Share

บทที่ 9

ผู้เป็นบิดาได้ยินประโยคนั้นก็ยกนิ้วหมายจะชี้หน้าเจ้าตัวเล็กที่คิดจะโกง ทว่าก็ต้องตกใจเมื่อมิอาจบังคับมือให้ขยับดั่งความคิด

ร่างสูงพยายามขยับเคลื่อนไหวร่างกายส่วนอื่น กลับมิมีส่วนไหนในร่างกายที่จะขยับดั่งใจเขา ผู้เป็นบุตรมองแล้วคลี่ยิ้มกว้าง ก่อนจะเฉลยให้บิดาได้รู้

“ท่านพ่อเพียงแย่งกระบี่จากมือลูกได้ แต่ว่าลูกนั้นสามารถสกัดจุดท่านพ่อได้ แล้วแบบนี้ใครคือผู้ชนะที่แท้จริงเจ้าคะ”

แม่ทัพได้ยินดังนั้นก็นึกออกโดยพลัน บังเกิดความเสียใจขึ้นมาในทันที เขาเสียรู้เจ้ามารน้อยนี่เสียแล้ว ที่แท้นางวางแผนไว้หมดสิ้น ที่จงใจขอใช้กระบี่จริงก็หาใช่แค่วางแผนให้เขาออมมือ แต่ต้องการหลอกล่อให้เขาเข้าช่วยเพื่อฉวยจังหวะนั้นเอาชัยเหนือเขาผู้เป็นบิดา

“ไม่นะฮวาเอ๋อร์ ข้างนอกนั่นมีแต่พวกคนนิสัยไม่ดี หากเจ้าอยากได้สิ่งใดบอกพ่อ ให้พ่อหาให้ก็เพียงพอแล้วนี่”

แม่ทัพร้องบอกธิดาด้วยน้ำเสียงร้อนรน จ้าวเหมยฮวามองหน้าบิดาก็ให้นึกเหนื่อยในใจ นับแต่เกิดจวบจนอายุได้แปดขวบ นางไม่เคยได้ก้าวขาออกนอกจวนไร้พ่ายแห่งนี้ ด้วยว่าบิดาแสนจะหวงนักหวงหนา แม้แต่ยามที่มารดาเข้าวังหลวงไปกับบิดา เด็กหญิงก็ทำได้เพียงแต่รออยู่ที่จวน

ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องข่าวลือที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาเกี่ยวกับตัวเอง แล้วมันจะเป็นอันใดกันเล่า นางรู้สึกดีด้วยซ้ำไปเพราะจะได้ไม่มีใครกล้ามายุ่งเกี่ยวด้วย

แม้ตอนนี้จะอายุเพียงแปดขวบ แต่ถ้ารวมกับชาติที่แล้ว จ้าวเหมยฮวาก็ถือได้ว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ย่อมต้องรู้และเข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีของที่นี่ดีพอ ยุคสมัยของนางในชาตินี้อายุเพียงสิบกว่าปีก็นิยมแต่งงานออกเรือนกันแล้ว

ยิ่งเป็นบุตรสาวตระกูลใหญ่ก็ยิ่งดึงดูดตระกูลอื่นให้สนใจเกี่ยวดองด้วย ดังนั้นการแต่งงานของบุตรสาวสกุลใหญ่ทั้งหลายจึงมักเป็นการสมรสเพื่อเสริมอำนาจให้แก่ตระกูลสามีของพวกนาง

ยิ่งเป็นตระกูลจ้าวด้วยแล้ว มีใครบ้างไม่รู้ว่าแม่ทัพไร้พ่ายนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด เป็นทั้งสหายคนสนิทของฮ่องเต้ที่ทรงไว้วางพระทัย อีกทั้งยังควบคุมกำลังทหารทั้งหมดในกำมือ

อำนาจของแม่ทัพมีเท่าไรทุกคนย่อมรู้กันดี หากจะเป็นรองก็คงเป็นรองเพียงฮ่องเต้เท่านั้น ดั่งคำที่ว่า...

