Masuk"ระดับนี้แล้ว เอยก็รู้ว่าปอร์ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ซัพพอร์ตเก่งที่หนึ่งอีกด้วยนะ"
"ฮ่า ๆๆ น่ารักที่สุดเลย" เอยหันไปยิ้มตาหยีให้ปอร์เช่อย่างสุขใจ
หัวใจที่เคยบอบช้ำค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับเพราะผู้ชายคนนี้ และเขาก็ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจขึ้นทุกวันว่า...
เธอตัดสินใจถูกแล้วที่ยอมเปิดใจให้เขาเดินเข้ามา
"ขอบคุณนะที่มาส่ง แล้วนี่... จะขึ้นไปข้างบนด้วยกันไหม?"
"ไม่ล่ะ พอดีปอร์มีประชุมบ่าย เดี๋ยวเย็นนี้จะรีบเคลียร์งานแล้วรีบบึ่งกลับมาหานะ เอยอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม? อกไก่ หรือ... อกเราดี?"
"แหมมม" เอยกลอกตามองบนยิ้มใส่ปอร์เช่ด้วยความมันเขี้ยว
"ฮ่า ๆๆ" ปอร์เช่เองก็รู้สึกเขินเหมือนกันนะ ที่ต้องมาพูดหยอกเย้า จีบเอยแบบนี้ ...แต่เขาก็อยากให้เอยเขินและมีความสุขน่ะนะ
"เอาที่ปอร์อยากกินเลย เอยกินได้หมดนั่นแหละ ยกเว้นอกปอร์น่ะ!” ประโยคหลังเอยหยอกแซวกลับไป ทำเอาปอร์หัวเราะร่วน
"ฮ่า ๆๆ โธ่ เสียใจจัง"
"อย่าเสียใจเลย แค่นี้ก็ได้ใจเอยไปเกือบครึ่งหนึ่งแล้วนะ"
"งั้นควรดีใจสินะ"
"ช่ายย"
"โอเค งั้นก็สบายใจล่ะ เจอกันตอนเย็นนะ"
"เค๊ งั้นเอยไปก่อนนะ"
"ครับ"
เอยส่งยิ้มหวานให้ปอร์เช่อีกครั้ง ก่อนจะก้าวลงจากรถ ซึ่งปอร์เช่เองก็รีบวิ่งอ้อมมาเปิดท้ายรถเพื่อช่วยยกกระเป๋าลงมาให้กับเอย
"ขอบคุณค่ะ" เอยบอกพร้อมรอยยิ้ม ขณะมองส่งปอร์เช่ที่กำลังเดินกลับไปขึ้นรถ เธอยืนรอเขาจนเขาขึ้นรถไป
"แล้วเจอกันนะ... ที่รัก"
จู่ๆ ปอร์เช่ก็ลดกระจกรถลงแล้วตะโกนบอกเธอดื้อๆ ทำเอาเอยถึงกับหน้าแดงวาบเมื่อได้ยินคำเรียกขานนั้น
"ค่ะ ขับรถดีๆ ค่ะ" เธอตะโกนตอบแก้เขิน
"ไหนลองเรียกเราว่า 'ที่รัก' บ้างสิ" ปอร์เช่ทำหน้าทะเล้นพลางส่งสายตาแพรวพราวเชิงอ้อนวอน
เอยเม้มริมฝีปากน้อยๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน
"ที่รัก... ขับรถดีๆ นะคะ"
เอยยืนยิ้มให้ปอร์เช่ นึกถึงในช่วงเวลาที่ได้ลองเปิดใจคุยกัน ปอร์เช่ทำให้เธอมีความสุขและรู้สึกสบายใจได้อย่างแท้จริง เขาดีกับเธอในทุกเรื่องจนตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่า เขาจะเป็น ‘แฟน’ ที่ดีของเธอในอนาคตได้อย่างแน่นอน
"...แล้วก็ตั้งใจทำงานนะคะ" เอยสบตาเขาด้วยแววตาหวานฉ่ำ ปอร์เช่ที่ได้รับกำลังใจล้นปรี่ถึงกับยิ้มกว้างทันที
"โหย... ได้กำลังใจดีขนาดนี้ ไม่อยากไปประชุมแล้วแฮะ" ปอร์เช่เปรยเสียงอ้อน สายตาคมจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าไม่วางตา
"รีบไปเลยค่ะ เดี๋ยวก็ได้กลับมาเจอกันแล้ว จะดื้อไม่ได้นะ" เอยเอ่ยเร่งพลางทำเสียงดุไม่จริงจังนัก
"ฮ่า ๆๆ ล้อเล่นน่ะ ไปแล้วนะ" ชายหนุ่มหัวเราะร่วน โบกมือลาด้วยท่าทางอารมณ์ดี
"ค่าา" เอยยิ้มรับ พลางนึกในใจว่าคนอะไรจะหยอดเก่งขนาดนี้ ตอนเป็นเพื่อนกันเธอแทบไม่เห็นมุมขี้อ้อนของปอร์เช่เลย พอเจอสกิลหยอดของเขาเข้าไป เธออายจนตัวแทบม้วนได้!
