Masukข้าพยายามทำทุกอย่างให้รวดเร็วมากที่สุด เพื่อจะกลับไปหาคนที่ข้าอยากใช้เวลาด้วย
หน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะดยุก รวมถึงงานข่มขู่เหล่าชนชั้นสูงให้ยอมทำตามใจองค์รัชทายาท และแผนการที่ข้าวางเอาไว้ ทุกอย่างรุมทึ้งเอาเวลาจากข้าไปอย่างกับพวกมดกัดกินของหวาน
ข้าไม่อยากทำอะไรพวกนี้เลยแม้แต่น้อย ข้าเพียงต้องการกลับไปหาเขา แล้วบังคับให้เขาเลียเหล้าให้ข้าดูอีกสักรอบ สีหน้าที่ไม่เต็มใจนั่นยังติดตาข้า
รวมถึงสัมผัสของเขาก็เช่นเดียวกัน ความอบอุ่นจากเขามันติดแน่นราวกับรอยสัก และทำให้ข้าต้องการมากขึ้นมากขึ้น
แม้ข้าจะทำกับเขามากเท่าไหร่ ข้าก็ยังต้องการเขาเหมือนเดิมราวกับโอเอซิสที่ถูกดูดลงในความแห้งแล้งของทะเลทราย
แต่ข้าก็ยังต้องมาทำงาน บ้าฉิบหาย
เสียงในหัวข้าก็ดังหนวกหู มันบอกให้ข้าฆ่านักเวทย์พวกนี้ทิ้งให้หมด เพราะพวกมันเป็นขยะหิวเงินเฮงซวย แต่ถึงเป็นเช่นนั้นจริง ต่อให้เป็นข้าเองจะฆ่านักเวทย์หัวกะทิของอาณาจักรทิ้งคงโดนจับเข้าคุก ซึ่งท่านพี่เรย์คาลัสคงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
ทุกอย่างในหัวข้า ขึ้นอยู่กับเขามากกว่าที่เขาคิด ไม่สิ…มากกว่าที่ข้าคิดเสียอีก
แต่อย่างไรข้าก็ต้องทำงานให้เสร็จก่อน งานของดยุกของข้าวันนี้คือไปควบคุมการระเบิดภูเขา เพื่อสร้างอุโมงค์ทางเชื่อมระหว่างอาณาเขตของเฮลดันไฮม์กับอาณาเขตเซอร์เค็ต ข้าขี่ม้าไปกับนักเวทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการเจาะอุโมงค์
เพราะมันเป็นงานง่ายๆ ข้าจึงไม่ได้เอาผู้ติดตามไปมากนัก เพียงแค่คนจากปราสาทมืดไม่กี่คนสำหรับขนของที่จำเป็น เพราะข้าอยากให้พวกอัศวินปกป้องเรย์ กรณีที่มีอะไรเกิดขึ้นกับเขา
“เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นพวกเซอร์เค็ตถึงหนีหางจุกตูดไปล่ะ ปกติพวกมันชอบเสนอหน้ามาที่อาณาเขตข้าแทบแย่” ข้าเอ่ยถามนักเวทย์ข้างๆ ถึงดยุกแห่งเซอร์เค็ต “คนที่อยากได้ไอ้ทางเชื่อมนี้หนักหนาไม่ใช่ลูกชายของมันหรือไง ทำเป็นมาคุยและต้องการความร่วมมือกับอาณาเขตของเรามาก พอข้าตกลงจะดำเนินการก็ดันหายหัว ไอ้พวกบัดซบ”
งานการไม่ทำ ข้าเองก็ไม่อยากทำเหมือนกันนะไอ้สันขวาน