‘อยู่ใต้คนคนเดียวแต่อยู่เหนือคนทั้งปวง’

เยี่ยงนั้นแล้วสิ่งที่บิดาทำลงไป นับเป็นเรื่องดีสำหรับตัวจ้าวเหมยฮวาเอง เพราะนั่นบ่งบอกให้รู้ว่าบิดาย่อมไม่คิดจะบังคับให้นางแต่งงานการเมืองแน่นอน แต่การอยู่แค่ในจวนเฉยๆ เป็นเวลาถึงแปดปี มันก็ทำให้นางเบื่อหน่ายมิใช่น้อย ถึงแม้จะมีจางฟงพ่อบ้านจวนกับจิ้งเหยียนสาวใช้คนสนิทของมารดาไว้ให้คอยกลั่นแกล้งยามเหงาก็ตามที

ว่าแต่พูดถึงจางฟง ไม่รู้ว่าตำราคำสาปที่นางอุตส่าห์นั่งหลังขดหลังแข็งเขียนส่งให้ เขาทำไปถึงไหนแล้วนะ ไม่รู้ว่าจะทำหุ่นฟางเสร็จหมดหรือยัง

ดวงตาคู่โตส่องประกายสดใสแพรวพราวระยับยามคิดถึงพ่อบ้านจวนแสนซื่อที่นางเพิ่งกลั่นแกล้งไป นางได้เขียนตำราถึงวิธีสาปแช่งแบบร้อยแปดที่รวมทั้งในอดีตและอนาคตไว้จากความรู้ในอดีตของนาง โดยเขียนหน้าปกว่า ตำราเพิ่มความสุขตามหลักสวรรค์

ก่อนจะแอบลอบนำไปปะปนกับข้าวของกองโตที่ผู้คนนำมามอบให้ แน่นอนว่านางรอดูหุ่นฟางจากจางฟงที่ทำตามหนังสือนั่นอยู่

เด็กหญิงหันมาให้ความสนใจต่อบิดาอีกครั้ง ริมฝีปากแดงดุจผลอิงเถาขยับยิ้มหวาน ก่อนที่ร่างเล็กจะเดินไปเกาะท่อนแขนที่แข็งทื่อของผู้เป็นบิดาพลางเอ่ยน้ำเสียงออดอ้อน

“นะๆ เจ้าคะท่านพ่อ ลูกอยากออกไปดูโลกภายนอกบ้าง หรือท่านพ่อคิดจะให้ฮวาเอ๋อร์เก็บตัวอยู่ในจวนไปชั่วชีวิตไม่ต้องพบปะกับผู้ใด”

จ้าวหมิงหลงได้ฟังคำพูดประโยคดังกล่าวพลันเกิดอาการอับจนคำพูดจะโต้เถียงกับบุตรี จริงดั่งคำที่บุตรสาวตัวน้อยของเขาว่า เขามิอาจกักเก็บนางไว้ในจวนแห่งนี้จนชั่วชีวิตได้

“ตกลง พ่อจะยอมให้เจ้าออกไปไหนมาไหนได้ แต่...”

จ้าวเหมยฮวายิ้มรับคำบิดา ก่อนจะมุ่ยหน้าลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่าแต่

“แต่อันใดเจ้าคะ”

แม่ทัพยิ้มเจ้าเล่ห์น้อยๆ พร้อมตอบน้ำเสียงสดใส “พ่อมีข้อห้ามอยู่สองข้อ หนึ่ง... ห้ามลูกเปิดเผยใบหน้าให้แก่ผู้ใดได้เห็น สอง... ลูกต้องบอกกับคนอื่นๆ ว่าลูกยังไม่หายดี”

ใบหน้าหวานจิ้มลิ้มรีบพยักหน้ารับคำบิดาทันทีที่ฟังจบ “ได้เจ้าค่ะ”

ข้อตกลงของบิดามีผลดีต่อนางจะตาย ไม่มีเหตุผลให้ต้องคิดฝ่าฝืนสักนิด ห้ามเปิดเผยใบหน้าอย่างนั้นหรือ จะเปิดหรือปิดมีอันใดให้ต่างกันเล่า

ต้องบอกใครต่อใครว่านางยังรักษาไม่หายจากโรคประหลาด ดีเสียอีกจะได้เป็นเกราะป้องกันตัวจากบรรดาพวกเสือหิวของตระกูลต่างๆ ไม่ให้มายุ่มย่ามได้

