LOGIN“มิจำเป็นต้องต่อปากกับนาง สตรีอย่างไรก็คือสตรี มองการสั้นมิสามารถทำการใหญ่ได้เยี่ยงบุรุษ เฉกเช่นสหายรักของเจ้า...อีกไม่นาน นางก็จะถูกเหล่าขุนนางชักจูง และกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น”
“มั่นใจเสียเหลือเกินนะ...ตนเองไร้สามารถ มิได้หมายความว่า หนิงอวิ๋นจะเป็นเช่นเจ้า” เซี่ยหรงเหยามิได้มีสีหน้าหวั่นเกรงแม้แต่น้อย เมื่อต้องเผชิญกับกลุ่มกบฏที่รอดชีวิต “เจ้าจับตัวไป๋ไช่เอาไว้ใช่หรือไม่” ร่างบางเอ่ยตรงๆ ...ชินอ๋องเหลือบมองใบหน้างดงามที่แสนเย่อหยิ่งนั้น เขาไม่แปลกเลยว่าใจว่าเหตุใดบุตรชายถึงหลงใหลนางนัก แต่สตรีที่งดงาม กลับแฝงพิษร้าย และอาจเป็นตัวการที่ทำให้งานใหญ่พังพินาศ “ก็...ตามที่เจ้าเข้าใจ ข้าจับตัวสาวใช้ของเจ้าเอาไว้ ดังนั้น...เจ้าก็จงตามเราไปแต่โดยดีเถิด ไม่อย่างนั้น...ข้าไม่รับรองว่านางจะรอดชีวิตถึงพรุ่งนี้” เซี่ยหรงเหยาเหลือบมองรอบกาย ไม่มีร่างไป๋ไช่ที่นี่ นั่นหมายความนางถูกซ่อนไว้ในที่ลับสักแห่ง “ย่อมได้...แต่ก่อนไป ข้าต้องได้เห็นว่านางปลอดภัย เสียก่อน ไม่อย่างนั้น...เราก็มาตายไปด้วยกัน” น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวมิได้มีท่าทีหวาดกลัวต่อความตายสักนิด อดีตชินอ๋องเหลือบมองหญิงสาวราวกำลังหยั่งเชิง สุดท้ายก็ทำตามที่นางต้องการ ร่างที่ถูกมัดมือมัดเท้าปิดปากปิดตาของไป๋ไช่นั่งนิ่งในทางลับ ยามนี้นางได้สติแล้ว เซี่ยหรงเหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก “พานางออกมา...แล้วเราก็ไปจากที่นี่” คนของชินอ๋องลากไป๋ไช่ทิ้งไว้กลางห้อง ก่อนตีนางให้สบลอีกครั้ง “เจ้า!” ร่างบางพุ่งเข้าหาสาวใช้ตัวน้อย แต่ถูกชินอ๋องรั้งแขนเอาไว้ “ไปได้แล้ว! อย่าคิดเล่นลูกไม้ นางยังไม่ตายหรอก” หญิงสาวถูกพาตัวเข้าไปในทางลับ คนทั้งกลุ่มหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงร่างของไป๋ไช่ที่นอนไม่ได้สติอยู่กลางห้อง ไม่นานหลังจากนั้น องครักษ์ลับที่เฝ้าอยู่ด้านนอก สังเกตว่านายหญิงของตนเงียบผิดปกติ จึงเคาะประตูเพื่อถามนาง แต่กลับมีเพียงความเงียบตอบกลับมา พวกเขาจึงรีบเข้าไปตรวจสอบ แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงไป๋ไช่ที่นอนหมดสติ “ฮองเฮาหายตัวไปอีกแล้ว!” ความโกลาหลพลันบังเกิด ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป เพราะหญิงสาวได้ทิ้งเบาะแสเอาไว้มากมาย อย่างเช่น จดหมายที่ทิ้งเอาไว้ หากนางหายตัวไป คือชินอ๋องที่จับตัวนาง และหยดเลือดที่หายไปในผนัง มู่หรงฉางชิงที่ออกตามหาบุตรชาย เมื่อได้รับข่าวจึงรีบรวบรวมกำลังพลออกติดตามทันที เส้นทางการหลบหนีของชินอ๋องถูกสืบจนถึงนอกเมือง หลังข่าวการหายตัวไปของเซี่ยหรงเหยาแพร่ออกไป สารลับฉบับหนึ่งถูกส่งมาถึงจ้าวหนิงอวิ๋น นางเปิดอ่านด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เมื่อสายตากวาดผ่านถ้อยคำในจดหมายนั้น สีหน้าก็พลันแข็งกร้าวขึ้นทันที “ไอ้สารเลว!” เสียงตวาดของนางดังลั่น จนเหล่าขุนนางทั้งหลายต้องก้มหน้าหลบสายตา ในสารนั้นระบุชัด ผู้ลักพาตัวเซี่ยหรงเหยาเรียกร้องให้จ้าวหนิงอวิ๋นสละบัลลังก์ เพื่อแลกกับชีวิตของนาง เหล่าขุนนางผู้ใหญ่ต่างคัดค้านเสียงแข็ง “ฝ่าบาท! อย่าทรงทำเช่นนั้นเด็ดขาด! นั่นเป็นกลอุบายของคนชั่ว!” แต่จ้าวหนิงอวิ๋นนิ่งเงียบ ดวงตาเต็มไปด้วยความปวดร้าว “เป่าหนิง...นางคือพี่น้องของข้า จะให้ข้านิ่งดูดายนางตายได้อย่างไร” บรรยากาศในท้องพระโรงหนักอึ้ง กระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น แม่ทัพว่านก้าวออกมาคุกเข่ากลางลาน “ฝ่าบาท โปรดระงับโทสะก่อนพ่ะย่ะค่ะ หากเราทำตามที่มันต้องการ ก็เท่ากับยอมมอบแผ่นดินให้ศัตรู กระหม่อมขอถวายแผนการหนึ่ง เพื่อหลอกให้ชินอ๋องเผยตัว” จ้าวหนิงอวิ๋นหันมามอง แววตาเต็มไปด้วยความลังเล “เราจะทำให้มันเชื่อว่าฝ่าบาทยอมสละบัลลังก์จริงๆ แล้วใช้โอกาสนั้นล่อให้มันออกมา เมื่อถึงเวลานั้น...ข้าจะเป็นผู้ลงมือเอง” ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง “ได้...หากนี่คือหนทางเดียวที่จะช่วยเป่าหนิง ข้าจะลองเชื่อท่านพ่อดูสักครั้ง” ในช่วงที่ทุกคนวางแผนช่วยเหลือเซี่ยหรงเหยา สารยอมสละบัลลังก์ก็ป่าวประกาศออกไป หวังว่าชินอ๋องจะปรากฏตัวให้พวกเขาล้อมจับ เมื่อฝ่ายกบฏกลับมารายงาน ชายวัยกลางคนก็มิได้เชื่อสนิทใจว่านางจักยอมง่ายดายเช่นนี้ ทว่าสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดได้เกิดขึ้น ยามนี้...ทหารองครักษ์ทำการล้อมภูเขาลูกนั้น จนไปถึงเรือนหลังเล็กริมหน้าผา ในจังหวะที่ทุกฝ่ายกำลังตรึงเครียด หยั่งเชิงกันและกัน ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มของมู่หรงฉางชิง จ้าวเค่อผู้หายหน้ากลับปรากฏตัว เพื่อช่วยชีวิตเซี่ยหรงเหยา ชายหนุ่มขอทำหน้าที่นำทางไปยังที่ซ่อนลับในหุบเขา สถานที่ที่มีเพียงคนสนิทของชินอ๋องเท่านั้นที่รู้ “เสด็จพ่อ...พอเถิด ทุกอย่างมันจบแล้ว พวกเราพ่ายแพ้ หากท่านยอมจำนน ข้าเชื่อว่าลูกพี่ลูกน้องจะต้องยอมปล่อยให้เรามีชีวิตต่อไป” ชินอ๋องที่จับเซี่ยหรงเหยาเป็นตัวประกัน ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธ “ไอ้คนอ่อนแอ! เพราะสตรีเพียงคนเดียว ทำให้เจ้าถึงกับกล้าทรยศข้า นางเป็นภัยอย่างที่ข้าคิดจริงๆ ไม่! ต่อให้ต้องตาย ข้าจะไม่มีวันยอมอยู่ใต้อำนาจของพวกมัน!” ชินอ๋องตวาดเสียงกร้าว จ้าวเค่อถอนหายใจยาว “แต่สิ่งที่ท่านทำ...มันไม่เหลือเกียรติใดใดแล้ว ต่อให้ได้นั่งบนบัลลังก์ ประวัติของท่านก็จะถูกเขียนในประวัติศาสตร์ว่า สังหารพี่น้อง บีบบังคับหลานสาวให้สละบัลลังก์” จ้าวเค่อเอ่ยเสียงเศร้า ขณะที่ชินอ๋องหันไประวังกลุ่มของมู่หรงฉางชิง จ้าวเค่อฉวยโอกาสพุ่งเข้าไปหมายช่วยเซี่ยหรงเหยา แต่แรงปะทะกลับทำให้ทั้งสามคนเสียหลักตกลงไปยังหน้าผาสูงชัน เสียงร้องตกใจดังสะท้อนก้องในหุบเขา มู่หรงฉางชิงคว้าข้อมือของเซี่ยหรงเหยาไว้ได้ทัน แต่ขาของนางกลับถูกชินอ๋องคว้าเอาไว้ ทางด้านผู้ติดตามชินอ๋องเห็นท่าไม่ดี คิดตีฝ่าวงล้อมออกไป แต่ถูกเซี่ยชิงสือและว่านอวิ๋นเซียวสังหารสิ้น “ปล่อยนางไป!! เสด็จพ่อ!!” จ้าวเค่อร้องเสียงดังจากด้านล่าง “ไม่! ไม่มีวัน! ถ้าวันนี้ข้าไม่รอด...นางก็ต้องตายไปพร้อมกับข้า!” ชินอ๋องคำรามลั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง จ้าวเค่อกัดฟันแน่น ตัดสินใจปีนขึ้นมาบนร่างของบิดา ก่อนคว้ากริชเล่มเล็กจากเอว แทงลงไปที่หลังมือของชินอ๋องอย่างแรง โลหิตสดๆ พลันสาดกระเซ็น เสียงร้องโหยหวนของชินอ๋องดังสะท้อนก้องในหุบเหว ก่อนที่ร่างของเขาและบุตรชายจะร่วงหล่นจากหน้าผา ถูกสายน้ำเชี่ยวกรากด้านล่างกลืนหายไปในพริบตา ทุกคนต่างตกตะลึงในการกระทำของสองพ่อลูก เซี่ยหรงเหยาถูกดึงขึ้นมาสู่พื้นเบื้องบนได้อย่างปลอดภัย แต่ในใจของนางยังคงปรากฏภาพสุดท้าย สายตาของจ้าวเค่อที่มองมาด้วยความสงบและยอมรับชะตากรรม ใบหน้าของเขาไม่มีความเสียใจแม้แต่น้อย ที่ได้ช่วยชีวิตของนางไว้ด้วยชีวิตของตนเอง เรื่องราววุ่นวายทั้งปวงสิ้นสุดลงพร้อมกับการตายของสองพ่อลูกแห่งตระกูลจ้าว เพื่อเป็นการส่งเสริมผลบุญแด่อดีตฮ่องเต้ จักรพรรดินีพระองค์ใหม่ทรงมีพระราชโองการ อภัยโทษแก่เหล่าขุนนางและครอบครัวที่ร่วมก่อกบฏ มิให้ประหารชีวิต แต่ให้เนรเทศไปใช้แรงงานยังชายแดนเหนือแทน เพื่อชดใช้ความผิดด้วยหยาดเหงื่อและแรงกาย การอภิเษกสมรสของนางและเซี่ยชิงสือจำต้องเลื่อนออกไปอีกสามปี เนื่องจากยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์แด่อดีตฮ่องเต้ กาลเวลาผ่านไปห้าปี แผ่นดินจ้าวกลับมาสงบสุขอีกครั้ง เหล่าประชาชนอยู่ดีกินดี ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้หญิงผู้ทรงปรีชา“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้