เอยยืนมองมือหนาที่โบกมือลาเธอรัว ๆ จนกระทั่งรถหรูของปอร์เช่เคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตา เธอจึงค่อยหมุนเท้าหันหลังเดินเข้าคอนโดของนะโม
ไม่รู้ว่าเพื่อนของเธอจะอยู่ห้องไหม...
ขอให้อยู่เถอะ! เธออยากจะเซอร์ไพรส์สักหน่อย...
เอยยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องพักของนะโม เธอสูดลมหายใจก่อนจะจรดปลายนิ้วกดกริ่ง
ตื้ด!
เสียงกริ่งดังขึ้นไม่นาน ประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าของห้อง นะโมชะโงกหน้าออกมาด้วยความสงสัย แต่พอเห็นว่าเป็นใคร ดวงตาหวานก็เบิกกว้างก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจนตาแทบปิด
"เอยยย! ในที่สุดแกก็กลับมาหาฉันแล้ว!"
"เซอร์ไพรส์ไหมล่ะ!" เอยยิ้มร่า ทว่ายังไม่ทันพูดจบ นะโมก็โถมตัวเข้ามากอดเธอจนตัวกลมด้วยความคิดถึง
"เซอร์ไพรส์สิ! แล้วกลับมาทำไมไม่บอกล่วงหน้า ฉันจะได้ชวนปอร์เช่ไปรับไง" นะโมว่าพลางลากแขนเพื่อนรักเข้ามาในห้อง จัดแจงให้นั่งลงบนโซฟานุ่มเพื่อเตรียมเปิดฉากเม้าท์มอยให้หายคิดถึง
"ก็ปอร์นั่นแหละที่ไปรับเราที่สนามบิน อีกอย่างเอยไม่อยากรบกวนโมด้วย อยากจะมาเซอร์ไพรส์แบบนี้ไง"
"หึ! แล้วไปบอกมันตอนไหนล่ะว่าจะกลับมา มันมีเวลาตอบแชทแกด้วยเหรอ" นะโมอดไม่ได้ที่จะประชดถึงเพื่อนชาย "ทีกับฉันนะ ดองแชทข้ามวันข้ามคืน บอกแต่ว่าไม่ว่างๆ!"
นะโมบ่นยาวเหยียดพลางทำหน้ามุ่ยจนเอยหลุดขำ "ใจเย็นๆ ก่อนสิโม บ่นจนจะเป็นยายแก่ได้แล้วนะ"
"ก็มันจริงไหมล่ะ พอฉันชวนมันไปหาแกที่ภูเก็ตนะ ทำเป็นบ่น งานยุ่งอย่างโน้นอย่างนี้" นะโมทำแก้มป่องอย่างแสนงอน
เอยลอบยิ้มแห้งๆ ในใจคิดว่าปอร์เช่ช่างร้ายกาจนัก ถ้านะโมรู้ว่าเขาแอบบินไปหาเธอถึงที่นั่นแบบลับๆ มีหวังได้โดนหยุมหัวกันจริงๆ แน่
"ปอร์เขาอาจจะยุ่งจริงๆ ก็ได้นะ"
"เหอะ! ทีกับแกนี่แชทไวประหนึ่งติดจรวด แถมมีเวลาว่างไปรับถึงสนามบินอีก... พูดไปพูดมาเริ่มมีกลิ่นแปลกๆ แล้วนะ" นะโมกอดอกหรี่ตามองเอยอย่างจับพิรุธ
"อะ... อะไร แปลกตรงไหนล่ะ" เอยเริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอสายตาจับผิด
"ก็แกกับมันแอบคุยส่วนตัวกันไง ในกลุ่มแทบไม่โผล่หัว แล้วดูสิ นัดกันไปรับกันเอง เอาใจกันเกินเบอร์เพื่อนไปมากน่ะเอย"
"เอ่อ... คือว่า..."
"นั่นไง! อึกอักแบบนี้มีพิรุธชัวร์!"
เอยอยากจะทุบหัวตัวเองที่เก็บอาการไม่อยู่ แต่ช่างเถอะ ยังไงนะโมก็ต้องรู้อยู่แล้ว บอกตอนนี้เลยก็น่าจะดีเหมือนกัน
"เปล่าสักหน่อย... ก็กำลังจะบอกนี่แหละ คือว่า... เอยกับปอร์เช่ เรากำลังลองคุยๆ กันอยู่น่ะ"
"ห๊ะ!!!" นะโมเบิกตากว้าง "นี่ไอ้ปอร์เช่มันสารภาพรักแกไวขนาดนี้เลยเหรอ!"
นะโมรู้ดีมาตลอดว่าปอร์เช่คิดยังไงกับเอย แต่ไม่คิดว่ามันจะรุกหนักและเร็วขนาดนี้
"แล้วแก... โอเคใช่ไหมเอย?"
"อืม โอเคสิ เอยคิดว่าเราสองคนเข้ากันได้ดีนะ ถึงจะยังไม่ใช้คำว่าแฟนเป็นตัวผูกมัด แต่ที่ผ่านมาปอร์ดีกับเอยมาตลอด จนเอยเชื่อว่าตัวเองคิดไม่ผิดที่ยอมให้เขาเข้ามาดูแลหัวใจ"
**********
หวานกันขนาดนี้ พี่โบ้ของเราว่าไงเอ่ยย ^^
ฝากกดติดตาม กดใจ กดเข้าชั้น เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ พรีส~ */\*
หลายวันต่อมา...วันแต่งงานของนะโมในที่สุด วันที่รอคอยก็มาถึง... งานวิวาห์ของ นะโม ถูกจัดขึ้นอย่างอบอุ่นและงดงามท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับที่ถักทอราวกับดวงดาวบนดินเอยดูโดดเด่นสะดุดตาในชุดราตรีสีหวานที่ช่วยขับผิวให้ดูผ่องใสและสง่างาม แม้ว่าการมาร่วมงานครั้งนี้เธอจะอยู่ในสายตาของครามลูกน้องคนสนิทที่อรรถพล ที่ส่งมาคอยคุมเข้มไม่ห่างแต่นั่นก็ไม่อาจทำลายความตั้งใจของเธอที่อยากมาแสดงความยินดีกับเพื่อนรักได้ภายในงาน เอยขยับไปนั่งข้างปอร์เช่ เสียงหัวเราะและบทสนทนาที่พรั่งพรูออกมาทำให้เอยลืมเลือนความทุกข์ใจไปชั่วขณะ เธอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักเมื่อพิธีการบนเวทีสิ้นสุดลง ถึงเวลาที่คู่บ่าวสาวจะออกมาต้อนรับแขกเหรื่ออย่างใกล้ชิด เอยปรี่เข้าไปหาเพื่อนรักก่อนจะเก็บภาพความทรงจำร่วมกัน เธอโผเข้ากอดและกระซิบคำยินดีด้วยความซาบซึ้งใจที่เห็นเพื่อนมีความสุ
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยกิจวัตรเดิม ๆ แต่บรรยากาศกลับกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายพิศวาสที่ยังไม่จางหาย เอยในชุดนอนซาตินสีหวานตัวเดิมของเมื่อคืนดูเซ็กซี่อย่างเป็นธรรมชาติ ตอนนี้เธอกำลังช่วยอรรถพลแต่งตัวมือบางผูกเนคไทให้กับเขาอย่างคุ้นชิน ทว่าความเย้ายวนและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเธอนั้นปลุกปั่นอารมณ์ชายหนุ่มจนเริ่มขาดสติ เขาอดใจไม่ไหวจึงรวบตัวเอยเข้ามากอดจูบนัวเนียเธออย่างเร่าร้อนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่กระจกบานใหญ่สะท้อนภาพชายหญิงที่คลอเคลียจูบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย อรรถพลในชุดสูทเนี้ยบกริบดูภูมิฐานและทรงอำนาจ กำลังกักขังร่างบอบบางที่สวมเพียงชุดนอนผ้าซาตินลื่นมือเอาไว้ในอ้อมแขนเขาพลิกกายเธอจนแผ่นหลังนวลเนียนแนบชิดกับอกแกร่งใต้เนื้อผ้าเชิ้ตราคาแพง อรรถพลจ้องมองใบหน้าหวานผ่านกระจกด้วยสายตาเจ้าเล่ห์แพรวพราว"คุณอรรถ... เดี๋ยวเสื้อยับนะคะ" เอยประท้วงเสียงแผ่ว เมื่อเขาพลิกตัวเธอเข้าหากระจกบานใหญ่ ทำให้ตอนนี้คนทั้งสองจ้องสบตากันผ่านเงาสะท้อน
