Masukปากบอกเป็นน้อง ใครถามก็บอกน้อง แต่จับน้องหอมแก้มแล้วยังขู่จะจูบน้องฉ่ำ (เหตุเพราะน้องมันดื้อ พี่ก็เลยจับรักซะให้จบๆ) . 'เมื่อเธอดื้อนัก เขาจึงต้องจับรักซะให้เข็ดหลาบ' . ...ในเรื่องมีภาษาถิ่นเข้ามาแทรก หากรี้ดท่านใดไม่อินหรือไม่เข้าใจภาษาถิ่นสามารถข้ามไปอ่านซับแปลในวงเล็บได้เลยนะครับ มีซับแปลให้ทุกประโยคครับผม
Lihat lebih banyakแนะนำตัวละคร
เจ้าขุน หนุ่มใต้ บ้านเกิดสุราษฎร์ธานี ลูกชายคนโตของนายหัวจอมทัพกับของขวัญในเรื่องชะตารักนายหัวจอมทัพ อายุ25ปี สูง187เซนติเมตร เป็นคนเงียบๆ พูดน้อยเหมือนพ่อ หน้าตาก็หล่อเหลาถอดแบบพ่อมา ทว่าผิวขาวได้แม่
ชะเอม สาวใต้ บ้านเกิดสุราษฎร์ธานี อายุ19ปี สูง161เซนติเมตร หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักแต่นิสัยกลับดื้อรั้นไม่ยอมคน ทว่าก็มีด้านอ่อนโยนและอ่อนไหวง่าย
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้สร้างขึ้นจากจินตนาการของไรท์ บรรยายให้อ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงถึงบุคคลหรือสถานที่ใด ข้อมูลในเรื่องอาจจะไม่ถูกต้อง100% และอาจมีเนื้อหา18+ หรือพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสมของตัวละคร นักอ่านควรใช้วิจารณญานในการอ่านด้วยนะครับ (ด้วยรักและเคารพนักอ่านทุกคน)
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ 2537 ห้ามคัดลอก เลียนแบบ หรือดัดแปลงเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของงานเขียนนี้ รวมทั้งการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าในรูปแบบหรือวิธีการใดๆทางอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น
บรรยายโดยนามปากกา อิมอิน
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ณ บ้านโมเดิร์นสองชั้นในตัวอำเภอเมืองของจังหวัด
“เอมเก็บกระเป๋าเสร็จยังลูก เร็วหน่อยพี่เจ้าขุนกำลังจะถึงแล้ว อย่าให้พี่เค้าต้องรอนาน” เสียงของคนเป็นแม่ที่มีนามว่ามะปรางตะโกนพูดกับลูกสาวที่อยู่บนชั้นสองของบ้าน ขณะเดียวกันคนเป็นลูกสาวอย่างชะเอมก็เดินลงบันไดมาพอดี ก่อนที่เสียงหวานเล็กๆของเธอจะเอ่ยถามคนเป็นแม่อย่างนึกสงสัย
“ทำไมเป็นพี่เจ้าขุนล่ะคะแม่ น้าขวัญไม่ได้มารับเอมเองเหรอ”
“น้าขวัญติดธุระมาไม่ได้ก็เลยให้เจ้าขุนมารับแทน”
ขณะนั้นเองรถกระบะสี่ประตูคันสีขาวก็ขับเข้ามาจอดหน้าบ้านพอดี มะปรางที่ปลายตาไปเห็นจึงพูดขึ้น
“นั่นไงเจ้าขุนมาพอดีเลย เดี๋ยวแม่ออกไปหาพี่เค้าก่อน ลูกก็รีบยกกระเป๋าตามมาล่ะ”
“ค่า~"
จากนั้นมะปรางก็เดินไปหาลูกชายของเพื่อนสนิทที่รถ ด้านชะเอมจึงลากกระเป๋าสัมภาระของตัวเองตามคนเป็นแม่ไป ไม่นานทางด้านร่างสูงที่ลงจากรถกระบะคันดังกล่าวหรือเจ้าขุนก็เดินมาหามะปรางเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยของแม่ตนที่ยังคงคบหากันอยู่ ณ ปัจจุบัน ก่อนที่สองมือใหญ่จะยกขึ้นไหว้เพื่อนแม่อย่างนอบน้อมพร้อมกับเสียงทุ้มที่พูดขึ้น
