تسجيل الدخولโปรเจคควบคุมจิตใจและควบคุมกลไกการทำงานของสมองเพื่อให้มนุษย์คนนึงตกเป็นทาสของคนคนหนึ่งไปตลอดชีวิต ถ้าการทดลองสำเร็จ หมอฟิวส์ จะเป็นหมอที่ประสบความสำเร็จในทางวิทยาศาสตร์ที่เขาคลั่งไคล้อย่างมาก จรรยาบรรณไม่ได้ซึมซับเข้าสมองอย่างที่ควรจะเป็น เขาถึงไม่เคยนึกถึงศีลธรรมของความเป็นคนที่ควรจะทำ ขอแค่มีชื่อเสียง และเป็นบุคคลที่อยู่สูงที่สุด เพราะเขาคิดว่าความรู้ที่เขามีมันไม่ควรได้ใช้แค่ในโรงพยาบาล ปกป้อง คือความสำเร็จเพียงหนึ่ง จากการทดลองที่บ้าคลั่งและมันตอบแทนเขาด้วยผลข้างเคียง ที่ทำให้เขาพิเศษ.. กว่าคนทั่วไป
عرض المزيدWAR(S) ZONE โปรเจคควบคุมจิตใจ Mind Control
[ปกป้อง*เอเรน] นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 20ปีขึ้นไป นักอ่านที่อายุต่ำกว่า 20ปีควรได้รับคำแนะนำ __ทัศนคติที่อ่อนแอ นำมาซึ่งนิสัยที่อ่อนแอ__ #ปกป้อง ความสำเร็จเพียงหนึ่ง จากการทดลองที่บ้าคลั่ง ตอบแทนเขาด้วยผลข้างเคียง ที่ทำให้เขาพิเศษ.. กว่าคนทั่วไป #เอเรน นักศึกษาวิชาเคมี มีความฝัน มุ่งมั่น เธอรู้สึกว่าการทดลองที่เกิดการผิดพลาด คือประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่คนส่วนใหญ่มองข้าม _______________ ⚠️WARNER⚠️ เนื้อหาในนิยายมีฉากอิโรติกคำพูดหรือพฤติกรรมที่รุนแรงอาจจะทั้งทางร่างกายหรือจิตใจเหมาะสำหรับผู้อ่านอายุ 20 ปีขึ้นไปและควรใช้วิจารณญาณในการอ่านขอให้เพลินเพลินกับการอ่าน ** ห้ามคัดลอกนิยายไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามหากพบเจอจะดำเนินการทางกฎหมายทันที !! ** ================ Project MCTR Chapter 1 หลายปีก่อน ประเทศอังกฤษ ติ๊ด~ ติ๊ด~ “ชีพจรต่ำแล้วค่ะคุณหมอ!” “เอาไงดีค่ะการผ่าตัดยังไม่ถึงครึ่งทางเลยนะคะ!” “...พวกคุณนิ่งๆก่อน ผมต้องการสมาธิ” แพทย์ใหญ่ใจเย็นกับการผ่าตัดรักษามะเร็งที่สมองของคนไข้ ขณะที่พยาบาลทั้งห้องกำลังเลิ่กลั่กเพราะเกณฑ์การเต้นของหัวใจของคนไข้มีแต่ต่ำลงๆ แต่หมอกับไม่ระแคะระคาย มีแต่เหลือบมองเส้นชีพจรบนจอมอนิเตอร์นิ่งๆ “...คุณหมอค่ะ ขืนเป็นแบบนี้คนไข้ไม่รอดนะคะ!” “คุณเป็นหมอเหรอ?” ประโยคดังกล่าวทำให้ผู้ช่วยและนางพยาบาลนิ่งไป ด้วยความที่ต้องรอคำสั่งจากหมอใหญ่เพียงเท่านั้น “ผมขอมีด” “..