Masukเสียงเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานชั้นสูงสุดของตึกย่านใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศตรึงเครียด ภาคินก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เขารู้ดีว่าทำไมพ่อของเขาเรียกมาเช้านี้
นับตั้งแต่เมื่อคืน เขาก็รู้แล้วว่ามีบางอย่างในสายตาของบิดา เพราะแววตาเมื่อเห็นเขากำลังปกป้องกอหญ้าจากเซเรน่าในงานประมูลนั้น ไม่ได้มีเพียงความผิดหวัง แต่กลับมีโทสะและความเย็นเยียบฉายออกมาอย่างชัดเจน
เพี้ยะ!
และเมื่อบานประตูถูกปิดลง ฝ่ามือหนาก็ตบลงบนแก้มตอบของภาคินในทันที มันรุนแรงเสียจนใบหน้าของเขาหันไปด้านข้าง พร้อมเสียงแหวนเงินที่กระทบผิวแก้มเมื่อครู่ก้องกังวานไปทั่วทั้งห้อง ไม่นานความเจ็บก็แผ่ซ่านจวนชาวาบไปทั่วร่างสูง
“พ่อตบผมทำไม?” เขาเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“อย่ามาเรียกฉันว่าพ่อ!”
เสียงของภูวเดชตวาดลั่น ดวงตาแข็งกร้าวเต็มไปด้วยโทสะที่เอ่อล้นภายในใจ เพียงแค่เห็นใบหน้าของลูกชายคนเดียวของตัวเอง
“เมื่อคืนแกคิดว่าฉันมองไม่เห็นหรือยังไง ว่าลูกชายฉันทำตัวเหมือนอะไรอยู่ต่อหน้าผู้คนทั้งงาน!”
“พ่อไม่เข้าใจ...” ภาคินเม้มปากแน่น พยายามข่มความเจ็บไว้ในแววตา
“ไม่เข้าใจงั้นเหรอ!” ชายสูงวัยตวาดลั่นจนเสียงสะท้อนก้องในห้อง
“ฉันเห็นกับตาว่าแกด่าเซเรน่าต่อหน้าคนนับร้อย! ผู้หญิงที่เป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของแก! แต่แกผลักเธอลงจากศักดิ์ศรีของตัวเอง แล้วไปกอดปลอบผู้หญิงอีกคนที่ไม่มีแม้แต่สถานะ!”
“กอหญ้าไม่ผิด! เธอแค่เข้าใจผิดในตอนนั้น เซเรน่าก็ไม่ได้เจ็บอะไรนี่พ่อ--” เขาตะโกนสวนกลับ เสียงสั่นด้วยความดื้อรั้น
“เข้าใจผิด? เข้าใจผิดจนถึงขั้นร้องไห้เรียกร้องความสงสาร ทั้งที่คนในงานพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอแกล้งล้มเองอย่างนั้นน่ะเหรอ?” ภูวเดชหัวเราะเยาะ
คำพูดนั้นเหมือนตอกตะปูลงกลางอกภาคิน เขาหลบสายตาจากผู้เป็นพ่อไปชั่วครู่ แต่ทว่าก็ยังไม่ยอมแพ้ในความรั้นของตัวเอง
“ต่อให้เป็นอย่างนั้น ผมก็ไม่สน ผมรักกอหญ้า พ่อจะพูดอะไรก็ช่าง!”
เสียงของเขาแข็งกร้าว ดวงตาเปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ดูราวกับคนหลงทาง ภูวเดชจ้องมองใบหน้าลูกชายนิ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบจนภาคินขนลุกไปทั้งกาย
“แกพูดว่าอะไรนะ?”
“ผมรักกอหญ้า ผมไม่เคยรักเซเรน่าเลย เรื่องนี้พ่อก็รู้ดี ว่าการแต่งงานนั้นมันก็แค่ธุรกิจที่พ่อจัดการ ไม่ใช่ความรักของผม!” ภาคินเอ่ยความในใจของเขาทั้งหมด
“ธุรกิจงั้นเหรอ... แกมันอ่อนแอเกินกว่าจะเข้าใจด้วยซ้ำว่าเซเรน่ามีค่ากับตระกูลเรามากแค่ไหน”
เสียงหัวเราะของภูวเดชดังขึ้นในลำคอ แหบห้าวและเย้ยหยัน เขาก้าวเข้าไปใกล้ลูกชายช้า ๆ
“เซเรน่าไม่ใช่แค่สะใภ้ เธอคือคนที่ช่วยให้บริษัทนี้รอดพ้นจากการล้มละลายเมื่อหลายปีก่อน พ่อของเธอทุ่มเงินลงทุนจนเรายังมีที่ยืนอยู่ทุกวันนี้ แกจะตอบแทนเขาด้วยการเหยียบลูกสาวเขาให้จมดินอย่างนั้นเหรอ?”
“ผมไม่ต้องการอะไรที่ต้องแลกกับคนที่ผมไม่ได้รัก! พ่ออยากให้ผมใช้ชีวิตทั้งชีวิตกับคนที่ผมไม่มีใจเหรอ!” ภาคินตะโกนกลับ
“แล้วคนที่แกบอกว่ารักล่ะ? ผู้หญิงที่หน้าสวยแต่จิตใจต่ำทราม ที่แกล้งภรรยาคนอื่นต่อหน้าผู้คนทั้งงานนั่นน่ะเหรอคือความรักของแก?”
