เข้าสู่ระบบแสงแดดยามบ่ายคล้อยลอดผ่านใบไม้ที่พลิ้วไหวอยู่เหนือชายหาด เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นอ่อน ๆ ของทะเลผสานกลิ่นดินชื้นหลังฝนเมื่อคืนแตะจมูก ทุกอย่างดูสงบจนเกินไปสำหรับไซรัส ผู้ชายที่เคยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเสียงปืนและความตึงเครียด แม้ว่าที่นี่จะเป็นเซฟเฮ้าส์ก็ตาม
ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันทีเมื่อเรือสปีดโบ๊ตเทียบเข้าฝั่งด้านหลังเกาะ เสียงพูดคุยของลูกน้องกลับเงียบผิดปกติ ไม่มีใครออกมาต้อนรับ ไม่มีเสียงรายงานผ่านวิทยุสื่อสารเช่นทุกครั้ง มีเพียงความเงียบที่ไม่เคยเป็นลางดีในโลกของเขา
“ศรัน” เสียงทุ้มต่ำเรียกชื่อมือขวา “พวกมันหายไปไหนทั้งหมด”
“ผมก็ไม่แน่ใจครับบอส บางทีอาจมีผู้บุกรุกล่วงล้ำเข้ามา” ศรันหันมองกาย พลางชักปืนพกขึ้นมาอย่างระวัง
ไซรัสไม่พูดต่อเขาทำเพียงปลดเซฟตี้ปืน พลางก้าวลงจากเรืออย่างเงียบเชียบ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังตัวบ้านพักที่เซเรน่าอยู่ด้านใน เสียงคลื่นช่วยกลบฝีเท้าของชายฉกรรจ์ทั้งหมดที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างระแวดระวัง
ไม่นานไซรัสก็ยกมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องแยกย้ายตรวจตราโดยรอบ ขณะที่ตัวเองจะเดินเข้าไปยังตัวบ้าน เสียงหัวใจเต้นดังในอกอย่างไม่เป็นมาก่อน ขณะที่เขาแนบหลังกับผนังไม้และค่อย ๆ แง้มประตูเข้าไป เขาต้องหาตัวเซเรน่าให้เร็วที่สุดเพื่อยืนยันความปลอดภัย
เมื่อเขาเข้ามา ภายในบ้านกลับเงียบสนิท มีเพียงกลิ่นหอมแปลก ๆ ลอยมา ไม่ใช่กลิ่นเหล็กไหม้จากกระสุนหรือควันจากดินปืน แต่กลับเป็นกลิ่นอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาชะงัก
กลิ่นเนยและเครื่องเทศ?
ทว่ายังไม่ทันที่ไซรัสจะได้วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน เสียงปังก็ดังขึ้นจากด้านในอย่างรุนแรง ตามด้วยเสียงกรีดร้องของผู้หญิงที่เขารู้จักดี
เซเรน่า!
ไวกว่าความคิด ไซรัสพุ่งตัวเข้าไปตามสัญชาตญาณ ปลายกระบอกปืนเล็งตรงประตูห้องครัว ก่อนจะถีบเปิดประตูอย่างแรง ทันใดนั้นภาพเบื้องหน้ากลับทำให้เขาชะงักค้าง และหัวใจของเขาเกือบดับวูบ เมื่อนัยน์ตาคมเหลือบไปเห็นของเหลวสีแดงสาดกระเซ็นเต็มพื้นและผนังครัว พร้อมกลิ่นเข้มข้นลอยฉุนจนเขาต้องหรี่ตา
แต่พอเพ่งดี ๆ ก็ต้องนิ่งไป
มันคือซอสพาสต้า…
โดยตรงกลางห้อง มีเซเรน่ายืนตัวแข็งถือทัพพีในมือ ผ้ากันเปื้อนสีดำบนตัวเธอเปรอะไปด้วยรอยซอสพาสต้าแดงสด ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเหลือบมองปืนในมือเขา
“ไซรัส!” เธอร้องเสียงหลง “นี่นายจะทำอะไรเนี่ย!”
ชายหนุ่มกระพริบตาช้า ๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงยาว ความตึงเครียดเมื่อครู่สลายหายไปในพริบตา เขากดเซฟปืนคืนเข้าที่เดิมแล้วส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ
“ฉันคิดว่ามีคนบุกเข้ามา เธอจะทำให้หัวใจฉันวายตายใช่ไหมเซเรน่า” เขาพูดเสียงต่ำ
“ก็ฉันแค่ทำอาหารเองนะ” หญิงสาวย่นคิ้ว
“นี่เธอ…ระเบิดครัวเหรอ”
เขาถามเสียงเรียบ พลางไล่สายตามองไปรอบห้อง เห็นเคาน์เตอร์ครัวเต็มไปด้วยวัตถุดิบมากมายที่ใช้ทำพาสต้า รวมไปถึงเส้นสปาเกตตี้ที่ยังไม่ต้ม ก่อนจะพบตัวการที่ทำให้เกิดเสียงเมื่อครู่ หม้อซอสที่เกิดการระเบิดจนล้นทะลักลงบนพื้นกระเบื้อง และยังสาดกระเซ็นไปทั่วห้องครัว ไม่เว้นแม้แต่ผนังและเพดาน
“ไม่ใช่! ฉันก็แค่ทำซอสเยอะไปหน่อยเอง เลยกะปริมาณที่ต้องใช้เวลาและวัตถุดิบไม่ถูก” เซเรน่าโวยขึ้นทันที
“เยอะไปหน่อย? นี่มันพอที่จะเลี้ยงได้ทั้งกองทัพแล้วเซเรน่า” เขาเลิกคิ้วสูง
เซเรน่าเม้มปากเล็กน้อย พลางหันไปมองหม้อใบใหญ่มากมายที่บรรจุซอสพาสต้า กระนั้นจึงตระหนักได้ว่ามันเยอะเกินไปจริง ๆ เลยทำได้เพียงหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะตอบเบา ๆ
“ก็…ฉันตั้งใจจะทำให้ทุกคนกินด้วยไง พวกเขาอุตส่าห์คอยปกป้องฉันทุกวัน ฉันเลยอยากทำอะไรตอบแทนบ้าง และก็ได้ยินว่าพวกเขากินแต่อาหารกระป๋องน่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ไซรัสนิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาสีน้ำทะเลคมลึกที่เคยเย็นชา ยามนี้กลับฉายแววบางอย่างคล้ายความประหลาดใจปนอบอุ่น ในชีวิตนี้เขาไม่เคยเห็นใครคิดถึงลูกน้องของเขาแบบนั้นมาก่อน
“ไม่จำเป็นต้องทำ นั่นเป็นหน้าที่ของพวกมัน” เขาพูดเรียบ
“ไซรัส ฉันอยากทำ”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