“พวกเขาน่าจะติดภารกิจอื่นน่ะขอรับ” นักเวทย์ที่โดนถามถึงกับเหงื่อตกที่ดยุกแห่งเฮลดันไฮม์คุยด้วย “ตอนนี้ที่เซอร์เค็ตเกิดเหตุหลายอย่าง เห็นว่ามีสมบัติของนักเวทย์ที่ถูกเก็บไว้เมื่อ 400 ปีก่อนถูกค้นพบด้วยขอรับ”
“แต่ก็ดี การคุยกับเจ้านั่นทำให้ข้าปวดหัว” ข้าคิดในแง่ดีว่าจะได้ไม่เกะกะ เพราะการระเบิดภูเขาเพื่อสร้างทางเป็นงานยาก พวกนักเวทย์ต้องรวมพลังกันเสกเวทย์ลม ตั้งสติให้ดีเพื่อให้มันนิ่ง แล้วค่อยๆ ทำให้เวทย์ลมเหมือนสว่านขนาดยักษ์ แล้วค่อยๆ เจาะทะลุชั้นของภูเขา ทำไปเรื่อยๆ จนทะลุภูเขาอีกด้าน
ข้าดูพวกเขาพลางนึกชมว่าเป็นนักเวทย์ที่แข็งแกร่งมาก พวกเขาทั้ง 5 คนค่อยๆ เจาะชั้นหินให้ทะลุจนกระทั่งอุโมงค์สำเร็จ แล้วก็ใช้เวทย์เคลือบให้ผนังแข็งแกร่งพอที่จะไม่ถล่มลงมา พวกเขาทำงานจนถึงเวลาเย็น และออกมาจากอุโมงค์
“ท่านดยุกเฮลดันไฮม์จะเข้าไปลองดูไหมขอรับ ว่างานทั้งหมดเรียบร้อยดีหรือไม่ แล้วท่านค่อยประทับตราให้ข้า” นักเวทย์คนหนึ่งถามขึ้น ข้าพยักหน้ารับ แล้วจึงเดินไปยังใจกลางอุโมงค์
เมื่อค่อยๆ เดินตรวจตราดูความเรียบร้อย ข้าก็ได้กลิ่นแปลกๆ
กลิ่นที่ข้าคุ้นเคยในสงคราม… นั่นเหมือนกับกลิ่นระเบิด มันเป็นกับดัก
แต่กว่าข้าจะรู้ก็สายไปแล้ว
“ตู้ม!!!!!!!!”
ทุกสิ่งทุกอย่างระเบิดเป็นวงกว้าง ใจกลางอุโมงค์ไหม้เป็นจุณและระเบิดเป็นหลุมลึก
“เป็นยังไงบ้าง” เงาเงาหนึ่งออกมาจากร่มไม้พร้อมอัศวินขนาบสองข้าง เดินเข้ามาในอุโมงค์
“เรียบร้อยแล้วพะยะค่ะองค์รัชทายาท” นักเวทย์ทั้งห้าเอ่ยตอบ “พวกเราจะฝังเขาไว้ในอุโมงค์เวทย์ระเบิดนี่ต่อให้เป็นคนที่แข็งแรงแค่ไหนก็ไม่เหลือแม้แต่กระดูกสักชิ้น”
“ข้าจะให้ศิลามังกรกับศพของมันก็แล้วกัน เพราะข้าไม่ชอบผิดสัญญา” องค์รัชทายาทหัวเราะ เดินเข้าไปดูหลุมสีดำขนาดใหญ่ แล้วโยนถุงศิลาสีม่วงลงไปในหลุมลึกนั้น “ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนแต่ไว้ใจไม่ได้ ก็ไม่เหมาะเป็นหมาของข้าอยู่ดี”
“ระเบิดแรงเป็นนวงกว้างขนาดนี้ ต่อให้เป็นดยุกหมาบ้ายังไงก็คงต้องตา…ย” องค์รัชทายาทหยุดชะงักเมื่อเห็นบางสิ่งเคลื่อนที่ท่ามกลางกองเลือดจากระเบิด
