LOGINเมื่อเพื่อนรักที่ไว้ใจแอบทรยศคบกับชายที่ตนรัก และชายที่ตนรักกลับรังเกียจตนจนไม่แม้แต่จะแตะต้องเนื้อตัวเธอ สิ่งที่เธอทำได้คือต่างคนต่างอยู่ แต่ในวังหลังแห่งนี้เธอจะทำอย่างนั้นได้จริงหรือ?
View Moreตำหนักคุนหนิง
“ฮองเฮาเพคะอย่าไปเลยนะเพคะ” อี้หงนางกำนัลเอ่ยขึ้น
เย่วลี่อิงหรือเย่วฮองเฮาหันมามองด้วยสายตาที่ไม่พึงพอใจ ทำเอาเหล่าขันทีและนางกำนัลคนอื่นๆ ขนหลังลุกชัน ต่างก้มหน้าก้มตาตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
“เจ้าอย่าคิดว่าเจ้าคือคนที่สนิทกับข้าแล้วจะปากมากได้ ข้าจะไปใครกล้าห้าม ถ้ามันผู้ใดกล้าห้ามข้าอีก ข้าจะสั่งโบยมันผู้นั้นให้ตาย”
สิ้นคำพูดของเย่วลี่อิงทุกคนต่างนิ่งเงียบ นางสะบัดหน้าเดินออกจากตำหนัก เดินทางไปตำหนักกุ้ยเฟยเพื่อมอบของขวัญให้เนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของหลี่ฟางซินหรือสนมหลี่กุ้ยเฟย
คงมีแต่สนมหลี่กุ้ยเฟยเท่านั้นที่ได้รับความเมตตาจากเย่วฮองเฮา เพราะทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ นอกนั้นไม่มีสนมคนใดที่ได้รับความเมตตาจากเฟยห้าวเทียนหรือห้าวเทียนฮ่องเต้แล้วจะอยู่ได้อย่างเป็นสุข
ตำหนักกุ้ยเฟย
เมื่อมาถึงตำหนักกุ้ยเฟย นางกำนัลประจำตำหนักรีบเข้ามาทำความเคารพเย่วลี่อิงทันที
“ถวายพระพรฮองเฮา”
หญิงสูงศักดิ์ยกมือขึ้นใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากเบาๆ เพื่อไม่ให้นางกำนัลและขันทีส่งเสียงดัง ก่อนเดินเข้าไปในตำหนักหวังจะทำให้หลี่ฟางซินแปลกใจที่ตนมาโดยไม่ได้แจ้ง ตอนแรกนางคิดจะจัดงานวันเกิดให้แต่หลี่ฟางซินกลับปฏิเสธ เพราะไม่อยากจะโดดเด่นจนสนมคนอื่นอิจฉาที่ได้รับความเมตตาจากเย่วฮองเฮา เย่วลี่อิงรู้ดีว่านางไม่สามารถปกป้องเพื่อนรักจากเลห์เหลี่ยมกลอุบายของสนมในวังได้ตลอดเวลา จึงยอมทำตามใจหลี่ฟางซินไม่จัดงานวันเกิดให้แก่นาง
เมื่อเดินเข้ามาด้านในตำหนัก เย่วลี่อิงก็ยกมือให้ทุกคนหยุดเดินตามก่อนจะเดินเข้าไป แต่ยังไม่ทันจะเดินเข้าไปก็พบกับนางกำนัลและขันทีประจำตัวเฟยห้าวเทียนยืนอยู่นางจึงบอกให้ทุกคนถอยออกไป นางกำนัลและขันทีประจำตัวเฟยห้าวเทียนมองกันไปมาไม่กล้าออกไปตามคำสั่ง
“พวกเจ้าจะออกไปดีๆ หรือไม่” เย่วลี่อิงกล่าวเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยความดุดัน
ถึงคนเหล่านั้นจะเป็นคนรับใช้ของเฟยห้าวเทียนแต่ก็ต้องเกรงกลัวนางอยู่มากเพราะนางคือคนที่ไทเฮาทรงโปรดปรานและหนุนหลังในทุกเรื่องที่นางต้องการ นอกจากนั้นฮ่องเต้องค์ก่อนยังมีราชโองการห้ามปลดเย่วฮองเฮา ไม่ว่าจะทำผิดเรื่องอันใดก็ตาม เหล่าขันทีและนางกำนัลจึงต้องยอมถอยออกไปตามคำสั่ง
เมื่อทุกคนถอยออกไปนางก็เดินเข้าไปด้านใน แต่เพียงไม่กี่ก้าวนางก็ได้ยินเสียงหญิงชายคุยหยอกล้อกันอย่างรักใคร่ ถึงจะเป็นสหายคนสนิทแต่เมื่อได้ยินเสียงเย้าหยอกกับสามีของตนแบบนี้ก็อดรู้สึกเดือดดาลไม่ได้ หากเป็นสตรีนางอื่นนางคงเข้าไปกระชากผมจนหนังหัวแทบหลุดไปแล้ว
เมื่อเย่วลี่อิงรู้ตัวว่าตนอารมณ์ไม่ดีนักจึงยืนอยู่ด้านนอกเพื่อปรับอารมณ์ของตนให้เย็นลงก่อน แต่เนื้อความที่ชายหญิงสนทนากันยิ่งทำให้นางรู้สึกเกรี้ยวกราดมากขึ้น
“กุ้ยเฟย ข้าขอโทษที่ไม่ได้จัดงานวันเกิดให้เจ้า เพราะช่วงนี้เกิดภัยแล้งราษฎรกำลังลำบากข้าจึงสั่งห้ามไม่ให้เหล่าขุนนางจัดงานสังสรรค์หรืองานเลี้ยงใหญ่โต ข้าจึงต้องเป็นตัวอย่างให้เหล่าขุนนาง แต่ถึงอย่างไรความรักที่ข้ามีให้เจ้าก็ไม่ได้น้อยลง”
“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันอยากรู้ว่าฝ่าบาททรงมีใจให้หม่อมฉันตั้งแต่เมื่อไรหรือเพคะ” น้ำเสียงออดอ้อน
เฟยห้าวเทียนฮ่องเต้ อดเอ็นดูในสีหน้าและน้ำเสียงของสนมอันเป็นที่รักของเขาไม่ได้ เขาใช้นิ้วปัดจมูกน้อยๆ ของนางอย่างแผ่วเบา
“เมื่อ3ปีที่ก่อนตอนที่เจ้าฝากถุงหอมมาให้ข้า จดหมายที่เจ้าฝากมาในครั้งนั้นทำให้ข้ารู้สึกว่าเจ้าเป็นห่วงเป็นใยข้ายิ่งนัก เจ้าไม่เหมือนหญิงสาวทั่วไปที่อยากเข้าหาข้าเพื่ออำนาจ”
เย่วลี่อิงเมื่อได้ยินว่าเพื่อนรักที่ตนไว้ใจและยอมใจกว้างให้มาเป็นสนมใช้สามีคนเดียวกันกับตน คืออสรพิษร้ายที่แทงข้างหลังตนมาอย่างยาวนานก็ทำให้สติของนางขาดสะบั้นทันที เพราะตลอดเวลาที่ผ่านนางก็เล่าเรื่องที่แอบชอบบุรุษผู้นี้ให้หลี่ฟางซินฟัง และยังฝากของที่นางทำเองกับมือให้หลี่ฟางซินฝากพี่ชายมาให้เฟยห้าวเทียน แต่ตอนนั้นหลี่ฟางซินไม่เคยเอ่ยกับนางเลยว่าชอบบุรุษผู้นี้เช่นกัน นางเดินเข้าไปหาหลี่ฟางซินที่นั่งอยู่บนตักของเฟยห้าวเทียนทันที
“ฟางซิน นางแพศยาน่ารังเกียจ เจ้ากล้าดีเช่นไรถึงกล้าอ่อยคนของข้าลับหลังข้า 3ปี 3ปีอย่างนั้นหรือ”
ไหลเยี่ยนฟางเว้นจังหวะแล้วใช้สายตาอันเฉียบคมดุจใบมีด กวาดมองขุนนางเหล่านั้นจนแต่ละคนต้องรีบก้มหน้าหลบสายตากันจ้าละหวั่น“หากพวกท่านคิดว่าที่ข้าน้อยพูดมานั้นเป็นการใส่ร้ายป้ายสีอย่างไร้หลักฐานอีกละก็... ข้าก็ยินดีจะสั่งให้คนลากสมุดบัญชีลับของหอการค้าตระกูลจง และหอการค้าอื่น ๆ ที่อยู่ในเครือตระกูลจงมาเปิดกองตรงหน้าพระพักตร์ ให้ฝ่าบาททรงตรวจสอบดูสักครา ว่าเงินทุกตำลึง ข้าวสารทุกกระสอบ ที่พวกท่านกลืนกินเข้าไป ยามนี้ยัดแน่นอยู่ในท้องของขุนนางผู้ค้ำจุนแผ่นดินคนใดบ้าง”คำตอกกลับที่เผ็ดร้อนและเฉียบคมของไหลเยี่ยนฟาง ไม่ต่างจากการฉีกหน้ากากและลากไส้คนโฉดชั่วออกมากองประจานกลางท้องพระโรง คำพูดของนางแทงทะลุหัวใจเหล่าขุนนางกังฉินที่เป็นสมัครพรรคพวกของตระกูลโต้วอย่างแม่นยำคำประกาศกร้าวอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่าของดรุณีแซ่ไหล ดังก้องสะท้อนในโสตประสาทของโอรสสวรรค์ ห้าวเทียนฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรทรงลอบสูดลมหายใจเข้าลึก พระหฤทัยพองโตด้วยความปีติยินดีและตื้นตันจนยากจะสะกดกลั้นไว้ภายใต้พระพักตร์อันเคร่งขรึม เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นว่า เพียงแค่ลมปากของสตรีแรกรุ่นนางหนึ่ง ก็สามารถทำลายมาดขุนนางผู้ท
ห้าวเทียนฮ่องเต้ทรงปรับสีพระพักตร์ให้กลับมาเรียบเฉย ก่อนทรงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอำนาจและราบเรียบ มิต่างจากยามปฏิบัติต่อราษฎรทั่วไป“ลุกขึ้นเถิดแม่นางไหล ยามนี้ในท้องพระโรงกำลังพิจารณาคดีความสำคัญ เจ้าหาใช่ขุนนางในราชสำนัก แล้วเหตุใดจึงร่วมขบวนเข้ามาพร้อมกับชินอ๋องในยามนี้เล่า?”ไหลเยี่ยนฟางลุกขึ้นยืนตรง ท่าทางนิ่งสงบไร้ความยำเกรง ก่อนจะปัดสายตาเย็นชาไปที่โต้วถานอิน“ในเมื่อรองเสนาบดีกรมคลังโต้วอ้างว่าโต้วถานอินลักลอบขโมยหยกพกของท่านอ๋องไปสวมรอย เช่นนั้นหม่อมฉันในฐานะผู้เสียหายที่ถูกสวมรอยย่อมต้องมาดูให้เห็นกับตา ว่าแท้จริงแล้วคุณหนูตระกูลโต้วต้องการแย่งวาสนาของหม่อมฉัน หรือเป็นตระกูลโต้วที่ต้องการวาสนานี้”เมื่อห้าวเทียนฮ่องเต้ได้ยินคำว่า ‘ผู้เสียหายที่ถูกสวมรอย’ และ ‘แย่งวาสนา’ จากปากของไหลเยี่ยนฟาง พระหฤทัยของโอรสสวรรค์พลันเต้นระทึกด้วยความปรีดาอย่างลึกซึ้ง ที่ดรุณีแซ่ไหลตรงหน้าคนนี้ คือหญิงสาวที่เฟยห้าวอัน บุตรชายคนรองของพระองค์ยอมพลิกแผ่นดินตามหามานานนับปี หาใช่โต้วถานอินที่บุตรชายเคยบอกมาไม่ทว่าด้วยฉลองพระองค์ที่สวมอยู่ เจ้าของบัลลังก์มังกรจึงจำต้องสะกดกลั้นความตื้นตันเอาไว้
ทว่าเฟยห้าวอันกลับทำเพียงยันกายลุกขึ้นนั่ง พิงหัวเตียงด้วยท่าทีเกียจคร้านคล้ายคนยังนอนไม่เต็มอิ่ม แววตาคมปลาบจับจ้องกิริยาลนลานนั้นด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ทว่ายังไม่ทันที่ชินอ๋องหนุ่มจะได้เอ่ยเย้าแหย่สิ่งใดต่อ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ เสียงเคาะประตูห้องนอนก็ดังขึ้นตามเวลาอย่างแม่นยำ พร้อมด้วยสุ้มเสียงที่คุ้นหูเป็นอย่างยิ่ง“ทูลท่านอ๋อง คุณหนูไหล ยามเหม่า[1]แล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมให้พ่อบ้านฉินเตรียมน้ำล้างหน้า และสำรับเช้าไว้พร้อมแล้ว อีกหนึ่งชั่วยามรถม้าตระกูลโต้วคงจะมุ่งหน้าสู่พระราชวัง หากยังชักช้าอาจมิทันการณ์นะพ่ะย่ะค่ะ”คำรายงานนั้นทำให้อารมณ์สุนทรีย์ยามเช้าของเฟยห้าวอันพังทลายลงในพริบตา ใบหน้าคมคายบูดบึ้งลงทันควัน ดวงตาคมตวัดมองบานประตูราวกับอยากจะสั่งโบยหานเปี๋ยหลีสักร้อยไม้ฐานรู้ดีไปเสียทุกเรื่อง เขาถอนหายใจยาวอย่างแสนเสียดายพลางทิ้งตัวลงนอนแผ่ราบไปกับเตียง ขยับหัวฟัดหัวเหวี่ยงเล็กน้อยด้วยความขัดใจที่ต้องทิ้งไออุ่นอันแสนละมุนตรงหน้าไปจัดการเรื่องน่ารำคาญใจไหลเยี่ยนฟางลอบสูดหายใจลึก แววตาคู่สวยแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นเด็ดเดี่ยวตามเดิม นางหันไปมองบุรุษบนเตียงที่ยามนี้ทำตัวงอแงราวกับเด็ก ๆ
ไหลเยี่ยนฟางขมวดคิ้วมุ่นเตรียมจะเอ่ยปากท้วง ทว่าอ๋องหนุ่มกลับชิงพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน“อีกอย่าง รุ่งเช้าข้ากับเจ้าจะได้เข้าวังพร้อมกันมิต้องเสียเวลาวนรถม้ามารับให้วุ่นวาย คืนนี้ข้าจะอยู่เฝ้าเจ้าที่นี่เอง” อ๋องหหนุ่มหันไปยังองครักษ์คนสนิทแล้วรีบสั่งการอย่างรวดเร็ว“เปี๋ยหลี! เจ้าไปเตรียมคนซุ่มดูรอบเรือนให้หนาแน่น ส่วนข้าจะคอยระแวดระวังอยู่ข้างกายคุณหนูไหลเอง”อ๋องหนุ่มจงใจเน้นคำว่า ‘ข้างกาย’ พลางตบฟูกข้างตัวอีกครั้งด้วยท่าทีหน้ามึนขั้นสุด จนไหลเยี่ยนฟางได้แต่ยืนนิ่งอึ้งในความไร้ยางอายของบุรุษผู้นี้หานเปี๋ยหลีก้มหน้าซ่อนยิ้ม นึกนับถือในข้ออ้างร้อยแปดที่ท่านอ๋องขุดมาใช้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องห่างจากสตรีที่ตนรักแม้แต่เพียงก้าวเดียว ก่อนจะประสานมือรับคำสั่งแล้วรีบหมุนตัวเดินออกจากห้องไปเมื่อไร้คนนอกคอยขวางหูขวางตา เฟยห้าวอันก็ส่งยิ้มพึงใจให้สตรีตรงหน้า แววตาคมกริบยามนี้พราวระยับอย่างผู้ชนะ ขณะที่ไหลเยี่ยนฟางได้แต่ยืนกำหมัดแน่น ใบหน้าเนียนแดงก่ำด้วยความโกรธปนขัดเขินจนทำตัวไม่ถูกหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะยอมก้าวเข้าไปใกล้เตียงทว่ายังคงรักษาระยะห่างไว้หนึ่งช่วงแขน ดวงตาคู
“ท่านองครักษ์หาน ตกลงว่าท่านเห็นคุณหนูไหลบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”หานเปี๋ยหลีคิดว่าถ้าเขาตอบว่าไม่เห็นไหลเยี่ยนฟาง สาวรับใช้ของเยว่ซูซินจะต้องรีบไปแจ้งเจ้านายของนางอย่างแน่นอน ครานี้ทั้งจวนก็คงอลหม่านช่วยกันตามหา ทว่าหากเขาตอบว่าอยู่ภายในห้องเรือนรับรอง ฉุยฉุยย่อมต้องขอเข้าไปดูอาการของไหลเยี่ยนฟางเป็นแน
ไหลเยี่ยนฟางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เพราะคำตอบของนางที่จะตอบนั้นเป็นได้เพียงคำโกหก ซึ่งในใจของนางไม่อยากกล่าวคำเท็จต่อหน้าสหายผู้นี้แม้เพียงครึ่งคำ“จริงอยู่ที่ข้ามิเคยเห็นท่านอ๋องมาก่อน แต่ในเมื่อเจ้าบอกว่าตอนเด็กองค์รัชทายาทกับท่านอ๋องมีใบหน้าที่สง่างามไม่แพ้กัน ดังนั้นข้าเชื่อว่ายามนี้พระพักตร์ของท
ตำหนักบูรพาเมื่อกลับมาถึงตำหนักเฟยห้าวเทียนก็ให้หมอหลวงตรวจร่างกายของเยว่ลี่อิง เพราะระหว่างทางกลับมานางมีอาการแพ้ท้องมาตลอดทาง ไม่รู้ว่าเหตุใดยิ่งเขาเข้าใกล้นาง นางก็ยิ่งอาการหนักขึ้นจนนางต้องไล่เขาออกไปไกลๆ แต่พอให้คนอื่นมาพยุงนางกลับไม่เป็นอันใดเสียอย่างนั้น ทำให้เขารู้สึกลังเลใจเป็นอย่างมาก ว่
ณ ตำหนักหูเตี๋ยรุ่งเช้าของวันนี้ก่อนที่อัครเสนาบดีฉินจะเดินทางไปเข้าประชุมเช้าที่ท้องพระโรงในวังหลวง เขาได้สั่งให้คนไปพาบุตรสาวออกจากวัง เพราะเขาเชื่อว่าห้าวเทียนฮ่องเต้ได้หลักฐานมัดตัวบุตรสาวของเขาแล้ว ย่อมไม่มีวันปล่อยนางไปเป็นแน่สำหรับอัครเสนาบดีฉินการพาบุตรสาวของตนออกมาจากวังหลวงไม่ใช่เรื่องย












reviewsMore