“พ่อไม่มีสิทธิ์พูดถึงกอหญ้าแบบนั้น เธอไม่ใช่คนเลวร้ายอย่างที่พ่อคิด!”
“แกนี่มันโง่จริง ๆ ! โง่จนฉันไม่อยากเชื่อว่าแกเป็นลูกฉัน ภาคิน! แกขายศักดิ์ศรีตัวเองให้ผู้หญิงร้ายกาจ จนลืมแม้กระทั่งคนที่อยู่เคียงข้างแกมาตลอดอย่างเซเรน่า!”
คำพูดนั้นกระแทกใจอย่างแรงจนภาคินนิ่งไปชั่วครู่ เขานึกถึงแววตานิ่งสงบของเซเรน่าเมื่อคืน และรอยยิ้มบาง ๆ ที่เธอส่งให้ในตอนที่เขากำลังโกรธสุดขีด ไม่มีคำด่า ไม่มีน้ำตา มีแต่ความเงียบที่ทำให้เขาอึดอัดจนพูดไม่ออก
“พ่อไม่รู้หรอก เธอกลายเป็นคนเย็นชาไปแล้ว เธอไม่เคยแสดงความรู้สึกอะไรเลย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอยังรักผมหรือเปล่า”
“แล้วแกเคยถามเธอบ้างไหม”
“เคยมองตาเธอไหมตอนพูดด้วย? หรือมัวแต่วิ่งตามผู้หญิงที่พูดหวานใส่แกจนลืมว่าภรรยาแท้ ๆ ของแกที่กำลังถูกเหยียบศักดิ์ศรีต่อหน้า?” เสียงของภูวเดชเย็นเยียบ
“พ่อไม่เข้าใจ...” ภาคินเงียบ เสียงหายใจหนักหน่วง
“ไม่เข้าใจ? ฉันเข้าใจดีเกินไปต่างหาก ว่าลูกชายฉันกำลังถูกล่อลวงโดยคนที่อยากได้ทั้งชื่อเสียงและเงิน!” ภูวเดชขบกรามแน่น พลางเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดตรงหน้าลูกชาย
“ฉันจะพูดแค่ครั้งเดียว เอาผู้หญิงคนนั้นออกไปจากชีวิตแกซะ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังยับเยินกว่านี้”
“ไม่มีทาง!” ภาคินสวนทันที “ผมไม่มีวันทิ้งเธอ พ่อให้ผมเลือกก็ได้ ผมเลือกกอหญ้า!”
เพี้ยะ!
เป็นอีกครั้งที่ฝ่ามือของภูวเดช ฟาดเข้ากับแก้มลูกชายจนเกิดรอยแดงก่ำ
“แกมันไม่ต่างอะไรจากคนเนรคุณ!”
“แกกล้าพูดแบบนั้นกับฉันงั้นเหรอ! ผู้หญิงคนนั้นกำลังทำให้ตระกูลเราตกต่ำ! แล้วแกยังปกป้องมันอีก!” เสียงคำพูดสั่นด้วยโทสะและความผิดหวัง
“ผมรักเธอ พ่อจะทำอะไรผมก็ช่าง!”
“ฉันจะเตือนครั้งสุดท้าย แกจะเอามันออกจากชีวิตเอง หรือให้ฉันทำ?”
เสียงของภูวเดชเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบจนอุณหภูมิในห้องเหมือนลดฮวบ ภาคินชะงัก ดวงตาคมเบิกกว้าง
“พ่อหมายความว่าอะไร?”
“ก็อย่างที่พูด ถ้าแกยังไม่ตัดขาดกับมัน...ฉันจะจัดการด้วยวิธีของฉันเอง ฉันไม่ยอมให้หญิงแบบนั้นเหยียบย่ำชื่อเสียงตระกูลอภิวัฒน์กุลอีกแม้แต่ก้าวเดียว” เสียงทุ้มหนักเปี่ยมด้วยอำนาจ
“พ่อไม่มีสิทธิ์ทำแบบนั้นกับเธอ”
“ถ้าแกไม่ทำเอง ฉันจะทำ”
คำพูดนั้นเปล่งออกมาช้า ๆ แต่หนักแน่นจนเลือดในกายของภาคินเย็นเฉียบ เขายืนตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นระรัวพร้อมภาพของกอหญ้าแวบขึ้นในหัว หญิงสาวที่ยิ้มหวานให้เขา ยกมือแตะแก้มเขาอย่างอ่อนโยนในคืนที่เขาอ่อนแอที่สุด
แต่ตอนนี้ ความหวานนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความกลัว
ในขณะเดียวกัน เสียงโทรศัพท์ของภูวเดชดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมากดรับ พลางพูดเสียงเรียบ
“เตรียมประชุมบ่ายนี้ให้พร้อม ฉันจะเข้าไปหลังเที่ยง” แล้ววางสาย ก่อนหันกลับมามองลูกชายด้วยสายตาเย็นชา
“ภาคิน ฉันจะให้เวลาแกสามวัน”
“...”
“เลือกเอาระหว่างครอบครัว กับผู้หญิงที่แกเรียกว่ารัก”
“ผม…”
“และจำเอาไว้ให้ดี ไม่ว่าจะเป็นยังไงมังกรต้องคู่กับหงส์ ไม่ใช่ห่าน!”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







