LOGINปากบอกเป็นน้อง ใครถามก็บอกน้อง แต่จับน้องหอมแก้มแล้วยังขู่จะจูบน้องฉ่ำ (เหตุเพราะน้องมันดื้อ พี่ก็เลยจับรักซะให้จบๆ) . 'เมื่อเธอดื้อนัก เขาจึงต้องจับรักซะให้เข็ดหลาบ' . ...ในเรื่องมีภาษาถิ่นเข้ามาแทรก หากรี้ดท่านใดไม่อินหรือไม่เข้าใจภาษาถิ่นสามารถข้ามไปอ่านซับแปลในวงเล็บได้เลยนะครับ มีซับแปลให้ทุกประโยคครับผม
View Moreแนะนำตัวละคร
เจ้าขุน หนุ่มใต้ บ้านเกิดสุราษฎร์ธานี ลูกชายคนโตของนายหัวจอมทัพกับของขวัญในเรื่องชะตารักนายหัวจอมทัพ อายุ25ปี สูง187เซนติเมตร เป็นคนเงียบๆ พูดน้อยเหมือนพ่อ หน้าตาก็หล่อเหลาถอดแบบพ่อมา ทว่าผิวขาวได้แม่
ชะเอม สาวใต้ บ้านเกิดสุราษฎร์ธานี อายุ19ปี สูง161เซนติเมตร หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักแต่นิสัยกลับดื้อรั้นไม่ยอมคน ทว่าก็มีด้านอ่อนโยนและอ่อนไหวง่าย
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้สร้างขึ้นจากจินตนาการของไรท์ บรรยายให้อ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงถึงบุคคลหรือสถานที่ใด ข้อมูลในเรื่องอาจจะไม่ถูกต้อง100% และอาจมีเนื้อหา18+ หรือพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสมของตัวละคร นักอ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านด้วยนะครับ (ด้วยรักและเคารพนักอ่านทุกคน)
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ 2537 ห้ามคัดลอก เลียนแบบ หรือดัดแปลงเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของงานเขียนนี้ รวมทั้งการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าในรูปแบบหรือวิธีการใดๆทางอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น
บรรยายโดยนามปากกา อิมอิน
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ณ บ้านโมเดิร์นสองชั้นในตัวอำเภอเมืองของจังหวัด
“เอมเก็บกระเป๋าเสร็จยังลูก เร็วหน่อยพี่เจ้าขุนกำลังจะถึงแล้ว อย่าให้พี่เค้าต้องรอนาน” เสียงของคนเป็นแม่ที่มีนามว่ามะปรางตะโกนพูดกับลูกสาวที่อยู่บนชั้นสองของบ้าน ขณะเดียวกันคนเป็นลูกสาวอย่างชะเอมก็เดินลงบันไดมาพอดี ก่อนที่เสียงหวานเล็กๆของเธอจะเอ่ยถามคนเป็นแม่อย่างนึกสงสัย
“ทำไมเป็นพี่เจ้าขุนล่ะคะแม่ น้าขวัญไม่ได้มารับเอมเองเหรอ”
“น้าขวัญติดธุระมาไม่ได้ก็เลยให้เจ้าขุนมารับแทน”
ขณะนั้นเองรถกระบะสี่ประตูคันสีขาวก็ขับเข้ามาจอดหน้าบ้านพอดี มะปรางที่ปลายตาไปเห็นจึงพูดขึ้น
“นั่นไงเจ้าขุนมาพอดีเลย เดี๋ยวแม่ออกไปหาพี่เค้าก่อน ลูกก็รีบยกกระเป๋าตามมาล่ะ”
“ค่า~"
จากนั้นมะปรางก็เดินไปหาลูกชายของเพื่อนสนิทที่รถ ด้านชะเอมจึงลากกระเป๋าสัมภาระของตัวเองตามคนเป็นแม่ไป ไม่นานทางด้านร่างสูงที่ลงจากรถกระบะคันดังกล่าวหรือเจ้าขุนก็เดินมาหามะปรางเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยของแม่ตนที่ยังคงคบหากันอยู่ ณ ปัจจุบัน ก่อนที่สองมือใหญ่จะยกขึ้นไหว้เพื่อนแม่อย่างนอบน้อมพร้อมกับเสียงทุ้มที่พูดขึ้น
“สวัสดีครับน้าปราง"
“ไหว้พระเถอะลูก ขับรถมาเหนื่อยๆเข้าบ้านไปดื่มน้ำดื่มท่าก่อน”
“ไม่เป็นไรครับ” เจ้าขุนปฎิเสธออกไปนิ่งๆ ก่อนที่ดวงตาคู่คมจะชำเลืองมองไปยังคนตัวเล็กที่เดินลากกระเป๋ามาหยุดยืนอยู่ข้างแม่ของเธอ หากเขาจำไม่ผิดครั้งล่าสุดที่เจอกันคืองานศพของพ่อเธอ ตอนนั้นเธอยังเรียนอยู่มอต้นซึ่งมันก็หลายปีมาแล้ว ในเวลาหลายปีที่ไม่ได้เจอกันเธอโตขึ้นเยอะมาก ตอนเด็กว่าน่ารักแล้ว พอโตมาก็ยิ่งสวย แต่ทว่านิสัยของเธอที่เขาได้ยินมาก็ดื้อเอาเรื่อง
ขณะที่ร่างสูงกำลังยืนมองคนตัวเล็กอย่างพินิจพิจารณา เมื่อได้ยินเสียงของเพื่อนแม่พูดต่อ เขาจึงดึงสายตากลับมามองหญิงวัยกลางคนตรงหน้า
“ลำบากเจ้าขุนหน่อยนะที่ต้องมารับน้องเอง อีกเดี๋ยวน้าต้องขึ้นเครื่องแล้วเลยไปส่งน้องไม่ได้จริงๆ”
“ไม่เป็นไรครับ”
...เนื่องจากมะปรางมีสามีใหม่เธอจึงต้องย้ายไปอยู่กับสามีฝรั่งของเธอที่คบหากันมาหลายปี เมื่อมั่นใจในรักครั้งนี้จึงตกลงปลงใจจะไปใช้ชีวิตฉันสามีภรรยากับคนรักที่ต่างประเทศ แต่ทว่าลูกสาวของเธอดันไม่ยอมไปอยู่ด้วย แม้ว่าเธอจะพูดหว่านล้อมต่างๆนาๆก็ไม่เป็นผล เพราะลูกสาวยังคงดึงดันที่จะอยู่ไทย ตัวเธอที่กำพร้าตั้งแต่เด็กไม่มีญาติที่ไหนจึงมีแค่หนทางเดียวคือฝากลูกสาวไว้ในความดูแลของเพื่อนสนิทอย่างของขวัญหรือแม่ของเจ้าขุนนั่นเอง...
เมื่อมะปรางหันมาเห็นว่าลูกสาวยังคงยืนนิ่งไม่คิดจะไหว้หรือทักทายคนที่อายุมากกว่า เธอจึงอดที่จะตำหนิลูกสาวไม่ได้
“เด็กคนนี้มือแข็งจริงๆ สวัสดีพี่เค้าสิยืนนิ่งอยู่ทำไม”
ชะเอมที่โดนคนเป็นแม่ดุใบหน้าก็งองำทันที ก่อนจะเอ่ยสวัสดีอีกคนพร้อมกับยกมือไหว้เขา
“สวัสดีค่ะ” ทว่าก็ไม่วายหันมายอกย้อนคนเป็นแม่ตามนิสัยของเธอที่ไม่เคยยอมอะไรง่ายๆ
“เมื่อกี้เอมเห็นแม่คุยกับพี่เค้าอยู่เอมเลยไม่อยากขัด ถ้าเอมพูดแทรกผู้ใหญ่เดี๋ยวแม่ก็หาว่าเอมไม่มีมารยาทอีก”
“ยอกย้อนแม่เดี๋ยวเหอะ” มะปรางทำท่าจะยกมือตีลูกสาวแต่ก็ไม่ได้คิดจะตีจริงๆ คนเป็นลูกเห็นเช่นนั้นจึงเข้ามากอดออเซาะและอ้อนแม่ทันที โดยมีดวงตาคู่คมของอีกคนมองอยู่ตลอด
“แม่เลิกดุได้แล้วเอมจะไปแล้วนะ”
ด้านมะปรางก็เศร้าใจทันทีเมื่อคิดว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเธอจะต้องห่างกับลูกสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวของเธอ ห่างกันครั้งนี้ไม่รู้จะเจอกันอีกเมื่อไหร่ เพราะการไปกลับข้ามประเทศแม้จะไม่ใช่เรื่องยากแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้สามีของเธอจะมีเงินแต่ทุกอย่างมันก็ต้องเป็นขั้นเป็นตอนและแน่นอนเวลาก็สำคัญ ใช่ว่าอยากมาหาแล้วปุบปับจะมาได้ตามใจ
