Masukหลังจากที่นางฟ้าเหมยลี่ในร่างจำแลงทะลุก้อนเมฆลงไปยังโลกมนุษย์แล้ว สถานที่ ๆ นางจะไปโผล่ก็คงมิพ้นห้องส้วมบุรุษเพศตรงจุดที่จางอี้เฟิงได้พบกับเทพกงกงนั่นเอง! บอกตามตรงว่าแทบจินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่านางจะทำหน้าเช่นไร เปิดตัวหนแรกก็ล่อห้องน้ำชายซะแล้ว! ทั้ง ๆ ที่หากเป็นกรณีของการสลับขั้วเปลี่ยนตัวทั่วไป ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกโรเคชั่นที่ดูหรู ดูแพง หรือไม่ก็โรแมนติกกว่านี้สักหน่อย เหมยลี่เสวียนเจ้าช่างเป็นนางฟ้าตกสวรรค์ที่น่าสงสารสูงสุด!
.
"เหมยลี่เสวียน..น..น..น..น~!"
จางอี้เฟิงป้องปากตะโกนอัดลงไป ราวกับกดชักโครกชำระสิ่งปฏิกูล
.
เขาน่าจะมีแรงบันดาลใจมาจากละครดังของค่ายกันตนาเมื่อปี พ.ศ.2532 ตอนที่ ศรราม เทพพิทักษ์ ตะโกนว่า "เหินฟ้า!!!" หากแต่ทิศทางนั้นกลับด้านกัน ตะโกนขึ้นฟ้าคือสัญลักษณ์แห่งความหวัง แต่ตะโกนลงต่ำก็มิต่างจากการถ่มถุยขุยติดคอ แม้ว่าจากก้นบึ้งของหัวใจแล้วจางอี้เฟิงจะมิได้คิดเช่นนั้นเลยก็ตามที
.
"เอาล่ะเลิกอาลัยอาวรณ์เสียที เหมยลี่เสวียนนางมิเป็นไรหรอก! ถึงจะเป็นนางอัปสรอยู่แต่ในตำหนักหลวงมาค่อนชีวิต แต่นางก็ใช่ว่าจะไร้อิทธิฤทธิ์ใด ๆ นางฟ้าก็คือเทพเช่นกันอย่าลืม!"
.
"แต่ท่านให้นางไปเกิดในห้องส้วม! แล้วส้วมแถวมณฑลบ้านเกิดของผม~! อึ๊ยยย! แค่จะพูดผมยังไม่กล้าเปล่งเสียงเลยอ่ะ! ท่านใจร้าย! ท่านกงกง! ท่านไม่มีความยุติธรรมใกล้ฉันเลย!"
จางอี้เฟิงจ้องหน้าเทพ LGBT ตาเขม็ง ทั้งที่ก็รู้อยู่เต็มจิตว่าทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เต็มที่ก็เป็นแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์
.
ลมสวรรค์พัดโชยก้อนเมฆปลิวเป็นสายไหม ไอเย็นวูบวาบกระซาบผืนผิว ดูเหมือนสิ่งนี้จะเข้ามาขัดจังหวะอารมณ์ให้ได้เปลี่ยนเรื่องกันพอดี เทพกงกงในชุดสีม่วงขลิบทองกับหมวกทรงปล่องไฟ จึงถือโอกาสเรียกสตินักบอลหนุ่มด้วยการเปลี่ยนโทนเสียงให้หนักแน่นขึ้น
.
แกสะบัดนิ้วดัชนีเพื่อบังคับก้อนเมฆที่เหยียบอยู่ ให้เลื่อนเอากายาของบุคคลทั้งคู่ไปยืนอยู่ในจุดที่เป็นขอบของแนวก้อนเมฆอีกครั้ง ทำให้ชายผู้เป็นความหวังได้มองเห็นความวิบัติบรรลัยกัลป์ของสวรรค์เบื้องล่างแบบเต็ม ๆ ตาอีกที แล้วแกก็พูดขึ้น
.