นี่ค่ะ” แต่เหมือนปาฏิหารย์ เส้นชีพจรของคนไข้กลับมาเต้นเป็นปกติ และค่อยๆดีขึ้นทั้งที่ไม่น่าเป็นไปได้ สร้างความตกใจให้กับทุกคนที่อยู่ในห้อง “ผมเป็นหมอ พวกคุณมีหน้าที่ทำตามคำสั่งผม ไม่ใช่ทำให้สติผมแตก” “..ขอโทษค่ะ” “เคสนี้อยู่ในความดูแลของผม” การผ่าตัดผ่านไปอย่างปาฎิหารย์ แม้แต่คนเป็นหมอเองก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ และการผ่าตัดครั้งนี้ สร้างความสนใจในตัวคนไข้ให้กับหมอใหญ่ และเริ่มคิดถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆภายในจิตใจ “นายมันน่าสนใจจริงๆ ใจสู้กว่าที่คิด” รอยยิ้มแสยะของคนสูงอายุไม่ได้ทำให้ดูน่าหวั่นเกรงขนาดนั้น แต่กลับแฝงด้วยเหตุผลบางอย่าง แพทย์ที่ดีมีหน้าที่ช่วยชีวิตของคนเจ็บคนป่วยอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเป็นหมอที่ดีได้ “รับสิ..” ติ๊ด~ [สวัสดีครับคุณหมอฟิวส์ ท่าจะมีอะไรดีๆมาเสนอสินะครับ] “ผมมีเคสนึงน่าสนใจ ใจสู้ ไม่ยอมตาย” [คนที่แล้วก็พูดแบบนี้นะครับ] “แต่คนนี้ไม่เหมือนคนที่แล้ว คุณสะดวกเมื่อไหร่ ผมสามารถส่งเคสนี้เข้าองค์กรได้ทุกเวลา” [เอาที่คุณหมอสะดวก ทางผมไม่มีปัญหา แต่บอกล่วงหน้าก็ดีครับ ผมจะได้เตรียมการ] “คืนนี้” [เร็วไปไหมครับ ผมเกรงว่าหนูทดลองของคุณหมอ จะตายเอากลางทาง] “หึ๊ ผมไม่ยอมปล่อยหนูทดลองราคาแพงตัวนี้ตายกลางทางแน่นอน ถ้าผลออกมาสำเร็จ อย่าลืมข้อตกลงที่คุยกันไว้ ไม่งั้น ผมเปิดโปงคุณแน่นอน” [โอเค โอเคครับ คืนนี้ก็คืนนี้] “ดี เริ่มโปรเจค MCTR ทันที!” Mr. Laikin Pace (ไลกิ้น เพซ) “ป่วยเป็นมะเร็งในสมอง โอกาสรอด20/80เปอร์เซนต์.. เหลือเชื่อมาก น่าสงสารจัง ญาติพี่น้องก็ไม่มี..” “แหม ครำครวญแบบนี้นี่คืออะไร? หลงรักคนไข้ใกล้ตายงี้?” “ไม่ใช่ ...ฉันแค่สงสารเขา” “จ้าาา เชื่อก็ได้” พยาบาลสาวนั่งมองแฟ้มคนไข้ของเคสที่เพิ่งผ่านมา เธอไม่ได้มีความรู้สึกที่หลงรักอย่างที่เพื่อนเธอว่า แต่แค่รู้สึกว่าคนคนนี้แข็งแกร่งและน่านับถือใจของเขาก็เท่านั้น “นี่ ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาได้แกจะบอกอะไรกับเขา” “บอกอะไร.. ไม่มีอะไรให้บอกสักนิด” “ถ้าเป็นฉัน ฉันจะขอลายเซนต์หรือไม่ก็.. ถ่ายรูปกับเขา” “เพื่ออะไร?” “ก็เพื่อเตือนตัวเองไง..” “...” “ขนาดเราๆนี้ปกติดี เจอเรื่องนั่นนี่นิดเดียวยังท้อเลย แล้วดูเขาดิ ชีวิตเดิมพันกับความตายแต่ใจโครตสู้ เรื่องของเราๆขี้ปะติ๋วไปเลย” “..