Masuk"โอ๊ย!!!ชีวิตฉันพังหมดแล้วเพราะแกคนเดียวแท้ๆนางขึ้นฉ่าย"
"ก่อนจะโทษคนอื่นควรย้อนดูพฤติกรรมและสันดานของตัวเองก่อนก็แล้วกันนะว่าดีพอหรือเปล่า" เสียงอันน่าเกรงขามเรืองอำนาจของบุคคลปริศนาดังขึ้นมาอยู่เนืองๆก่อนที่เรือนร่างแกร่งกำยำจะก้าวขาเข้ามาในบ้าน "คะ...คุณ" ผักบุ้งแทบจะถอยไปหลบหลังมารดาไม่ทัน หล่อนยังจำคำขู่ของเขาเมื่อวันนั้นได้เป็นอย่างดีแต่ก็ไม่นึกว่านางพี่ทรยศจะกล้าหักหลังแล้วปล่อยให้ผัวของมันมาทำร้ายแม่กับน้องขนาดนี้ "ใคร?" พิมพาเลิกคิ้วถามลูก "หรือว่า...นายท่าน" หล่อนคาดการณ์และเดาได้ไม่ยากเพราะหลังจากที่ผู้ชายคนนั้นยกฝ่ามือแสดงสัญลักษณ์เป็นการห้ามปรามการกระทำทุกอย่างภายในบ้านหลังนี้ก็ถูกยุติลงโดยอัตโนมัติทั้งๆที่เมื่อครู่มันกำลังร้อนระอุเป็นไฟ "ผัวนังขึ้นฉ่ายแม่..." "พวกมึงทำอะไรเมียกู!!!" อาคมตวาดเสียงดังลั่นกึกก้องไปทั่วบ้านโกโรโกโสหลังนี้กระจายรังสีความน่ากลัวออกมารอบด้าน ส่วนสายตานั้นไซร้ราวกับจะสามารถฆ่าฟันคนพวกนั้นที่ทำร้ายเมียเขาให้ขาดเป็นสองท่อนสามท่อน "ฉะ...ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยจ้ะ" สองคนแม่ลูกทรุดตัวลงแล้วพนมไหว้ขอร้องอ้อนวอนไว้ชีวิตจากอาคม พิมพากลัวจนตัวสั่นงันงกเพราะขณะที่หล่อนเข้าไปเล่นในบ่อนพนันของอาคมภาพที่พวกลูกหนี้หรือพวกที่ก่อความวุ่นวายโดนซ้อมปางตายจนเลือดอาบจำต้องหยอดน้ำเข้าต้มที่โรงพยาบาลเป็นเดือนๆได้ดี "ตอแหล!! แก่จนหัวหงอกแล้วก็ยังไม่รู้จักคิด ต้องรอให้แก่ตายจนหามเข้าโลงก่อนหรือไง? ห๊ะ!!!" อาคมเดินเข้าไปแล้วใช้ฝ่ามือบีบสันกรามของพิมพาแน่นจนเป็นรอยนิ้วแดงเถือก "แต่กูว่าคนประเภทมึงคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวตายๆไปไม่ต้องเป็นภาระอยู่ให้หนักแผ่นดิน" "..." "แกกล้าว่าแม่ฉันเหรอ!" "มึงนี่ไม่มีอะไรดีเลยนะนอกจากปาก! ถึงรูปร่างหน้าตาจะพอใช้ได้แต่สันดานปลอมๆแล้วก็ตอแหลขนาดนี้คงไม่มีผู้ชายดีๆที่ไหนอยากได้ไปทำพรรค์หรอก" อาคมเหลือบไปมองอีกคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ข้างๆมารดาแต่ทำท่าทีหยิ่งยโสโอรหังกล้าต่อปากต่อคำกับเขา "กรี๊ด!!!!!!" "อย่านะผักบุ้ง!!!?" "ทำไมคะแม่ ทำไมเราต้องยอมให้มันกระทำฝ่ายเดียวด้วย" ผักบุ้งไม่เข้าใจ "แกไม่รู้หรอกว่านายท่านมีอิทธิพลมากแค่ไหน อย่าทำให้เรื่องราวมันต้องเลวร้ายไปมากกว่านี้เลยนะ" พิมพารีบห้ามปรามบุตรสาว "หึ! จบการแสดงมาเหรอป้า ทำไมถึงได้แสดงละครตบตาเก่งขนาดนี้?" อาคมเลิกคิ้วถามก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้สกปรกแล้วยกขาขึ้นไขว้ห้าง "จับตัวอี 2 คนแม่ลูกนี้มัดแขนมัดขาไว้ซะ" ชายชุดดำเหล่านั้นพยักหน้าทำตามคำสั่งเขาโดยไม่อิดออด "ปล่อย!!! ปล่อยยย กรี๊ด ปล่อยกูนะไอ้พวกบ้า" "อร๊ายย คอยดูนะถ้ากูหลุดไปได้กูจะแจ้งความจับมึงเข้าตารางให้หมด" ตัวแม่นิ่งแต่ตัวลูกนี่ปากจัดจ้านใช้ได้ "ก็เอาสิ! ถ้ามึงคิดว่ามึงจะเอากูเข้าคุกได้ก็ลองดู คนอย่างกูทำธุรกิจสีเทา เปิดบ่อนการพนัน ซ้ำยังปล่อยเงินกู้นอกระบบ ถ้ากูไม่แน่จริงกูไม่อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้หรอก" อาคมยักคิ้วหลิ่วตาอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่าและแสดงให้เห็นว่าพวกหล่อนสองคนก็แค่ลูกไก่ตัวน้อยๆในกำมือเขา 'กำตาย คลายรอด' "..." "นี่กูขอถามหน่อยเถอะป้า ตอนเด็กๆป้าเอาอะไรให้อีนี่กินเหรอทำไมถึงได้โตออกมาแบบคนสันดานต่ำขนาดนี้? แปลกเนอะ...ทั้งๆที่ขึ้นฉ่ายก็โตมากับป้าแต่นิสัยเนี่ยต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย" อาคมไขว่ห้างอย่างอารมณ์ดี "แล้วเมียกูไปทำอะไรให้พวกมึง ทำไมพวกมึงถึงทำร้ายตบตีเมียกูขนาดนั้น!!!" "ปะ...เปล่าจ๊ะ" อาคมยิ้มเหยียดด้วยแววตาน่ากลัวก่อนจะยืนหยัดลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาผักบุ้งพร้อมกับนั่งชันเข่าตรงหน้าหล่อน "มือข้างไหนนะที่มึงใช้ตบเมียกู...ถ้าเกิดมันใช้ประโยชน์หรือคิดจะทำอะไรดีๆไม่ได้แล้ว กูว่าสับทิ้งเถอะ" "อย่านะ!!! กรี๊ด" "อย่าทำอะไรลูกสาวฉันเลยนะคะ พวกเราสำนึกผิดแล้วจริงๆค่ะ พวกเราจะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับขึ้นฉ่ายอีกแล้วค่ะ" แววตาและใบหน้าของอาคมตอนนี้เปรียบเสมือนคนโรคจิตที่พร้อมจะกระทำการบ้าบิ่นบุ่มบ่ามได้ตลอดเวลาโดยไม่ไว้หน้าหรือเกรงกลัวต่อบาปกรรมทั้งสิ้น "แล้วตอนที่พวกมึงทำเมียกูล่ะ! พวกมึงไม่สงสารเมียกูบ้างหรือไง พวกมึงปล่อยให้เมียกูนอนตากแดดร่วมชั่วโมงโดยที่ไม่สนใจใยดีว่าเมียกูจะเป็นหรือตาย!! กูน่าไว้ชีวิตพวกมึงสองคนหรือเปล่าล่ะห๊ะ" อาคมตะคอกถามเสียงดังจนอีกฝ่ายเส้นกระตุกด้วยความ ตกใจ "ฮื่อ..." เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือหนาฟาดเข้าที่ใบหน้าของผักบุ้งอย่างแรงจนเลือดกลบปาก "โอ๊ย!!!" "เจ็บไหม?" "เจ็บน่ะสิถามได้" "กูตบมึงแค่ทีเดียวมึงกลับร้องโอดโอยแล้วบอกว่าเจ็บปวดรวดร้าว แล้วตอนที่มึงตบหน้าถีบท้องเมียกูล่ะมึงคิดว่าเมียกูไม่มีความรู้สึกหรือเจ็บไม่เป็นงั้นเหรอ?" อาคมก็ไม่อยากทำร้ายคนเพศแม่นักหรอก แต่สองคนนี้มันเหลืออดเหลือทนจริงๆ จะให้เขายืนมองเมียเขาโดนอีกฝ่ายกระทำอยู่ท่าเดียวได้ยังไงกัน "แล้วใครใช้นังขึ้นฉ่ายยืนหน้าโง่ให้ฉันตบล่ะ" เพี๊ยะ!!!! อาคมตบหน้าหล่อนอีกรอบ "เจ็บนะ!!" "แล้วใครใช้ให้มึงนั่งหน้าโง่ให้กูตบล่ะ" คราวนี้เป็นฝ่ายของอาคมที่ยอกย้อนถามกลับไปบ้าง "ก็คุณมัดมือฉันไว้นี่จะให้ฉันเอาแรงที่ไหนไปสู้ล่ะ" "ตอนนั้นมึงก็เหมือนกัน! มึงให้แม่มึงจับตัวเมียกูเอาไว้ แล้วเมียกูจะเอาแรงที่ไหนไปสู้ล่ะ อีควาย พูดอะไรไม่เคยพ้นตัวเอง ตอนเด็กๆแดกอะไรเข้าไปถามจริง เคยแดกปลาบ้างไหม เดี๋ยวกูจะช่วยสงเคราะห์ซื้อน้ำมันปลาให้แดกเป็นลิตรๆเลยเอาไหมล่ะเผื่อมันสมองมันจะได้เจริญเติบโตตามอายุขึ้นมาบ้าง" ถ้าหากไม่ติดว่าทั้งสองคนคือคนที่ขึ้นฉ่ายรักและเป็นคนที่มีบุญคุณต่อเมียของเขา เขาคงไม่ใจเย็นแล้วมานั่งต่อปากต่อคำให้เสียเวลาหรอก ป่านนี้ถ้าเขาจะสั่งยิงทิ้งหรือนำไปโยนในบ่อจระเข้ให้กัดกินต่อหน้าต่อตาเพื่อความสะใจก็ยังได้เลย "อย่าทำลูกสาวฉันเลยนะคะคุณอาคม..." "แล้วเมียกูไม่ใช่ลูกมึงเหรอ? ต่อให้เมียกูจะไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของมึง แต่เมียกูก็เหมือนลูกคนหนึ่งของมึงแล้วไม่ใช่เหรอวะ มึงเลี้ยงขึ้นฉ่ายมาตั้งแต่เด็กมึงไม่รักไม่ผูกพันบ้างเลยหึ? ส่งขึ้นฉ่ายไปลงนรกทั้งเป็นว่าเลวแล้วยังมาทำร้ายตบตีแล้วปล่อยให้นอนตากแดดร่วมชั่วโมงเลวเข้าไปใหญ่ นี่ถ้าสมมุติตายแล้วตกนรกมีหวังยมทูตคงปวดหัวตายไม่รู้จะลงโทษชำระบาปข้อไหนก่อนดีเพราะมันเต็มบัญชีไปซะหมด" คราวนี้อาคมเปลี่ยนจุดสนใจไปที่พิมพาหญิงสาววัยกลางคนซึ่งกำลังนั่งน้ำตานองหน้า "..." "นี่ถ้าเกิดขึ้นฉ่ายไม่ห้ามไว้ กูบอกไว้เลยพวกมึงสองคนไม่ได้มานั่งหน้าสลอนอยู่แบบนี้หรอก กูคงจะสั่งโยนทิ้งหรือไม่ก็สั่งแร่เนื้อพวกมึงแล้วเอาเกลือทาไปตั้งนานแล้ว ช่วยสำนึกบุญคุณเมียกูด้วยเพราะพวกมึงติดหนี้ชีวิตเมียกูนะบอกไว้ก่อนเลย" อาคมพยายามหักห้ามอารมณ์ตัวเองให้ได้มากที่สุดก่อนที่เขาจะพลั้งมือทำอะไรเกินหน้าเกินตามากกว่านี้ "..." "อะเงินค่าซ่อมบ้านแล้วก็ค่าทำขวัญแสนนึง" อาคมชูเงินขึ้นมาปึกหนึ่งแล้วโปรยไปรอบๆบ้านให้มันกระจัดกระจาย "กูก็แค่เบื่อๆไม่มีอะไรทำก็เลยมาพังบ้านคนเล่นๆให้สะใจ แล้วอย่าคิดไปแจ้งความให้เสียเวลาล่ะเพราะไม่มีประโยชน์" "เดี๋ยว..." "อะไรอีก!" "อยากรู้หรือเปล่าว่าคนที่สั่งให้ฉันไปทำร้ายเมียคุณคือใคร" ผักบุ้งคิดว่าในเมื่อหล่อนไม่สามารถแตะต้องขึ้นฉ่ายได้อีกต่อไปแล้วหล่อนก็คงหมดประโยชน์สำหรับอารยา หากเป็นเช่นนั้นสู้หล่อนหาผลกำไรเข้าตัวเพื่อแลกกับการปริปากเล็กๆน้อยๆจะดีกว่า "ใคร!!!" คำถามนี้สามารถดึงดูดความสนใจของอาคมได้เป็นอย่างดี "อยากรู้ก็เอาเงินมาสิ" "ต้องการเท่าไหร่" "แสนนึง คงจะไม่มากเกินไปใช่ไหม?" "ไปเอาเงินมาอีกแสนนึง" ว่าจบการ์ดชุดดำก็พยักหน้าแล้วนำกระเป๋าเงินมาส่งให้กับผู้เป็นเจ้านาย "บอกมา""ได้นอนกอดเมียแบบนี้ทุกคืนชื่นใจจังเลย" อาคมกระชับกอดเรือนร่างบางของภรรยาอย่างแนบชิดสนิทกาย ก่อนที่มือปลาหมึกของเขาจะเริ่มไล้ขึ้นไปใต้ทรวงอกแล้วช้อนความนุ่มนิ่มเข้าครอบครอง "หื่นอีกแล้วนะคะ!" "หรือว่าเมียจ๋าไม่ชอบ?" อาคมเลิกคิ้วถามด้วยใบหน้าเล่นหูเล่นตา "ว่าไงคะคนดี" แล้วกระซิบกระซาบข้างๆใบหูเล็กแกมน้ำเสียงแหบพร่าซาบซ่านไปทั้งกาย "ชอบสิคะ ชอบมากด้วย" ขึ้นฉ่ายดันเขาให้นอนราบลงบนเตียงนอนนุ่ม ก่อนจะยกขาก้าวขึ้นคร่อมแล้วใช้ฝ่ามือนุ่มนิ่มลูบไล้วนเวียนบริเวณแผงอกแกร่งกำยำของผู้เป็นสามี จากนั้นจึงปลดกระดุมเสื้อนอนออกทีละเมฺ็ดทีละเม็ด "..." อาคมชอบภรรยาตอนนี้เหลือเกิน เธอเหมือนมีใครอีกคนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวตนมาสิงสถิต ณ เรือนร่าง จนเขาอยากจะจับอัดลงเตียงแล้วกระแทกเน้นๆให้รู้แล้วรู้รอดสมใจอยากไป "อุ้ย!" มือเล็กไล่ต่ำลงไปเรื่อยไปจนถึงเป้าตุงๆของเขาที่ตอนนี้เจ้าหนอนน้อยคงจะสำแดงอานุภาพขยายพองตัวพร้อมพ่นพิษใส่เธอเต็มที่แล้ว "อ่าห์ อย่าทรมานพี่สิคะคนดี" อาคมเริ่มจะทนไม่ไหว เมื่ออีกฝ่ายกำลังนั่งบนเป้าตุงๆแล้วขยับสะโพกปล่อยให้เนินโหนกอวบอิ่มครูดถูกับความแข็งขืนของเขาโดยที่ไม่ยอมสอดใส่เสีย
@10 ปีผ่านไป..."สวยแล้วจ้าเมียจ๋า ไม่ว่าจะแต่งเสื้อโอเวอร์ไซส์ตัวใหญ่โคร่งหรือเสื้อหรูดูดีระดับแบรนด์ดังเมียจ๋าของผัวก็สวยไม่เคยเปลี่ยน" อาคมเดินเข้าไปหอมซอกคอภรรยาสาวสุดสวยที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งด้วยความหลงใหล วันนี้เมียของเขาคงจะสวยเป็นพิเศษ...เพราะแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ ใส่ชุดเดรสสีแดงสดคล้องคอเว้าหน้าอกเห็นร่องอวบอูมเล็กน้อยพร้อมกับกระโปรงระบายด้านล่างแหวกขึ้นมาเพื่ออวดขาอ่อนเรียวยาวที่ขาวนวลซึ่งเขาคือผู้ที่โชคดีคนนั้นที่ได้มีโอกาสสัมผัสแล้วดอมดมทุกซอกทุกมุม "พี่อาคมนี่ก็ชมเกินจริงนะคะ ปีนี้หนู 30 กว่าแล้วนะคะ คงจะไม่สดไม่สวยเหมือนตอนแรกๆ" "สวยสิเมียจ๋าของผัวสวยที่สุด ต่อให้อายุมากกว่านี้ก็ยังสวยสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เนอะเมียจ๋า" แม้จะแต่งงานอยู่กินกันมา 10 ปีเสร็จแล้วแต่ความรักของทั้งสองคนยังหวานฉ่ำชื่นมื่นเหมือนเมื่อ 14 ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ซ้ำตอนนี้ยังมีโซ่ทองคล้องใจถึง 4 คน...นั่นก็คือคนโต อาทิตย์ และ ตะวันชายหนุ่มฝาแฝดรูปหล่อวัย 9 ขวบ น้อง เพียงดาว เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่ถอดโครงแม่มาอย่างเป๊ะๆเพิ่งจะอายุครบ 8 ขวบ และน้อง เพียงฟ้า น้องเล็กของบ้านที่มักจะ
3 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก...ตอนนี้ทั้งลดา มีนา กร และขึ้นฉ่ายก็เรียนจบปริญญาตรีกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งวันนี้เป็นวันพระราชทานปริญญาบัตรรับจากทางมหาวิทยาลัยโดยตรงทำให้ภายในรั้วมหาวิทยาลัยค่อนข้างครึกครื้นไปด้วยนิสิตและคนที่มาแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม..."ในที่สุดพวกเราก็จบสักที!!!!" แก๊งเพื่อนรักกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจในขณะที่ตนเองกำลังสวมชุดครุยมหาวิทยาลัยอย่างมีเกียรติ "กอดคอพากันจบจนได้ แต่ก็ต้องขอบคุณหัวสมองยายขึ้นฉ่ายจริงๆที่เป็นแม่พระแล้วก็ทำให้พวกกู 3 คนจบพร้อมคนอื่นเขา""เอาพวงมาลัยมาไหว้ฉันเลยเดี๋ยวนี้!" ว่าจบทั้งสี่คนก็หัวเราะร่อมีความสุข "แล้วพวกมึงคิดไว้หรือยังจบปุ๊บจะไปทำอะไรกัน" กร หลังจากที่ผิดหวังจากขึ้นฉ่ายเขาก็พักใจยาวๆจนกระทั่งได้ไปลงเอยกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่าประมาณ 4-5 ปี... ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรกที่นิวยอร์กประเทศอังกฤษ...ตอนนั้นเขาจำได้ว่าเขากะจะไปพักใจเรื่องขึ้นฉ่ายในช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัยแล้วบังเอิญเจอกันพูดคุยกันถูกคอแล้วค่อยๆพัฒนาขยับความสัมพันธ์ขึ้นมาเรื่อยๆ ผู้หญิงคนนั้นก็คืออารยา..."กูก็คงจะกลับไปเปิดร้านตัดเย็บเล็กๆที่แถวบ้านนั่นแห
"..." คุณทรงอำนาจนิ่งเงียบ..."พ่อรู้ไหมว่าความหวังดีของพ่อมันทำให้ผมเป็นทุกข์มากแค่ไหน" น้ำใสๆของลูกผู้ชายเอ่อล้นคลอเบ้าด้วยอารมณ์ที่ยากจะกักเก็บเอาไว้อยู่ "หลังจากที่แม่ตายพ่อก็ไม่เคยมาดูดำดูดีหรือเอาใจใส่ผมอย่างที่พ่อคนอื่นทำเลยสักครั้ง...ฮึก ตอนมีงานวันพ่อที่โรงเรียนผมได้แต่ยืนมองดูเพื่อนคนอื่นๆกราบเท้าพ่อโอบกอดพ่อแล้วก็บอกรักพ่อ แต่ด้านหน้าของผมมีเพียงแค่เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินที่แสนว่างเปล่าไร้แม้กระทั่งเงาของพ่อ พ่อรู้หรือเปล่าว่าผมรู้สึกยังไง...ฮือ" อาคมพูดด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆเพราะการกลั้นลมหายใจไม่เป็นจังหวะของเขา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอาคมพยายามเก็บซ่อนไอ้ความรู้สึกแย่ๆเหล่านี้ให้ฝังและจมดินไปตลอดแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้..."อะ...อาคม" คุณทรงอำนาจไม่เคยรู้เลยว่าความหวังดีของตนจะไปทำร้ายลูกชายเพียงคนเดียวของเขาขนาดนี้ "พอผมโตขึ้น...ฮึก ผมอยากเรียนอยากได้ดีไปทางวาดรูปแต่พ่อก็ไม่เคยสนับสนุน พ่อเอากระดาษ เอาสีเอาพู่กันของผมไปทิ้งเพราะพ่อมองว่ามันไร้สาระ...พ่อบังคับให้ผมเรียนห้องคิงที่เป็นห้องส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ พอมัธยมศึกษาตอนปลายพ่อก็ส่งผม