“เอาละ ถ้านอย่างนั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้” จ้าวหมิงหลงสรุป จากนั้นสองพ่อลูกจึงประสานเสียงหัวเราะกันสดใส

เฟยเซียนเดินมาหาทั้งคู่ พลางส่งยิ้มหวานหยดให้แก่สามี แม่ทัพจ้าวมองรอยยิ้มฮูหยินตัวเองแล้วให้นึกหวาดระแวงในใจยิ่งนัก เพราะทุกๆ ครั้งก่อนจะลงมือซ้อมเขา นางก็ยิ้มให้เช่นนี้ทุกคราไป

“ท่านแม่”

เด็กหญิงหันไปเรียกมารดาน้ำเสียงกระจ่างใส ร่างเล็กโถมกายเข้าหาอ้อมกอดมารดาเมื่อเห็นร่างระหงขยับเดินมาใกล้ ที่นางทำแบบนี้มิใช่ว่าดีใจที่เห็นมารดาหรอกนะ ทว่ากลัวความผิดติดตัว เรื่องที่เอากระบี่จริงมาใช้ต่างหาก

เฟยเซียนอ้าแขนออกรับร่างน้อยของธิดาที่โถมเข้ามากอดตัวเองเสียแน่น ความคิดจะดุบ่นบุตรีหายวับไปพร้อมกับกิริยาออดอ้อน และใบหน้าเล็กๆ ที่เปื้อนรอยยิ้มนั้นเสียหมดสิ้น

บุตรสาวของนางยังเด็ก จะหาญกล้าเอากระบี่จริงมาเล่นเยี่ยงนี้ได้อย่างไร หากจะมีผู้ใดผิด คนคนนั้นก็ควรจะเป็นสามีน่าตายของนางมากกว่า ร่างบางคิดพลางตวัดสายตาเขียวๆ ใส่ร่างสูงที่ยืนอยู่ด้วยกัน

จ้าวหมิงหลงมองสบตากับภรรยา เห็นกระบี่วาววับในมือของนางก็นึกขึ้นได้ ถึงกับสะดุ้งเฮือกในใจ

‘ไอ้หยา ตายแน่ซี้แหง๋ เซียนเอ๋อร์ยิ่งไม่ชอบให้ข้าฝึกยุทธ์ให้ฮวาเอ๋อร์ด้วย นี่ดันมาเห็นตอนใช้กระบี่จริงอีก’

“หมิงหลง ท่านขัดข้า ฝึกยุทธ์ให้ฮวาเอ๋อร์ยังไม่พอ ยังจงใจใช้กระบี่จริงอีก ท่านมีเจตนาจะสังหารลูกข้าอย่างนั้นหรือ”

ใบหน้าแม่ทัพซีดเผือดลงทันที ด้วยรู้ฤทธิ์ฝ่ามือของภรรยาตนดีว่าหนักแค่ไหน ดังนั้นเขาจึงรีบกล่าวคำอธิบายด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“เซียนเอ๋อร์ใจเย็นๆ ก่อนนะ เรื่องมันไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด ใช่ไหมฮวาเอ๋อร์”

ท่านแม่ทัพหันไปขอความช่วยเหลือจากบุตรสาวสุดที่รัก เพื่อให้ช่วยแก้ต่างข้อกล่าวหาให้ตนเอง ทว่าอีกฝ่ายกลับแสร้งหันไปอีกทาง ไม่คิดสบตากับผู้เป็นบิดาแม้แต่น้อย

‘ขอโทษนะเจ้าคะท่านพ่อ ถ้าท่านแม่รู้ว่าลูกเป็นคนท้า แถมยังขอใช้กระบี่จริง ลูกคงไม่แคล้วต้องโดนทำโทษให้นั่งคัดตัวอักษรไปอีกเป็นชาติแน่ๆ ในฐานะบิดา ท่านพ่อก็รับแทนลูกไปหน่อยเถิด’

ใบหน้าน่ารักเงยขึ้นสบตากับผู้เป็นบิดา ดวงตาสีดำส่องประกายสื่อขอร้องและอ้อนวอน จ้าวหมิงหลงแทบร่ำไห้น้ำตาเป็นสายเลือดเมื่อเห็นสายตาของบุตรสาวที่ส่งมาเว้าวอน เอาเถอะ เพื่อบุตรสาวสุดที่รักแล้วเขาทนได้

แม่ทัพคิดหาแรงฮึดสู้ ก่อนจะทำใจกล้าเอ่ยคำอธิบายให้ฮูหยินของตนฟัง

“คือน้องหญิง ข้าก็แค่อยากให้ลูกของเราคุ้น… อั๊ก!”