ก็จริงเนอะ” “;)” “..มิสเตอร์ ไลกิ้น เพซ ฉันขอเป็นแฟนคลับคุณนะ;)” องค์กร N.O.X “คุณสมบัติครบถ้วนทุกอย่าง ร้อยคนจะเจอแบบนี้สักคน ของดีนิครับคุณหมอ” ชายร่างโตยืนอ่านแฟ้มประวัติการรักษาของ มิสเตอร์ไลกิ้น เขาถูกเคลื่อนย้ายออกนอกโรงพยาบาลโดยไม่มีใครสงสัย เพราะอำนาจเงินทำให้การเคลื่อนย้ายของหมอฟิวส์ผ่านไปได้อย่างราบรื่น และมันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง “รีบพาเข้าห้องทดลองก่อนหนูทดลองของฉันจะตื่น” “ใจร้อนจังครับ ใจเย็นๆ ทางเราเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว” “ฉันแค่กลัวว่าจะมีคนตามมาจากโรงพยาบาล” “นี่ครั้งที่เท่าไหร่แล้วครับ กังวลอะไรกับเคสนี้” ชายร่างโตนำร่างของมิสเตอร์ไลกิ้น เข้าองค์กรพร้อมกับคุณหมอฟิวส์ที่เดินตามไม่ห่าง ถึงจะไม่ได้แยแสความเป็นความตายของไลกิ้นมากนักแต่ถ้าการทดลองถูกทดลองตอนที่ร่างกายยังไม่ขาดออกซิเจน โอกาสที่ผลลัพท์จะออกมาสำเร็จมันก็สูงกว่า ไลกิ้นถูกพามาถึงห้องทดลอง ร่างของเขาถูกวางบนโดมอะไรสักอย่างที่มีเครื่องมือมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด น้ำสีๆในหลอดทดลองวางอยู่ในฐานทดลองไม่ไกล เข็มฉีดยาหลายขนาดและยาสลบ... การทดลองกำลังจะเริ่มขึ้น เซรุ่มหลายสีถูกเตรียมใส่หลอดฉีดยานับสิบและกำลังจะถูกฉีดระบายเข้าร่างที่ยังหลับสนิทเพราะพิษของการผ่าตัด การทดลองค่อยเริ่มขึ้น เซรุ่มสีแดง เขียว ฟ้า และเหลือง พลัดกันหมุนเวียนฉีนเข้าร่างที่แน่นนิ่งก่อนจะมีเอฟเฟกต์ที่ทำให้ร่างกายชักกะตุกอย่างแรง จนหมอฟิวส์เริ่มกังวล “เอาเซรุ่มมาเพิ่ม! เพิ่มกระแสไฟฟ้า!” คำสั่งของหมอทำให้ลูกมือที่ถูกคัดเลือกมาทำตาม กระแสไฟฟ้าถูกอัดฉีดเข้าระบบประสาท เซรุ่มถูกถ่ายทอดเข้าสู้เส้นเลือด “..อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!” เสียงร้องโหยหวนจากร่างทดลองกระจายดังไปทั่ว ดวงตาเลือกโปน ลมหายใจที่ร้อนราวกับไฟ “จับกด!” “อ๊ากกกก!!!!!” ตึง! ตัง! แรงดิ้นทำให้เครื่องมือบางอย่างตกแตกกระจายไปทั่ว “ไม่ๆๆๆๆๆ ต้องไม่ล้มเหลว!” “อ๊ากกกกกกกกก!!!!! อึก!” ติ๊ดดดดดดดด ________ เส้นชีพจรนิ่งสนิทพร้อมกับร่างที่สงบลง เป็นการจบการทดลองที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์คนนึงจะได้พบเจอ “...