“สวัสดีครับน้าปราง"
“ไหว้พระเถอะลูก ขับรถมาเหนื่อยๆเข้าบ้านไปดื่มน้ำดื่มท่าก่อน”
“ไม่เป็นไรครับ” เจ้าขุนปฎิเสธออกไปนิ่งๆ ก่อนที่ดวงตาคู่คมจะชำเลืองมองไปยังคนตัวเล็กที่เดินลากกระเป๋ามาหยุดยืนอยู่ข้างแม่ของเธอ หากเขาจำไม่ผิดครั้งล่าสุดที่เจอกันคืองานศพของพ่อเธอ ตอนนั้นเธอยังเรียนอยู่มอต้นซึ่งมันก็หลายปีมาแล้ว ในเวลาหลายปีที่ไม่ได้เจอกันเธอโตขึ้นเยอะมาก ตอนเด็กว่าน่ารักแล้ว พอโตมาก็ยิ่งสวย แต่ทว่านิสัยของเธอที่เขาได้ยินมาก็ดื้อเอาเรื่อง
ขณะที่ร่างสูงกำลังยืนมองคนตัวเล็กอย่างพินิจพิจารณา เมื่อได้ยินเสียงของเพื่อนแม่พูดต่อ เขาจึงดึงสายตากลับมามองหญิงวัยกลางคนตรงหน้า
“ลำบากเจ้าขุนหน่อยนะที่ต้องมารับน้องเอง อีกเดี๋ยวน้าต้องขึ้นเครื่องแล้วเลยไปส่งน้องไม่ได้จริงๆ”
“ไม่เป็นไรครับ”
...เนื่องจากมะปรางมีสามีใหม่เธอจึงต้องย้ายไปอยู่กับสามีฝรั่งของเธอที่คบหากันมาหลายปี เมื่อมั่นใจในรักครั้งนี้จึงตกลงปลงใจจะไปใช้ชีวิตฉันสามีภรรยากับคนรักที่ต่างประเทศ แต่ทว่าลูกสาวของเธอดันไม่ยอมไปอยู่ด้วย แม้ว่าเธอจะพูดหว่านล้อมต่างๆนาๆก็ไม่เป็นผล เพราะลูกสาวยังคงดึงดันที่จะอยู่ไทย ตัวเธอที่กำพร้าตั้งแต่เด็กไม่มีญาติที่ไหนจึงมีแค่หนทางเดียวคือฝากลูกสาวไว้ในความดูแลของเพื่อนสนิทอย่างของขวัญหรือแม่ของเจ้าขุนนั่นเอง...
เมื่อมะปรางหันมาเห็นว่าลูกสาวยังคงยืนนิ่งไม่คิดจะไหว้หรือทักทายคนที่อายุมากกว่า เธอจึงอดที่จะตำหนิลูกสาวไม่ได้
“เด็กคนนี้มือแข็งจริงๆ สวัสดีพี่เค้าสิยืนนิ่งอยู่ทำไม”
ชะเอมที่โดนคนเป็นแม่ดุใบหน้าก็งองำทันที ก่อนจะเอ่ยสวัสดีอีกคนพร้อมกับยกมือไหว้เขา
“สวัสดีค่ะ” ทว่าก็ไม่วายหันมายอกย้อนคนเป็นแม่ตามนิสัยของเธอที่ไม่เคยยอมอะไรง่ายๆ
“เมื่อกี้เอมเห็นแม่คุยกับพี่เค้าอยู่เอมเลยไม่อยากขัด ถ้าเอมพูดแทรกผู้ใหญ่เดี๋ยวแม่ก็หาว่าเอมไม่มีมารยาทอีก”
“ยอกย้อนแม่เดี๋ยวเหอะ” มะปรางทำท่าจะยกมือตีลูกสาวแต่ก็ไม่ได้คิดจะตีจริงๆ คนเป็นลูกเห็นเช่นนั้นจึงเข้ามากอดออเซาะและอ้อนแม่ทันที โดยมีดวงตาคู่คมของอีกคนมองอยู่ตลอด
“แม่เลิกดุได้แล้วเอมจะไปแล้วนะ”
ด้านมะปรางก็เศร้าใจทันทีเมื่อคิดว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเธอจะต้องห่างกับลูกสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวของเธอ ห่างกันครั้งนี้ไม่รู้จะเจอกันอีกเมื่อไหร่ เพราะการไปกลับข้ามประเทศแม้จะไม่ใช่เรื่องยากแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้สามีของเธอจะมีเงินแต่ทุกอย่างมันก็ต้องเป็นขั้นเป็นตอนและแน่นอนเวลาก็สำคัญ ใช่ว่าอยากมาหาแล้วปุบปับจะมาได้ตามใจ
