Masuk“เธอพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง กอหญ้าบอกว่าเธอผลัก!”
“งั้นก็ถามแขกที่อยู่ตรงนี้ดูสิคะ ว่าฉันแตะต้องเธอจริง ๆ ไหม”
เซเรน่าถอนหายใจกับความโง่งมของภาคิน ที่ยามเห็นเพียงเซเรน่าเพียงคนเดียว น้ำเสียงของเธอที่เอ่ยไปยังคงนิ่งสงบ ไม่มีการโต้เถียง ไม่มีการขึ้นเสียงใด ๆ จวบจนกระทั่งผ่านไปชั่วครู่ แขกหญิงสูงวัยคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้เหตุการณ์เริ่มพูดขึ้นทันที
“ฉันก็เห็นชัดเลยค่ะ ว่าคุณเซเรน่าไม่ได้ขยับตัวของเธอเลยค่ะ ผู้หญิงคนนั้นต่างหากที่เดินเข้าไปใกล้ ๆ แล้วแกล้งล้มเอง”
“ใช่ค่ะ!” อีกคนพูดเสริม “ดิฉันยืนอยู่ตรงนั้นพอดี คุณเซเรน่ายังถือแก้วอยู่เลย มือเธอไม่ว่างจะผลักใครหรอกค่ะ”
เสียงเห็นพ้องดังขึ้นรอบทิศ กอหญ้าเริ่มหน้าซีดทันที ยิ่งเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าสวยของเซเรน่ายิ่งโกรธแค้น ดูเหมือนคราวนี้เธอพึ่งเดินเกมผิดจังหวะไป จึงเงยหน้าขึ้นแก้ตัวกับภาคิน
“ม...ไม่ค่ะ ฉันแค่รู้สึกเหมือนถูกชน...ฉันอาจจำผิดก็ได้...” เธอพูดอ้ำอึ้ง เสียงสั่นระรัว
บรรยากาศในห้องกลายเป็นความเงียบงันแสนอึดอัด ทุกคนมองเธอด้วยสายตาแปลกไป ราวกับว่าเธอเป็นคนน่ารังเกียจ เซเรน่าจึงยิ้มบาง ๆ แล้ววางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเบา ๆ พลางเอ่ยทำลายความเงียบ
“ไม่เป็นไรค่ะคุณกอหญ้า ฉันเข้าใจว่าคนเราบางทีก็...ตื่นเต้นเกินไป”
เธอพูดอย่างสุภาพ ทว่าในรอยยิ้มแฝงด้วยประกายที่เหมือนคนรู้ทันทุกอย่าง ทำเอากอหญ้ากำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว
หลังจากเหตุการณ์นั้น งานเลี้ยงที่ควรจบลงด้วยดี กลับเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบโดยที่มีกอหญ้าเป็นประเด็นหลักของบทสนทนา
“เมื่อกี้เห็นไหม...ยัยนั่นแกล้งล้มแน่ ๆ”
“หน้าไม่อายเลย คุณเซเรน่ายังไม่ว่าอะไรด้วยซ้ำ”
“ดูสิ ท่าทางคุณเซเรน่าน่าชื่นชมขึ้นเยอะ”
คำพูดเหล่านั้นลอยไปทั่วห้อง เสียงหัวเราะเบา ๆ ของแขกบางคนยิ่งตอกย้ำความอับอายของกอหญ้า เธอยืนก้มหน้าน้ำตาคลออย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ภาคินเองก็เงียบเช่นกัน เขามองภรรยาของตัวเองที่ยังยืนสงบในมุมห้อง ใบหน้าของเธอไม่ได้แสดงความโกรธหรือเสียใจเลยแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มบางที่ดูเยือกเย็น
ที่มันทำให้เขารู้สึกสับสนในใจ
นี่เธอเป็นใครกันแน่...ผู้หญิงที่ฉันแต่งงานด้วย หรือใครอีกคนที่ฉันไม่เคยรู้จัก…
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์หลังจากงานประมูลพันล้านได้จบลง ภาคินตัดสินใจเดินเงียบ ๆ เข้าไปในห้องนอนของเซเรน่า นัยน์ตาคมจับจ้องไปยังเซเรน่าที่กำลังถอดต่างหูออกหน้ากระจก พร้อมความรู้สึกผิดในใจ
“เซเรน่า เรื่องเมื่อกี้...” เขาเริ่มพูด
“ช่างมันเถอะค่ะ ฉันชินกับคำพูดของคุณแล้ว” เธอตัดบทเบา ๆ พลางยิ้มในกระจก
“ฉันไม่ได้หมายความ--”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ได้ถือสา”
เซเรน่าหันมามองเขา ดวงตาคู่นั้นนิ่งเสียจนเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกอ่านใจ
“คุณไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้นค่ะ เพราะฉันรู้ว่า...คุณจะปกป้องเธอเสมอ”
“เซเรน่า...” เสียงเขาเบาคล้ายจะขอโทษ แต่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยคำ ๆ นั้นออกมา
“คืนนี้คุณควรไปดูแลเธอ กอหญ้าคงเสียใจมากที่เผลอทำให้ตัวเองขายหน้า”
เธอพูดเรียบ ๆ ก่อนหันกลับไปเก็บเครื่องประดับอย่างไม่ใส่ใจ ใบหน้าสวยยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่รู้สึกอะไร หลังบอกให้สามีของตัวเองไปดูแลผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่เธอ ภาคินมองเธอเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างคนไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังทำถูกหรือผิด
ทางด้านของกอหญ้า หญิงสาวนั่งร้องไห้บนโซฟาในชุดราตรีที่ยับย่น เมื่อเหลือบเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังเดินลงบันไดมา
“ทุกคนมองกอหญ้าเหมือนตัวตลกเลยค่ะพี่ภาคิน...พวกเขาคงคิดว่าฉันโกหก” เสียงใสสะอื้นร้องอย่างเสียใจ จนภาคินต้องเดินเข้าไปปลอบ
“ช่างเถอะ เดี๋ยวมันก็เงียบไปเอง อย่าคิดมากสิ ใบหน้าของเธอไม่เหมาะกับน้ำตาหรอกนะ” เขาว่าพลางเกี่ยปลายนิ้วเช็ดน้ำตาบนแก้มเนียน
“แต่คุณพ่อของพี่ภาคินเห็นฉันในสภาพนั้นด้วยนะคะ เขาคงต้องเกลียดกอหญ้าแน่ ๆ”
“กอหญ้า...” เขาเรียกชื่อเธอเสียงอ่อน “อย่าคิดมาก ฉันจะจัดการเอง”
หญิงสาวซบใบหน้าน่ารักของเธอลงบนแผ่นอกกว้าง ร้องไห้สะอึกสะอื้นน่าสงสารเสียจนภาคินปวดใจ โดยไม่รู้ว่าภายใต้ม่านน้ำตานั้น แววตากลับแฝงความมืดมัวแห่งความแค้น
เซเรน่า อย่าคิดว่าเธอจะชนะฉันได้ เพราะฉันพึ่งเริ่ม...
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