ยังไม่ตาย ยังพอมีหวัง หลังจากนี้สองชั่วโมงค่อยๆให้ยายื้อชีวิต” “ครับ” หมอใจโหดออกไปจากห้องทดลอง เขากำลังคำนวณเคมีต่างๆว่าผลจะออกมาเป็นยังไงในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า โปรเจคควบคุมจิตใจและควบคุมกลไกการทำงานของสมองเพื่อให้มนุษย์คนนึงตกเป็นทาสของเขาไปตลอดชีวิต ถ้าการทดลองสำเร็จเขาจะเป็นหมอที่ประสบความสำเร็จในทางวิทยาศาสตร์ที่เขาคลั่งไคล้อย่างมาก จรรยาบรรณไม่ได้ซึมซับเข้าสมองอย่างที่ควรจะเป็น เขาถึงไม่เคยนึกถึงศีลธรรมของความเป็นคนที่ควรจะทำ ขอแค่มีชื่อเสียง และเป็นบุคคลที่อยู่สูงที่สุด เพราะเขาคิดว่าความรู้ที่เขามีมันไม่ควรได้ใช้แค่ในโรงพยาบาล ห่างออกไปสองช่วงห้องทดลอง ไม่ใช่ว่าทุกคนในองค์กรนี้จะเห็นด้วยกับการกระทำที่ป่าเถื่อนเฉกเช่นนี้ ยังมีคนอีกจำนวนนึงที่พร้อมจะขัดขวางกัดทดลองที่เห็นแก่ตัวนี่เช่นกัน “..คุณคิดว่าไงครับ คนคนนั้นจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า” “...รอจนพวกมันออกจากห้องทุกคนก่อน เราค่อยเข้าไป” “นี่หมายความว่า คุณคิดว่าเขาไม่ตายเหรอครับ?!” “ไอ้แก่ฟิวส์คงอาละวาด ถ้าหนูทดลองของมันตาย” “....” “มันเป็นแบบนั้นทุกครั้ง อย่าลืม” “นั่นสินะครับ” “ฉันคงจะวานนาย ถ้าช่วยคนคนนั้นออกมาได้ รีบส่งเขาไปที่ที่อยู่ที่ฉันให้ไว้” “ครับ! แล้วคุณต้องการคนดูแลเพิ่มไหม” “ไม่ต้อง” “...แน่ใจนะครับ” “ลูกผม ฝากผีฝากไข้ได้” “....ลูก? อ้อๆ! ผมนึกอ้อแล้ว สงคราม ป่านนี้คงโตเป็นหนุ่ มแล้วสินะครับเนี่ย” “อายุก็น่าจะราวๆพ่อหนูทดลองนั่น” “เพราะงี้ถึงอยากช่วยสินะครับ” “ก็ส่วนนึง แต่จริงๆก็อยากจะช่วยให้ทันทุกคนนะ ถ้ารอด” “คุณครับ” “อืม” “..ถ้าคนคนนั้นรอด จะสามารถใช้ชีวิตอยู่นอกห้องทดลองได้เหรอครับ ใช้ชีวิตแบบปกติเหมือนเราๆ” “...กลไกของร่างกายมนุษย์มันซับซ้อน ตอบไม่ได้หรอก” “..น่าสงสาร ขอให้รอดทีเถอะ” ปัจจุบัน.. “ไดอารี่พ่อกู รื้อความทรงจำมึงหรือไง” “...