"เอาล่ะจางอี้เฟิงเจ้าต้องตั้งสติได้แล้ว! สิ่งที่เจ้าเห็นเบื้องล่างตอนนี้ต่างหากคือเหตุผลที่ข้าเรียกเจ้ามาที่นี่! ข้างล่างนั่นคือแคว้น โหย่ฮวาเซียนโจว (月华仙洲) หรือ ดินแดนเซียนแสงจันทร์ ตอนนี้แม้แต่เง็กเซียนฮ่องเต้ก็บัญชาทัพอยู่ข้างล่างนั่น มีเทพสงครามอู่เสิ่น (武神) ดำเนินกลศึกอยู่มิต่ำกว่า 10 องค์ ยังไม่นับรวมเหล่าองครักษ์ประตูเทวา เทียนเหมินโสว่เว่ย (天门守卫) อีกร่วมพันชีวิต! อนิจจาที่เกินกว่า 8 ใน 10 ส่วนได้พลีชีพในสนามรบไปแล้ว!"
.
"ตะ..ตายเยอะมาก..ก..ก..ก!"
ปากสั่นด้วยความกลัวจนกลายเป็นวาจาที่โพล่งหลุดออกมาเอง
.
"ตูมมมม!!! , บึ้มมมมม!!! , ตูมมมม!!!"
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทขึ้นมาถึงบนนี้ สิ่งนี้เหมือนเป็นการเตือนกลาย ๆ ว่าจะทำเป็นเล่นกับเรื่องนี้มิได้!
.
เทพกงกงจึงกล่าวต่อ
.
"ดินแดนเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) ถือเป็นชัยภูมิรบสำคัญ เพราะอยู่ใกล้กับศูนย์กลางการปกครองมากที่สุด หากแคว้นนี้ถูกตีแตกข้าศึกจะทะลวงเข้าสู่ใจกลางสวรรค์ได้ แล้ว จินเชวี่ยเทียนฉาว (金阙天朝) ที่เปรียบดั่งเมืองหลวงของทวยเทพ , ตำหนักหวงหือลี่ (黄花梨) , ราชสำนักทองคำ ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสิ้นพลานาสูญไปหมด!"
.
"โดยส่วนตัวข้าคิดว่าข้าศึกได้ทำการศึกษาและหาช่องโหว่สวรรค์มาเป็นอย่างดี พวกเรามิได้สู้รบกับใครมานานมากแล้ว ป้อมปราการเทวาอารักษ์ต่าง ๆ ก็ชำรุดทรุดโทรม ทหารสวรรค์ก็แก่ชรา จากที่ข้าฟังมาใช้เวลาเพียงแค่ 7 ราตรีพวกเขาก็ขยี้แคว้นชายแดน เสวียนกวนเทียนจิ้ง (玄关天境) ของเราจนสิ้นสภาพ! ทั้ง ๆ ที่สถานที่แห่งนั้นเคยถูกขนานนามว่า "แดนสวรรค์ประตูอาถรรพ์" ที่แม้แต่ผีห่าซาตานตนไหนก็ผ่านเข้ามามิได้แท้ ๆ !"
.
"หึ๊ยยย! ช่างน่าเจ็บใจนัก! ทำไมถึงได้หยามเกียรติกันได้ถึงเพียงนี้!"
กงกงถึงกับกำหมัดกัดกรามแน่น! เพราะไม่ได้มีแต่เหมยลี่หรอกที่ชอบลืมตัว บางทีแกเองก็ลืมไปเช่นกันว่าตนเองเป็นเทพแห่งตุ๊ด!
.
"ตูมมมมม!!! , บึ้มมมมม!!! , ตูมมมมม!!!"
.
"จางอี้เฟิงเจ้าคิดว่าเช่นไร? เจ้าพร้อมหรือไม่หากข้าจะส่งเจ้าลงไปยังสมรภูมิ!?"
.
"ห๊าาาา! , ตอนนี้เนี่ยะนะ! ผมเพิ่งขึ้นสวรรค์มายังไม่ถึง 30 นาทีเลยท่านจะให้ผมตายแล้วเหรอ?! ผมยังไม่พร้อมครับท่าน! ตอนที่คุยกันท่านบอกจะให้ผมมาฝึกชาวสวรรค์ให้เตะบอลเป็นไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมถึงฉุกละหุกขนาดนี้! อย่าเพิ่ง! ๆ ผมขอทำใจก่อน!"
.