“ดูแลตัวเองดีๆนะลูก มีอะไรก็โทรหาแม่ได้ตลอด ถ้าคิดถึงก็วิดีโอคอลมานะ แล้วอย่าดื้อกับน้าขวัญล่ะ ไม่งั้นถ้าน้าขวัญไม่เลี้ยงแม่จะกลับมารับลูกทันที”
“ค่ะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงนะ เอมจะเป็นเด็กดีจะไม่ดื้อกับน้าขวัญเลย เอมรักแม่นะคะ”
“แม่ก็รักลูกนะ” มะปรางกอดอำลาลูกสาวด้วยความเศร้าใจ ใช่ว่าเธออยากจะเลือกสามีแล้วทิ้งลูก แต่ลูกของเธอช่างดื้อรั้นไม่ยอมท่าเดียว อีกทั้งไม่ได้รั้งเธอให้อยู่ด้วย กลับเห็นดีเห็นงามและยินดีที่เธอจะย้ายไปอยู่กับสามีฝรั่ง สุดท้ายเมื่อเกลี่ยกล่อมลูกไม่ได้เธอก็ต้องย้ายไปต่างประเทศคนเดียว
และในขณะที่สองแม่ลูกกำลังกอดอำลากัน ทางด้านเจ้าขุนที่ยืนมองอยู่จึงเดินไปยกกระเป๋าลากสองใบที่วางอยู่ใกล้คนตัวเล็กขึ้นท้ายรถกระบะ ขณะเดียวกันด้านชะเอมเห็นเช่นนั้นจึงผละกอดจากแม่เพราะเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่เธอกับแม่จะต้องจากกันแล้ว
“เอมไปก่อนนะคะแม่” พูดจบชะเอมก็ยืนอาลัยอาวรณ์อยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะเดินขึ้นไปนั่งบนรถตรงเบาะที่นั่งตรงข้ามคนขับที่อีกคนเปิดประตูทิ้งไว้ให้ ก่อนที่ร่างสูงของเขาจะเดินไปหาแม่ของเธอหลังจากที่ขนกระเป๋าสัมภาระขึ้นรถเสร็จ
“ผมไปก่อนนะครับ” พูดจบเจ้าขุนก็ยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่
“จะลูก ขับรถกลับกันดีๆนะ”
เจ้าขุนเพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นรถไป และเมื่อรถขับเคลื่อนเลื่อนไปข้างหน้าชะเอมก็โบกมือลาคนเป็นแม่ที่ยืนส่งเธออยู่หน้าบ้าน กระทั่งรถขับเคลื่อนมาไกลจนสุดสายตาที่จะมองเห็นร่างของแม่ ชะเอมก็หันกลับมานั่งตามปกติแล้วกดปิดกระจกรถ จากนั้นก็ทอดสายตามองทางข้างหน้าไปเรื่อย ขณะในหัวว่างเปล่าแต่ในใจกลับรู้สึกหดหู่เมื่อต้องจากแม่ กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มของคนข้างๆเอ่ยถาม
“หิวมั้ย”
เธอจึงหันไปมองแต่ก็เห็นว่าเขายังคงมองทางข้างหน้าไม่ได้หันมามองกัน จึงไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้เขาถามเธอหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นว่าในรถก็มีแค่เธอกับเขา ถ้าเขาไม่พูดกับเธอแล้วเขาจะพูดกับใครได้ จึงเลือกเอ่ยตอบเขาไปน้ำเสียงฉะฉานตามประสาคนพูดเก่ง
“หิวนิดหน่อยค่ะ เมื่อเช้ามัวแต่รีบเก็บของก็เลยกินข้าวไปนิดเดียว”
ร่างสูงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรกลับไป เขายังคงมองทางข้างหน้าไม่ละ ทำหน้าที่สารถีเป็นอย่างดี ด้านชะเอมเห็นอีกคนเงียบไปก็แอบงงเพราะเมื่อกี้เขาเป็นคนชวนเธอคุยก่อนแต่ก็ดันมาเงียบใส่กันแบบนี้ ทว่าเธอก็เลือกไม่ใส่ใจแล้วหันมองทางรอบๆต่อ
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้...
