Masukในวันนี้เป็นวันที่ฝนตก ผมไม่ชอบกลิ่นของฝนเลย มันทำให้ผมครั่นเนื้อครั่นตัวแปลกๆ ผมอยู่ในปราสาทเฮลดันไฮม์มาระยะหนึ่งแล้ว และมีสภาพเหมือนเจ้าหญิงในหอคอย ข่าวสารจากโลกภายนอกมีเพียงหนังสือพิมพ์ที่จะสติกซ์จะเอามาให้ผมอ่านวันละฉบับ มีแค่บางวันที่ผมเจอสองแฝดอย่างสโครว์และสเตมป์ฟาบ้างตามทางเดิน ทั้งสองทำความเคารพผมแต่ดูไม่ค่อยกล้าคุยกับผมเท่าไหร่ ผมจึงหาอะไรทำเป็นงานอดิเรก ในปราสาทมืดมีสิ่งของที่พังแตกหักเป็นชิ้นๆ เยอะ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นฝีมือของเซอร์เบอรอส บางอย่างที่ผมซ่อมได้ผมก็ลองซ่อมดูแก้เบื่อ ส่วนที่ซ่อมไม่ได้ก็ทิ้งไป
“สติกซ์ ข้าขอค้อนกับตะปูหน่อยได้ไหม” เมื่อผมคิดจะตามหาสติกซ์เขาจะโผล่ขึ้นมาจากมุมไหนสักมุมเหมือนกับรู้ว่าผมอยู่ไหน นั่นแปลกมาก แต่ผมก็ไม่กล้าถามว่าเขารู้ได้ยังไง
“นี่ขอรับท่านดัชเชส” เขาดูสุภาพแม้จะยังดูไม่ค่อยชอบผมอยู่เหมือนเดิม ผมก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่เพราะผมก็ไม่ค่อยชอบเขาเหมือนกัน แต่เมื่อของซ่อมเสร็จสีหน้าสติกซ์จะดูเบิกบานเป็นพิเศษ
เซอร์เบอรอสออกไปข้างนอกได้ 4 วันแล้ว ถ้าไม่นับตอนที่เขาอยู่บนเตียงกับผม เวลาเขาอยู่ก็มักอยู่ที่ห้องทำงานและทำอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว ส่วนผมก็ไม่ค่อยมีอะไรทำมากนัก บางทีเบื่อๆ ก็ลงไปในห้องครัว เวลานี้เป็นเวลาเย็นใกล้ค่ำ ทั้งสามอัศวินจึงกำลังกินมื้อเย็นกันอยู่
ห้องครัวของปราสาทมืดโซนในดูสะอาดสะอ้านและเต็มไปด้วยวัตถุดิบ แม้จะเหมือนห้องครัวโบราณไปบ้าง เอ่อ หมายถึงว่าดูโบราณกว่าที่อะควาเซียน่ะ ข้าวของเครื่องใช้ดูหรูหราวิจิตรประดับเพชรพลอย จนบางทีผมรู้สึกเหมือนใช้สมบัติโบราณคีบเนื้อย่าง แม้แต่ทัพพีตักอาหารยังมีทับทิมฝัง ผมเดินสำรวจตู้เล็กตู้น้อยเพื่อหาของบางอย่าง
สโครว์ สเตมป์ฟา และสติกซ์มองผมด้วยความสงสัยว่าผมหาอะไรอยู่ พวกเขานั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวที่มีขนาดใหญ่ ที่นี่มีโต๊ะเก้าอี้หลายตัวเกินจำเป็น อาจเป็นเพราะในสมัยก่อนปราสาทโซนในคงมีผู้คนมากมายกว่านี้
“พวกเจ้า เซอร์เบอรอสเก็บเหล้าไว้ไหนเหรอ”
“ท่านดัชเชสจะดื่มเหรอขอรับ” สติกซ์ลุกจากเก้าอี้และเดินมาหาผมด้วย และเปิดลังไม้ขนาดใหญ่ที่วางอย่างไม่เป็นระเบียบ