"หึ! ช่างขลาดเขลาสมดั่งมนุษย์! หัวใจเจ้าอ้อนแอ้นเสียยิ่งกว่านางอัปสรเหมยลี่เสวียนที่ข้าส่งลงไปยังโลกเมื่อครู่เสียอีก! ข้าก็ไม่รู้รายละเอียดนักหรอกแต่เท่าที่ข้าเคยได้ยินมาผู้ฝึกสอนของเจ้ามักจะมีคำพูดว่า "เป็นนักบอลห้ามปฏิเสธการลงเล่น" มิใช่รึไง? การลงสนามคือเกียรติยศ! โอกาสมิได้มีไว้สำหรับใครก็ได้แต่ต้องเป็นของคนที่ถูกเลือก! ข้าเอ่ยผิดหรือไม่? ไหนเจ้าลองซักค้านข้ามาซิจางอี้เฟิง?"
.
สมกับเป็นเทวรูปเคารพประจำสถาบันลี่ฮือหลวง เป็นไปได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเทพกงกงได้ยินและได้ฟังพวกเด็ก ๆ เล่นฟุตบอลกันอยู่ตลอด แม้แกจะไม่แม่นเรื่องถ้อยแถลงนักแต่แก่นแท้หลัก ๆ ก็นับว่าจับใจความสำคัญได้ครบถ้วน และนั่นก็ทำให้จางอี้เฟิงเปลี่ยนทัศนคติไปเลย! เขามีความกล้ามากขึ้น และถูกปลุกให้ตื่นขึ้นได้จริง ๆ หลังได้รับการปลุกใจ!
.
"ผมเข้าใจแล้วครับท่านเทพกงกงผมจะลงไปเอง! ไม่รู้ว่าจะได้กลับขึ้นมาอีกไหม? แต่ผมจะไป! ผมจะลองดูครับ!"
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
"เฮ๊ย! พี่ระวัง! ก้มหัวหลบเร็ว!"."เพล๊งงง!"."ข้างหลังพี่! บอลมาจากด้านหลัง! เข้าประชิดตัวมันไว้ก่อนอย่าให้มันง้างเท้าได้!"."เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"."อ๊ากกกก!!! , อั๊ก! , เฮือกกก!"."พี่ทำใจดี ๆ ไว้นะครับ! แข็งใจหน่อย! อย่ามาตายที่นี่เชียวนะพี่!"."ตุบ! , ตุบ! , เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"..สาบานได
"อ๊ากกกก!!! , โอ๊ยยยย!!! , ขาข้า! , ขาของข้า! , อ๊าาากกก!!!"กุมหน้าแข้งตัวงอเป็นกุ้งสลับกับร้องทุรนทุรายเจ็บปวด หักจริงหนักจริงแม่งแตกเข้าไปยันสนับแข้งอ่ะคิดดู.ทุกอย่างเป็นไปตามที่จางอี้เฟิงคิดไว้มิมีผิด ทันทีที่เขาสปริงตัวลุกขึ้นยืนได้จึงมิต้องมีสปิริตในเกมกีฬาใด ๆ ไม่มีในกติกาแต่มีอยู่ในแข้งขาพ
ขาดเพียงท่วงทำนองประกอบเท่านั้น มิเช่นนั้นฉากการเดินลงสนามรบของพวกเขาเหล่านี้ คงมิต่างจากภาพยนต์ดังยุค 90 's อย่าง Armageddon (1998) ไหนจะลูกบอลเพลิงที่ลอยข้ามหัวมาบนฟ้าเหล่านั้น ที่ก็มิต่างไปจากอุกกาบาตล้างโลกที่อยู่ในหนังเลย จางอี้เฟิงเลือกที่จะทำสิ่งดังกล่าวลงไปเพราะเขาเชื่อในคำพูดของพี่ทหารสวรรค
เปลวเพลิงแห่งสมรภูมิลุกโชนกลืนกินสรรพสิ่งจนมอดไหม้ทั่วทิศ เบื้องหน้าล้วนเป็นความเจ็บปวดและความตายอันแท้จริง ต่อให้เป็นเทพเซียนก็มิอาจหลีกหนีเคราะห์กรรมนี้ได้ จางอี้เฟิงคล้ายได้สติกลับคืน เสียงคร่ำครวญระงมรอบกายดั่งคมมีดกรีดใจเขา นั่นทำให้ตระหนักว่าจะทำเป็นเรื่องตลกมิได้ เหล่าทหารสวรรค์แม้ได้ชื่อว่าเ