บางอย่างที่เหมือนกับหนอนยั้วเยี้ยดิ้นอยู่ท่ามกลางเศษชิ้นส่วนที่ดำจากระเบิดกำลังรวมตัวกันกลายเป็นหัวกะโหลกหัวหนึ่ง
จากมีเพียงหัว เริ่มมีโครงกระดูกในส่วนของร่างกายขึ้นมา เหล่าพลังงานสีดำที่เหมือนหนอนเริ่มประกอบกันเป็นร่างคน
กะโหลกหัวนั้นขยับปากและส่งเสียงออกมา
“องค์ราชาไม่ได้บอกท่านเหรอ ตะวันดวงน้อยแห่งอาณาจักร ว่าเหตุผลที่ตระกูลเฮลดันไฮม์ถูกเรียกว่าตระกูลหมาบ้าปีศาจที่อันตรายที่สุดแห่งอาณาจักร์อาร์คน่ะคืออะไร”
“เฮือก ปีศาจ มันเป็นปีศาจจริงๆ ด้วย” ชายผมทองเบิกตากว้างร้องออกมาด้วยความตกใจจนหลุดมาดองค์รัชทายาทที่คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสอยู่คนเดียวตลอดเวลาและรีบวิ่งหนีไปด้วยอาการเหงื่อกาฬแตกพลั่ก เช่นเดียวกับนักเวทย์อีกห้าคนที่วิ่งไปก่อนแล้ว
“ขอบพระทัยสำหรับศิลามังกรพะยะค่ะ” ร่างโครงกระดูกขยับไปยังถุงศิลามังกรและหยิบอัญมณีสีม่วงนั้นมากัดกินเหมือนกินอาหาร
เมื่อหมดถุง ร่างกายของดยุกเฮลดันไฮม์ก็กลับมาเป็นคนอีกครั้ง แต่ผิวกลับเหมือนคนที่ถูกไฟไหม้เกรียม
…
“ท่านดยุกบาดเจ็บ” มีใครบางคนตะโกนขึ้นมาจากปราสาทส่วนหน้า แล้วทันใดนั้นทุกอย่างก็เต็มไปด้วยความโกลาหล มีเสียงโวยวายดังลั่น
ก่อนที่เซอร์เบอรอสที่กลับมามีแผลทั่วทั้งตัวโดนเปลหามเข้ามายังปราสาทโซนใน
“เจ้า เจ้าเป็นอะไร” ผมถามด้วยความตกใจ “เซอร์เบอรอส เกิดอะไรขึ้น”
ผมมองเขาด้วยความเป็นห่วง แผลของเขาดูย่ำแย่มาก
“อาการหนักมาก สติกซ์” สเตมป์ฟาหันไปหาสติกซ์ที่พยักหน้า ทั้งคู่วิ่งหายไปที่ไหนไม่รู้ ส่วนสโครว์วิ่งไปอีกทางยกอ่างที่เหมือนอ่างอาบน้ำมาแล้วยกเซอร์เบอรอสที่ดูเจ็บหนักใส่ลงไปในอ่าง
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาเขาไว้ในอ่าง แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป
“ทำไมท่านเซอร์เบอรอสไม่ให้พวกข้าไปด้วย” สโครว์ไม่ตอบผมแต่ถามเซอร์เบอรอส น้ำเสียงเจือด้วยความเจ็บปวดที่ปกป้องเจ้านายไม่ได้ “ถ้าพวกข้าไปด้วยท่านอาจจะไม่เจ็บหนักขนาดนี้”
“ถ้าพวกเจ้าไปคงเป็นศพแล้วป่านนี้ องค์รัชทายาทโรคจิตนั่นระเบิดหัวข้า หมายถึงระเบิดจริงๆ นะ ไม่ใช่อุปมา” เซอร์เบอรอสที่ดูเหนื่อยอ่อนหลับตาตอบ “ไม่ได้ไปก็ดี”
