Masukบรรยากาศยามค่ำคืนกลางเมืองใหญ่ที่ไม่เคยหลับใหล ยังคงส่องแสงระยิบจากตึกสูงนับร้อยแห่ง เช่นเดียวกับเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาอย่างไซรัสที่ยืนอยู่ริมระเบียง
ไซรัสยืนพิงราวระเบียง มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ ส่วนอีกข้างแตะผ้าพันแผลที่หน้าท้องเบา ๆ แสงไฟจากตึกตรงข้ามสะท้อนในดวงตาคมปราบที่เย็นชา ขณะที่เสียงปลายสายดังขึ้น
“บอสครับ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง”
“หามันให้เจอ ไม่ว่าต้องใช้วิธีไหนก็ตาม เค้นความจริงออกมาว่าใครที่อยู่เบื้องหลังพวกมัน”
คำสั่งของเขาแฝงไว้ด้วยบารมีเกรงขาม เฉกเช่นผู้มีอำนาจเหนือกว่า ไม่กราดเกรี้ยวแต่ก็ไม่ใจเย็น จนปลายลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงลำคอแห้งผาก
“ครับบอส...” เสียงนั้นลังเลเล็กน้อยก่อนจะถามต่อ “แล้วให้พวกผมไปรับไหมครับ ที่นั่นไม่ปลอดภัย บอสควรกลับไปกบดานที่เซฟเฮ้าส์ของเรา”
“ไม่ต้อง ฉันจะอยู่ที่นี่อีกสักพัก”
ไซรัสเอ่ยขัดทันที น้ำเสียงเย็นเยียบชวนเสียวสันหลังวูบ จนปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนพูดอย่างระมัดระวังไม่ให้ผู้เป็นนายดือดดาลขึ้นมา
“แต่ที่นั่น... เป็นที่ของคุณเซเรน่า ภรรยาเก่าของคุณภาคิน ไม่ใช่เหรอครับ?”
“ใช่ แต่ฉันไม่ได้มายุ่งกับเธอในฐานะนั้น” ไซรัสหรี่ตามองท้องฟ้าที่มืดสนิท
“อย่างไรก็ตามบอสครับ วงการของเรา คุณรู้ดีมิตรในวันนี้อาจเป็นศัตรูในวันพรุ่งนี้ โดยเฉพาะคุณภาคินที่เป็นถึงหัวหน้ามาเฟียเขตเหนือ เขาไม่ใช่คนที่จะไว้ใจได้ทั้งหมด แม้ว่าเขาจะเป็นเพื่อนเก่าบอทก็ตาม”
“ฉันรู้ดี เรื่องนั้นฉันจะจัดการเอง”
ไซรัสมองลงไปยังแสงไฟจากถนนเบื้องล่าง แล้วกดวางสายทันที ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เขายกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ ขณะความคิดมากมายถาโถมเข้ามา ภาพการทรยศ การซุ่มโจมตี เสียงปืน เสียงเลือดหยดกระทบพื้น และเสียงของเซเรน่าตอนที่ช่วยเขาไว้วันนั้น
วันนั้นเธอเสี่ยงชีวิตเพื่อฉัน เป็นการขอบแทนบุญคุณของเธอจริง ๆ เหรอ
เขาไม่อาจหาคำตอบได้ และก็ไม่อยากยอมรับว่าความอบอุ่นเล็ก ๆ นั้น ทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขาเริ่มสั่นไหว ในขณะเดียวกันเสียงฝีเท้าเบา ๆ พลันดังขึ้นจากข้างหลังชายหนุ่ม
“คุณไซรัส...” เสียงของเซเรน่าแผ่วเบาและงัวเงีย
เสียงหวานเรียกให้ไซรัสหันกลับไป เธอยืนตาปรืออยู่ที่ประตูระเบียง สวมชุดนอนผ้าฝ้ายสีครีมพอดีตัว ผมยาวสลวยปรกใบหน้าเล็กน้อยราวกับคนที่ยังไม่ตื่นดีนัก
“มาทำอะไรตรงนี้คะ” เธอถามเสียงอู้อี้
“ฉันคุยธุระนิดหน่อย เธอกลับไปนอนเถอะ”
รอยยิ้มผุดบนใบหน้าหล่อเหลาอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อเห็นท่าทางน่าเอ็นดูของเธอ
“ธุระตอนตีหนึ่งเหรอคะ...”