ภายในบ้านไม้สักหลังใหญ่สองชั้น พื้นที่รอบๆห้อมล้อมไปด้วยต้นยางพารา มีสองสามีภรรยาและลูกสาวคนเล็กที่มีนิสัยแสนจะเรียบร้อยอ่อนหวานมีนามว่าเจ้าขากำลังนั่งกินข้าวเช้ากันอยู่ในครัว คนเป็นแม่หรือของขวัญที่อยู่ในวัยกลางคนแต่ก็ยังคงความสวยสง่าเอาไว้เป็นอย่างดี ไม่ต่างกับสามีของเธอหรือจอมทัพที่อายุมากกว่าภรรยาถึงยี่สิบปี แม้จะอยู่ในวัยชราแต่ก็ยังคงดูสง่าไม่เปลี่ยน
ซึ่งในขณะที่ทั้งสามคนกำลังกินข้าวกันอยู่ เมื่อของขวัญเห็นลูกชายคนโตของเธอเดินเข้ามาในครัว พอลูกชายนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามจึงเอ่ยถามลูกชายทันที
“ขุนจำน้องชะเอมลูกสาวน้าปรางได้มั้ยลูก ที่ตอนเด็กๆน้าปรางเคยพาน้องมาเล่นที่บ้านเราอยู่บ่อยๆ”
“พอจำได้ครับ” เจ้าขุนตอบกลับคนเป็นแม่น้ำเสียงเรียบนิ่งไม่ต่างจากใบหน้า ขณะที่มือไม้ก็ตักข้าวในหม้อใส่จานเตรียมจะกินข้าว ไม่ได้นึกสนใจเรื่องที่แม่ถามเลย
“งั้นขุนช่วยไปรับน้องให้แม่หน่อยนะ แม่กับพ่อต้องไปรดน้ำศพตาเพิ่มที่วัดเลยไปรับน้องเองไม่ได้ นี่ที่อยู่บ้านน้าปรางแม่จดไว้ให้แล้ว”
สิ้นคำพูดดังกล่าวของคนเป็นแม่ เจ้าขุนก็นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนมือใหญ่ไปรับกระดาษที่อยู่จากคนเป็นแม่ที่ยื่นมาให้ แต่ปากก็เอ่ยถามแม่ด้วยความสงสัย
“ไปรับทำไมครับ”
“พอดีน้าปรางจะย้ายไปอยู่กับสามีใหม่ที่ฝรั่งเศสวันนี้ หนูชะเอมไม่ยอมไปด้วยดื้อจะอยู่ไทยให้ได้ น้าปรางเค้าไม่อยากทิ้งลูกสาวให้อยู่บ้านคนเดียวก็เลยฝากแม่ช่วยดูแลจนกว่าน้องจะเรียนจบแล้วดูแลตัวเองได้นั่นแหละ เรื่องนี้แม่คุยกับพ่อกับน้องแล้วทุกคนโอเคหมด มีแค่ขุนนั่นแหละวันๆทำแต่งานแม่เลยไม่มีโอกาสได้บอกลูกเลย”
หากจะรับสมาชิกใหม่เข้าบ้านก็ต้องเป็นที่ยอมรับของคนในครอบครัวก่อน ซึ่งสามีและลูกสาวคนเล็กก็เห็นด้วยและเต็มใจที่จะให้ชะเอมเข้ามาอยู่อาศัยในบ้าน จะเหลือก็แต่ลูกชายคนโตที่หาเวลาคุยด้วยไม่ได้เลย เพราะตื่นเช้ามาลูกชายก็เข้าสวนทั้งวัน ตกเย็นก็ไปเตะบอลที่สนามของโรงเรียนวัดกับกลุ่มเพื่อน พอกลับมาก็เหนื่อยล้ากินข้าวเสร็จอาบน้ำนอน แต่ละวันไม่เคยอยู่นิ่ง เหมือนกับคนเป็นพ่อตอนยังหนุ่ม รายนั้นก็ขยันทำการทำงานไม่เคยหยุดพักเหมือนกัน
กระทั่งผ่านมาถึงวันนี้ของขวัญใช้เวลาพูดกับลูกชายไม่ถึงนาทีก็เป็นอันเข้าใจ
“แล้วจะให้ไปรับตอนไหนครับ”
“บ้านน้าปรางอยู่ในเมืองกว่าจะขับรถไปถึงก็เกือบสองชั่วโมง ขุนกินข้าวเสร็จไปรับน้องเลยก็ได้นะ ไปรับน้องก่อนที่น้าปรางจะขึ้นเครื่องน้องจะได้ไม่ต้องรออยู่ที่บ้านคนเดียว”
“ได้ครับ”