“หา!” ผมกับสโครว์ร้องขึ้นมาพร้อมกัน
“ล…แล้วหัว แล้ว” แล้วหัวกลับมาได้ยังไง
“ท..ท่านเซอร์เบอรอส” สโครว์น้ำตาซึม “ข้าไม่คิดว่าท่านเซอร์เบอรอสจะห่วงคนอย่างพวกเรา ข้าคิดว่าถึงเป็นตายร้ายดียังไงท่านก็ไม่สนใจแท้ๆ”
เซอร์เบอรอสที่นั่งนิ่งอยู่ในอ่างดูหงุดหงิด
“หนวกหู หยุดร้องไม่งั้นข้าจะฆ่าเจ้าเอง” เขากัดฟันพูดด้วยความเหนื่อยอ่อน
ระหว่างที่ผมทำอะไรไม่ถูกเพราะสโครว์ที่ร้องไห้เงียบๆ สติกซ์กับสเตมป์ฟาก็ขนหีบไม้ขนาดใหญ่มาคนละหีบ ในนั้นมีบางอย่างที่ดูเหมือนอัญมณีสีม่วงเข้ม สติกซ์เทอัญมณีในหีบใส่ร่างที่เซอร์เบอรอสนอนอยู่
อัญมณีค่อยๆ อ่อนตัวลงและดูเหมือนพวกมันกำลังซึมเข้าร่างเซอร์เบอรอส
อัญมณีสีม่วงที่แวววาวเปล่งประกายค่อยๆ ไหลเข้าไปช้าๆ
“สิ่งนี้คืออะไรงั้นเหรอ” ผมพูดทำลายความเงียบของบรรยากาศที่ตึงเครียด
“ศิลามังกร” สติกซ์ตอบ สีหน้าเขาไม่ดีเลย
“ในเมื่อถึงจุดนี้ข้าจะบอกท่านดัชเชสอย่างย่อแล้วกัน ท่านเคยได้ยินตำนานการก่อตั้งของอาณาจักรนี้หรือไม่” สติกซ์พูดกับผม
“ข้ารู้แค่เพียงว่า อาณาจักรอาร์คถูกก่อตั้งขึ้นด้วยผู้ก่อตั้ง 5 คน คือ ต้นตระกูลหมาบ้า (เฮลดันไฮม์) ต้นตระกูลงู (อิลเลียเรล) ตระกูลเหยี่ยว (อิลเครน) และต้นตระกูลแมงป่อง (เซอร์เค็ต) และต้นตระกูลของสิงโตของกษัตริย์ (นีเมียน) ” ผมตอบตามหนังสือเรียนของอาณาจักร
“นั่นเป็นตำนานที่คนทั่วไปรับรู้ แต่จากตำนานของต้นตระกูลเรา แท้จริงแล้วตอนนั้นอาณาจักรมี 6 ตระกูลใหญ่ อาณาจักรอาร์คเป็นอาณาจักรที่อดอยากเนื่องจากเผชิญสงครามเป็นเวลานาน ตระกูลใหญ่ทั้ง 6 ตระกูลจึงทำพิธีเรียกปีศาจ โดยใช้เครื่องสังเวยคือชายหนุ่มจาก 6ตระกูล”
“เรียกปีศาจงั้นเหรอ” ผมทวนคำ
“นั่นแหละ แต่เราก็ไม่รู้เหตุผลของคนโบราณหรอกพวกเขามักทำอะไรแปลกๆ ส่วนตระกูลที่ 6คือตระกูลมังกร แต่พวกเขาถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์”
“หา นั่นมันไม่มีเหตุผลเลย เอาคนในตระกูลตัวเองมาสังเวยให้ปีศาจเนี่ยนะ” ผมงง
“ใช่ นอกจากพวกเราจะคิดว่าไม่มีเหตุผลด้วย ปีศาจก็คิดเหมือนกัน แถมยังปฏิเสธอีกด้วย”
“อะไรนะ”