“เหล้าของพวกเราแรงนะ ให้ท่านดัชเชสดื่มจะดีเหรอ” สโครว์มองผมเหมือนไม่ค่อยแน่ใจ “ท่านเซอร์เบอรอสจะว่าเอาได้” เสียงของเขาเยือกเย็นเหมาะกับงานข่มขู่คนมากๆ แม้ว่าจะพูดประโยคธรรมดายังดูเหมือนคำขู่ให้กลัว แต่ผมไม่สนใจ
ผมอยากดื่มนี่ เพราะเซอร์เบอรอสไม่อยู่ ที่นี่มันน่าเบื่อจะตายอยู่แล้ว ในชาติที่แล้วผมต้องดื่มในงานบ่อย แต่ตั้งแต่เป็นเรย์คาลัสผมไม่กล้าทำอะไรแม้แต่นิดเดียวที่ทำให้ร่างกายแย่ลง จนตอนนี้ร่างกายเริ่มดีขึ้นแล้ว แปลว่าผมดื่มได้น่ะสิ
“ข้าคอแข็งกว่าที่พวกเจ้าคิดนะ” ผมพูดโดยลืมไปว่าที่คอแข็งน่ะมันไม่ใช่ร่างนี้เสียหน่อย
เมื่อผมยืนกรานจะดื่มให้ได้ สติกซ์เลยเอาไหเหล้ามาให้ผม
ผมชิมเหล้าของที่นี่ดู รสชาติเหล้าที่นี่เข้มข้นดุดันเหมือนเหล้าเถื่อน น่าจะเหมาะกับสิ่งที่ผมอยากจะทำ
ผมดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยแล้วลองหาส่วนผสมดู ครัวที่ปราสาทมีของครบทั้งเลมอน เกลือ โซดา และแก้วเล็กๆ ที่เอามาใช้แทนแก้วเป๊ก ผมเอาเลมอนทาขอบแก้ว คว่ำแก้วลงไปในจานเกลือให้เกลือติดขอบ จากนั้นรินเหล้าลงไปเอามะนาวบีบ เติมโซดาแล้วเคาะลงไปให้ดังป๊อก!
ผมชอบกินเหล้าป๊อกมาก แล้วก็ชอบทำด้วย
ว่าแล้วกระดกดื่มรวดเดียว
“ว้าว ดีกว่าที่คิด” พูดพลางรู้สึกสดชื่นขึ้นมา แอลกอฮอล์นี่ดีจริงทำให้หายเบื่อไปได้หน่อย
แล้วผมก็ทำอีกสองสามแก้ว
“ขอข้าลองชิมด้วยได้ไหมขอรับท่านดัชเชส” สโครว์เมื่อเห็นผมทำไปเรื่อยก็พูดขึ้นมา ทำให้ผมรู้ว่าเสียงเย็นๆ นั่นไม่ได้ขู่ผมแต่เสียงของเขาเป็นแบบนั้นเอง
“สโครว์” สเตมป์ฟาพยายามห้าม แต่ผมก็ทำอีกแก้วให้สโครว์ เสียงเคาะป๊อกๆ นี่รู้สึกดีมาก ทำอีกดีกว่า
สโครว์กระดกขึ้นดื่ม “พวกเจ้าเอาด้วยไหม” ผมถามสติกซ์กับสเตมป์ฟา แต่ทำให้โดยไม่รอคำตอบ
“ข้า ม…” สติ๊กซ์ขยับจะปฏิเสธ แต่สโครวคว้าทั้งสองแก้วไปตั้งหน้าสติกซ์และสเตมป์ฟาแล้ว
“ท่านเซอร์เบอรอสจะฆ่าพวกเราไหม” สเตมป์ฟาพูดแต่ก็ยกดื่ม
“เขายังไม่กลับมาหรอกน่า เห็นบอกข้าว่าจะไปนานหรืออะไรสักอย่าง” ผมดื่มแล้วดื่มอีกจนภาพตรงหน้าเริ่มเบลอๆ
สติกซ์กับสเตมป์ฟาเองก็เริ่มดื่มด้วย
“รสชาติดีนะท่านดัชเชส” สติกซ์ค่อยๆ จิบอย่างระแวดระวังแล้วชมผม ต่างจากสโครว์ที่กระดกเอากระดกเอา
ผมทำเหล้าป๊อกใส่ถาดวางเรียงจนเต็มถาด แล้วเอาไปนั่งกินกับทั้งสามคน ผลัดกันกระดกอย่างเพลิดเพลิน พวกเรากระดกกันไปเยอะ จนมีแก้วเล็กๆ วางเรียงกันเต็มไปหมด