บทที่31เงามืดภายใต้แสงไฟสลัวที่ส่องสว่างจากหัวเตียง เอยทอดกายลงบนที่นอนนุ่ม เนื้อผ้าซาตินลื่นละเอียดสัมผัสไปกับผิวกายเนียน ร่างบางสั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อรับรู้ได้ถึงฟูกเตียงที่ยุบตัวลงข้างกาย ตามมาด้วยร่างแกร่งที่ค่อย ๆ คืบคลานขึ้นมาคร่อมทับเธอเอาไว้พายุสวาทที่เพิ่งจะสงบลงไปในห้องน้ำ ดูเหมือนจะพร้อมปะทุขึ้นใหม่ได้อย่างง่ายดาย อรรถพลในกางเกงขายาวเพียงตัวเดียวขยับกายขึ้นมาทาบทับร่างบางอีกครั้ง แสงไฟสลัวขับเน้นมัดกล้ามเนื้อกำยำและแผ่รังสีคุกคามที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้าชายหนุ่มโน้มตัวลงสำรวจเรือนร่างแสนยั่วยวนภายใต้ชุดนอนซาตินบางเบา ยิ่งได้เห็นผิวขาวจัดตัดกับสีหวานของเนื้อผ้า ความหิวกระหายที่ยังไม่มอดดับก็ยิ่งลุกโชนขึ้นมาอีกเท่าทวีซึ่งเอยไม่ได้ขัดขืน...เธอทำเพียงแค่นอนนิ่ง หลับตาลงช้า ๆ ยอมให้อรรถพลซุกซบใบหน้าลงกับลำคอระหงและสูดดมกลิ่นกายของเธอตามอำเภอใจ ความใกล้ชิดที่ควรจะอบอุ่นกลับกลายเป็นความอึดอัดที่บีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก"คุณอรรถ... เบา ๆ หน่อยค่ะ อื้ออ... อย่าทำรอยเยอะได้ไหม เอยต้องทำงาน"เธอเอ่ยปากขอร้องเบา ๆ เสียงที่หลุดออกมาสั่นพร่าและแผ่วเบาด้วยความรู้สึกเสียวกระส
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับทำให้เอยต้องชะงัก ร่างแกร่งของอรรถพลนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ท่ามกลางสำรับมื้อเย็นที่จัดวางไว้อย่างประณีตบนโต๊ะอาหาร แสงไฟสลัวขับเน้นใบหน้าคมคายที่ดูนิ่งลึกจนเดาใจไม่ถูกเขาหายไปหลายวัน... วันนี้ได้เวลากลับมาแล้วสินะเอยทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไร้ความรู้สึกแปลกใจ เธอจำต้องลอบสังเกตใบหน้าของชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้"ว่างเหรอคะ ถึงมาหาเอยได้?" เธอเอ่ยถามเสียงเรียบ พลางหยิบช้อนขึ้นมาทานอาหารตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก"ถ้าไม่ว่าง... คงไม่มาให้เห็นหน้าหรอก" อรรถพลตอบสั้น ๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นราบเรียบ เอยพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ แล้วลงมือทานอาหารมื้อเย็นไปพร้อมกับเขาด้วยความเคยชิน"แล้วงานเป็นยังไงบ้าง?" อรรถพลเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ก็ดีค่ะ""ไม่เหนื่อย?"
