تسجيل الدخولการจากลาชั่วนิรันด์
เด็กน้อยยกมือคารวะผู้คนภายในเรือน แม้จะออกเสียงยังไม่ชัด แต่น้ำเสียงที่เจือใสราวกับเพชรของนาง ก็บังเกิดให้ใครหลาย ๆ คนอยากได้ยินเสียง
“มีอันใดหรือซีเอ๋อร์” ซิงอีแม้เดาความคิดลูกสาวตนเองได้ แต่เขาก็หาได้สนใจไม่
“บทเพลงใหม่ของพี่สาว ข้าได้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกปีติยิ่งนัก จะเป็นอย่างไรหรือไม่ ถ้าให้ข้าได้บรรเลงเพลงนั้นกลับเพื่อเป็นการขอบคุณท่านทั้งหลายที่มาร่วมงาน” ซีซวนเอ่ยพลางแย้มยิ้มไร้เดียงสา แววตากลมโตของนางอ้อนวอนผู้คนด้วยความสดใส
“บทเพลงนี้ลูกสาวข้าใช้เวลาฝึกซ้อมนามแรมปี แต่เสี่ยวกูเหนียงเช่นเจ้ากลับได้ฟังเพียงครั้งเดียว ก็สามารถบรรเลงได้แล้วหรือ” ตาเฒ่าโอหังเอ่ยเสียดสีอย่างจงใจ แต่หนูน้อยเพียงแค่ระบายยิ้มหวาน
“ไม่มีอันใดที่เสียหาย หากข้าเล่นได้ไม่ดี ก็มีเพียงแต่ให้พี่สาวได้มาสอนข้าเล่นเท่านั้น” ซีซวนเอ่ยข้อเสนอที่หากตาเฒ่านี้ได้ฟังก็ตาโตหูผึ่ง
“หึ!ย่อมได้ เสียอย่างไรวันนี้ก็คือวันเกิดของเสี่ยวกูเหนียง การได้ฟังเสียงพิณของเจ้าก็นับว่าเป็นบุญหูนัก” ตาเฒ่าระบายยิ้มละโมบ พลางหันไปยิ้มให้กับบุตรสาวของตนด้วยความดีใจ
หากได้มาเยี่ยมเยือนที่นี่บ่อยครั้ง ก็มีโอกาสที่นายท่านสกุลซินจะรับนางเป็นอนุภรรยาได้
ซีซวนเพียงแค่ระบายยิ้มหวาน ก่อนจะเดินไปนั่งตรงพิณ พลางจรดนิ้วมือกลมป้อมไว้บนสาย แม้นิ้วมือนางจะไม่เรียวเหมือนหญิงสาว แต่ความคล่องแคล่วของนางก็ทำให้เสียงพิณใสดั่งเช่นบุตรสาวของตาเฒ่านั่นได้
ยิ่งซีซวนบรรเลงเพลงโดยไม่มีความหวาดเกรงมากเท่าใด ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของตาเฒ่ายิ่งถอดสีมากเท่านั้น เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเด็กน้อยอายุเพียงเจ็ดขวบผู้นี้ มีความจำอันเป็นเลิศ ถึงขั้นสามารถบรรเลงเพลงที่ได้ยินเพียงครั้งเดียวได้
นายท่านและฮูหยินซินแย้มยิ้มพร้อมทั้งปรบมือเมื่อลูกสาวตนได้หักหน้าตาเฒ่าจอมละโมบ ในที่สุดงานเลี้ยงก็จบลง พร้อมทั้งใบหน้าของผู้ที่ตั้งใจมาหยามเกียรติแตกละเอียดเช่นกัน
หลังจากผ่านพ้นวันเกิดที่แสนน่าปีติ ทั้งซิงอีและซิงเยียนจำเป็นต้องเดินทางไปต่างแคว้น คุณหนูน้อยเดินออกมาส่งด้วยแววตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ใช่ว่านี่จะเป็นครั้งแรกเสียเมื่อไร แต่ไหนแต่ไรมานางก็รู้ดีว่าบิดาตนต้องออกไปทำธุรกิจ แต่ครั้งนี้ที่มารดาตนต้องไปด้วยนั้น นางไม่บังเกิดความรู้สึกยินดีขึ้นแม้แต่น้อย