“ดัชเชสอะไรล่ะ เซอร์เบอรอสบังคับให้พวกเจ้าเรียกหรือไง ข้าเป็นนักโทษของเขามากกว่า” ผมบ่นเพราะเริ่มเมา “อีกนิดหนึ่งเขาจะล่ามขาข้าไว้แล้ว”
"แต่ข้าเข้าใจท่านเซอร์เบอรอสขอรับ ข้าอยากให้ดัชเชสอยู่ที่นี่ตลอดไปเลยขอรับ” สโครว์ที่เหมือนจะเมาแล้วพึมพำ
สเตมป์ฟาส่ายหัวกับความคออ่อนของน้องชาย
จนผมเองก็เมาและเอนตัวไปพิงกับสโครว์ที่ฟุบอยู่กับโต๊ะ
“แย่ล่ะ” อยู่ๆ สติกซ์ก็ตัวแข็ง
“เจ้าอย่าบอกข้านะว่า…” สเตมป์ฟาเองก็ตกใจเมื่อเห็นสีหน้าสติกซ์
“เขากลับมาแล้ว” สติกซ์พยักหน้า
“ใคร” ผมลืมตาสะลึมสะลือ และเห็นร่างร่างหนึ่งเดินเข้ามา นั่นคือเซอร์เบอรอสที่มองผมนิ่ง ดวงตาเหมือนมีไฟเต้นอยู่ในตาด้วยความโมโห คิ้วเข้มขมวดอยู่ด้วยความไม่พอใจ
“พวกเจ้าเล่นสนุกอะไรกับดัชเชสของข้านะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นแล้วเก้าอี้ที่ใกล้ที่สุดก็โดนถีบจนกระเด็นไปชนเพดาน “ไอ้พวกลูกหมา”
“ปึก! โครม!” เซอร์เบอรอสเดินมาที่โต๊ะที่พวกเรานั่งอยู่แล้วทุบโต๊ะจนหักคามือ
‘เชี่ย ไม่เจ็บมือเหรอน่ะ’ ผมสะดุ้ง แล้วทุบหักแบบนั้นผมจะซ่อมยังไง
เขาจับคอเสื้อสโครว์แล้วกระชากออกมาให้ห่างจากผม สเตมป์ฟาที่หน้าถอดสีถอยหลังไปจากโต๊ะ
“ใครเอาเหล้าให้ดัชเชสของข้า พูดมา” พูดแล้วยกสโครว์ขึ้นมาเหมือนอีกฝ่ายเบาเหมือนปุยนุ่นทั้งที่เป็นชายหนุ่มตัวเท่าๆ กันแท้ๆ
“สติกซ์ แม้แต่เจ้าก็ด้วยเหรอ” เซอร์เบอรอสยังไม่ปล่อยคอเสื้อสโครว์ แต่สายตาขยับเปลี่ยนเป้าหมายไปหาสติกซ์ที่หน้าซีดทำตัวแข็ง ดูจากท่าทางเขาเวลานี้ต้องมีเลือดหัวใครออกซักคนแน่
“ข้าอยากดื่มเอง เซอร์เบอรอส ข้าเป็นคนขอพวกเขาเอง เจ้าเป็นอะไรเนี่ย” ผมที่ตกใจจนสร่างเมารีบวิ่งมาจับแขนเขาที่จับสโครว์อยู่
“อย่ามาแก้ตัวแทน” ดยุกหมาบ้าไม่มองหน้าผม สติกซ์และสเตมป์ฟาถอยไปจนสุดมุมห้อง “ท่านพี่เรย์เมาก็อยู่เงียบๆ ไป ข้าจะจัดการไอ้พวกบ้านี่”
“เซอร์เบอรอสข้าคิดถึงเจ้ามากเลย” ผมกลั้นใจกอดขาเขาและกัดลิ้นพูด “ไม่เจอกันตั้ง 4 วันเจ้าไม่คิดถึงข้าเหรอ” เซอร์เบอรอสได้ยินแล้วหยุดกึก แล้วปล่อยสโครว์ร่วงลงกับพื้น
สโครว์กับสเตมป์ฟามองผมทำหน้าช็อคที่เหมือนกันเป๊ะ ส่วนสติกซ์อ้าปากค้างแล้วค่อยๆ ยกนิ้วโป้งให้ผมเหมือนกดไลก์
อะไรจะเกิดก็ไม่รู้แล้ว จะโดนเหวี่ยงกระเด็นไหม
ผมก็เข้าใจความโมโหของเซอร์เบอรอสอยู่บ้าง ตอนนี้ยังอยู่สถานการณ์สุ่มเสี่ยงอยู่ และที่เขาทำทุกอย่างก็เพื่อปกป้องผม ถ้าเกิดมีใครบุกเข้ามาแล้วอัศวินของปราสาทชั้นในเมากันหมดคงอันตราย…
“เหอะ ข้าเหลือจะเชื่อ” เซอร์เบอรอสพูดแต่เหมือนอาการหัวร้อนจะเย็นลงแล้ว “ท่านพี่เรย์ผสมเหล้าให้อัศวินของข้าแต่ไม่เคยทำให้ข้าเลยด้วยซ้ำ”
“รวมถึงอาหารที่ท่านทำ ท่านก็ไม่เคยทำให้ข้า”
เอ้า! โกรธเรื่องนั้นหรอกเหรอ
สโครว์ยิ่งหน้าถอดสี ไม่กล้าขยับ เพราะเขาเป็นคนเดียวที่นอกจากเหล้าแล้วยังได้กินอย่างอื่นด้วย
“ข้าก็รอทำจนลงตัวแล้วค่อยทำให้เจ้าไง” ผมพูดแล้วพยายามมองด้วยสายตาเว้าวอน “ข้ายังไม่คุ้นกับครัวของที่นี่เลยต้องทดลองก่อนน่ะ ไม่ได้ไม่อยากทำให้เจ้าซักหน่อย”
ที่จริงไม่อยากทำให้จริงๆ นั่นแหละ ต่อให้เขาช่วยชีวิตผมก็เถอะ แต่ใครจะไปอยากทำให้คนที่ทำให้เอวตัวเองแทบหักทุกคืนกัน!
เซอร์เบอรอสมองผมด้วยสายตาเย็นชา
“งั้นเจ้าดื่มกับข้าสองคนดีไหมตอนนี้” ผมกุมมือเซอร์เบอรอส ผมงัดสกิลตอนเป็นโฮสต์มาใช้และพยายามยั่วยวนเขาสุดๆ “มีข้าคิดถึงเจ้าอยู่ฝ่ายเดียวเหรอ”
“ท่านพี่คนดีอยากปกป้องลูกน้องข้าจนต้องฝืนพูดจาแบบนี้เลยเหรอเนี่ย ท่านอยากจะเมาให้ท่าคนไหนล่ะ” เขาจับไหล่ผมบีบให้ผละออก
“อึก อย่าบีบแรงมันเจ็บ” เขาบีบเจ็บมากจนผมน้ำตาไหล
“ตอบข้ามาสิ”
โอ้ย มันเป็นอะไรเล่า ผมล่ะเข้าใจเฮเลนลูกค้าบาร์โฮสต์ที่ทำผมโดนฆ่าตายแล้ว พวกคนขี้หึงเกินไปนี่คุยด้วยยากมาก มันเป็นอะไรนักกับแค่ทำเหล้าป๊อกกินเล่นกับอัศวินของเขาเนี่ย อาการหนักขึ้นทุกวัน
“ข้าอยากดื่มจริงๆ ข้าอยากเมานี่นา เจ้าไม่อยู่แล้วที่นี่น่าเบื่อมากเลย ข้าจะออกไปไหนก็ไม่ได้” ผมมองด้วยสายตาออดอ้อนขัดกับนิสัยตัวเอง โอ๊ย อยากลบความจำตัวเองทิ้งว่ะ
“เหอะ จะออกไปให้ใครฆ่าอีกเหรอ งั้นให้ข้าล่ามขาท่านพี่กับเตียงซะดีไหม แบบที่ท่านพูดน่ะ”
คุยไม่รู้เรื่องแล้ว ผมหัวจะปวดมาก ด้วยความเมาทำให้ผมคิดจะทำอะไรแผลงๆ เลยหยิบเหล้าขึ้นมากระดก แล้วขยับไปจับหน้าเซอร์เบอรอส แล้วป้อนเขาด้วยปาก
ดวงตาสีแดงของเขาเบิกกว้างเหมือนไม่เชื่อว่าผมจะทำอะไรแบบนั้น
รสชาติเหล้าที่ชวนมัวเมากับผสมกับรสชาติริมฝีปากของเขา เซอร์เบอรอสดูตกใจที่ผมเริ่มก่อน แต่ถึงแบบนั้น ลิ้นของเขาก็เกี่ยวลิ้นของผม แล้วดูดเลียน้ำเมาลงไปจนหมด
ในขณะที่สติกซ์และแฝดที่หน้าแดงรีบแว่บหายตัวกันออกจากห้องไป
“ท่านพี่เรย์คาลัส” เซอร์เบอรอสพูด “ท่านเริ่มเองนะ คืนนี้ข้าจะดื่มท่านทั้งคืนเลย” พูดพลางผลักผมลงไปกระแทกกับโต๊ะ มือหนาฉีกเสื้อผ้าผมออก แล้วจับแก้วเหล้าเทราดผม
“อึก ทำ อะ…ไร” ผมรู้สึกถึงของเหลวและกลิ่นเหล้าที่รดลงมา ร่างสูงขึ้นมาทาบทับตัวผมและดูดดื่มน้ำที่เปียกอยู่บนตัว
“อึก เซอร์เบอรอส” แววตาของเขาเต็มไปด้วยความต้องการมองผมเหมือนพยายามอดกลั้นอะไรบางอย่างแต่การอดกลั้นนั้นพังลง
เขาค่อยๆ ดูดไล่ทำรอยคิสมาร์ค ปากอุ่นประทับบนร่างผมสติหลุดไปแล้ว มีแต่ความเสียวที่เขามอบให้แล่นขึ้นมา
“กลิ่นของท่านพี่กับเหล้านี่มัน ทำให้ข้าเป็นบ้าได้เลยนะ” เขาราดลงไปที่แกนกายของผมที่ชูชันขึ้นมาเพราะการกระทำนั้น
“ท่านพี่เรย์แข็งเลยงั้นเหรอ หึ” เขาจับแกนกายและจับมันชัก มือสากและอุ่นของเขาทำให้ผมรู้สึกจนทนไม่ไหว
“ข้าคงต้องทำโทษท่านพี่เรย์หน่อยแล้วที่แอบดื่มโดยไม่มีข้า” เซอร์เบอรอสปลดกางเกงออก เขาเอาเหล้าราดแกนกายใหญ่
“ท่านพี่เรย์ก็ดื่มด้วยสิ” ถึงจะไม่อยากทำแต่ร่างกายของผมที่ปวดหนึบที่หว่างขา ทำให้ผมค่อยๆ ลงจากโต๊ะ แล้วคลานไปหาเซอร์เบอรอสที่ดูเพลิดเพลินกับการมองดูผม ผมลังเลก่อนจะอ้าปากเลียแกนกายที่ชุ่มไปด้วยเหล้าของเขา ทั้งกลิ่นเหล้าและกลิ่นคาวทำให้ผมมึนหัว
“อมดีๆ สิ” เซอร์เบอรอสกระแทกเข้าปากผมเหมือนต้องการจะแกล้ง เขาคงอยากทำโทษผมมากจริงๆ เลยจับหน้าผมไว้แล้วขยับแกนกายเข้าออกไม่หยุด
“ฮึก แฮ่กๆ เบาหน่อย ฮึก ข้าขอร้อง” ผมอ้อนวอนเขาแต่ชายหนุ่มตรงหน้าผมเหมือนเขาหยุดตัวเองไม่ได้แล้ว
“อ้ะ” ในที่สุดเขาก็หยุดขยับ แต่หยุดเพื่อจับผมโยนขึ้นไปบนโต๊ะเหมือนเดิมแล้วมือแกร่งก็จับขาผมอ้าออก
“เดี๋ยว ฮรึก อย่าเพิ่ง อ๊า เจ็บ” รูเสียวของผมโดนแกนกายของเขากระแทกพรวดเดียวเข้าไปจนหมด ความเจ็บแล่นขึ้นมา
“ท่านพี่อยากดื่มเหล้าเหรอ เขาเอานิ้วจุ่มเหล้าแล้วยัดเข้ามาในปากของผม พร้อมๆ กับขยับแกนกายไปด้วย ช่องทางของผมตอดรัดท่อนเอ็นใหญ่เขาบนโต๊ะอาหารอย่างน่าอาย ผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองแดงจนหน้าร้อนไปหมด
“แค่ก อ้ะ” เซอร์เบอรอสราดเหล้าเข้าปากผมจนผมสำลักแล้วจับขาของผมยกสูงขึ้น ขยับกระแทกเข้าออกในรูที่กระตุกไม่หยุด
“ท่านพี่ต้องดื่มเข้าไปอีก” เซอร์เบอรอสยิ้มให้ผม และมองดูผมดิ้นอย่างมีความสุขแปลกๆ