“ดูแลตัวเองดีๆนะลูก มีอะไรก็โทรหาแม่ได้ตลอด ถ้าคิดถึงก็วิดีโอคอลมานะ แล้วอย่าดื้อกับน้าขวัญล่ะ ไม่งั้นถ้าน้าขวัญไม่เลี้ยงแม่จะกลับมารับลูกทันที”
“ค่ะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงนะ เอมจะเป็นเด็กดีจะไม่ดื้อกับน้าขวัญเลย เอมรักแม่นะคะ”
“แม่ก็รักลูกนะ” มะปรางกอดอำลาลูกสาวด้วยความเศร้าใจ ใช่ว่าเธออยากจะเลือกสามีแล้วทิ้งลูก แต่ลูกของเธอช่างดื้อรั้นไม่ยอมท่าเดียว อีกทั้งไม่ได้รั้งเธอให้อยู่ด้วย กลับเห็นดีเห็นงามและยินดีที่เธอจะย้ายไปอยู่กับสามีฝรั่ง สุดท้ายเมื่อเกลี่ยกล่อมลูกไม่ได้เธอก็ต้องย้ายไปต่างประเทศคนเดียว
และในขณะที่สองแม่ลูกกำลังกอดอำลากัน ทางด้านเจ้าขุนที่ยืนมองอยู่จึงเดินไปยกกระเป๋าลากสองใบที่วางอยู่ใกล้คนตัวเล็กขึ้นท้ายรถกระบะ ขณะเดียวกันด้านชะเอมเห็นเช่นนั้นจึงผละกอดจากแม่เพราะเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่เธอกับแม่จะต้องจากกันแล้ว
“เอมไปก่อนนะคะแม่” พูดจบชะเอมก็ยืนอาลัยอาวรณ์อยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะเดินขึ้นไปนั่งบนรถตรงเบาะที่นั่งตรงข้ามคนขับที่อีกคนเปิดประตูทิ้งไว้ให้ ก่อนที่ร่างสูงของเขาจะเดินไปหาแม่ของเธอหลังจากที่ขนกระเป๋าสัมภาระขึ้นรถเสร็จ
“ผมไปก่อนนะครับ” พูดจบเจ้าขุนก็ยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่
“จะลูก ขับรถกลับกันดีๆนะ”
เจ้าขุนเพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นรถไป และเมื่อรถขับเคลื่อนเลื่อนไปข้างหน้าชะเอมก็โบกมือลาคนเป็นแม่ที่ยืนส่งเธออยู่หน้าบ้าน กระทั่งรถขับเคลื่อนมาไกลจนสุดสายตาที่จะมองเห็นร่างของแม่ ชะเอมก็หันกลับมานั่งตามปกติแล้วกดปิดกระจกรถ จากนั้นก็ทอดสายตามองทางข้างหน้าไปเรื่อย ขณะในหัวว่างเปล่าแต่ในใจกลับรู้สึกหดหู่เมื่อต้องจากแม่ กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มของคนข้างๆเอ่ยถาม
“หิวมั้ย”
เธอจึงหันไปมองแต่ก็เห็นว่าเขายังคงมองทางข้างหน้าไม่ได้หันมามองกัน จึงไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้เขาถามเธอหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นว่าในรถก็มีแค่เธอกับเขา ถ้าเขาไม่พูดกับเธอแล้วเขาจะพูดกับใครได้ จึงเลือกเอ่ยตอบเขาไปน้ำเสียงฉะฉานตามประสาคนพูดเก่ง
“หิวนิดหน่อยค่ะ เมื่อเช้ามัวแต่รีบเก็บของก็เลยกินข้าวไปนิดเดียว”
ร่างสูงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรกลับไป เขายังคงมองทางข้างหน้าไม่ละ ทำหน้าที่สารถีเป็นอย่างดี ด้านชะเอมเห็นอีกคนเงียบไปก็แอบงงเพราะเมื่อกี้เขาเป็นคนชวนเธอคุยก่อนแต่ก็ดันมาเงียบใส่กันแบบนี้ ทว่าเธอก็เลือกไม่ใส่ใจแล้วหันมองทางรอบๆต่อ
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้...
ภายในบ้านไม้สักหลังใหญ่สองชั้น พื้นที่รอบๆห้อมล้อมไปด้วยต้นยางพารา มีสองสามีภรรยาและลูกสาวคนเล็กที่มีนิสัยแสนจะเรียบร้อยอ่อนหวานมีนามว่าเจ้าขากำลังนั่งกินข้าวเช้ากันอยู่ในครัว คนเป็นแม่หรือของขวัญที่อยู่ในวัยกลางคนแต่ก็ยังคงความสวยสง่าเอาไว้เป็นอย่างดี ไม่ต่างกับสามีของเธอหรือจอมทัพที่อายุมากกว่าภรรยาถึงยี่สิบปี แม้จะอยู่ในวัยชราแต่ก็ยังคงดูสง่าไม่เปลี่ยน
ซึ่งในขณะที่ทั้งสามคนกำลังกินข้าวกันอยู่ เมื่อของขวัญเห็นลูกชายคนโตของเธอเดินเข้ามาในครัว พอลูกชายนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามจึงเอ่ยถามลูกชายทันที
“ขุนจำน้องชะเอมลูกสาวน้าปรางได้มั้ยลูก ที่ตอนเด็กๆน้าปรางเคยพาน้องมาเล่นที่บ้านเราอยู่บ่อยๆ”
“พอจำได้ครับ” เจ้าขุนตอบกลับคนเป็นแม่น้ำเสียงเรียบนิ่งไม่ต่างจากใบหน้า ขณะที่มือไม้ก็ตักข้าวในหม้อใส่จานเตรียมจะกินข้าว ไม่ได้นึกสนใจเรื่องที่แม่ถามเลย
“งั้นขุนช่วยไปรับน้องให้แม่หน่อยนะ แม่กับพ่อต้องไปรดน้ำศพตาเพิ่มที่วัดเลยไปรับน้องเองไม่ได้ นี่ที่อยู่บ้านน้าปรางแม่จดไว้ให้แล้ว”
สิ้นคำพูดดังกล่าวของคนเป็นแม่ เจ้าขุนก็นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนมือใหญ่ไปรับกระดาษที่อยู่จากคนเป็นแม่ที่ยื่นมาให้ แต่ปากก็เอ่ยถามแม่ด้วยความสงสัย
“ไปรับทำไมครับ”
“พอดีน้าปรางจะย้ายไปอยู่กับสามีใหม่ที่ฝรั่งเศสวันนี้ หนูชะเอมไม่ยอมไปด้วยดื้อจะอยู่ไทยให้ได้ น้าปรางเค้าไม่อยากทิ้งลูกสาวให้อยู่บ้านคนเดียวก็เลยฝากแม่ช่วยดูแลจนกว่าน้องจะเรียนจบแล้วดูแลตัวเองได้นั่นแหละ เรื่องนี้แม่คุยกับพ่อกับน้องแล้วทุกคนโอเคหมด มีแค่ขุนนั่นแหละวันๆทำแต่งานแม่เลยไม่มีโอกาสได้บอกลูกเลย”
หากจะรับสมาชิกใหม่เข้าบ้านก็ต้องเป็นที่ยอมรับของคนในครอบครัวก่อน ซึ่งสามีและลูกสาวคนเล็กก็เห็นด้วยและเต็มใจที่จะให้ชะเอมเข้ามาอยู่อาศัยในบ้าน จะเหลือก็แต่ลูกชายคนโตที่หาเวลาคุยด้วยไม่ได้เลย เพราะตื่นเช้ามาลูกชายก็เข้าสวนทั้งวัน ตกเย็นก็ไปเตะบอลที่สนามของโรงเรียนวัดกับกลุ่มเพื่อน พอกลับมาก็เหนื่อยล้ากินข้าวเสร็จอาบน้ำนอน แต่ละวันไม่เคยอยู่นิ่ง เหมือนกับคนเป็นพ่อตอนยังหนุ่ม รายนั้นก็ขยันทำการทำงานไม่เคยหยุดพักเหมือนกัน
กระทั่งผ่านมาถึงวันนี้ของขวัญใช้เวลาพูดกับลูกชายไม่ถึงนาทีก็เป็นอันเข้าใจ
“แล้วจะให้ไปรับตอนไหนครับ”
“บ้านน้าปรางอยู่ในเมืองกว่าจะขับรถไปถึงก็เกือบสองชั่วโมง ขุนกินข้าวเสร็จไปรับน้องเลยก็ได้นะ ไปรับน้องก่อนที่น้าปรางจะขึ้นเครื่องน้องจะได้ไม่ต้องรออยู่ที่บ้านคนเดียว”
“ได้ครับ”
“น้ำค่ะ” ชะเอมเสิร์ฟน้ำให้แขกก่อนจะหย่อนก้นนั่งลงบนโซฟาข้างน้าขวัญของเธอ ฝั่งของสองแม่ลูกจึงยิ้มรับ“ขอบใจจ้ะ”“ขอบคุณครับ”จากนั้นฝ้ายจึงชวนเด็กสาวคุยต่อ...“ว่าแต่หนูชะเอมมีแฟนรึยังจ๊ะ”ทว่าของขวัญที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับไปไม่เป็นกับคำถามของเพื่อนที่เอ่ยถามว่าที่ลูกสะใภ้ของเธอ แต่แล้วก็ไม่คาดคิดว่าเด็กสาวจะตอบกลับอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา“มีแล้วค่ะ พี่ขุนลูกชายน้าขวัญไงคะแฟนเอม”สิ้นคำตอบของว่าที่ลูกสะใภ้ของขวัญก็ถึงกับหลุดยิ้มออกมาเพราะมันช่างถูกใจและเป็นที่น่าพอใจเธอยิ่งนัก แต่สองแม่ลูกที่ได้ยินกลับยิ้มไม่ออกเลย ก่อนจะเป็นฝ้ายที่พูดต่อด้วยอาการกระอักกระอ่วนขึ้นมาคล้ายกับเสียหน้าที่ก่อนหน้านี้ไม่รู้จึงทำตัวเป็นแม่ชักแม่สื่อให้เด็กสาวกับลูกชายของตัวเอง“อ๋อ ที่แท้หนูชะเอมก็คบกับเจ้าขุนนี่เอง ถึงว่าล่ะทำไมแม่หนูถึงให้หนูมาอยู่ที่นี่แทนที่จะไปอยู่กับน้าก็ได้”“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ เอมกับพี่ขุนเราพึ่งจะคบกันเอง ความจริงแม่ตั้งใจให้เอมมาอยู่กับน้าขวัญอยู่แล้วค่ะ แม่อาจจะเห็นว่าที่บ้านน้าขวัญมีพี่เจ้าขาอยู่ด้วยมั้งคะ คงคิดว่าเอมจะได้ไม่เหงาถ้ามีพี่เจ้าขาเป็นเพื่อนเลยให้เอมมาอยู่กับน้าขวัญ มันไม
เช้าวันต่อมาหลังจากตื่นนอนชะเอมก็กลับห้องนอนตัวเองไปแล้วอาบน้ำแต่งตัวลงมาข้างล่าง แอบบ่นอีกคนในใจที่ตื่นแล้วไม่ยอมปลุกกันบ้าง เมื่อลงมาข้างล่างก็เจอกับน้าขวัญของเธอที่กำลังยืนทำโน่นทำนี่อยู่ในครัวคนเดียว เธอจึงได้โอกาสถามหาอีกคนทันที“พี่ขุนล่ะคะน้าขวัญ”ทางด้านของขวัญจึงหันมามองเจ้าของคำถามดังกล่าวก่อนจะเอ่ยแซวออกไปด้วยใบหน้ายิ้มๆ“ตื่นมาก็ถามหาพี่เค้าเลยนะลูก"ชะเอมได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรกลับไปเพียงแต่ยิ้มน้อยๆด้วยความเขินที่โดนคนเป็นน้าแซว ก่อนจะได้ยินคนเป็นน้าพูดต่อ“พี่เค้าเข้าสวนกับลุงทัพตั้งแต่เช้าแล้ว คงกลับเย็นๆเหมือนทุกวันแหละ”สิ้นคำบอกกล่าวของคนเป็นน้าที่พ่วงด้วยตำแหน่งแม่แฟน ชะเอมก็พยักหน้าให้เบาๆอย่างเข้าใจ จากนั้นก็เดินไปตักข้าวมานั่งกินที่โต๊ะคนเดียว เนื่องจากคนอื่นๆตื่นก่อนจึงกินข้าวกันหมดแล้ว เหลือแค่เธอที่ตื่นคนสุดท้ายจึงต้องนั่งกินข้าวคนเดียว ซึ่งมันก็เป็นปกติของที่นี่ หากใครตื่นก่อนหรือหิวก่อนก็สามารถกินข้าวก่อนได้เลยไม่จำเป็นต้องรอทานพร้อมกัน...เวลาต่อมาในช่วงบ่ายของวันสองพ่อลูกยังไม่กลับจากสวน ส่วนเจ้าขาก็ยังไม่เสร็จจากการรับซื้อน้ำยางของเช้าบ้าน ที่บ้