คำว่ารักที่เธอเคยพร่ำบอกเขา บัดนี้เขากลับลังเลไม่น้อยว่าความรู้สึกเหล่านั้นของเอยที่มีต่อเขา ตอนนี้มันยังคงหลงเหลืออยู่หรือเปล่า…ในวันที่เธออาจจะก้าวเดินออกไปจากชีวิตเขาได้ทุกเมื่อ กลับกลายเป็นวันที่เขาไม่อยากสูญเสียเธอไปมากที่สุดในทุกวันที่เขาแทบไม่แสดงความรู้สึก ใครจะรู้ว่าเขาโหยหากลิ่นกายหอมกรุ่นและผิวสัมผัสนุ่มละมุนของเอยอยู่ทุกลมหายใจและช่วงหลังมานี้ ลึก ๆ เขาก็เริ่มแคร์ความรู้สึกของเธออยู่ตลอดเวลา ยิ่งเรื่องงานหมั้นของเขาที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เขากังวลใจว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร... ทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องสนใจใยดีความรู้สึกของของเล่นอย่างเธอเลยด้วยซ้ำ!"ขอบคุณที่เข้าใจเฮียนะจีน" อรรถพลไม่อยากคิดมากเรื่องของเอยอีกเขาเอ่ยขอบคุณจีนที่ยอมให้เขามีโลกอีกใบ เพื่อกลบความคิดบ้า ๆ ในใจ"เพราะจีนเข้าใจเฮียไงคะ เฮียออกจะหล่อ รวย สมาร์ทขนาดนี้ มีผู้หญิงเสนอตัวให้ไม่ขาดสายย่อมเป็นเรื่องปกติ และบางคนก็อาจจะถูกตาต้องใจ ไม่แปลกหรอกค่ะท
บทที่30ช่วยเก็บเธอไว้ข้างกายต่อไปสามวันต่อมา…ภาพบรรยากาศงานหมั้นที่ดูราวกับเทพนิยายถูกเผยแพร่ไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ ไฮโซหนุ่มเนื้อหอมอย่างอรรถพลบัดนี้มีเจ้าของตัวจริงอย่างเป็นทางการแล้ว... และผู้หญิงที่โชคดีที่สุดคนนั้นคือจีรนาเอยนั่งนิ่งอยู่บนโซฟากลางวิลล่าหลังใหญ่ ดวงตาคู่สวยจับจ้องหน้าจอทีวีที่กำลังฉายภาพบทสัมภาษณ์ของว่าที่บ่าวสาวทั้งรอยยิ้ม คำพูดหวานหู และสายตาที่พวกเขาแลกเปลี่ยนกัน มันช่างดูเหมาะสมกันจนหัวใจของคนที่มองอยู่นิ่ง ๆ ถึงกับชาวาบถามว่าเจ็บไหม... เอยตอบตัวเองได้ทันทีว่าเธอเจ็บจนแทบจะหายใจไม่ออกแต่ในความเจ็บปวดนั้น กลับมีความจริงที่คอยเตือนสติเธอเสมอว่าเธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกร้องอะไร มือบางตัดสินใจหยิบรีโมตขึ้นมาปิดหน้าจอภาพนั้นให้ดับวูบลง เธอไม่อยากเห็นภาพเหล่านั้นอีก
เช้าวันรุ่งขึ้น...กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารโชยมาจากในครัว ปอร์เช่สวมบทบาทเป็นเชฟหนุ่ม เขาลงมือทำมื้อเช้าให้สองสาวอย่างตั้งใจ เอยเดินออกมาที่โต๊ะอาหารเป็นคนแรก ในขณะที่นะโมยังคงจัดการตัวเองไม่เสร็จ ทำให้เอยได้มีเวลาอยู่พูดคุยกับปอร์เช่เ
บทที่11โลกกลม 1/1หลังจากอิ่มท้องแล้ว ทั้งสามก็กลับมาที่คอนโดของนะโมเพื่อพักผ่อน"พักผ่อนเลยนะปอร์" เอยบอกกับปอร์เช่ขณะที่เดินเข้ามาในห้องพร้อมกัน"โอเค" เมื่อปอร์เช่เข้าห้องพักของเขาไปแล้ว นะโมก็รีบดันหลังเอยให้เข้าห้องของเธอทันที"อะไรเนี่ยยัยโม ดันฉันมาทำไมก่อน" เอยถามขึ้นอย่างงุนงง"จากนี้ไปแก
หลายวันต่อมา...เอยได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ของสายการบินชาร์นแอร์เวย์ วันนี้เธอมีนัดถ่ายทำวิดีโอโปรโมตและถ่ายภาพนิ่งตั้งแต่เช้าตรู่ โดยมีปอร์เช่และนะโมตามมาคุมที่กองถ่ายด้วย
ปอร์เช่ไม่ตอบอะไร เขาค่อย ๆ เอื้อมมือหนามากุมมือเธอไว้หลวม ๆ ราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายหากออกแรงมากเกินไป เขากระชับมือนั้นไว้ในอุ้งมือที่อบอุ่นก่อนจะก้มลงสบตากับเธอ ดวงตาคมที่เคยดูแข็งกร้าวในสายตาคนอื่น บัดนี้กลับฉายแววรักใคร่และอ่อนโยนอย่างปิดไม่มิดภายใต้แสงจันทร์