“อึก พอแล้ว” ผมพยายามคลานหนี แต่ไปไม่พ้นจากเขา มือใหญ่ของเซอร์เบอรอสจับก้นของผมแยกออกแล้วราดเหล้าลงไปจนชุ่ม แกนกายใหญ่ที่เปียกเหล้าเข้าไปในรูอุ่นของผม ทำให้มีเสียงน้ำที่ลามกแปลกๆ ดังขึ้น
“เผี๊ยะ!” มือของเขาฟาดลงมาที่ก้นของผมทำเอารูของผมยิ่งรัดท่อนเอ็นนั้นไว้แนบแน่นขึ้นไปอีก
“อ้ะ! ฮรึก!” เซอร์เบอรอสขยับเข้าออกข้างในตัวผม ผมโก่งก้นขึ้นรับสัมผัสเพราะหนียังไงก็หนีไม่พ้นแล้ว
เซอร์เบอรอสขยับเข้าออกข้างในตัวผม ความร้อนของท่อนเอ็นของเขาและฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ข้างในของผมเหมือนจะหลอมละลาย
ทุกครั้งที่เขากระแทกเข้ามา รูเสียวของผมโอบรัดเขาไว้แน่นขึ้น แนบแน่นขึ้น จนร่างกายของเราสองคนกระตุกถี่พร้อมกัน
“ถ้าท่านพี่เรย์อยากดื่ม ข้าจะเป็นคนให้ท่านดื่มเอง ห้ามไปดื่มกับคนอื่น” พูดจบเซอร์เบอรอสก็หยิบแก้วเหล้าป้อนเหล้าให้ผมพร้อมๆ กับให้รูผมรับน้ำสีขาวขุ่นอุ่นๆ จากแกนกายของเขา จนผมเองก็เสร็จน้ำพุ่งออกมาเลอะโต๊ะ
..
อัศวินทั้งสามได้ยินเสียงอะไรบางอย่างหักจึงแอบมาดู พบว่านายท่านของพวกตนอุ้มร่างบางที่กลับไปที่ห้องนอนแล้ว และโต๊ะที่ห้องครัวอีกตัวที่ไม่ใช่ตัวที่โดนทุบเปียกไปด้วยของเหลว แถมหักเป็นสองท่อน
…
ร่างร่างหนึ่งยืนอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่ภายนอกซอมซ่อ แต่ภายในดูหรูหราผิดปกติ เหมือนต้องการปกปิดสถานะที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัย เขาค่อยๆ ย่างกรายไปหาน้ำพุขนาดใหญ่ที่อยู่กลางบ้าน
“ท่านขอรับ…” มีคนวิ่งมากระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเขา
“ดยุกแห่งเฮลดันไฮม์น่ะเหรอ” ดวงตาสีเฮเซลของชายคนนั้นเบิกตาอย่างแทบไม่เชื่อหู “ดยุกหมาบ้าเนี่ยนะ”
“ใช่ขอรับ องค์ชาย” คนที่มากระซิบตอบ
“แล้ว…เขากลับไปแล้วเหรอ” ผู้ถูกเรียกว่าองค์ชายถามด้วยความสงสัย
“เขาบอกว่าเขาจะเป็นคนมาพาท่านกลับไป กลับไปยังสิ่งที่คู่ควร สิ่งที่ควรเป็นของท่านมาตลอด”
“คนอย่างข้าน่ะเหรอ ดยุกหมาบ้าเสียสติไปแล้วหรือไง จนเวลาล่วงเลยมาป่านนี้แล้ว”
“ข้าว่า สติดีเกินไปมากกว่าพะยะค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น…ข้าก็ภาวนาให้เขารอดก็แล้วกัน”
…
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ







