Masukไตรฉัตรพูดอย่างไม่สบอารมณ์ เขาปิดตู้เสื้อผ้าดังตึงแล้วหยิบเสื้อเชิ้ตขึ้นมาสวมใส่พร้อมกับติดกระดุมไปด้วย
ริมฝีปากอวบอิ่มของพลอยปภัสขบเม้มเข้าหากันเบา ๆ เธอเคลื่อนตัวเข้าไปสวมกอดร่างหนาจากทางแผ่นหลังแล้วเอนใบหน้าเขาแอบอิงซบพร้อมเอ่ยคำหวานออดอ้อน "พลอยขอโทษนะคะพี่ไตร" "อื้ม" เขาพยักหน้า เพียงเท่านั้น เพียงเท่านั้นจริง ๆ เขาไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับพลอยปภัสในตอนนี้ เบื่อขี้หน้า คร้านจะพูดด้วย หากยังอยู่คอนโดต่อมีหวังได้ตายกันไปข้างหนึ่งแน่ "พลอยขอโทษจริง ๆ ค่ะ" "ไม่ต้องรอนะ พี่คงกลับดึก ๆ" ไตรฉัตรดึงมือเล็กที่เกาะแกะอยู่บริเวณหน้าท้องออก เขาเลี่ยงตัวเดินออกไปไม่ได้หันมามองร่างบางสักนิด เลื่อนหยิบนาฬิการาคาแพงขึ้นมาสวมใส่ก่อนจะพูดเปรย ๆ อีกครั้ง "แล้วไม่ต้องโทรจิกโทรตาม ขอให้พี่ได้มีเวลาส่วนตัวบ้าง ได้ใช้ชีวิตบ้างไม่ใช่เหมือนเด็กมอต้นที่ต้องมีคนคอยโทรเช็ค" "พะ...พี่ไตร" พูดจบไตรฉัตรก็เดินออกไปมุ่งหน้าสู่ผับดังย่านทองหล่อที่มักจะเป็นที่สุมหัวประจำของกลุ่มเพื่อน ... "พวกมึง มินตรากลับมาจากฝรั่งเศสแล้วว่ะ" คำพูดของไตรฉัตรทำให้ทุกคนหยุดชะงัก บรรยากาศครื้นเครงด้วยเสียงเพลงขับกล่อมเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอึมครึมเข้ามาแทนที่ ทั้งคนที่เต้นโยกย้ายกับสาว ๆ อกสะบึ้ม หรือดื่มด่ำกับความสุขสนุกสุดเหวี่ยงละทิ้งทุกอย่างแล้วหันมาจ้องมองไตรฉัตรที่กำลังกระดกเหล้าเข้าปากแทน "มึงว่ายังไงนะ?" โก๋แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง จึงถามซ้ำอีกครั้งเพื่อนเน้นย้ำความถูกต้องป้องกันความผิดพลาดจากการรับสาร "มินตรากลับมาจากฝรั่งเศสแล้ว กูเพิ่งนัดเจอกับมินเมื่อช่วงกลางวันนี้เอง" ไตรฉัตรส่งแก้วเหล้าให้กับสาวข้างกายทำหน้าที่ชง มิน หรือ มินตรา แฟนคนแรกในชีวิตของไตรฉัตรที่คบหากันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัยและมีแพลนจะแต่งงานกัน ทว่า...เพราะอะไรบางอย่างทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ไปต่อได้ มินตราเลือกอนาคตของตัวเอง ตัดสินใจไปเรียนต่อฝรั่งเศสและหลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อจากไตรฉัตร ไม่มีแม้กระทั่งข้อความหรือช่องแชทที่ให้ได้พูดคุยหายคิดถึง กระทั่งหล่อนเปิดตัวคบหากับหนุ่มต่างประเทศที่เรียนปริญญาโทด้วยกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นแรกที่ทำให้ไตรฉัตรหักหัวเลี้ยวเข้าซอยเส้นทางคาสโนว่าตัวพ่อ มินตราคือคนที่ทำให้เขาได้ลิ้มลองรสชาติของคำว่าอกหักเป็นครั้งแรก เขาร้องไห้ เศร้าอยู่ร่วมเดือนใช้เหล้าบรรเทาจนกระทั่งไอ้โก๋มันพาเขาเข้าสู่ความสุขที่เขาไม่เคยรู้จัก นับแต่นั้นมาเขาจึงรู้ว่าการใช้ชีวิตโสดคั่วผู้หญิงไปเรื่อยมันโคตรมีความสุขกว่าการมีแฟนแล้วต้องเสียใจซะอีก เขาก็เลยไม่เคยรักใครจริงอีกเลย... เขาเห็นผู้หญิงเป็นของเล่น...เห็นเป็นแค่สิ่งของชิ้นหนึ่งที่อยากได้เมื่อไหร่ก็แค่ใช้เงินซื้อ เมื่อเล่นจนเบื่อหน่ายแล้วจะเขี่ยทิ้งลงถังขยะก็เป็นสิทธิ์ของเขา "แล้วมึงจะไปเจอเขาทำไมวะ รีเทิร์นงี้อ๋อ" ธามไธเลิกคิ้วถามด้วยความไม่เข้าใจ "ลืมไปแล้วเหรอวะว่าตอนที่เขาทิ้งมึงมึงเสียใจเหมือนหมาขนาดไหน" "กูไม่เคยลืม...กูก็แค่..." "อย่าบอกนะว่ามึงยังรักมินตรา เฮ้ย! ไอ้ไตรนี่มึงกินข้าวหรือกินหญ้าวะ มึงเป็นคาสโนว่าตัวพ่อนะเว้ยมึงอย่าละทิ้งอุดมการณ์ แล้วมึงอย่าลืมว่าผู้หญิงคนนั้นนั่นแหละที่เป็นคนทำให้มึงเหี้ยขนาดนี้" โก๋เข้าไปตบบ่าเรียกสติเพื่อนสนิท เขาไม่มีวันยอมให้ยัยมินตราอะไรนั่นกลับเข้ามาในชีวิตของไตรฉัตรได้อีกรอบเป็นอันขาด "เออจริง มึงจะเอาผู้หญิงที่มึงเคยเอาแล้วในระหว่างที่เลิกกับมึงเขาก็ไปเอาใครต่อใครอีกกี่ร้อยคนมาเอาซ้ำอีกรอบเหรอวะ ทำใจได้จริงอ๋อ" จากที่คีรินไม่ค่อยพูดไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นใด ๆ แต่พอกับเรื่องนี้เขาก็พูดขึ้นมาซะดื้อ ๆ ถึงเขาจะชอบคัดค้านการกระทำชั่ว ๆ ของไอ้พวกสามตัวนี้โดยเฉพาะไตรฉัตร แต่กับเรื่องนี้เขาเห็นอกเห็นใจมันอยู่มาก เขายังจำสภาพที่เมาหัวราน้ำซมซานเหมือนหมาของตอนที่ถูกมินตราทิ้งแล้วบินไปเรียนต่อต่างประเทศได้ดี แล้วใหญ่พอผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ก็ดันเปิดตัวคบหากับหนุ่มตาฟ้า ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้บอกเลิกหรือพูดคุยอะไรให้มันชัดเจนระหว่างสถานะที่ดำเนินมาเกือบหกปีเลยสักคำ "ก็เขาเดือดร้อนมากูก็แค่ช่วยเท่านั้นเอง กูไม่ได้คิดอะไรกับมินตราแล้วเว้ยตอนนี้เราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น" ไตรฉัตรเอ่ยขึ้น เบรคทุกความคิดที่โถมเข้ามา "ให้มันจริงเถอะ!" ธามไธถอนหายใจ กริ๊งง... เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไตรฉัตรล้วงมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงรายชื่อบนหน้าจอปรากฏชัดเด่นหรา เป็นเบอร์ที่ไม่เคยได้ติดต่อกันมันนานหลายปีเพิ่งจะมีสายแรกเมื่อเช้าตรู่ของวันและตอนนี้ มินตรา เขาชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ ๆ ว่าจะกดรับสายหรือไม่แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานความรู้สึกด้านในไหวจึงยกขึ้นมาแนบหู (ไตร ฮึก ไตร ไตรช่วยมินด้วย ไตร) เสียงปลายสายสั่นระริกคล้ายคนกำลังจะร้องไห้ที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากเขา "มิน เกิดอะไรขึ้น" พอได้ยินชื่อผู้หญิงคนนี้ปุ๊บทุกสายตาบนโต๊ะก็จับจ้องมาที่เขาอย่างจับผิด (ไตร ฮึก...แฟนเก่ามิน แฟนเก่ามินเขาตามมาทำร้ายมินที่ใต้คอนโด ฮึก...ช่วยมินด้วยนะไตร มินกลัว) "มินใจเย็น ๆ นะ แล้วตอนนี้มินอยู่กับมันหรือเปล่า" ไตรฉัตรเองก็ร้อนรนอยู่ไม่ติด อย่างไรเสียเขากับมินตราก็เคยมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน มารู้ข่าวว่าหล่อนโดนกระทำเช่นนี้เขาเองก็รู้สึกไม่ดี (ฮึก...ไม่ มินอยู่ในห้อง แต่เขาน่าจะดักรอมินอยู่ที่ด้านล่าง ไตรมาหามินหน่อยได้ไหม มินกลัว มินไม่รู้จะโทรหาใครแล้ว ฮะ...ฮึก) เสียงสะอึกสะอื้นร่ำไห้ไม่ขาดสายนั่นทำให้หัวใจไตรฉัตรกระตุกวูบ ที่ผ่านมาเขาดูแลทะนุถนอมมินตราอย่างดีไม่เคยต้องให้เจ็บเนื้อเจ็บตัวแต่ผู้ชายที่ได้เธอไปกลับทำร้ายทุบตีราวกับไม่มีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน ไม่ว่าใครก็ไม่สมควรโดนทำร้ายร่างกายทั้งสิ้น! "ได้ มินแชร์โลมานะ เดี๋ยวไตรรีบไปหาเดี๋ยวนี้เลย" ยังพูดไม่ทันจบประโยคไตรฉัตรก็ลุกขึ้นพรวดพราดทำท่าจะพุ่งออกไปด้วยท่าทีรีบร้อน แต่โก๋กลับฉวยรั้งแขนเอาไว้ก่อน "มึงจะไปไหนไอ้ไตร" "กูจะไปหามิน มินเขากำลังตกในอันตราย แฟนเก่ามินบุกมาทำร้ายมินที่หน้าคอนโด กูต้องรีบไปเดี๋ยวนี้" เขาเป็นทุกข์เป็นร้อนกับเรื่องของมินตรามาก "แต่ไม่ใช่ธุระอะไรของมึงไม่ใช่เหรอวะ?" "แล้วมึงจะให้กูปล่อยมินโดนทำร้ายได้ยังไง มินเป็นเพื่อนพวกเรานะเว้ย" ไตรฉัตรโต้สวนกลับไป ก่อนจะรีบวิ่งไปที่รถโดยด่วนแล้วมุ่งหน้าสู่คอนโดของมินตราที่เพิ่งแชร์โลเคชั่นมาให้ "ไอ้โก๋มึงจะไปไหน" ธามไธถามทันทีที่โก๋กำลังจะตามใจฉัตรไปด้วย "พวกมึงเร็ว!!!" เขากวักมือเรียกอีกสองคนให้รีบตามหลังมาติด ๆ จากนั้นก็สตาร์ทรถเหยียบคันเร่งขี่ตามรถสปอร์ตของไตฉัตรออกไป "โทรหาน้องพลอยดิ้" "พลอยไหน พลอยเฌอมาลย์?" ธามไทงงเป็นไก่ตาแตกจู่ ๆ ก็เอ่ยถึงชื่อพลอยขึ้นมาแล้วกูจะรู้ไหมว่าพลอยไหน พลอยไหน! "ก็พลอยแฟนไอ้ไตรไงไอ้โง่!!" เป็นคีรินที่ตบหัวธามไทแทนโก๋ที่ทำท่าจะยกมือขึ้นฟาดแล้ว "มึงรู้ได้ไงวะ ไม่กูยังไม่ทันพูดด้วยซ้ำว่าเป็นพลอยแฟนไอ้ไกรน่ะ" เขาเกาหัวแกรก ๆ อย่างนึกสงสัยไม่หาย "มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ไม่รู้" "แล้วโทรทำไม" "โทรก่อนเหอะ ไอ้นี่ สักโบกไหมมึง"ในงานวันแต่งงานระหว่างพลอยปภัสและไตรฉัตรถูกจัดขึ้น ณ บ้านเจ้าสัวณรงค์ หรูหราหมาเห่าอย่างสมเกียรติสมฐานะไม่ให้น้อยหน้าใครในประเทศ มีแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม ทั้งแขกผู้ใหญ่และดารานักแสดงในวงการบันเทิงที่พลอยปภัสเคยร่วมทำงานด้วย ทำให้บรรยากาศภายในงานค่อนข้างครึกครื้น ช่วงเช้าจะเป็นพิธีเล็ก ๆ ภายในครอบครัวที่มีการทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลและรดน้ำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ก่อนจะเป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ในช่วงภาคค่ำและดูเหมือนคนที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษนั่นก็คือเจ้าหนูน้อยแพทตี้ที่ช่างพูด ช่างจา ช่างฉอเลาะ น่ารักน่าเอ็นดูจนแขกที่มาร่วมงานผลัดกันอุ้มผลัดกันชมไม่เคยขาดมือ "เจ๊ดีใจกับพวกแกสองคนด้วยนะ ในที่สุดก็มีวันนี้สักทีได้แต่งงานเป็นตัวเป็นตนแล้วเนอะหลังจากที่แอบกินกันมาหลายปี" เจ๊นัตตี้แสดงความยินดีพร้อมกับเอ่ยแซวติดตลกตามสไตล์ของหล่อน"เจ๊ก็!" "แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะยัยพลอย ฉันเห็นแกมาตั้งแต่เป็นยัยพลอยขี้เหวี่ยงขี้วีนสมัยปีหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนคบสักคนโน่น จนกระทั่งวันนี้แกเป็นแม่คน เป็นเมีย เป็นแกในเวอร์ชั่นที่ใจเย็นขึ้ต เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายแฟ
แววตาของคนเป็นพ่อเมื่อได้เห็นชีวิตคู่ของลูกสุขสมบูรณ์ ได้กลับมาอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาดั่งที่ปรารถนาก็ตื้นตันใจจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าวันนี้ลูกสาวเขากำลังจะมีคนดี ๆ มาคอยดูแลและเป็นหัวหน้าครอบครัว เจ้าสัวณรงค์ยิ้มรับปลื้มปริ่มไปกับความสุขของลูกสาวด้วยเพราะที่ผ่านมาเขาในฐานะคนเป็นพ่อไม่สามารถทำให้แกได้ดีเท่าที่ควร...หลังจากกลับมาใช้สถานะ 'ผัวเมีย' ไตรฉัตรก็เห่อเว่อร์วังเกินเบอร์ยกใหญ่โพสต์ทั้งรูปลูก ทั้งรูปเมียอวดลงบนไอจี เฟซบุ๊กส่วนตัววันละสิบโพสต์ พาไปเปิดตัวที่บริษัทในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะได้ตกลงปลงใจกันว่าจะจดทะเบียนสมรสกันก่อนและรอให้พลอยปภัสคลอดจนกระทั่งเจ้าตัวน้อยในท้องเดินได้จะมีงานวิวาห์เกิดขึ้นโดยให้ลูกเป็นสักขีพยานรักระหว่างเราซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รับรู้และเห็นด้วยในข้อตกลงของระหว่างเรา อาจมีบ้างญาติบางคนที่แอบนินทาลับหลังว่าเธอทำผิดผี ผิดประเพณี ท้องก่อนแต่งให้คนเขามาวิพากษ์วิจารณ์วงศ์ตระกูลสร้างความเสื่อมเสีย ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ได้ด่าตอกหน้ากลับไปแล้ว!ผ่านไปประมาณสามปีเศษ...เวลามันเดินรวดเร็วปุบปับมาก แป๊บเดียวเจ้าหนูน้อยที่อยู่ในท้องพลอยปภัสวันนั้