“จากเรื่องเล่าของตระกูล ปีศาจปฏิเสธชีวิตของคนทั้ง 6 แต่ขอเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของทั้ง 6 คนแทน”
“สิ่งที่เฮลดันไฮม์ให้ นั่นก็คือวิญญาณ” สติกซ์บอก “ท่านดยุกแห่งเฮลดันไฮม์รุ่นแรก บอกว่าจะให้วิญญาณ เพื่อแลกกับการเป็นพลังให้อาณาจักร”
“พลังให้อาณาจักรเหรอ” ผมทวนคำงงๆ
“ทุกคนในตระกูลเฮลดันไฮม์จะมีพลังเหนือมนุษย์ เพราะต้นตระกูลของท่านดยุก สงครามกับอาณาจักรรอบข้างจึงสงบลง ทำให้อาณาจักรอาร์คเจริญขึ้นตั้งแต่นั้น แต่แลกมากับการที่ดยุกแห่งเฮลดันไฮม์จะมีอายุสั้นและต้องมอบวิญญาณให้กับปีศาจเมื่อตายไปแล้ว ศิลามังกรเป็นแหล่งพลังงานเดียวที่ยืดชีวิตทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้นได้ นี่เป็นสิ่งที่ท่านดยุกคนก่อนเก็บไว้ให้ท่านเซอร์เบอรอส ทำให้ท่านจากไปก่อนวัยอันควร” สติกซ์เล่า
“มาทำตัวเป็นพ่อตอนจะตาย ขำตายล่ะ” เซอร์เบอรอสที่อยู่ในอ่างบ่นพึมพำ แต่ผมรับรู้ได้ว่าเขาคงรู้สึกดีนิดหน่อย
“เห็นไหมทุกคนเป็นห่วงเจ้า” ผมจับมือเซอร์เบอรอส “ไม่ได้มีแค่ข้าที่เป็นห่วงเจ้าแล้วนะ” เขาลืมตาขึ้นมามองผม ดวงหน้าตอนนี้เขาเต็มไปด้วยบาดแผลไฟไหม้ที่กำลังค่อยๆ จางลง มีเพียงดวงตาที่ยังคงเป็นสีแดงแวววาวเหมือนเดิม
“ข้าเจ็บ”
“ข้าจะอยู่ข้างๆ เจ้าเอง” ผมบีบมือเขา
“ข้าหมายถึงอย่าจับแผลที่มือข้า! ท่านพี่เรย์ ข้าเจ็บ”
“…” ผมค่อยๆ เอามือออก
เอ้า ก็ไม่รู้นี่
“ท่านพี่เรย์ ถ้าข้าอยู่ปกป้องท่านไม่ได้ ข้า…” คนเจ็บหลับตาทว่าพูดกับผมด้วยความเหนื่อยอ่อน
“เซอร์เบอรอส เจ้าหยุดพูดเถอะ” ผมรู้สึกไม่ดีเมื่อได้ยินคำที่เหมือนคำสั่งเสียแบบนั้นจากเขา
เขาแข็งแกร่งจะตาย มันต้องมีทางสิ
“อาการของข้าน่าจะหนักเกินไป ถึงตอนนี้จะอยู่ได้ แต่ข้าคิดว่าระดับที่สร้างร่างกายใหม่ อย่างไรข้าก็อยู่ได้ไม่นาน ขนาดท่านพ่อของข้าไม่ค่อยใช้พลังยังอายุสั้นเลย”
“ท่านดยุกแห่งเฮลดันไฮม์ พักผ่อนได้แล้ว” ผมเรียกตำแหน่งของเขาเพื่อให้เขาเลิกพูด
“แต่ว่าระหว่างนี้ ท่านพี่เรย์คาลัส ท่านต้องอยู่กับข้า ช่วยอยู่กับข้าทุกๆ วันที ก่อนข้าจะตาย” เซอร์เบอรอสยิ้มให้ผม มันเป็นยิ้มที่ดูหมดหวังเหลือเกิน
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ







