เข้าสู่ระบบสายลมยามค่ำพัดผ่านอย่างอ่อนโยน กลิ่นหอมของฝนที่เพิ่งตกยังลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ไฟถนนส่องสะท้อนกับรถลีมูซีนสีดำที่แล่นฝ่าความมืดออกจากเขตเมือง เสียงเครื่องยนต์เดินเรียบนุ่มจนแทบไม่ได้ยิน ภายในห้องโดยสารอันเงียบสงบ มีเพียงเสียงหายใจของคนสองคนที่นั่งเคียงกัน
ไซรัสเอนหลังพิงเบาะ นัยน์ตาคมทอดมองหญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ อย่างเงียบงัน แสงไฟลอดผ่านกระจกสะท้อนบนใบหน้าของเธอ เซเรน่ากำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง สีหน้าเธอสงบ แต่ในแววตายังมีแววบางอย่างที่ทำให้เขาอดยื่นมือไปกุมไว้ไม่ได้
“มือยังเย็นเหมือนเดิมเลย” เขาพูดเสียงทุ้มต่ำ แผ่วเบาแต่ชัดเจน
“ฉันยังไม่ชินกับอากาศยามค่ำเท่าไร” เธอหันมามองเขา ยิ้มบาง ๆ
“แต่ฉันคิดว่า...เธออาจจะเย็นเพราะคิดถึงฉันมากเกินไป” ไซรัสหัวเราะเบา ๆ
“พูดแบบนี้อีกแล้วนะ” เซเรน่าหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพิงหัวลงกับไหล่กว้างของเขา “แต่นายก็พูดถูกนิดหน่อย...”
มือของเขากระชับมือเธอแน่นขึ้นโดยไม่พูดอะไร เสียงเครื่องยนต์ยังคงเดินเรียบ แต่บรรยากาศในรถกลับอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
“หลังจากนี้ เธอจะกลับไปอยู่เขตเหนือเดิมไหม” เขาถามขึ้นในที่สุด
“ไม่ ฉันอยากอยู่ใกล้นาย” หญิงสาวส่ายหน้า
“งั้นก็อยู่ที่คฤหาสน์กับฉัน ที่นั่นปลอดภัยกว่า ทุกคนในบ้านจะดูแลเธอ” ไซรัสนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาคมหลุบลงมองคนในอ้อมแขน เขาพูดช้า ๆ ราวกับคำสั่ง แต่ในน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความห่วงใย
“แล้วนายล่ะ?” เซเรน่าถาม “นายเองก็ไม่ค่อยได้พักเลยใช่ไหม”
“ฉันพัก...ตอนอยู่กับเธอแบบนี้แหละ”
เขาตอบเรียบ แต่แววตาที่มองมานั้นอ่อนโยนจนหญิงสาวต้องหลบสายตา ทัยทีที่รถจอดสนิทตรงหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่กลางสวนกว้าง ไฟส่องสว่างเปิดรับทันทีเมื่อพวกเขาก้าวลงจากรถ ลมกลางคืนพัดกลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์จากสวนด้านข้างเข้ามาแตะจมูก
ไซรัสเดินนำเธอเข้ามาภายใน คฤหาสน์ตกแต่งด้วยโทนสีขาวดำเรียบหรู แต่ในความเย็นชานั้นกลับมีสัมผัสของความสงบปลอดภัย เซเรน่ามองรอบตัวด้วยดวงตาเป็นประกาย
“สวยกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลย”
“มันเงียบเกินไปสำหรับฉัน...จนกว่าจะมีเธออยู่ด้วย”
เขาตอบ ก่อนจะช่วยถือกระเป๋าของเธอขึ้นไปยังห้องชั้นบนด้วยตัวเอง ภายในห้องพักหรูบนชั้นสอง ม่านสีครีมปลิวตามแรงลมจากระเบียง แสงไฟอบอุ่นจากโคมเหนือหัวทำให้ทุกอย่างดูนุ่มนวล
ไซรัสวางกระเป๋าของเธอลง แล้วหันกลับมามองหญิงสาวที่กำลังยืนริมหน้าต่าง เธอหันมายิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