ผัวะ!

พลั่ก!

ปึ่ก!

เสียงดังถนัดชัดหู เมื่อร่างบอบบางแต่ทรงพลังของฮูหยินตระกูลจ้าวหมุนตัวปล่อยบุตรสาวลงให้ยืนห่างๆ อย่างว่องไว ก่อนจะวาดฝ่ามือเป็นวงแล้วพุ่งเข้าใส่ร่างหนาของสามีตัวดี

ฝ่ายแม่ทัพโดนฝ่ามือภรรยาเข้าไปเต็มๆ ถึงกับตัวงอเป็นกุ้ง เสียงจะเอ่ยคำพูดหายไปด้วยรู้สึกจุก เนื่องจากยามนี้เขามิอาจขยับตัวได้เพราะโดนบุตรีสกัดจุดไว้ จำต้องยอมรับแรงฝ่ามือจากยอดศรีภรรยาเข้าไปเต็มรัก

จ้าวเหมยฮวานิ่วหน้าตามเสียงที่ได้ยิน ครั้นจะเข้าไปจี้สกัดจุดให้บิดา ก็เกรงเหลือเกินว่าอาจจะโดนลูกหลงไปด้วย เพราะรู้ดีว่ายามมารดามีโทสะไม่มีทางเว้นหน้าผู้ใด นางจึงไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม

เวลานี้ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพไร้พ่ายจึงจำต้องผันตนเองมาเป็นกระสอบทรายให้ผู้เป็นภรรยาประเคนทั้งฝ่ามือและหมัดใส่ โดยที่เขามิอาจโต้ตอบหรือป้องกันตัวได้เลย

“จ้าวหมิงหลง ท่านถือว่าตัวเก่งนักใช่ไหม ถึงไม่ยอมตอบโต้ ไม่คิดแม้แต่จะหลบอย่างนั้นหรือ ได้ เมื่อท่านคิดว่าตัวเองเก่งนัก ข้าก็จะซัดจนกว่าท่านจะยอมลงมือ” กล่าวจบร่างบางพลันตวัดเท้าเตะเข้ากลางลำตัวผู้เป็นสามีด้วยวิชาเท้าไร้เงาที่อาจารย์เคยสั่งสอนมาทันที

จ้าวหมิงหลงในยามนี้คือจุกจนไร้เสียง อีกทั้งยังไม่อาจปกป้องตัวเองได้ จำต้องยอมกลายร่างเป็นกระสอบทรายมนุษย์ให้แก่ภรรยาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ร่างเล็กยืนหน้าเสีย ในใจนึกสยดสยองเมื่อหูได้ยินเสียงหมัดเสียงเท้ายามกระทบเนื้อดังสนั่น

จิ้งเหยียนสาวรับใช้ประจำตัวเดินมากอดร่างน้อยเอาไว้ ด้วยเกรงว่าหากคุณหนูเข้าไปห้ามคงได้ของแถมติดมาแน่

พ่อบ้านจางฟงได้ยินเสียงสบถแผดร้องเกรี้ยวกราดของฮูหยินก็รีบวิ่งเข้ามายืนหอบข้างๆ คุณหนูของตน ก่อนถามขึ้น “นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น”

จิ้งเหยียนหันไปตอบน้ำเสียงเฉยชา ด้วยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาเยอะแล้ว “เหมือนทุกทีนั่นแหละ ท่านแม่ทัพทำให้ฮูหยินโกรธ”

พ่อบ้านได้ยินดังนั้นก็นึกรู้และเข้าใจทันที เขารู้ดีว่านายท่านมีฝีมือดีกว่าฮูหยินมากมาย จึงไม่ได้เป็นห่วงอีกฝ่ายมากนัก