หากกล่าวหาว่านางเป็นเด็กติดมารดาก็คงไม่เกินจริง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังรู้สึกไม่ยินดีอยู่ดี ที่ต้องแยกจากมารดา แม้ไม่ถึงแรมปีแต่มันก็ยาวนานเกินไปอยู่ดี
“ซีเอ๋อร์เจ้าอย่าร้องไห้ไปเลย หมู่ชินไปเพียงไม่นาน เพียงแค่กะพริบตาหมู่ชินก็กลับมาแล้ว” ซิงเยียนเอ่ย พลางรวบตัวลูกสาวเข้าสู่อ้อมแขน
“แต่ข้าไม่อยากให้ท่านไป” ซีซวนฝังหน้ากับไหล่แบบบางของมารดา พลางหยดน้ำตาก็รินไหล
“เอาน่าเจ้าตัวซน ทำไมทีเวลาข้าออกไปนาน เจ้าไม่มีท่าทีอาลัยอาวรณ์เช่นนี้บ้าง” ซิงอีดีดหน้าผากลูกสาวเบา ๆ ก่อนจะโดนเจ้าตัวทำปากมุ่ย
“เพราะท่านพ่อออกไปตลอดอยู่แล้วนี่” เด็กสาวเบ้ปาก พลางน้ำตาเริ่มรินไหล
“ซีซวน...” ซิงเยียนถอนหายใจเอือมระอา พลางใช้ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าอีกฝ่าย “หากเจ้ารับปากว่าจะเป็นเด็กดีรอหมู่ชินกลับมา หมู่ชินสัญญาว่าจะนำใบชาหวงซานเหมาเฟิงมาให้เจ้าดีหรือไม่” ฮูหยินซินเอ่ยพลางแย้มยิ้มหวาน นิ้วมือเรียวของนางแตะปลายจมูกมนของเด็กสาวด้วยความรักใคร่
ซีซวนอมยิ้มหน่อย ๆ ก่อนจะโผกอดมารดาตนแล้วกระซิบเสียงแผ่ว “หากเป็นไปได้ข้าขอใบชาไป๋หาวอิ๋นเจินด้วยได้หรือไม่”
“เจ้าเด็กนี่ ได้คืบจะเอาศอก” ซิงอีหัวเราะหน่อย ๆ ก่อนจะเขกหัวเด็กสาว
“ท่านแม่ดูสิ! ท่านพ่อเอาแต่ทำร้ายข้า” ซีซวนยิ่งโอบกอดมารดาแน่น พลางแลบลิ้นปลิ้นตาให้กับบิดาตน
ภาพที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ภายในจิตใจของพ่อบ้านหว่างบังเกิดความรู้สึกตื้นตันใจ ชายชราระบายยิ้มอ่อนโยนพลางเอื้อมมือเช็ดน้ำตาใสที่คลอหน่วยตา โดยมีหลานชายยืนลอบมองอยู่ด้านหลัง
“เอาเถอะ ๆ ก่อนมันจะชักช้าไปมากกว่านี้ หมู่ชินสัญญาว่าจะนำใบชาทั้งสองมามอบให้แก่เจ้า ถือว่าเป็นรางวัลแก่ความขยันหมั่นเพียรที่ผ่านมา เจ้าอยู่กับพ่อบ้านหว่างนั้นไม่ต้องกลัวเหงาแม้แต่น้อย หมู่ชินสั่งให้หลานชายของพ่อบ้านหว่างมาเล่นเป็นเพื่อนเจ้าแล้ว” ซิงเยียนเอ่ย นางไม่อาจอยู่ต่อได้นานกว่านี้ กลัวเสียแต่ว่าตัวเองจะเปลี่ยนใจและไม่อยากจากลูกน้อยไปไกล
“ไม่ต้องห่วงเลยขอรับฮูหยิน ข้าน้อยหว่างมู่จะดูแลคุณหนูไม่ให้คลาดสายตาเลย” เด็กหนุ่มก้าวมาข้างหน้าก่อนจะรีบโค้งคำนับอย่างรู้งาน
ซิงอีหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง ใช้เวลาอยู่สักพักใหญ่ กว่าหนูน้อยซีซวนจะสามารถทำใจปล่อยมือมารดาได้ใช้เวลาอยู่มากโข ทั้งซิงอีและซิงเยียนขึ้นรถม้าแล้วโบกมือลาให้กับทั้งสาม มีเพียงภายในใจของหนูน้อยซีซวนเท่านั้นที่ไม่มีความสงบในจิตใจเลยแม้แต่น้อย
นางรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ จนแทบอยากวิ่งไปดักหน้ารถม้าแล้วตะโกนร้องไห้ ให้พวกเขาทั้งสองยอมที่อยู่กับนางตลอดไป หรือทำอย่างไรก็ได้ให้พวกเขาทั้งสองเปลี่ยนแผนกะทันหัน แล้วเลือกส่งบ่าวรับใช้สักคนไปจัดการธุระแทน
ความคิดที่พรั่งพรูต่างๆ นานา ประเดประดังเข้ามาในหัว น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงมาต่อเนื่อง ต่อให้รถม้าของทั้งสองจะลับสายตาไปแล้ว แต่เด็กน้อยยังคงยืนมองอยู่เช่นนั้น แม้พ่อบ้านหว่างจะเรียกกี่ครั้ง เด็กสาวก็หาได้สนใจไม่
จนกระทั่งหว่างมู่เดินมากุมมือก้อนกลม พลันสติของเด็กน้อยก็กลับคืนมา นางมองมายังเด็กหนุ่มที่ระบายยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เรากลับบ้านกันเถอะนะขอรับคุณหนูน้อย”
ซีซวนพยักหน้าช้า ๆ พลางเดินตามเด็กหนุ่มเข้าไปภายในประตูจวน แต่ถึงกระนั้นเด็กสาวก็ยังคงหันมองยังทิศที่รถม้าจากไป ราวกับสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดได้
และ...
พวกเขาก็ไม่กลับมา...
“ต้องรีบจัดการให้เรียบร้อยก่อนเขากลับมา” ซีซวนพึมพำ พลางหมุนตัวเดินไปสวมชุดที่อาฟู่ได้จัดเตรียมไว้ให้ท่ามกลางอากาศที่เริ่มอบอุ่นขึ้น ถึงกระนั้นหิมะก็ยังคงโปรยปราย พื้นผิวสีขาวที่นุ่มนวล แต่มันกลับแฝงไปด้วยภัยอันตรายที่มากล้น ซีซวนมองทิวทัศน์ตรงหน้าพลางนึกย้อนไปยังวันวานที่แสนขมขื่น นางถูกท่านป้าสั่งลงโทษให้โกยหิมะ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บและบรรยากาศที่เย็นยะเยือก ร่างกายที่แสนอ่อนแอของเด็กหญิง ฝ่ามือที่ถูกหิมะกัดกิน มันยังคงตามหลอกหลอนนางเสมอทุกครั้งที่เข้าสู่ฤดูคิมหันต์ยังไม่ทันที่ความทรงจำเหล่านั้นจะกลับมาจนหมด หญิงสาวเพียงแค้นยิ้มก่อนจะเดินไปยังจุดหมายที่ตั้งมั่น นับตั้งแต่ที่นางย้ายเข้ามาอยู่ในจวนแห่งนี้ ความสุขในสมัยก่อนก็มลหายไปสิ้น ถึงผู้คนภายในจวนจะใจดีกับนางเพียงใด แต่นางก็รู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่การเสแสร้ง ภายในใจที่ดำมืดค่อย ๆ กลืนกินความนึกคิดของนางไปอย่างช้า ๆ“พ่อบ้านฮุ่ย ท่านมีข่าวคราวอันใดจากสนามรบบ้างหรือไม่?” ซีซวนเอ่ยเสียงหวานเนิบนาบกับชายชราที่กำลังจัดแจงภายในห้องโถงกลางผู้ที่ถูกเรียกเพียงแค่ปรายตามองนางหน่อย ๆ เท่านั้น พลางทอดถอนหายใจก่อนจะยื่นจดหมายให้กับน