วันต่อมาเมื่อทริปเที่ยวสามวันสองคืนในครั้งนี้จบลงก็ถึงเวลากลับบ้านไปใช้ชีวิตกันต่อตามปกติ ในช่วงเวลาสามทุ่มกว่าๆร่างสูงเปิดประตูเดินออกจากห้องนอนของตัวเองไปหยุดยืนอยู่หน้าห้องของน้องสาวแล้วยกมือขึ้นมาเคาะประตูห้องสองสามครั้งก๊อกๆๆ...รอไม่นานคนเป็นน้องสาวก็เปิดประตูแกรกร่างสูงจึงไม่รอช้าแทรกตัวเข้าไปในห้องเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างเตียงฝั่งที่มีคนตัวเล็กกำลังหลับปุ๋ยขณะที่แขนขากอดหมอนข้างเอาไว้ เห็นเช่นนั้นมุมปากหยักจึงยกยิ้มด้วยความเอ็นดู ทว่าก็แอบขัดใจเมื่อเห็นว่าเธอนอนไม่ห่มผ้า แต่เมื่อได้ยินน้องสาวที่เดินมาหาพูดขึ้นเขาจึงละสายตาจากคนตัวเล็กหันไปมองคนเป็นน้อง“พี่ขุนมีอะไรรึเปล่าคะ”“พี่จะเอาน้องไปนอนห้องพี่”“คะ!”ตอบจบร่างสูงก็โน้มตัวลงไปอุ้มคนตัวเล็กที่กำลังหลับสบายไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยว่าตอนนี้ตัวเองถูกอุ้มขึ้นจากเตียงเรียบร้อยแล้ว โดยที่ร่างสูงก็ไม่ได้สนใจคนเป็นน้องสาวที่กำลังยืนอึ้งคล้ายกับตกใจกับการกระทำของเขา“พี่ขุนทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ พี่จะอุ้มน้องไปแบบนี้ไม่ได้ค่ะ”“ทำไมจะไม่ได้ในเมื่อน้องเป็นแฟนพี่”“ฟะ แฟนเหรอ นี่คบกันแล้วเหรอคะ แล้วไปคบกันตอนไหน”“เมื่อวาน” ตอบจบร
แต่แล้วในขณะเดียวกันหุ่นเพอร์เฟคของเขาที่ช่างน่าดึงดูดสายตา ทำให้คนตัวเล็กที่พยายามไม่มองไม่คิดอะไรกับมัน สุดท้ายก็ห้ามใจตัวเองไม่ไหว“พี่ขุน ในเมื่อเราคบกันแล้วงั้นเอมก็มีสิทธิ์ในตัวพี่ใช่มั้ย”ร่างสูงนึกงงที่จู่ๆคนตัวเล็กก็ถามมาเช่นนี้ แต่ก็เอ่ยตอบเธอไป...“ใช่”“งั้นเอมขอสิทธิ์นั้นด้วยการลูบกล้ามหน้าท้องพี่หน่อยได้ป่ะ แฮๆ~” ถึงกับหัวเราะแก้เก้อเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินของตัวเอง ทว่าอีกคนกลับชอบใจกับความน่ารักที่มาพร้อมกับความหื่นของเธอ“หึ เด็กหื่น”“หื่นอะไรเอมก็แค่เห็นหน้าท้องพี่มันดูแน่นๆดีเอมเลยอยากลองจับดูว่ามันแน่นจริงมั้ยแค่นั้นเองค่ะ เอมหื่นตรงไหนกัน"พูดไปข้างๆคูๆความจริงก็อยากลูบกล้ามท้องพี่มานานแล้ว...“อยากจับก็จับ”“ให้จับจริงเหรอ” ถึงกับตาลุกวาวเมื่อพี่อนุญาต“อือ”“งั้นเอมไม่เกรงใจแล้วนะ”เมื่อเห็นคนตัวเล็กมัวแต่พูดพร่ำลีลา มือใหญ่จึงคว้ามือเล็กมาวางนาบลงบนหน้าท้องแกร่งของตน คนตัวเล็กมีตกใจเล็กน้อยแต่ต่อมารอยยิ้มซุกซนก็ฉายขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้ม ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองร่างสูงเล็กน้อยขณะปากเล็กยังคงยิ้ม จากนั้นเธอก็จัดการละเลงลูบไล้กล้ามหน้าท้องแกร่งด้วยสองมือเล็กๆของตัวเองอย