“ขอบคุณนะ...สำหรับทุกอย่าง”
“อย่าขอบคุณฉันเลย เซเรน่า แค่เธอยังอยู่ แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับฉัน” เขากระซิบ พลางเดินเข้าไปใกล้ จนเธอรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดแก้ม
“ฉันดีใจที่นายยังเป็นนายคนเดิม” หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะยกแขนขึ้นโอบรอบลำคอของเขาอย่างเงียบ ๆ
“ฉันก็เหมือนกัน” เขากระชับอ้อมแขนโอบเธอแน่นขึ้น เสียงหัวใจของทั้งคู่เต้นประสานกันในความเงียบงันนั้น ก่อนที่เธอจะพึมพำเบา ๆ “คืนนี้...อย่าไปไหนนะ”
“ฉันจะอยู่ตรงนี้”
เขาตอบ และรอยยิ้มมุมปากของไซรัสที่เธอได้เห็นในคืนนั้น เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่ทำให้เกิดขึ้นได้
หลังจากนั้นเวลาก็ล่วงเลยไปจนแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านม่านบาง เข้ามาทาบบนผ้าปูเตียงสีขาวสะอาด เซเรน่าขยับตัวช้า ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าของไซรัสอยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว เขานอนหลับอย่างสงบ แขนข้างหนึ่งยังโอบรอบเอวของเธอไว้แน่น
เธอเผลอมองเขาอยู่นานพอที่จะสังเกตได้ว่าบอสมาเฟียผู้โหดเหี้ยมในสายตาคนทั้งโลก ตอนหลับกลับดูอ่อนโยนราวกับเด็กคนหนึ่ง ลมหายใจสม่ำเสมอของเขาแผ่วเบาและอุ่นอยู่ข้างแก้ม
“หลับสนิทเชียว...”
เซเรน่าค่อย ๆ เอื้อมมือแตะปลายผมของเขาแล้วหัวเราะเบา เธอกระซิบก่อนจะขยับเบา ๆ พยายามลุกออกจากอ้อมแขนนั้น แต่ทันทีที่ขยับแขนแข็งแรงกลับรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม
“จะไปไหน” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยขึ้นโดยที่เขายังไม่ลืมตา
“ฉัน...แค่จะไปล้างหน้าเฉย ๆ” เธอหัวเราะค่อย ๆ “ปล่อยก่อนสิ”
“อยู่ก่อนสิ แค่ห้านาที” ไซรัสเปิดเปลือกตาขึ้น ดวงตาสีเข้มยังหม่นจากความง่วง แต่แววอันอ่อนโยนนั้นทำให้หัวใจเธอสั่นแปลก ๆ
“ดื้อจังนะ” เธอพูดกลั้วหัวเราะ
“แค่กับเธอเท่านั้น”
เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะซุกหน้าเข้ากับไหล่ของเธออย่างขี้เกียจ กลิ่นหอมจากผิวกายของหญิงสาวทำให้เขาเผลอถอนหายใจยาวอย่างพอใจ
เวลาผ่านไปเพียงครู่หนึ่ง ก่อนที่ไซรัสจะยอมปล่อยให้เธอลุกขึ้น เซเรน่าคลุมเสื้อคลุมบาง ๆ แล้วเดินไปยังระเบียง ลมอ่อนพัดกลิ่นดอกลาเวนเดอร์เข้ามาแตะปลายผม เธอหลับตารับลมอย่างผ่อนคลายทว่าความสงบนี้อยู่ได้ไม่นาน
เสียงเคาะประตูสามครั้งดังขึ้น ก่อนที่เสียงศรันจะดังขึ้นจากอีกฝั่งของประตู
“บอสครับ”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา



![สิงขร [มาเฟียร้ายรัก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