“นายหญิงน้อย ๆ จดหมายจากสายสืบแถบชายแดนส่งมาแล้วนะเจ้าคะ!” เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวิ่งพรวดพราดเข้ามาภายในห้องที่เงียบสงบ ถึงแม้ภายในห้องจะบังเกิดความวุ่นวาย แต่บนเตียงกลับไม่เกิดการเคลื่อนไหวใด ๆ ร่างบางเพรียวระหงทำเพียงขดตัวอยู่ภายใต้ผ้านวมสีชาดอ่อนเท่านั้น“นายหญิงน้อย!” เด็กสาวถลาไปเขย่าตัวหญิงสาวที่เพียงแค่ส่งเสียงเบา ๆ “จดหมายจากชายแดนเลยนะเจ้าคะ!”“อาฟู่... ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่านายหญิงน้อยที่นี่อย่างไรเล่า” หญิงสาวมุ่ยปาก พลางยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง“ขอโทษเจ้าค่ะ เอ่อ...คุณหนูซิน นี่จดหมายเจ้าค่ะ” อาฟู่รีบยื่นจดหมายให้กับเจ้านายตนทั้งหมด โดยมีจดหมายจากสายสืบที่นางกล่าวอยู่บนสุด นางบรรจงวางไว้แบบนี้ เพราะรู้ดีว่านายหญิงตนเฝ้าคอยข่าวคราวมากเพียงใดเพียงแต่ซินซีซวนแค่ปรายตามองซองจดหมายซองนั้น ก่อนจะใช้ฝ่ามือเรียวยาวหยิบซองจดหมายอื่น ๆ ขึ้นมาเปิดอ่านคร่าวๆ แม้อาฟู่จะไม่เข้าใจในการกระทำนี้ แต่นางเพียงแค่น้อมรับและหยุดที่จะสงสัย“ไปบอกหว่างมู่ให้เตรียมสมุดบัญชีของโรงเตี้ยมซีฮวา ข้ามีอะไรที่อยากตรวจสอบเสียหน่อย” ซีซวนกล่าวเพียงสั้น ๆ ก่อนจะจัดการอ่านจดหมายทั้งหมดในคราเดียว แล้วใน
การจากลาชั่วนิรันด์เด็กน้อยยกมือคารวะผู้คนภายในเรือน แม้จะออกเสียงยังไม่ชัด แต่น้ำเสียงที่เจือใสราวกับเพชรของนาง ก็บังเกิดให้ใครหลาย ๆ คนอยากได้ยินเสียง“มีอันใดหรือซีเอ๋อร์” ซิงอีแม้เดาความคิดลูกสาวตนเองได้ แต่เขาก็หาได้สนใจไม่“บทเพลงใหม่ของพี่สาว ข้าได้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกปีติยิ่งนัก จะเป็นอย่างไรหรือไม่ ถ้าให้ข้าได้บรรเลงเพลงนั้นกลับเพื่อเป็นการขอบคุณท่านทั้งหลายที่มาร่วมงาน” ซีซวนเอ่ยพลางแย้มยิ้มไร้เดียงสา แววตากลมโตของนางอ้อนวอนผู้คนด้วยความสดใส“บทเพลงนี้ลูกสาวข้าใช้เวลาฝึกซ้อมนามแรมปี แต่เสี่ยวกูเหนียงเช่นเจ้ากลับได้ฟังเพียงครั้งเดียว ก็สามารถบรรเลงได้แล้วหรือ” ตาเฒ่าโอหังเอ่ยเสียดสีอย่างจงใจ แต่หนูน้อยเพียงแค่ระบายยิ้มหวาน“ไม่มีอันใดที่เสียหาย หากข้าเล่นได้ไม่ดี ก็มีเพียงแต่ให้พี่สาวได้มาสอนข้าเล่นเท่านั้น” ซีซวนเอ่ยข้อเสนอที่หากตาเฒ่านี้ได้ฟังก็ตาโตหูผึ่ง“หึ!ย่อมได้ เสียอย่างไรวันนี้ก็คือวันเกิดของเสี่ยวกูเหนียง การได้ฟังเสียงพิณของเจ้าก็นับว่าเป็นบุญหูนัก” ตาเฒ่าระบายยิ้มละโมบ พลางหันไปยิ้มให้กับบุตรสาวของตนด้วยความดีใจหากได้มาเยี่ยมเยือนที่นี่บ่อยครั้ง ก็มีโอกาสที่นาย
แต่ใจข้านั้นมีเพียงเจ้าเวลาผ่านไปได้เพียงสามปี ก็เป็นวันครบรอบวันเกิดของคุณหนูน้อยแห่งตระกูลซิน ‘ซินซีซวน’ ผู้คนภายในงานต่างครื้นเครง เสียงบรรเลงเพลงดังไม่ขาดสาย ส่วนหนูน้อยเจ้าของงานนั้นกลับวิ่งเล่นไปทั่วจวนอย่างสนุกสนานความปราดเปรียวของนางแม้แต่สาวใช้ยังเอาไม่อยู่ ในตอนที่เด็กสาวกำลังจะปีนขึ้นภูผาจำลองนั้น สองเท้าน้อย ๆ กลับก้าวพลาดจนเกือบร่วงหล่น แต่เป็นโชคดีของนางที่มีบุรุษหนุ่มมารับไว้ทันซีซวนน้อยเงยหน้ามองชายที่โอบกอดตน บ่าวรับใช้ที่มองเห็นคุณหนูตนอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษรูปงามที่แสนคุ้นเคยก็เกิดความรู้สึกอันหลากหลาย ท่านชายผู้นี้หากได้ยินว่าฮูหยินมีอาการผิดแปลกไป ภายในวันนั้นเขาจะปรากฏขึ้นมาทันที ราวกับผีสาง"เจ้าเด็กน้อยช่างซนยิ่งนัก” ซีห่าวเอ่ยเสียงเข้ม เพียงแค่ปรายตามองแก้วตาดวงใจของพี่สาวเขาเท่านั้น แต่แววตานั้นหาได้มีความรักใคร่เอ็นดูไม่ กลับเป็นเพียงแววตาที่ดำสนิท เสียจนแม้แต่ท้องนภายามค่ำคืนก็มิอาจสู้ไหวหากแต่ว่าเด็กสาวเพียงแค่จ้องใบหน้าที่แสนคมเข้มและมองเลยไปทางข้างหลัง ก่อนจะพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดออกจากอ้อมแขนแกร่ง หลังจากนั้นจึงวิ่งไปยังหญิงสาวที่งามสง่าแต่กลับดูบ
ในใจของเจ้านั้นมีผู้ใดภายในจวนหลังใหญ่ที่กำลังจะมีงานอันหวานชื่นในวันพรุ่ง บ่าวทุกคนต่างวิ่งวุ่นไปทั่วเรือนต่าง ๆ พร้อมข้าวของที่จำเป็นสำหรับพิธีการที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน ผ้าผืนบางสีแดงสวยถูกประดับประดาพร้อมทั้งเสียงจอแจที่ดังไม่หยุดหย่อน ราวกับพิธีนี้ได้ช่วยจุดประกายแห่งความผาสุกให้กับบ่าวในเรือนขึ้นอีกครั้งในยามนี้ที่พ่อบ้านจวนสกุลซินกำลังออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงแห่งความปีติยินดี แม้ท่าทางจะเคร่งขรึมแต่ใบหน้านั้นกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน ในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันดีที่สุดของคุณชายใหญ่สกุลซิน แม้ว่าตนจะอายุล่วงเลยมานานขนาดนี้แล้ว แต่หลังจากความเศร้าโศกแห่งการสูญเสียครั้งที่ผ่านมา จึงทำให้งานครั้งนี้สำคัญยิ่งนัก“พ่อบ้านหว่างไยถึงได้จัดการคนเดียวเสียหมด ไม่ต้องรีบร้อน ๆ” ยังไม่ทันขาดคำคะนึงถึง คุณชายใหญ่จวนสกุลซิน ซินซิงอีก็เดินเข้ามาพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มพ่อบ้านหว่างรีบกุลีกุจอเข้าไปหาคุณชายใหญ่พลางดวงตาทั้งสองข้างที่ใกล้ฝ้าฟางเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาใส “จะไม่ให้เหลาเหย่คนนี้รีบร้อนได้อย่างไร คุณหนูใหญ่ผู้นั้นต่างเป็นที่หมายปองของบรรดาบุรุษหนุ่ม ถ้าช้าเพียงก้าวเดียว ไฉนเลยจะมิม







