แม้จะอยู่ห่างไกลคนละดินแดนข่าวลือเรื่องการตั้งครรภ์ของเซี่ยหรงเหยาแพร่สะพัดไปทั่วจวนในเวลาเพียงครึ่
เป็นอย่างที่จ้าวเค่อคาดเดา ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันหลังเซี่ยหรงเหยาย้ายเข้ามา หลินซินหรานได้ไปหาสามคนนี้ พร้อมกับแสร้งเอ่ยชมถึงความงามและความโปรดปรานที่จ้าวเค่อมีต่อเซี่ยหรงเหยาคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็เพียงพอจะจุดไฟริษยาในใจของเหล่าสตรีเหล่านั้นให้ลุกโชน และในวันที่เกิดเรื่อง...นางก็จงใจไม่อยู่ในจวน ร