"เธอรู้หรือเปล่าว่าตอนที่ฉันเห็นเธอเจ็บหัวใจของฉันมันเหมือนถูกมือใครสักคนบีบให้แหลกละเอียด ฉันอยากจะเจ็บแทนเธอ อยากไปนอนอยู่บนเตียงนี้แล้วใส่สายน้ำเกลือแทนเธอ อยากป่วยไข้แทนเธอ และทุกครั้งที่ฉันคิดว่าหากฉันต้องเสียเธอไปฉันจะอยู่ยังไง...เมื่อก่อนฉันเป็นผู้ชายเละเทะไม่เอาไหน ใช้ชีวิตเรื่อยๆไปวันๆแทบไม่สนใจความรู้สึกใคร อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่พอฉันได้มาเจอเธอจุดหมายปลายทางของฉันมันก็เริ่มมีความหมาย..." ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาคมพูดออกมาล้วนจากใจจริงจากสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆไม่ใช่ใส่สีตีไข่ให้สวยหรูดูดี "เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีขึ้น เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีพอที่จะยืนข้างๆเธอและสามารถดูแลเธอได้ เธอทำให้ผู้ชายคนนี้คนที่ไม่เอาไหนและไม่เคยคิดจะวาดฝันอนาคตหรือจริงจังมีครอบครัวกับใคร อยากสร้างอนาคตร่วมกับเธอโดยที่ที่ตรงนั้นต้องมีเธออยู่ข้างๆกาย ฉันรักเธอนะขึ้นฉ่าย" น้ำใสๆเอ่อล้นอาบสองพวงแก้มด้วยความปลื้มปริ่มใจชนิดที่ว่าไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เธอไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงเพราะตอนนี้ในใจมันเต้นโครมครามตื่นเต้นไปหมด "แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า?" อาคมถามอย่างมีความหวัง "แต่ถ้าเธอบอกว่าเธอ
รุ่งเช้าวันถัดมา...อาคมกำลังนั่งป้อนข้าวต้มกุ้งตัวโตๆให้กับหญิงสาวร่างบอบบางด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยเธอ "คุณอาคมทานบ้างสิคะ..." "แค่ฉันเห็นเธอกินฉันก็อิ่มแล้ว" อาคมไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกพวกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่และเกิดขึ้นตอนไหนนานแล้วหรือยัง แต่ทุกครั้งยามที่เขามีเรื่องทุกข์กายทุกข์ใจอะไรพอได้กลับมาเพนท์เฮ้าส์แล้วเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของขึ้นฉ่ายที่มีแต่รอยยิ้มพิมพ์ใจมอบให้แก่เขา เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว...เขารู้สึกว่าตัวเองได้ค้นพบคำตอบของหัวใจตั้งแต่ครั้งแรกที่นั่งมองเธอผ่านกระจกสีดำยามส่งลูกน้องคนสนิทไปเหมาทั้งข้าวเหนียวหมูปิ้งและพวกขนมไทยหน้าโรงเรียนที่เธอมักจะมาตั้งโต๊ะขายเป็นประจำ จนตอนนี้ลูกน้องของเขาแทบทุกคนคงจะต้องพาไปตรวจร่างกายประจำปีที่โรงพยาบาลเพื่อเช็ควินิจฉัยดูว่ามีน้ำตาลในเลือดเกินกว่ามาตรฐานหรือไม่ "เธอรู้หรือเปล่าว่าเราเจอกันครั้งแรกตอนไหน..." จู่ๆอาคมก็หลุดปากถามคำถามนี้ออกไป "ก็ตอนที่ลูกน้องของคุณจับตัวหนูมาที่เพนท์เฮ้าส์ยังไงล่ะคะ" "เปล่า...เธอจำผู้ชายที่ชอบไปเหมาข้าวเหนียวหมูปิ้งและสั่งพวกขนมทีละหลายกิโลได้ไหม"