‘ก็ดูเอาสิ แม้แต่ยามนี้นายท่านยังคงยืนนิ่ง ปล่อยให้ฮูหยินตบตีโดยไม่ปัดป้องตัวเอง นี่ขนาดฮูหยินเป็นถึงศิษย์ท่านฟ่ง จอมยุทธ์ผู้เก่งกาจเป็นลำดับต้นๆ ของยุทธภพแท้ๆ’

จางฟงยิ้มให้ผู้เป็นนายอย่างชื่นชม จ้าวหมิงหลงหันมาเห็นคนสนิทก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง เขาจึงไม่รอช้ารีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายทันที

เจ้านายกับลูกน้องประสานสายตากันสื่อใจถึงใจกัน ก่อนที่จางฟงจะยิ้มเชิดหน้า เข้าใจได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจากการสบตาเมื่อครู่

เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อตัวเอง แล้วคว้าเอาเส้นฟางที่ไปเก็บมาสดๆ ร้อนๆ ชูขึ้นเหนือศรีษะ ก่อนจะเปล่งเสียงอันดังลั่นออกมา “นายท่านสู้ๆ นะขอรับ...”

แม่ทัพไร้พ่ายพลันกระอักเลือดในอกคำโต นึกด่าตนเองที่หลงคิดไปว่าไอ้บ่าวคนสนิทจะเข้าใจเขา

‘ทำไมข้าถึงได้เอาควายมาเลี้ยงไว้ในจวนเยี่ยงนี้นะ!’
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 337

    เฉินซานเจ้าพ่อวงการธุรกิจของจีนประสบอุบัติเหตุ ข่าวนี้ช็อกวงการเป็นอย่างมาก หลายคนหวังใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง บรรดานักข่าวต่างเกาะติดเหตุการณ์ทำข่าวอย่างใกล้ชิดแต่เจ้าพ่อก็คือเจ้าพ่อ ไม่กี่วันต่อมาเขาก็กลับมาปรากฏตัวหน้าสื่ออีกครั้ง ด้วยรูปลักษณ์องอาจดุดันเหมือนไม่ใช่คนที่เคยประสบอุบัติ

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 336

    ดีใจงั้นหรือ เขาจะดีใจจริงๆ หรือเสียใจกันแน่แวบแรกนางก็คิดไม่ต่างกับหมอหลวง ทว่าพอคิดถึงท่าทางอึดอัดของอีกฝ่าย ความยินดีพลันจืดจางลง เหลือเพียงอาการเศร้าสร้อยหมอจางรู้ดีว่าคนท้องอารมณ์แปรปรวน เขาเห็นนางมีสีหน้าขรึมลงท่าทางเป็นกังวลจึงเอ่ยปลอบ“ฮูหยินไม่ต้องกังวล ท่านพักผ่อนก่อน เดี๋ยวข้าจะไปแจ้งสา

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 335

    สุดเขตแคว้นต้าเหลียวขึ้นมาทางเหนือเป็นพื้นที่ของความหนาวเย็น อากาศของที่นี่จะเย็นตลอดปี หิมะที่โปรยปรายวันแล้ววันเล่าทับถมกันจนเกิดทัศนียภาพอันงดงามเพราะเหตุการณ์เปลี่ยนรัชสมัยของต้าเหลียวในครั้งก่อน ทำให้ผู้คนเริ่มลืมตาอ้าปากได้ อีกทั้งฝนฟ้าที่ควรตกก็ตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรจึงเชื่อว่าฮ่องเต้หลี่เฟิ่

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 334

    “โอ้โห ต้าสือ เจ้าไปเอาสินค้าดีๆ แบบนี้มาจากไหนกัน” ชายรูปร่างผอมสูงอีกคนร้องทักบุรุษนามต้าสือเพียงแสยะยิ้มตอบ “เอาละ เด็กน้อยเจ้าจงรอเงียบๆ ที่นี่เถอะ ประเดี๋ยวท่านอาจะพาเจ้าไปหาครอบครัวใหม่เอง”กล่าวคำยังไม่ทันจบ ร่างป้อมก็วิ่งเข้าไปใกล้ตะเกียงไฟ ยื่นบางสิ่งในมือไปจ่อเปลวไฟ ก่อนร่างป้อมจะโยนมันออ