ตายไปพร้อมสมองเก่ากูได้จะดีมาก” “แต่เป็นไปไม่ได้ มึงนั่งอยู่ตรงนี้ และมึงจำมันได้ดี... ไม่ต่างจากกู” ไอ้สงคราม ไอ้ผีอยู่ในหลุม มันหยิบไดอารี่ของพ่อมันกลับไป ทุกปีมันจะชอบเอามาให้อ่าน เพื่อเหี้ยอะไรไม่รู้มัน “เอาละ มิสเตอร์ไลกิ้น เพซ พร้อมรับวิตามินเข้าสู่ร่างกายหรือยังครับ” “พูดปกติ ไม่ต้องกวนตีน” “เป็นลูกครึ่ง ชื่อไทย.. พ่อกูคิดอะไรอยู่ ..ไม่เข้ากันสักนิด” “ตั้งให้คล้องกับมึง” “...ขนลุกสัส” “พ่อมึงบอกไว้แบบนี้” หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นที่ผมจำได้จากการอ่านไดอารี่ของพ่อไอ้คราม กูก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ปกป้อง เพื่อหลบหนีการตามล่าหาตัวขององค์กรเวรนั่น องค์กรใหญ่ระดับโลกแต่เสือกมีการทดลองลับๆที่ไม่อยู่ภายใต้กฏขององค์กร ไม่รู้ว่าพวกหนอนบ่อนไส้รวมตัวกัน หรือสร้างองค์กรเวรนี่เป็นฉากหน้าบังตาประชาชนตั้งแต่แรก ตอนนี้กูถูกส่งตัวมาอยู่ที่ไทย ถ้าไม่เรียกว่าหนี ก็เรียกว่าใช้ชีวิตบ้านๆหลังจากถูกทดลองเหี้ยไรก็ไม่รู้นับครั้งไม่ถ้วน โปรเจคควบคุมจิตใจและควบคุมกลไกสมอง.. ไม่รู้เรียกว่าสำเร็จได้หรือเปล่า เพราะแทนที่จะถูกคนอื่นควบคุม ...เสือกกลายเป็นคนที่ควบคุมคนอื่นแล้วอ่านใจคนอื่นออกแทน ไอ้หมอเวรนั่นคงผสมน้ำยาเหี้ยไรสักอย่างผิดส่วน “อยากออกไปใช้ชีวิต มีลูกมีเมียแบบนั้นไหม” “มึงให้กูเอาอะไรมาคิด สภาพกูอย่างที่มึงเห็น อึก~” ไอ้ครามมันปักเซรุ่มให้ผมแล้วค่อยๆฉีดอัดมันเข้ามา กระตุกแบบนี้ถือว่าปกติ “ยา หนืดสัส! อ๊าก!” “ภาวนาให้มึงไม่กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด” “..ทุกวันนี้ก็ไม่ต่าง อื่มมม!!” ชักออกไปสักที เซรุ่มบ้าบอ ผลข้างเคียงแบบนี้คงต้องพึ่งมันไปจนตาย “สำหรับกู มึงก็แค่พ่อมด” “....” “ที่ปรุงยาฆ่าใครไม่เป็นก็แค่นั้น” “หึ๊ มึงก็ผีในหลุม ไม่ตายแต่เสือกขุดหลุมฝังตัวเอง” “ไอ้พ่อมด กระจอก” “ไอ้ผีปัญญานิ่ม” ( 🧬🦠 )Special Part“ไอ้ปกไอ้เหี้ย! มึงจะวัดสกิลอะไรของมึงเนี่ย! อ่านใจกูไม่ได้สกิลปืนทองนะมึง!!”ร่างสูงของอัศวินวิ่งหนีปกป้อง พร้อมกับปาหมอนใส่ ฉันที่นั่งอยู่ก็ขำ เพราะตั้งแต่กลับมาไทยรอบนี้ และผ่านไปหนึ่งเดือน ทุกคนในบ้านถูกปกป้องอ่านใจชนิดที่ว่า ไม่เหลือความลับอะไรให้กักเก็บ บ้านนี้กลายเป็นบ้านที่ไร้ความลับแม้แต่แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ“ตามึงละ ตอนมึงไม่อยู่บ้านพวกกูต้องเจอกับอะไร รู้สึกหรือยัง” สงครามพูดด้วยท่าทีเฉยเมย แต่ก็ไม่ได้สิทธิพิเศษเหนือคนอื่น… พูดตรงๆก็ เขาเป็นคนแรกที่หนีการอ่านใจของปกป้องไม่ได้ ^^* นักรบยังหนีได้นานกว่าอีก^^“…มีสาวแล้วนิหว่า?”