วันต่อมา“พี่ขุนเดี๋ยวแวะร้านพี่ทรายให้เอมหน่อยนะ เอมอยากกินโออิชิ”“ได้ครับ”เมื่อร่างสูงขับรถเข้ามาในหมู่บ้านหลังจากพาคนตัวเล็กไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ คนตัวเล็กก็หันมาพูดกับเขาที่กำลังขับรถอยู่ เมื่อเขาหันมาตอบรับเธอก็หันกลับไปเล่นโทรศัพท์เครื่องใหม่ต่อ เธอดูสนใจมันเป็นพิเศษซึ่งไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่กำลังเห่อของเล่นชิ้นใหม่เลยและเมื่อมาถึงร้านขายของชำหรือร้านของทราย ร่างสูงก็ทำการจอดรถโดยไม่ได้ดับเครื่องยนต์ก่อนจะหันไปพูดกับคนตัวเล็กที่กำลังตั้งท่าจะเปิดประตูลงจากรถ“เดี๋ยวพี่ลงไปซื้อให้เองครับ เรารอพี่อยู่ในรถนี่แหละไม่ต้องลงไป” ไม่ลืมที่จะกำชับเธออย่างเป็นคำสั่ง“โอเคค่ะ เอารสน้ำผึ้งมะนาวนะคะ ขวดสีเหลืองๆ”“ได้ครับ”จากนั้นร่างสูงก็หยิบกระเป๋าสตางค์ใบสีดำลงจากรถเดินเข้าร้านค้าไปทันที โดยมีสายตาของคนตัวเล็กมองตามไม่ละ แต่ทว่าเมื่อสายตาของเธอดันไปสะดุดกับร่างของทรายเจ้าของร้านที่กำลังยืนโอบเอวอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่งที่หน้าตาน่ารักพอตัว อีกทั้งท่าทีของทั้งคู่ดูกระหนุงกระหนิงราวกับคู่รัก ก็พอจะเดาได้ทันทีว่าทรายมีรสนิยมเช่นไร มิน่าเวลาที่เธอมาซื้อของร้านทรายเธอถึงรู้สึกว่าทรายเข้า
วันต่อมาเช้ามาไปส่งเมียเรียน ถึงเวลาเลิกเรียนไปรับเมียกลับ กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเจ้าขุนไปเสียแล้วซึ่งหลังจากจอดรถรอรับเมียที่จุดเดิมเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเพราะเขาจะมารับเธอก่อนเวลาเลิกเรียนเสมอ ก็เห็นร่างอรชรของเมียเดินมากับเพื่อนสนิทในกลุ่มก่อนจะแยกกันไปเมื่อเธอเข้ามานั่งในรถสิ่งแรกที่เธอมักจะทำเป็นประจำคือยกมือไหว้เขาทั้งตอนมาส่งและตอนมารับ เขาจึงยิ้มรับและมองเธอด้วยสายตารักใคร่เอ็นดูก่อนจะเอ่ยถามเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“วันนี้เรียนเหนื่อยมั้ย”“ไม่เหนื่อยค่ะ”“หิวมั้ย กินขนมพวกนี้รองท้องไปก่อนนะ” มือใหญ่หยิบถุงขนมที่ซื้อเตรียมไว้ยื่นให้คนตัวเล็ก เธอจึงรับเอาไปกินตามปกติ ถึงแม้ตอนนี้ระหว่างเรายังตึงใส่กันอยู่ แต่ก็ไม่ถึงขั้นไม่พูดจากัน หลังจากนั้นเจ้าขุนก็ขับรถพาเมียกลับบ้าน...แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านพอเปิดประตูเข้าไปในห้องชะเอมก็ต้องสะดุ้งตกใจกับสิ่งที่เห็นในแว็บแรก แต่เมื่อมองชัดว่าเป็นอะไรที่วางอยู่บนเตียงก็ถึงกับตาลุกวาวแล้วรีบพุ่งเข้าใส่มันทันทีด้วยความตื่นเต้น“น้องหมี~ น่ารักจังเลย” เธออุ้มตุ๊กตาหมีสีขาวตัวใหญ่ที่ใหญ่กว่าตัวเธออีกมากอดไว้แน่นขณะใบหน้าเปื้อนยิ้มไม่หุบ ก่อ