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 333

    อวี้เหลียนมีสีหน้าบอกไม่ถูก เขาพลันนึกถึงเหตุการณ์ตอนเช้าขึ้นมา“นะเจ้าคะท่านพ่อ ช่วยขอร้องท่านแม่ให้โยวโยวกับหยาหยาหน่อยนะเจ้าคะ”ซาลาเปาน้อยหน้ากลมตัวป้อมของอวี้เหลียนกำลังยึดแขนเขาคนละข้าง มือก็เขย่าแขนผู้เป็นพ่อไม่หยุด ปากก็เอ่ยขอด้วยถ้อยคำออดอ้อน ดวงตาสุกสกาวมองพุ่งมาที่บิดาอย่างมีความหวังเห็น

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 332

    “เจ้ายังกล้าเอ่ยอีกหรือ...” อวี้เหลียนเหล่มอง “รีบร้อนมาเพราะคิดถึงข้ากับแม่เจ้า หรือว่าก่อเรื่องไว้เลยรีบหลบมา”สิ้นคำพูดรู้เท่าทัน เด็กชายร่างป้อมผู้ติดตามมาพลันสะดุ้งเฮือก จิ้งอ๋องตรงหน้าเขาเฉียบแหลมดั่งที่บิดาเคยบอกไว้จริงด้วย บิดาเคยย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นศัตรูกับใครก็ได้ แต่อย่าคิดเป็นศัตรูกับจิ้ง

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 331

    “องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ ทรงรอกระหม่อมด้วย”เสียงเล็กๆ ของเด็กชายร่างป้อมดังขึ้น เขาร้องพลางวิ่งตามพลาง ใบหน้ากลมเต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลที่ไหลราวกับสายน้ำ ทว่าเด็กชายหน้าหวานในอาภรณ์ชุดประณีตเบื้องหน้าก็หาได้หยุดรอไม่ เจ้าตัวยังคงวิ่งต่อไปอย่างมุ่งมั่นสองร่างลัดเลาะไปตามเส้นทาง มุ่งหน้าสู่ยอดเขาที่เป

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 330

    พี่สามอาศัยนิสัยชอบคบค้าสมาคมกับผู้คนบุกเบิกเส้นทางการค้าขาย ใช้เส้นทางสายพ่อค้าสร้างอำนาจในแคว้นขึ้น จนป่านนี้ข้าว่าเสด็จพ่อยังไม่ทรงรู้เลยมั้ง ว่าพ่อค้าหน้าเลือดจอมโก่งราคาที่พระองค์ตรัสด่าทุกค่ำเช้าเป็นโอรสของพระองค์เองส่วนพี่ห้าหันไปทุ่มเทฝึกกองกำลัง แฝงคนของตัวเองไว้ทุกที่ เพียงเวลาไม่นานกองกำ

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 329

    ทว่าข้ายังไม่ทันได้พบหน้านาง กลับต้องมารับรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นโรคร้ายที่ติดต่อได้เสียแล้ว จำได้ว่าครั้งแรกที่รู้เรื่องนั้น ข้าถึงขนาดวิ่งหนีด้วยความกลัว จากนั้นข้าจึงเล่าให้เสด็จแม่ฟัง แล้วตกลงกันว่าพวกเราจะไม่พูดถึงเรื่องชายาในอนาคตช่วงนี้แต่อยู่ๆ ข่าวคุณหนูจ้าวป่วยเป็นโรคร้ายก็แพร่ไปทั่ว ซึ่งข้ามารู

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 328

    ตัวข้านั้นคือองค์ชายที่มีเสน่ห์ที่สุดของแคว้นต้าเฉินเสด็จแม่เล่าให้ฟังว่าตอนที่ข้าเกิด นางกำนัลในตำหนักรวมทั้งเสด็จแม่ ต่างก็คิดว่าทารกน้อยนั้นเป็นเด็กผู้หญิงกันทุกคน แม้แต่หมอตำแยที่ทำคลอด ยามที่เห็นหน้ายังร้องบอกว่าเป็นองค์หญิงน้อยเลยทว่าพอพวกนางเห็นมังกร ตอนนั้นอาจยังเป็นหนอนน้อยอยู่ แต่ตอนนี้ม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status