“ไอ้! หุบปากเลยมึง!” แต่ดูเหมือนเรื่องที่ปกป้องพูดจะทำให้อัศวินหน้าแดง ในขณะที่สงครามและนักรบนั่งดูเหตุการณ์อย่างสบายใจ“ไอ้! พวกมึงอะ ไม่คิดจะช่วยกูหน่อยหรือไง!” อัศวินเริ่มหาตัวช่วยเมื่อตัวเองจนมุม ปกป้องที่หรี่ตามองตรงไปที่อัศวินกำลังก้าวขาเข้าไปใกล้“ไม่.. กูก็โดนแบบมึง” เสียงนักรบตอบนิ่งๆ เขากระดกชาร้อนที่ฉันเป็นคนชงให้และแอบนั่งขำบางๆ“ปกป้อง หยุดแกล้งได้แล้ว^^” ฉันเดินไปเกาะแขนหนา“เธอไม่น่าขัดนะ อีกนิดเดียวเอง”“ไอ้เวรนิ!”“อ๋า~ ที่
Project MCTRChapter 43เหมือนฝัน.. ความรู้สึกที่ได้เจอในตอนนี้ ไม่เถียงนะว่าคนมีความรักโลกมันจะกลายเป็นสีชมพู ฉันรู้สึกอ่อนแอได้อย่างสุดขีดเมื่อมีคนที่รักอยู่ข้างกาย คนที่จะปกป้องฉันอย่างสุดความสามารถ“หิวอะ~”“หาไรรองท้องหน่อยไหม… สเต็ก?” ปกป้องที่มองหาร้านอาหารใกล้ๆ เขาหมุนมองไปรอบๆ“..เปลี่ยนใจละ ค่อยกลับไปกินที่บ้านดีกว่า~”“เดี๋ยวก็เป็นลม” ว่าแล้ว ปกป้องก็เดินตรงไปที่ร้านขายขนมปัง เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าฉันไม่ได้อยากกินของหนักๆอย่างเนื้อสเต็ก ก่อนจะหิ้วถุงกระดาษและแก้วเครื่องดื่มมาให้ฉัน“ครัวซองต์ ช็อกโกแลตร้อน”“…น่ารักจัง”เอเรนหยิบของที่ได้ไปนั่งที่เก้าอี้สาธารณะ เราแบ่งครัวซองต์คนละชิ้น และต่างพากันดื่มช็อกโกแลตร้อนของตัวเอง“…เปลี่ยนไปเยอะ”“อะไรเหรอ?”“ที่นี่”“…อ้อ~”“..เมื่อก่อน ต้นไม้นั่นยังเล็กนิดเดียว” ปกป้องชี้ไปข้างหน้า ต้นไม้ที่สูงตะหง่าน ถึงจะไม่สูงมากแต่พอฟังจากที่เขาพูด มันก็เจริญเติบโตไม่ต่างจากคนเรานี่แหละ “..สูงกว่าฉันซะแล้ว”“ทุกอย่างมันมีช่วงเวลา มีการเติบโต และผ่านการใช้ชีวิตทั้งนั้นแหละ.. ทั้งฉันและนายก็ด้วย.. แม้แต่ทุกคนที่เดินไปมาที่นี่;)”“นั่นสิ”“ฉัน