พลอยปภัสนิ่งเงียบ ไม่รู้ทำไมคำพูดของเจ้าสัวณรงค์เมื่อครู่จึงมีผลกระทบต่อหัวใจของเธอได้ถึงขนาดนี้ พยายามจะไม่คิดอะไรมากมายแล้วเชียวแต่ท้ายสุดแล้วมันก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้ ผ่านไปประมาณเกือบสามชั่วโมงเต็ม ๆ ไตรฉัตรยังไม่โผล่หน้ากลับมา แม้แต่จะโทรศัพท์รายงานอย่างที่เคยเป็นบนหน้าจอก็พบเพียงความว่างเปล่า หญิงสาวรีบประคองท้องแก่ใกล้คลอดเดินลงมาชั้นล่างของบ้านชะเง้อขอมองหาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำตอนนี้ฝนก็โหมกระหน่ำเทลงมาราวกับพายุเข้าก็ไม่ปาน ยิ่งทำให้ความกังวลถูกก่อตัวขึ้นในใจยกใหญ่ "ทำไมยังไม่กลับมานะ" รู้สึกอดเป็นห่วงเขาไม่ได้จนต้องรีบหันกลับไปเลยยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเพื่อต่อสายโทรหาอีกฝ่ายโดยเร็ว ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ไม่รับ!" คราวนี้เริ่มเดินวกไปวนมากระวนกระวายสลับกับชะเง้อคอมองไปด้านนอกที่มีสายฝนเทกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดเป็นสิ่งใด ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่เนี่ยทำไมถึงไม่รับสาย" ก็ไม่ลดละความพยายามยกขึ้นมาแนบหูไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เสียงที่ได้ยินตอบกลับมาก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนั่นคือบริการฝากข้อความ ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่ลูก เป็นห่วงไอ้ว่าที่ลูกเขยป๊า
ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดการกระทำของเขามันกำลังทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยปรารถนาอยากให้มันเกิดขึ้นมาก่อน เธอเองก็ยอมรับว่าตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่ผ่านมากำแพงในใจของเธอที่มันเคยถูกก่อตัวขึ้นจนสูงหนาและใหญ่จนไม่สามารถทลายพังเข้าไปด้านในได้ถูกแซะลงทีละนิดทีละนิดจนมันกัดกร่อนลงมา บ่งบอกถึงความอ่อนแอที่เธอไม่สามารถต้านทานต่อความรู้สึกของตัวเองที่มันยากจะห้ามให้เป็นไปดังที่ใจเราคิดได้ เธออ่อนลงมากกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ เปิดใจให้เขาเข้ามามีผลต่อความรู้สึกอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พยายามห้ามมันอย่างสุดกำลังแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้ แต่เธอก็ยังกลัว หวาดกลัวเหลือเกิน ความรู้สึกความรู้สึกเจ็บความรู้สึกทรมานคล้ายกับคนที่หมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิต ตรอมใจจนกระทั่งถึงขั้นหยิบปืนขึ้นมาจ่อหัวเพื่อปลิดชีพตัวเองให้ตายตกตามมารดาและแม่นมไปมันยังติดอยู่ในความรู้สึกของเธอไม่เคยลืมเลือน มันยังกลายเป็นฝันอันโหดร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาโดยตลอด เธอดึงมือออก "ฉันยอมรับนะคะว่าฉันเองก็แอบใจอ่อนให้คุณไม่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่ฉันยังไม่พร้อมจริง ๆ " เธอตอบเพียงเท่านี้ก็เดินขึ้นไปชั้นบนของบ้านไม่พ
"โชคดีนะเนี่ยที่แกไม่มีอาการแพ้ท้องก็เลยทำงานได้ตามปกติ" เจ๊นัตตี้เอ่ยพูดขึ้นมาทำให้คนที่กำลังนั่งรับประทานเค้กช็อกโกแลตของโปรดอย่างสบายใจเฉิบอยู่หยุดชะงักเล็กน้อย หญิงสาวดูดช้อนอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะแบ่งตักคำเล็ก ๆ แล้วหันไปมองหน้าพี่สาวสุดที่รักที่ควบตำแหน่งผู้จัดการไปในตัว "ก็ดีแล้วแหละเจ๊ ฉันยังไม่พร้อมให้ใครรู้เรื่องที่ฉันกำลังท้องนี่ คงจะรอจนกว่าเคลียร์งานที่เจ๊รับเอาไว้หมดก่อนละมั้งแล้วฉันค่อยตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมกับประกาศออกจากวงการทีเดียวเลย" พลอยปภัสปรึกษาเรื่องนี้กับเจ๊นัตตี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เธอตั้งใจว่าจะออกจากวงการอย่างถาวรเพราะมันค่อนข้างเสียสุขภาพจิตที่ต้องทนฟังกระแส ทนฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ซ้ำไอ้ตำแหน่งแม่เลี้ยงเดี่ยวที่คุณแม่หรือแม่นมที่เลี้ยงดูเธอมาก็จากเธอไปหมดแล้วเนี่ย มันค่อนข้างหนักและแปลกใหม่สำหรับเธอ เธอต้องเลี้ยงดูเจ้าหนูน้อยตัวคนเดียว กลัวว่าจะไม่มีเวลามากเพียงพอให้กับลูกจนลูกขาดความอบอุ่น...และที่สำคัญคือ ถ้าเธอยังอยู่ในวงการลูกของเธอก็จะกลายเป็นลูกดาราที่มีแต่คนจับจ้องทุกฝีก้าว ทำอะไรมีคอมเมนต์แห่ถล่มทลายแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรอย่างโน้นอย่างนี้
"แฮะ...แฮ่ม" เขาทดสอบระบบเสียงด้วยการกระแอมกระไอในลำคอก่อนจะกระโดดขึ้นยืนบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลแล้วชูมือทั้งสองข้างผายออก "สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทั้งหลาย กระผมไตรฉัตรหนุ่มหล่อพ่อรวยที่สุดในย่านนี้มีความจะแจ้งให้พวกท่านได้ทราบและร่วมแสดงความยินดีกับกระผมครับ"เขายืดอกออกอย่างภาคภูมิใจ ทว่านั่นไม่ใช่กับเพื่อนสนิททั้งสามที่นั่งหน้าสลอนกรอกตามองบนเพราะดันโดนลากหัวตามโทรจิกตั้งแต่เช้าตรู่ "มึงโทรตามพวกกูสามคนมาทำเชี้ยไรไม่ทราบ?" คีรินเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เมื่อคืนกว่าเขาจะเคลียร์ออเดอร์ที่ไร่เสร็จก็ปาไปตีสามตีสี่ แล้วต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ไก่ไม่โห่เพื่อขับรถมาหามันที่คอนโดเนี่ย"นั่นดิ! กูยังนอนคั่วสาวไม่อิ่มใจเลย" ธามไทถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างอดเสียดายไม่ได้เพราะเมื่อคืนเขาได้สอยดาราชื่อดังที่ปรารถนาอยากจะร่วมเตียงมานานแล้วแท้ ๆ กะว่าจะตื่นเช้าขึ้นสูบเลือดสูบเนื้อให้สาสมความอยากอีกสักหน่อย ไอ้นี่แม่งโทรยิก ๆ ท่าเดียว "เออ กูว่ามันน่าจะต้องเป็นเรื่องพิเศษหรือว่าเรื่องคอขาดบาดตายมั้ง มึงถึงให้พวกกูมาเหยียบคอนโดได้ ร้อยวันพันปีไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามา" เฮียโก๋ขอทำนาย เขานี่มันเดาแม่นยิ่งกว่าแม่