หนึ่งเดือนต่อมาหลังจากมหาลัยเปิดเจ้าขุนก็เป็นคนไปรับไปส่งชะเอมเรียนตลอด ชีวิตในแต่ละวันของทั้งคู่ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆโดยไม่มีปัญหาใดๆเข้ามาแทรก จนกระทั่งวันนี้...เมื่อกลับจากมหาลัยชะเอมก็ไปช่วยน้าขวัญของเธอทำกับข้าวมื้อเย็นตามปกติกระทั่งเสร็จ ของขวัญจึงบอกให้เธอไปตามทุกคนในบ้านมากินข้าว แต่เมื่อเดินออกมาตามคนรักที่อยู่หน้าบ้าน สิ่งที่เห็นก็ทำให้เธอปวดใจ“พี่ขุน”“เอม!”พรึ่บ!ภาพตรงหน้าที่เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนกอดคนรักของตัวเองอยู่มันราวกับถูกมีดกรีดลงกลางอก แต่เมื่อเขาได้ยินที่เธอเรียกก็รีบผลักอีกฝ่ายออกทันที ทำเอาหญิงสาวเซไปด้านหลังจนเกือบล้ม เธอจึงรีบเดินดุ่มๆเข้าไปหาเขา แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรบุ่มบ่าม พยายามที่จะใจเย็นให้ได้มากที่สุดแม้ตอนนี้ดวงตาจะร้อนผ่าวไปหมดแล้ว อีกทั้งน้ำใสๆที่เอ่อคลอเบ้าตาก็พร้อมจะไหลออกมาทุกเมื่อ“ใครเหรอขุน”สิ้นคำถามของอีกฝ่ายที่ยืนมองพวกเขาอยู่ มือใหญ่ก็คว้ามือเธอไปกุมไว้แน่นก่อนที่เขาจะหันไปตอบหญิงสาว“เมียฉันเอง”“เมียเหรอ แต่งงานกันแล้วเหรอถึงกล้าเรียกว่าเมีย แล้วดูน้องเค้าสิยังใส่ชุดนักศึกษาอยู่เลยจะเป็นเมียนายได้ไง““แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ” ขณะป
ในเวลาเกือบเที่ยงคืน ร่างสูงที่ไม่ยอมหลับเอาแต่นอนมองหน้าคนตัวเล็กในอ้อมกอด มองสำรวจใบหน้าเธออยู่อย่างนั้น ความรู้สึกของเขาในตอนนี้ทั้งรักทั้งหลงเด็กคนนี้จนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก หากวันนึงเธอหายไปหรือทิ้งเขาไปเขาก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปยังไง แค่คิดใจมันก็แทบขาด หากวันใดเขาถูกเธอทิ้งขึ้นมาจริงๆเขาคงตายอย่างอนาถแน่นอน“ล่ามโซ่ไว้ดีมั้ยเนี่ย จะได้ไม่ทิ้งพี่ไปไหน”“อื้อ” เสียงอู้อี้ดังออกมาจากในลำคอของคนตัวเล็กราวกับเมื่อครู่เจ้าตัวได้ยินที่เขาพูด ปากหยักจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนหลับในอ้อมกอด ขนาดหลับเธอก็ยังไม่หยุดน่ารัก แล้วแบบนี้เขาจะไปไหนรอดทว่าจู่ๆเสียงข้อความไลน์จากโทรศัพท์ของคนตัวเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงก็ดังขึ้น เขาจึงถือวิสาสะหยิบขึ้นมากดเปิดอ่าน(เอมมะรืนมหาลัยจะเปิดแล้ว งั้นพรุ่งนี้พวกเรามาเจอกันหน่อยมั้ย พอดีพี่ชายฉันเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพ เห็นแกเคยบอกว่าอยากเจอ)เมื่อเห็นข้อความดังกล่าวจากเพื่อนของเธอที่ส่งมา แม้จะไม่รู้จักเพื่อนของเธอเลย แต่แค่รับรู้ว่าเธออยากไปเจอพี่ชายของเพื่อนคนนี้ใจมันก็ร้อนเป็นไฟขณะมือใหญ่กำโทรศัพท์ของเธอไว้แน่น ถึงจะไม่พอใจแต่ก็ต้องข่มคว