Project MCTRChapter 42ตั่บๆๆๆๆๆๆ~ ตั่บบบๆๆๆ~ เสียงเนื้อกระแทกกันทำให้ฉันมองหน้าปกป้องไม่ละสายตา ท่อออกซิเจนที่จมูกขยับตามแรงกระแทกที่ส่งมาหาฉัน ลมหายใจที่ปล่อยออกทางปากและเสียงครางที่พยายามอดกลั้น ตั่บๆๆๆๆๆๆๆๆๆ~“อึ่ก!”“อ๊ะ… ปก! อ๊าาา!” สมองฉันขาวโพนในเวลาไม่นาน ริมฝีปากหนาที่อ้าออกของคนข้างบนทำให้ฉันรู้ว่าเขาเองก็เรียบร้อยแล้วเหมือนกัน กล้ามเนื้อช่วงล่างที่กระตุก และท่อนขาที่เกร็งราวกับเหล็ก“อ่า~” ปกป้องก้มลงมาจูบฉัน ดูดลิ้นเคล้าคลึงกับอารมณ์และจังหวะสะโพกที่ช้าลงตามจังหวะ ความอุ่นร้อนที่กลั่นออกมาจากภายในทำให้ฉันงอตัว“..มะ มันจะเลอะเตียง”“ไม่เป็นไร~”“ไม่ได้สิ…” เอเรนมองหาทิชชู่และพบมันอยู่ไม่ไกล เธอเอื้อมดึงมันมาแล้วดันตัวเองขึ้นนั่งและรีบใช้ทิชชู่ในมือรองรับน้ำเชื้อที่ขุ่นขาว กำลังไหลออกจากร่างกายของเธอถ้าเป็นทุกที เธอคงจะบ่นอุบว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ป้องกัน แต่ตั้งแต่พาปกป้องมารักษาที่นี่ เบนเดลก็เป็นพยานอีกหนึ่งเสียงที่ยืนยันว่าร่างกายของปกป้องไม่สามารถมีลูกได้ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม“20นาที” ฉันมองเวลาที่โทรศัพท์มือถือ แล้วรีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ปกป้องทิ้งตัวลงนอนบนเตียงต
Project MCTRChapter 4128วันผ่านไป..สายตาของปกป้องจับจ้องร่างเล็กของเอเรนที่กำลังยืนคุยกับผู้ช่วยอีกหลายคนที่เบนเดลจัดสรรมาให้ ท่าทางที่ดูสนิทกันเพียงแค่ไม่กี่วันที่อยู่ที่นี่ทำให้ปกป้องไม่พอใจเท่าไหร่“…อ่านใจเมียตัวเองว่างั้นเถอะ?”“….”“มึงก็ดูตกต่ำพอๆกับไปผีตอนเข้าโรงพยาบาล” อัศวินที่นั่งเดาะเหรียญในมือเล่น พูดแหย่เย้าตามสิ่งที่เห็น“ก็เข้าใจนะ ก็ดันสนิทกันเร็วนี่ดิ~”“ปากมึงว่าง? รู้อยู่มันคิดมาก” นักรบพูดแทรก“กูยังไม่ได้ว่าอะไรเลย ก็พูดตามที่เห็น เอเรนคงไม่ปันใจจากมึงไปหาผู้ช่วยสุดหล่อกล้ามโตนั่นหรอก”“อ๊า~ รำคานจริง เงียบๆปากได้ไหมวะ” ปกป้องที่ยีหัวตัวเองบนเตียงนอนทำให้ทุกคนหันมองไปที่ตัวเขา ยกเว้นเอเรน“มึงจะคิดอะไรมากมาย มึงกับเอเรนผ่านอะไรต่อมิอะไรมาด้วยกัน อีกอย่าง เอเรนคงไม่ทิ้งมึงไปหาผู้ชายคนไหนหรอก” “กูจะคิดอย่างที่มึงพูด… ถ้าเมียกูไม่คิดว่าไอ้ฝรั่งนั่นหล่อ”“อ๊า~ การอ่านใจคนได้มันแย่กะไอ้ตรงนี้แหละ~ รู้เยอะไป ไม่ใช่เรื่องที่ดี” อัศวินพูดทิ้งท้าย ในขณะที่ปกป้องกำลังหัวเสีย เขายีหัวตัวเองนิดหน่อยครืด~ เสียงประตูถูกเลื่อนออก“เป็นอะไรกันอะ ดูเครียดนะ?” ฉันเปิดประตูเข้