เซเรน่าพึมพำเบา ๆ แต่ก็ไม่ได้ซักถามต่อ เพียงหาวเล็กน้อยแล้วเดินกลับไปที่ฟูกข้างเตียง เธอล้มตัวลงโดยไม่ทันรู้ว่าเขามองตามอยู่เงียบ ๆ
ทุกการกระทำล้วนอยู่ในสายตาของไซรัส เขาย่อตัวลงข้างเธอ มองใบหน้าที่หลับพริ้มด้วยความเหนื่อยล้า เขายกมือแตะปอยผมที่ปรกแก้มออกเบา ๆ ไล้ปลายนิ้วสัมผัสผิวนุ่มของเธออย่างไม่ตั้งใจ
แสงจากดวงจันทร์ลอดผ่านกระจกตกกระทบใบหน้าเธอ สวยงามจนหัวใจของชายหนุ่มที่เย็นชาเหมือนภูเขาน้ำแข็งเริ่มสั่นคลอน
แต่เพียงเสี้ยววินาที เขากลับรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ สัญชาตญาณมาเฟียที่ฝังในสายเลือดเตือนขึ้นทันที เขาหันขวับไปทางกระจกระเบียงด้วยดวงตาแข็งกร้าว
ไม่นานเสียงคล้ายเหล็กเสียดสีกันดังขึ้นแผ่ว ๆ จากด้านนอก ร่างของกลุ่มชายในชุดปฏิบัติการพิเศษห้อยตัวลงมาจากสะลิงด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะตามด้วยเสียงกระแทกดังที่สนั่น พร้อมกระจกระเบียงแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
ไซรัสไม่คิดแม้เสี้ยววินาที เขาพุ่งเข้าอุ้มเซเรน่าที่ยังหลับพริ้มขึ้นพาดบ่าทันที มืออีกข้างคว้าปืนพกสีทองวาววับประจำตัวออกมาจากเก๊ะโต๊ะข้างเตียง
ปัง! ปัง”
ไม่นานเสียงปืนก็ดังสนั่นภายในห้องนอน ลูกกระสุนพุ่งจากปลายกระบอกของไซรัส ทะลุผ้าม่านขาวขาดสะบั้นกระแทกเข้าร่างหนึ่งในชุดสวาทจนล้มลง แต่ยังมีอีกหลายคนที่บุกเข้ามาจากระเบียงเพร้อมอาวุธครบมือ
ในจังหวะนั้นเองเซเรน่าสะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางสงคราม เสียงหวานกรีดร้องด้วยความตกใจ เมื่อเสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกลุ่มชายฉกรรจ์ที่จะพยายามพุ่งเข้ามาทำร้ายพวกเธอ
“กะ…เกิดอะไรขึ้น!”
“อย่าพึ่งพูด! ก้มหน้าไว้!”
ไซรัสคำรามเสียงต่ำ เขายิงสวนออกไปอีกชุด เสียงกระสุนกระแทกผนังและเฟอร์นิเจอร์จนแตกกระจาย ช่อดอกไม้บนโต๊ะล้มลงน้ำในแจกันสาดกระเซ็นทั่วพื้น
ชายในชุดดำอีกคนพุ่งเข้ามา แต่ไซรัสใช้เท้าถีบโต๊ะกลางห้องกระแทกใส่จนร่างนั้นล้มกระเด็น แล้วหันคว้าผ้าคลุมผืนใหญ่ขว้างใส่หน้าหนึ่งในพวกมันแล้วลั่นไกล ก่อนจะลากเซเรน่าพุ่งไปทางประตู
“พวกมันไปที่ประตูแล้ว!”
เสียงของหนึ่งในพวกมันตะโกนไล่หลังพวกเขา ไซรัสพาเซเรน่าวิ่งไปตามโถงทางเดิน ทว่าทันใดนั้นก็ปรากฏชายอีกกลุ่มในชุดสูทสีกำขลับเดินออกมาจากลิฟต์พร้อมอาวุธปืนในมือ
“บ้าเอ๊ย” ไซรัสสบถเบา ๆ
“พวกนั้นมันใคร!?” เซเรน่าร้องถาม เสียงเธอสั่นด้วยความตื่นตระหนก
“คนที่อยากให้ฉันตาย” เขาตอบเรียบ แล้วดึงมือเธอแน่น “ก้มตัวไว้ แล้วอยู่ข้างหลังฉัน!”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







