LOGINSebuah kejadian tak terduga di Museum membawa Alea pada dunia yang tak pernah ia kenal, Keraton Mataram di abad ke-16. Terjebak dalam peran yang bukan miliknya, Alea harus bertahan di tengah intrik keraton, rahasia yang terkubur, dan masa lalu yang perlahan mengikat hatinya. Di antara dua sosok yang hadir dalam hidupnya, serta bayangan pengkhianatan yang kian nyata, Alea dihadapkan pada pilihan yang tak pernah ia bayangkan. Karena ada ikatan yang tak mudah dilepaskan bahkan oleh waktu.
View More(ช่วงแรกๆ เสี่ยวเหอ นางเอกของเรื่องจะเป็นผู้หญิงน่ารำคาญมากค่ะ คุณนักอ่านช่วยเข้าใจด้วยว่าน้องไม่รู้ และคนไม่รู้ก็มักจะดูโง่เง่าน่ารำคาญ ทำอะไรก็ดูขัดข้องไร้หนทางไปหมด แต่ช่วยอย่าเพิ่งรีบเทกันนะคะ)
เสี่ยวเหอและชิงถิงเป็นเพื่อนบ้านกัน บ้านของพวกเขาอยู่ใกล้กัน อายุเท่ากัน เกิดปีเดียวกัน ชิงถิงเกิดกลางปี เสี่ยวเหอเกิดท้ายปี รู้จักกันตั้งแต่เด็ก สองบ้านแม้จะต่างฐานะ แต่ก็สนิทสนมกันมาก
บ้านของชิงถิงยากจนมาก ไม่ค่อยได้กินเนื้อและขนมหวาน ในขณะที่บ้านของเสี่ยวเหอจะได้กินบ่อยๆ ตอนเด็กเสี่ยวเหอจึงชอบเอาขนมและเนื้อย่างไปแบ่งให้เขากิน ทำให้เด็กน้อยชิงถิงรู้สึกชอบเสี่ยวเหอมาตั้งแต่เล็ก เขาชอบเด็กหญิงมานานมาก ชอบมากๆ จนพัฒนาเป็นความรักโดยไม่รู้ตัว
ปีนั้นชิงถิงอายุได้สิบห้า น้องสาวคนกลางก็แต่งงาน น้องของเขาอายุเพียงสิบสี่เท่านั้น เพิ่งเลยวัยปักปิ่นไม่ถึงปี ยามนั้นชิงถิงยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ถึงจะเข้าป่าล่าสัตว์ได้ทุกวันแต่ก็ยังยากจน ไม่มีสินเดิมมอบให้น้องสาวในวันแต่งงาน
ต่อมาไม่นาน ชิงถิงได้รู้ว่าเพราะความยากจน ฝั่งสามีจึงดูถูกน้องสาวเสมอ น้องสาวของเขามักจะแอบกลับมาร้องไห้ที่บ้านบ่อยๆ เมื่อชิงถิงอายุครบสิบเจ็ดปี เขาตัดสินใจรีบเข้ากองทัพตามท่านปู่ เพื่อจะได้มีเงินเก็บไว้เป็นสินเดิมให้น้องสาวอีกสองคนที่กำลังจะแต่งงาน
เด็กหนุ่มตั้งใจว่าจะรอจนน้องๆ แต่งงานออกไปก่อน ทำงานเก็บเงินอีกสักหนึ่งปี รอถึงอายุสิบเก้าหรือยี่สิบปี มีตำแหน่งเล็กๆ ในกองทัพ แล้วเขาค่อยไปสู่ขอเสี่ยวเหอ ตอนนี้แม้ตัวเขาจะชอบเสี่ยวเหอมาก แต่ก็ไม่กล้ามาสู่ขอนาง เนื่องจากบ้านของเขาฐานะยากจนมาก เมื่อเทียบกับบ้านของหญิงสาว
ทางด้านของเสี่ยวเหอ นางเป็นสตรีหน้าตางดงาม แต่ไม่มีผู้ใดกล้ามาสู่ขอเพราะข่าวลือเรื่องมารดาแท้ๆ เสียชีวิตหลังคลอดนางไม่กี่ชั่วยาม หากบ้านใดแต่งเสี่ยวเหอหรือพี่สาวเข้าบ้าน บ้านนั้นจะต้องมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น
เพราะข่าวลือนั้น แม้จะมีบุรุษในหมู่บ้านหลายคนชื่นชอบเสี่ยวเหอ แต่ชิงถิงยังคงมั่นใจว่าจะไม่มีใครมาขอเสี่ยวเหอแต่งงานก่อนเขาจะเตรียมตัวพร้อม เขาจึงวางใจเรื่องนี้มาก
ตัวเสี่ยวเหอเองไม่เคยรู้เลยว่าชิงถิงชื่นชอบในตัวนาง ถึงแม้จะสนิทสนมกันมาก แต่เสี่ยวเหอกลับคิดว่าทั้งคู่เป็นเพียงเพื่อนบ้านกัน และชิงถิงก็เป็นคนดีมาก
นางจะสัมผัสได้ถึงสายตาของชิงถิงที่มองมาอย่างแรงกล้าตลอดเวลา เด็กสาวก็คิดเพียงว่าเพราะเขาเป็นคนมีสายตาเช่นนั้นอยู่แล้ว แม้ว่าลึกๆ ในใจของนางก็รู้สึกว่าเด็กหนุ่มข้างบ้านพิเศษกว่าคนอื่น เพียงแต่นางไม่รู้ตัว เนื่องจากความสนิทสนมกันเกินไป
เช้าวันนั้น เป็นวันเกิดปีที่สิบเก้าของเสี่ยวเหอพอดี จู่ๆ แม่เลี้ยงก็เรียกนางไปพบ
“วันนี้มีคนมาสู่ขอเจ้าแล้ว เขาเป็นพ่อค้าวาณิช ไม่ได้ค้าขายอะไรเป็นสำคัญ เน้นเดินทางแลกเปลี่ยนสินค้าจากแคว้นหนึ่งไปทำกำไรอีกแคว้นหนึ่ง สินค้าใดทำเงินได้ก็เอามาหากำไรทั้งสิ้น จึงมีเงินทองมากมาย
เขาอายุเกือบสามสิบห้าปีแล้ว มีลูกชายสามคน เคยแต่งงานแล้ว แต่ภรรยาตายไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ถึงจะอายุมากไปสำหรับเจ้า แต่มีสง่าราศีและฐานะมั่นคง พ่อของเจ้าและข้าจึงเห็นว่าสมควรให้เจ้าแต่งกับเขา
เจ้าควรเตรียมตัวให้ดี ข้ากับพ่อของเจ้าได้รับสินสอดมาแล้วและให้แม่สื่อตรวจสอบดวงชะตาแล้วเช่นกัน ถือว่าเป็นคู่ครองที่ดี” แม่เลี้ยงเอ่ยถึงเรื่องสำคัญทันที ไม่เสียเวลาพูดมาก
“..เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” หญิงสาวตกใจเหมือนถูกฟ้าผ่า แต่ยังคงตอบรับ
ถึงแม้เสี่ยวเหอจะรู้สึกไม่ยินดี ในใจไม่อยากแต่งกับคนรุ่นลุง แต่เมื่อบุพการีเห็นดีด้วยแล้ว อย่างไรก็ต้องแต่ง อีกฝ่ายส่งแม่สื่อมาแล้ว ไหนจะอายุของนางที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และตัวนางเองก็เลือกที่จะทำตามที่ท่านพ่อท่านแม่สั่ง รักษาสามคุณธรรมสี่คล้อยตามอย่างเคร่งครัด
เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่เสี่ยวเหอเป็นห่วงที่สุด..
“แล้ว..พี่หลันเหมยเล่าเจ้าคะ” เสี่ยวเหอถาม
เหตุใดจึงเป็นนางที่ได้เป็นผู้แต่งงานก่อน ในเมื่อพี่สาวก็ยังไม่ได้แต่ง และนางก็อายุมากกว่า หากเสี่ยวเหอแต่งงานแล้วพี่สาวจะเป็นเช่นไร ทุกวันนี้คนในหมู่บ้านไม่ว่าผู้ใดก็มองสองพี่น้องแปลกๆ ทำให้เสี่ยวเหอรู้สึกไม่สบายใจ หญิงสาวเป็นห่วงความรู้สึกของพี่หลันเหมย
“ผู้ใหญ่ตัดสินใจแล้ว เจ้าอย่าถามมากความเลย” แม่เลี้ยงเลี่ยงตอบ
“อีกไม่ถึงเดือนก็จะเป็นเทศกาลซีซี ฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวอยากจะพบเจ้าสักครั้ง ข้าเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะ เจ้าเตรียมตัวเพื่อไปเดินเล่นกับว่าที่เจ้าบ่าวในเทศกาลซีซีเสียก่อน จากนั้นค่อยจัดงานแต่ง ดีหรือไม่” นางถามบุตรี
“...เจ้าค่ะ” เสี่ยวเหอได้แต่ตอบตกลง ไม่อาจปฏิเสธได้
เย็นวันนั้น ตอนกินข้าวเย็นด้วยกัน ท่านพ่อก็บอกให้ทุกคนรู้เรื่องงานแต่งครั้งนี้ เสี่ยวเหอรู้สึกว่าพี่สาวหน้าตาบูดบึ้ง ไม่ยอมมองหน้าใคร หลายวันจากนั้นก็ไม่ยอมพูดคุยกับน้องๆ พยายามหลบหน้าเสี่ยวเหอ
เสี่ยวเหอรู้ดีถึงความกังวลของพี่หลันเหมย แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่สาวจึงเอาความโกรธมาลงที่นางได้ เพราะเรื่องนี้นางไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจ ท่านพ่อท่านแม่ต่างหากที่เป็นผู้ตัดสินใจ
ตั้งแต่โตขึ้นเสี่ยวเหอก็ไม่ได้สนิทกับพี่สาวเท่าเมื่อก่อน แต่นางยังคงเป็นห่วงพี่สาวเสมอ การที่ต้องผิดใจกับพี่สาวเพราะเรื่องแต่งงานทำให้เสี่ยวเหอไม่สบายใจมาก
คืนนี้นางจึงทำใจกล้าเข้าไปคุยกับพี่สาว
“พี่หลันเหมย ข้าเข้าไปได้หรือไม่?” หญิงสาวยืนเรียกอยู่นอกประตูห้องของพี่สาว
“เข้ามาสิ” หลันเหมยตอบ
เสี่ยวเหอเข้าไปนั่งในห้องที่ปลายเตียงของพี่สาว อึกอักอยู่นานกว่าจะรวบรวมความกล้าพูดขึ้น
“ข้าไม่ได้อยากแต่งงาน หากว่าพี่หลันเหมยอยากแต่ง เดี๋ยวข้าจะไปบอกท่านแม่ให้ หากยังไม่ได้..ข้า..ข้าก็จะไปขอร้องท่านพ่ออีกคน” เสี่ยวเหอกลัวท่านพ่อมาก เพราะท่านพ่อมักจะดุด่านางเสมอ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ
“...” ไม่มีเสียงตอบจากพี่สาว เสี่ยวเหอจึงหันไปมอง แสงตะเกียงในห้องส่องสว่างให้เห็นว่าพี่หลันเหมยทำหน้าตาโกรธเคืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางโกรธจนตัวสั่น
“เจ้า! เจ้าโง่ไปแล้วหรือ เจ้าทำไม..เหตุใดจึงโง่เช่นนี้!” นางตวาดใส่น้องสาว
“ออกไปจากห้องของข้าเดี๋ยวนี้!!” พี่หลันเหมยไล่เสี่ยวเหอ ไม่สนใจความรู้สึกของน้องสาว สองมือกำหมัดจนแน่น ริมฝีปากสั่นระริกด้วยโทสะ
เสี่ยวเหอตกใจมาก ได้แต่ร้องไห้วิ่งหนีไปนอนกับน้องสาวต่างแม่ ไม่กล้านอนคนเดียว ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่สาวจะพูดจารุนแรงเช่นนี้ แม้น้องสาวจะถามแล้วถามอีก แต่เสี่ยวเหอก็เอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมปริปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น
วันรุ่งขึ้นจึงได้รู้ว่าพี่สาวหนีออกจากบ้าน!
Ratu Waskitajawi menjadi salah satu yang pertama mendekat, diikuti para wanita bangsawan lainnya. Namun di tengah suasana sakral itu, tatapan Raden Rara Nawang justru tampak kosong. Ia berdiri di antara para wanita keputren dengan wajah tenang seperti biasa. Tetapi jauh di dalam hatinya, bayangan penglihatan semalam masih terus menghantuinya.Tentang Wilakrama dan tentang hutan.Dan tentang sosok yang jatuh terkena anak panah. Nawang mencoba memusatkan perhatian pada jalannya upacara, namun setiap denting gamelan justru terasa seperti pertanda buruk yang semakin mendekat. Sementara itu, di sisi lain pendopo, Raden Rangga diam-diam memperhatikan gadis itu dari kejauhan. Dan tersembunyi di balik lipatan kain sabuknya, tersimpan sebuah kotak kayu kecil berisi jamang emas yang belum sempat ia berikan.Ketika acara telah selesai total pada sore hari, Raden Rangga berniat untuk menghampiri gadis pujaannya itu. Tapi sayangnya, ia terpaksa harus memenuhi panggilan ke Pendopo Agung lagi. Ia ti
Di tempat lain, tepatnya di sebuah serambi di dalam Balewarna saat ini, Raden Rangga duduk sendirian sambil menengadahkan kepalanya ke arah rembulan malam yang terselimuti awan gelap. Rasanya aneh sekali baginya. Namun, Rangga tak menatapnya lama. Ia tak peduli mau bagaimana suasana langit saat ini. Di tangan kanannya tergenggam sebuah jamang kecil yang sudah ia simpan sejak setahun yang lalu. Niatnya ia ingin memberikan kepada Nawang ketika pertemuan di Pendopo Agung selesai. Tetapi ia malah tidak bertemu dengan gadis itu sama sekali. Ia mendapatkan jamang itu di pasar dekat Kotagede. Dibuat langsung oleh empu perhiasan langganan Keraton Mataram. Malam itu, dengan dikawal dua prajurit, Raden Rangga pergi diam-diam ke sebuah pasar dengan pakaian sederhana yang tidak terlaku mencolok. Deretan kios di dekat pasar Kotagede mulai sepi ketika Raden Rangga turun dari kudanya. Ia menyuruh dua prajuritnya untuk menunggu. Langkahnya berhenti di sebuah pendopo kecil beratap rendah milik seoran
Hari itu juga Wilakrama dibawa ke Keraton menggunakan kurungan dari bambu yang dibawa oleh seekor kuda biasa. Kaki dan tangannya masih terikat kuat. Sepanjang jalan, wajahnya tak ramah dan seolah dipenuhi dendam. Dan sepanjang perjalanan itu pula, pikiran Arya selalu tak tenang. Sebenarnya pun dulu ia sempat merasa curiga dengan Sekar Wangi. Tetapi ia tidak berani bicara atau mencari tahu. Hingga seiring berjalannya waktu, pikiran itu terlupakan. Tapi di titik ini ia malah mendapat semua kebenarannya. Melewati pemukiman rakyat, Wilakrama mendapat banyak teriakan kasar. Cemoohan, hinaan, bahkan sampai dilempari bebatuan. Namun Wilakrama tetap diam dengan memasang wajah bengisnya. Hingga akhirnya tibalah ia di Keraton Mataram. Kedatangannya ternyata sudah ditunggu-tunggu oleh Panembahan Senopati, Ki Juru Martani, Ki Penjawi, Adipati Agung dan beberapa bangsawan lainnya, termasuk Tumenggung Prabasena. Begitu kuda yang menarik kurungan bambu Wilakrama berhenti, tatapan Wilakrama dan Pan
Pendopo agung Keraton Mataram hari itu juga masih dipenuhi suasana kemenangan. Tabuhan gamelan terus mengalun lembut mengiringi perjamuan para bangsawan dan senopati. Seluruh sentana dalem telah berkumpul. Para adipati duduk berjajar sesuai kedudukan mereka. Para senopati utama berada di sisi kanan pendopo, sedangkan keluarga inti keraton menempati bagian paling depan dekat singgasana Panembahan.Namun di tengah suasana hangat itu,Langkah kaki tergesa terdengar dari arah regol luar. Seorang prajurit membuka jalan cepat sebelum akhirnya sosok tinggi berpakaian kebesaran perang memasuki pendopo dan menghaturkan sembah dalam. Itu adalah Patih Singaranu."Pangapunten, Gusti Kanjeng Panembahan," ucapnya tegas dengan napas masih berat akibat perjalanan cepatnya. "Hamba membawa kabar penting."Suasana pendopo perlahan hening.Panembahan Senopati mengangkat pandangannya. "Sampaikan." Patih Singaranu menunduk lebih dalam. "Wilakrama berhasil ditangkap."Seketika seluruh pendopo gempar.Bisi












Selamat datang di dunia fiksi kami - Goodnovel. Jika Anda menyukai novel ini untuk menjelajahi dunia, menjadi penulis novel asli online untuk menambah penghasilan, bergabung dengan kami. Anda dapat membaca atau membuat berbagai jenis buku, seperti novel roman, bacaan epik, novel manusia serigala, novel fantasi, novel sejarah dan sebagainya yang berkualitas tinggi. Jika Anda seorang penulis, maka akan memperoleh banyak inspirasi untuk membuat karya yang lebih baik. Terlebih lagi, karya Anda menjadi lebih menarik dan disukai pembaca.