LOGINตอนที่ 38 ผู้นำเมืองไร้ธง
เสียงปืนใหญ่จากภายนอกกระแทกม่านป้องกันเมืองไร้ธงจนท้องฟ้าสั่นสะเทือน แสงสีส้มระเบิดเป็นวงกว้างเหนือกำแพงด้านเหนือ เศษพลังจากม่านพรางที่เหลืออยู่แตกกระจายเหมือนเกล็ดแก้ว ขณะเดียวกันรอยแยกกลางลานตะวันออกก็ขยายกว้างขึ้นอีกครั้ง เงาสัตว์ประหลาดหลายเงาเคลื่อนไหวอยู่ใต้ความมืด เสียงกรงเล็บขูดพื้นหินดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่แนวป้องกันรู้ว่าสัตว์ประหลาดตัวต่อไปกำลังจะออกมา เมืองไร้ธงถูกบีบจากสองด้าน ด้านหนึ่งคือกองกำลังของรัฐบาลซึ่งเชื่อว่าธันวาเป็นราชันอสูร อีกด้านคือสิ่งมีชีวิตจากรอยแยกซึ่งเรียกเขาว่าหมายเลขศูนย์ ผู้คนตามถนนรีบขนผู้บาดเจ็บลงสู่ที่หลบภัย อำนาจนำคนธรรมดาตั้งแนวกั้นใหม่ แก้วตากับทีมแพทย์วางเตียงรักษาเพิ่มเติม ครามลากค้อนหนักไปประจำลานตะวันออก แม้พลังในร่างยังไม่ฟื้นเต็มที่ ส่วนอิงดาวกับเมธาพยายามแบ่งระบบป้องกันเมืองให้รับมือทั้งการโจมตีจากบนฟ้าและแรงสั่นสะเทือนจากใต้ดิน พิมพ์ชนกยืนข้างธันวา ดวงตาของนางแดงก่ำจากการมองอนาคตหลายครั้งติดกัน แต่ยังไม่มีภาพใดบอกได้ชัดว่าเมืองจะรอด ธันวากระชับปืนซึ่งมีเพียงกระสุนไม่กี่นัด เขามองแนวกำแพงที่กำลังแตก มองรอยแยกซึ่งกำลังเปิด และมองคนในเมืองซึ่งยังคงยืนหยัด แม้โลกภายนอกเพิ่งประกาศว่าพวกเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของราชันอสูร ไม่มีใครคิดยอมแพ้ แต่ทุกคนรู้ว่าหากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป เมืองนี้จะพังภายในเวลาไม่นาน ทันใดนั้นเสียงระฆังขนาดใหญ่ดังขึ้นจากหอคอยกลางเมือง มันไม่ใช่เสียงเตือนภัยแบบเดิม แต่เป็นเสียงต่ำหนักแน่นสามครั้ง ผู้คนที่กำลังเคลื่อนไหวหยุดชั่วขณะ ครามหันไปมองกลางเมือง อิงดาวเงยหน้าจากหน้าจอ และหญิงชราผมขาวตรงประตูเมืองยกมุมปากเล็กน้อย
เมธาถาม
"เสียงอะไร"
อิงดาวตอบ
"ผู้นำเมืองกลับมาแล้ว"
ธันวาหันมอง
"เมืองนี้มีผู้นำด้วยหรือ"
ครามตอบ
"มี แต่เขาไม่ชอบให้ใครเรียกแบบนั้น"
เสียงเครื่องยนต์หนักดังมาจากถนนสายกลาง รถบรรทุกหุ้มเกราะสีดำคันหนึ่งพุ่งผ่านตลาดที่ถูกอพยพจนว่างเปล่า ด้านหน้ารถติดแผ่นเหล็กหนา มีรอยกระสุนและรอยกรงเล็บเต็มคัน บนหลังคาติดปืนกลเก่าซึ่งได้รับการดัดแปลงใหม่ คนขับเร่งเครื่องผ่านแนวกั้น ก่อนเหยียบเบรกจนรถหมุนขวางถนนใกล้ลานตะวันออก ประตูด้านข้างเปิดออก ชายวัยกลางคนร่างใหญ่ก้าวลงมา เขามีผิวคล้ำจากแดด ผมสั้นสีดำแซมขาว ใบหน้ามีรอยแผลพาดจากคิ้วซ้ายลงมาถึงแก้ม เสื้อที่สวมไม่ใช่เครื่องแบบทหารหรือชุดผู้มีพลัง แต่เป็นเสื้อเกราะเก่าของตำรวจซึ่งตราหน่วยถูกขูดออกจนเหลือเพียงรอยจาง ที่เอวมีปืนลูกโม่ขนาดใหญ่ กระบองเหล็ก และกุญแจมือสนิมเขรอะห้อยอยู่หนึ่งคู่ เขาเดินลงจากรถอย่างไม่รีบร้อน ทั้งที่เสียงระเบิดยังดังอยู่รอบเมือง คนในพื้นที่ต่างหลีกทางให้โดยไม่ต้องมีคำสั่ง ชายคนนั้นมองกำแพงเหนือ มองรอยแยก และมองซากสัตว์ประหลาดตัวแรกที่ธันวากับคนทั้งเมืองช่วยกันกำจัด ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ธันวา
ครามพูด
"อาเสือ"
ชายคนนั้นตอบโดยไม่ละสายตาจากธันวา
"ข้าหายไปสองวัน เมืองเกือบถูกเผา มีสัตว์ประหลาดโผล่จากใต้ดิน และพวกเจ้ารับราชันอสูรเข้าบ้าน"
ครามยักไหล่
"เรื่องมันยาว"
อาเสือเดินเข้ามาหยุดห่างจากธันวาเพียงไม่กี่ก้าว เขาสูงกว่าธันวาเล็กน้อย แต่ความกดดันจากสายตาทำให้รู้สึกราวกับกำลังยืนต่อหน้ากำแพงเหล็ก ธันวาไม่รู้สึกถึงพลังพิเศษจากชายคนนี้ ไม่มีคลื่นพลัง ไม่มีความผิดปกติของอากาศ และไม่มีเงาใดตอบสนอง แปลว่าอาเสืออาจเป็นคนธรรมดา แต่ท่าทางยืน การวางมือใกล้ปืน และการมองสำรวจทุกส่วนของร่างธันวา บอกชัดว่าเขาเคยเผชิญคนอันตรายมากกว่าหนึ่งครั้ง
อาเสือถาม
"เจ้าคือธันวา"
"ใช่"
"หมายเลขศูนย์"
ธันวานิ่งเล็กน้อย
"ใช่"
"ราชันอสูรในนิมิต"
"คนในนิมิตมีหน้าผม"
อาเสือเลิกคิ้ว
"ตอบฉลาด"
"ผมแค่ตอบตามจริง"
อาเสือมองปืนในมือธันวา
"ยิงเป็นหรือ"
"พอได้"
"ฆ่าคนมาแล้วกี่คน"
"ผมไม่แน่ใจ"
คำตอบนั้นทำให้ครามหันมอง แต่ธันวาไม่หลบสายตา เขาจำคนที่ตายระหว่างการหลบหนีได้ทุกคน บางคนถูกพลังของเขาทำร้าย บางคนตายในเหตุการณ์ซึ่งเขาไม่สามารถควบคุม และบางคนอาจตายเพราะการตัดสินใจของเขา แม้ไม่ได้เหนี่ยวไกด้วยตนเอง เขาก็ไม่คิดว่าตนมีสิทธิ์ตอบว่าไม่เคยฆ่าใคร
อาเสือถามต่อ
"เคยคิดฆ่าคนทั้งโลกไหม"
"เคยโกรธจนคิดว่าถ้าทุกคนหายไปก็คงดี"
พิมพ์ชนกหันมองทันที แต่ธันวายังคงพูดต่อ
"แต่ผมไม่เคยอยากทำจริง"
อาเสือจ้องเขาเงียบ ๆ
"คนส่วนมากจะโกหกคำถามนี้"
"ผมโกหกไป คุณก็คงไม่เชื่อ"
อาเสือพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนหันไปทางอิงดาว
"สถานการณ์"
อิงดาวส่งแผ่นข้อมูลให้
"กองกำลังภายนอกมีอย่างน้อยหกกองร้อย ยานหุ้มเกราะสิบแปดคัน เครื่องบินโจมตีสี่ลำ และหน่วยพิเศษไม่ทราบจำนวน พวกเขายังไม่บุกเต็มกำลัง เพราะกลัวรอยแยกกับสัตว์ประหลาด"
อาเสือถาม
"ม่านป้องกันเหลือเท่าไร"
"ไม่ถึงหนึ่งในสี่"
"ประตูเมือง"
"ประตูตะวันออกเสียหาย กลไกปิดไม่สนิท ประตูเหนือยังใช้ได้ แต่ถูกล็อกเป้าแล้ว"
อาเสือมองรอยแยก
"ของข้างล่าง"
พิมพ์ชนกตอบ
"อย่างน้อยหลายตัว ตัวถัดไปใหญ่กว่าตัวแรก"
อาเสือถาม
"ตัวแรกใครฆ่า"
ครามชี้ธันวา
"เด็กนี่เห็นจุดอ่อน วางแผนใช้หอส่งน้ำ แล้วเป็นคนยิงปิดท้าย"
อาเสือหันกลับมามองธันวาอีกครั้ง
"ใช้พลังหรือ"
"ไม่"
"เพราะไม่อยากใช้ หรือใช้ไม่ได้"
"ถูกตัดการเชื่อมต่อ"
อาเสือเดินเข้ามาใกล้ขึ้น
"ถ้าใช้ได้ เจ้าจะใช้ไหม"
ธันวาตอบหลังคิดเพียงชั่วครู่
"ถ้าคนในเมืองกำลังจะตาย และไม่มีทางอื่น ผมจะใช้"
ครามขมวดคิ้ว แต่อาเสือกลับไม่แสดงความผิดหวัง
"อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้แกล้งเป็นนักบุญ"
เสียงปืนใหญ่ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้กระสุนกระแทกกำแพงด้านเหนือโดยตรง แรงระเบิดทำให้แผ่นเหล็กส่วนหนึ่งหลุดกระเด็น ผู้คนบนแนวป้องกันล้มลงหลายคน เสียงร้องขอหน่วยแพทย์ดังผ่านเครื่องสื่อสาร อาเสือหยิบวิทยุจากไหล่ขึ้นมา
"หน่วยเหนือถอยลงชั้นสอง อย่ายิงตอบจนกว่าพวกมันเข้าในระยะ เก็บกระสุนไว้ ผู้ไม่มีเกราะลงจากกำแพงเดี๋ยวนี้"
เสียงตอบรับดังจากหลายจุดทันที เขาหันไปหาอำนาจ
"ย้ายเด็กจากหลุมหลบภัยเจ็ดไปเขตกลาง ทางใต้ดินใกล้รอยแยกเกินไป"
อำนาจพยักหน้าแล้วรีบออกคำสั่ง อาเสือหันไปหาแก้วตา
"ตั้งจุดรักษาสำรองในโรงเรียนเก่า ถ้าลานนี้แตก ให้ย้ายคนเจ็บไปทันที"
แก้วตาตอบ
"ของไม่พอ"
"เปิดคลังของข้า"
แก้วตาชะงัก
"ของที่เก็บไว้สำหรับฤดูหนาวหรือ"
"คนตายไม่ต้องใช้ยาในฤดูหนาว"
จากนั้นอาเสือหันไปทางเมธา
"เด็กแว่น เจาะสัญญาณศัตรูได้ไหม"
เมธาถาม
"คุณรู้ได้อย่างไรว่าผมทำเรื่องนี้"
"ในเมืองนี้ คนที่กอดเครื่องมือเหมือนกอดลูกมีอยู่ไม่กี่แบบ"
เมธาก้มมองอุปกรณ์ในมือก่อนตอบ
"ผมแทรกช่องสื่อสารได้บางส่วน แต่ระบบหลักเข้ารหัสระดับกองทัพ"
อาเสือโยนอุปกรณ์เก่าชิ้นหนึ่งให้ มันเป็นเครื่องถอดรหัสของตำรวจซึ่งถูกดัดแปลงหลายครั้ง
"ใช้กุญแจนี้ ข้าเอามาจากขบวนลำเลียงข้างนอก"
เมธารับไปและตาโต
"นี่เป็นรหัสประจำวันของหน่วยปราบปราม"
"เพราะงั้นข้าถึงกลับช้า"
อิงดาวถาม
"คุณออกไปปล้นขบวนของรัฐบาลหรือ"
อาเสือตอบ
"ข้าเรียกว่ายึดของประชาชนคืน"
แม้สถานการณ์ตึงเครียด หลายคนยังหัวเราะเบา ๆ ธันวาสังเกตว่าทุกคำสั่งของอาเสือสั้น ชัด และไม่มีใครโต้แย้ง ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะทุกคนเชื่อว่าเขารู้ว่ากำลังทำอะไร ผู้นำเมืองไร้ธงไม่ได้สวมมงกุฎ ไม่มีห้องบัญชาการหรู และไม่มีกองทหารส่วนตัว เขายืนอยู่กลางฝุ่นกับคนอื่น ใช้เสื้อเกราะเก่าซึ่งเต็มไปด้วยรอยกระสุน และจำได้ว่าที่หลบภัยไหนมีเด็กกี่คน
ธันวาถาม
"คุณเคยเป็นตำรวจหรือ"
อาเสือมองตราที่ถูกขูดออกบนอก
"นานแล้ว"
"ทำไมออกมาอยู่ที่นี่"
ครามพูดแทรก
"เรื่องนั้นไม่มีใครกล้าถามตรง ๆ"
อาเสือหันไปมองคราม
"เพราะคนส่วนใหญ่มีมารยาท"
ธันวาพูด
"คุณไม่ต้องตอบก็ได้"
อาเสือเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปนั่งบนซากกำแพง เขาหยิบกุญแจมือเก่าจากเอวขึ้นมามอง
"สิบสองปีก่อน ข้าเป็นตำรวจในเขตเมืองหลวง หน้าที่ของข้าคือจับผู้มีพลังที่ไม่ขึ้นทะเบียน ตอนนั้นข้าเชื่อว่าทำเพื่อความปลอดภัย"
เขาหมุนกุญแจมือในมือ
"วันหนึ่งเราได้รับคำสั่งบุกบ้านครอบครัวหนึ่ง ลูกสาวอายุเก้าขวบมีพลังทำให้คนรอบตัวเห็นภาพหลอน ไม่มีใครตาย ไม่มีใครบาดเจ็บ แต่นางทำให้เพื่อนในโรงเรียนกลัว"
พิมพ์ชนกมองเขานิ่ง
อาเสือพูดต่อ
"คำสั่งบอกให้จับเด็กไปศูนย์ควบคุม พ่อแม่ขัดขืน ผู้บังคับบัญชาสั่งยิง"
ธันวาถาม
"แล้วคุณทำอย่างไร"
"ข้ายืนดู"
น้ำเสียงของอาเสือไม่สั่น แต่ดวงตากลับแข็งขึ้น
"พ่อเด็กถูกยิงตาย แม่ถูกจับ เด็กถูกลากขึ้นรถ นางมองข้าแล้วถามว่าตำรวจมีไว้ช่วยคนไม่ใช่หรือ"
เขากำกุญแจมือแน่น
"ข้าตอบไม่ได้"
ไม่มีใครพูดแทรก
"สามเดือนต่อมา เด็กคนนั้นตายในศูนย์ทดลอง รายงานบอกว่าหัวใจล้มเหลว แต่ข้าเห็นศพ มีรอยเจาะทั่วตัว ตอนนั้นข้าถึงรู้ว่าตำรวจไม่ได้ส่งเด็กไปควบคุม พวกเราส่งนางไปให้สถาบันอรุณ"
ธันวารู้สึกเย็นวาบ
"คุณรู้จักสถาบันอรุณตั้งแต่ตอนนั้น"
"รู้เพียงชื่อ ข้าพยายามสืบต่อ แต่ถูกสั่งพักงาน เพื่อนร่วมงานสองคนหายตัว ข้าจึงขโมยข้อมูลแล้วหนี"
อิงดาวพูด
"ข้อมูลชุดนั้นช่วยให้คนหลายร้อยคนหนีออกจากศูนย์ควบคุม"
อาเสือพยักหน้า
"จากนั้นข้าก็พาคนที่ไม่มีที่ไปมาตั้งเมืองนี้"
ธันวาถาม
"เมืองไร้ธงเริ่มจากคุณหรือ"
"เริ่มจากคนหลายคน ข้าแค่เป็นคนแรกที่รู้วิธีหลบกล้องตำรวจ"
ครามหัวเราะ
"และรู้วิธีขโมยอาวุธจากคลังตำรวจ"
อาเสือตอบ
"อย่าเรียกขโมย เรียกย้ายทรัพย์สิน"
เสียงเตือนจากเมธาดังขึ้น เขาหันหน้าจอให้ทุกคนดู กองกำลังภายนอกกำลังเปลี่ยนรูปขบวน ยานหุ้มเกราะเคลื่อนไปทางประตูเหนือ เครื่องบินสองลำลดระดับ ส่วนอีกสองลำมุ่งตรงมายังรอยแยก
เมธาพูด
"พวกเขาจะทิ้งระเบิดลงรอยแยก"
อิงดาวหน้าซีด
"ถ้าระเบิดพลังงานสูงกระแทกขอบรอยแยก มันอาจเปิดกว้างกว่าเดิม"
ธันวาถาม
"พวกเขาไม่รู้หรือ"
เมธาตอบ
"อาจรู้"
อาเสือลุกขึ้นทันที
"พวกมันต้องการให้สัตว์ประหลาดออกมามากขึ้น"
พิมพ์ชนกถาม
"ทำไม"
อาเสือมองธันวา
"เพราะยิ่งมีสัตว์ประหลาดมาก คนยิ่งเชื่อว่าธันวาเป็นคนปล่อย"
ธันวากำปืนแน่น เขาเริ่มเห็นรูปแบบ แทนที่จะช่วยปิดรอยแยก กองกำลังภายนอกกำลังทำให้มันรุนแรงขึ้นเพื่อสร้างหลักฐานสนับสนุนข่าวของตน หากเมืองไร้ธงถูกสัตว์ประหลาดทำลาย พวกเขาจะโยนความผิดให้ราชันอสูร หากเมืองรอด พวกเขาก็ยังสามารถบอกว่าการโจมตีของรัฐบาลหยุดหายนะได้ ไม่ว่าผลออกมาอย่างไร ความจริงถูกวางไว้แล้ว
อาเสือถามธันวา
"เจ้าหยุดเครื่องบินได้ไหม"
ธันวาส่ายหน้า
"พลังผมยังไม่กลับมา"
"ถ้ากลับมา"
"อาจหยุดได้ แต่ผมไม่รู้ว่าจะควบคุมหรือไม่"
อาเสือมองเขาอย่างประเมิน
"เจ้ากลัวตัวเองหรือ"
"กลัว"
"ดี"
ธันวาขมวดคิ้ว
"ดีอย่างไร"
"คนที่ไม่กลัวอาวุธในมือตัวเองต่างหากอันตราย"
อาเสือหันไปสั่งครามให้นำปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานจากคลังเก่าออกมา อิงดาวคำนวณเส้นทางบิน เมธาเจาะสัญญาณควบคุม ส่วนพิมพ์ชนกพยายามมองจังหวะทิ้งระเบิด ธันวาได้รับหน้าที่พาคนธรรมดากลุ่มหนึ่งขึ้นอาคารสูงเพื่อยิงพลุรบกวนระบบนำวิถี เขาไม่เข้าใจทันทีว่าทำไมอาเสือจึงมอบหน้าที่สำคัญให้คนที่เพิ่งพบกัน
ธันวาถาม
"คุณไว้ใจผมหรือ"
อาเสือตอบ
"ยัง"
"งั้นทำไมให้ผมนำคนของคุณ"
"ข้าเห็นภาพจากกล้องแล้ว เจ้าวิ่งเข้าไปช่วยเด็กทั้งที่ไม่มีพลัง เจ้าปีนหอทั้งที่รู้ว่าอาจตก และตอนข่าวใส่ร้าย เจ้ายังยืนอยู่หน้าเมือง"
ธันวาเงียบ
อาเสือพูดต่อ
"ข้าเคยเป็นตำรวจ ข้าไม่เชื่อคำให้การเพียงฝ่ายเดียว และไม่เชื่อภาพที่ถูกตัดมาแล้ว ข้าเชื่อหลักฐานจากการกระทำ"
"แต่ผมอาจเป็นคนเปิดรอยแยกโดยไม่รู้ตัว"
"เป็นไปได้"
"สัตว์ประหลาดเรียกผมว่าหมายเลขศูนย์"
"ข้าได้ยิน"
"แล้วคุณยังเชื่อผม"
อาเสือส่ายหน้า
"ข้ายังไม่เชื่อทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้า"
เขาชี้ไปยังเมืองรอบตัว
"แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องการช่วยคนเหล่านี้จริง"
ธันวารู้สึกคำพูดนั้นหนักแน่นกว่าคำประกาศใด ไม่มีการบอกว่าเขาบริสุทธิ์ ไม่มีคำสัญญาว่าอนาคตเป็นเท็จ อาเสือเพียงเชื่อในสิ่งที่ธันวาเลือกทำตรงหน้า ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ธันวาต้องการมาตลอด
เสียงพิมพ์ชนกดังขึ้น
"เครื่องบินจะเข้าระยะในสามนาที"
อาเสือหันไปตะโกน
"ทุกหน่วยประจำตำแหน่ง"
เมืองไร้ธงเคลื่อนไหวพร้อมกัน คนงานลากปืนใหญ่ขึ้นหลังคา เด็กและคนป่วยถูกย้ายลงใต้ดิน ผู้มีพลังซึ่งยังควบคุมตนเองได้สร้างแนวป้องกันอาคาร คนธรรมดาขนกระสุนและพลุรบกวน ธันวานำกลุ่มอาสาสมัครขึ้นบันไดตึกโรงงานเก่า พวกเขามีเพียงปืนยิงพลุหกกระบอกกับเครื่องยิงสายเคเบิลหนึ่งชุด ระหว่างปีน ชายวัยรุ่นคนหนึ่งมองธันวาด้วยความกังวล
"ข่าวบอกว่านายเป็นคนเรียกพวกมัน"
ธันวาตอบ
"ผมรู้"
"พ่อข้าเชื่อข่าว"
"แล้วคุณล่ะ"
ชายหนุ่มมองลงไปยังซากสัตว์ประหลาด
"ข้าเห็นนายช่วยเมือง"
ธันวาพยักหน้า
"แค่นั้นพอแล้ว"
เมื่อถึงหลังคา เครื่องบินสองลำปรากฏเหนือขอบฟ้า เสียงเครื่องยนต์ดังจนพื้นสั่น อิงดาวส่งพิกัดผ่านเครื่องสื่อสาร เมธาแจ้งว่าระบบนำวิถีของระเบิดจะถูกตัดได้เพียงไม่กี่วินาที ส่วนพิมพ์ชนกนับถอยหลังตามภาพอนาคต
"สิบวินาที"
ธันวายกปืนยิงพลุ
"รอคำสั่ง"
เครื่องบินลดระดับ ประตูใต้ลำเปิด เผยระเบิดทรงยาวสองลูก
"ห้าวินาที"
อาเสือยืนอยู่บนรถหุ้มเกราะกลางลาน มือจับวิทยุ เขามองท้องฟ้าอย่างสงบ
"สาม"
พิมพ์ชนกพูด
"สอง"
อาเสือตะโกน
"ยิง"
พลุหกสายพุ่งขึ้นฟ้าพร้อมกัน แสงขาวสว่างจ้าปกคลุมเส้นทางบิน เมธาเจาะระบบนำวิถีในจังหวะเดียว ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานของครามเปิดฉากยิง กระสุนโลหะพุ่งกระแทกปีกเครื่องบินลำแรกจนเสียการทรงตัว ส่วนลำที่สองปล่อยระเบิดออกมาแล้ว ระเบิดตกตรงไปยังรอยแยก ธันวาเห็นเส้นทางมันชัดเจน หากตกลงกลางลาน เมืองครึ่งหนึ่งจะหายไป
เสียงแก่นอนันต์ดังในหัว
"ข้าช่วยได้"
ธันวากัดฟัน
"ไม่"
"ครั้งนี้คนทั้งเมืองจะตาย"
เขามองระเบิดซึ่งกำลังลดระดับ มองผู้คนด้านล่าง และมองอาเสือซึ่งยังยืนอยู่กลางลานโดยไม่หนี หากใช้พลัง เขาอาจถูกแก่นอนันต์ครอบงำ แต่ถ้าไม่ใช้ ทุกอย่างจะจบลงตรงนี้
อาเสือตะโกนผ่านวิทยุ
"ธันวา อย่าใช้พลัง"
ธันวาชะงัก
"คุณรู้ได้อย่างไร"
"สีหน้าเจ้าเหมือนคนกำลังคุยกับปีศาจ"
"ระเบิดกำลังตก"
"ข้าเห็น"
อาเสือยกปืนลูกโม่ขึ้น เล็งไปยังสายเคเบิลขนาดใหญ่ซึ่งขึงอยู่ระหว่างหอคอยสองแห่ง
"เชื่อข้าสักครั้ง"
ธันวากำหมัด แต่ยอมลดมือลง
อาเสือลั่นไก กระสุนตัดตัวล็อกสายเคเบิล เส้นลวดเหล็กขนาดใหญ่หลุดลงมาขวางกลางอากาศ เครื่องยิงบนหลังคาอีกสองจุดทำงานพร้อมกัน ดึงตาข่ายเหล็กซึ่งซ่อนอยู่ระหว่างอาคารขึ้นรับระเบิด ตาข่ายถูกแรงกระแทกฉีกขาด แต่ทำให้ทิศทางระเบิดเบนออกจากรอยแยก มันตกลงนอกกำแพงตะวันออกก่อนระเบิด แสงขาวพุ่งสูงขึ้น แรงอัดกระแทกเมืองจนทุกคนล้ม แต่กำแพงกับแนวกั้นรับแรงส่วนใหญ่ไว้ รอยแยกไม่ถูกโจมตี
เสียงโห่ร้องดังขึ้นทั่วเมือง เครื่องบินลำแรกพยายามถอนตัว ส่วนลำที่สองถูกปืนใหญ่บังคับให้เปลี่ยนทิศ กองกำลังภายนอกหยุดการทิ้งระเบิดชั่วคราว เมธาส่งสัญญาณปลอมเข้าเครือข่าย ทำให้พวกเขาเข้าใจว่ารอยแยกกำลังปล่อยคลื่นทำลายอากาศยาน จึงถอยออกจากระยะ
ธันวาลงจากหลังคาและเดินกลับมาหาอาเสือ ชายวัยกลางคนกำลังช่วยยกแผ่นเหล็กออกจากคนเจ็บ เสื้อเกราะของเขามีรอยไหม้ใหม่ แต่สีหน้ายังสงบ
ธันวาถาม
"ถ้าแผนพลาดล่ะ"
อาเสือตอบ
"ก็ตาย"
"คุณยังบอกให้ผมไม่ใช้พลัง"
"เพราะข้าเห็นว่าเจ้ากำลังจะยอมให้บางสิ่งควบคุม"
ธันวานิ่ง
อาเสือมองตรงเข้าตาเขา
"ฟังนะ เด็กน้อย พลังไม่ใช่สิ่งทำให้คนเป็นปีศาจ การยอมให้ความกลัวตัดสินแทนต่างหาก"
ธันวาถาม
"คุณคิดว่าผมจะไม่กลายเป็นราชันอสูรหรือ"
อาเสือเงียบไปครู่หนึ่ง
"ข้าไม่รู้"
คำตอบตรงทำให้ธันวาหัวเราะเบา ๆ
อาเสือพูดต่อ
"แต่ข้ารู้ว่าคนในนิมิตยืนอยู่เหนือซากเมืองเพียงลำพัง ส่วนเจ้าตอนนี้ยืนอยู่ท่ามกลางคนที่พร้อมช่วยเจ้า"
เขามองผู้คนรอบลาน ครามกำลังซ่อมอาวุธ อิงดาวกำลังจัดระบบ เมธากับพิมพ์ชนกกำลังตรวจข้อมูล อำนาจพาเด็กกลับที่หลบภัย และแก้วตากำลังพันแผลให้ผู้บาดเจ็บ
"อนาคตนั้นอาจเกิดเพราะไม่มีใครยืนข้างเจ้า"
ธันวาก้มมองมือ
"แล้วถ้าคนที่ยืนข้างผมต้องตายเพราะผม"
อาเสือวางมือหนักบนไหล่เขา
"พวกเราจะเป็นคนเลือกเองว่าจะยืนหรือถอย อย่าแย่งสิทธิ์นั้นจากพวกเรา"
เสียงสั่นสะเทือนจากรอยแยกดังขึ้นอีกครั้ง แสงสีม่วงพุ่งสูงกว่าเดิม เงาสัตว์ประหลาดตัวถัดไปเริ่มปีนขึ้นมา กรงเล็บขนาดใหญ่โผล่พ้นขอบหลุม ตามด้วยหัวซึ่งมีดวงตาหลายสิบดวงเรียงอยู่ทั่วใบหน้า มันใหญ่กว่าตัวแรกเกือบสองเท่า ผู้คนเมืองไร้ธงหันกลับไปประจำตำแหน่ง แม้เพิ่งรอดจากระเบิดมาไม่ถึงนาที
อาเสือหยิบปืนลูกโม่ขึ้นและเดินไปยืนข้างธันวา
"ข้าจะถามอีกครั้ง"
ธันวาหันมอง
"อะไร"
"เจ้ามาที่เมืองนี้เพื่อทำลายมันหรือ"
"ไม่"
"เจ้าจะช่วยคนที่นี่หรือ"
"ช่วย"
"แม้พวกเขาไม่เชื่อว่าเจ้าบริสุทธิ์ทั้งหมด"
ธันวามองคนรอบตัว ก่อนตอบอย่างหนักแน่น
"ใช่"
อาเสือพยักหน้า
"งั้นตั้งแต่วินาทีนี้ ตราบใดที่เจ้ายังรักษาคำตอบนั้น เมืองไร้ธงจะถือว่าเจ้าเป็นพวกเดียวกัน"
ครามยกค้อนและหัวเราะ
"ในที่สุดอาเสือก็รับเด็กเข้าฝูง"
อาเสือหันไปด่า
"พูดมาก เดี๋ยวให้ไปล่อสัตว์คนเดียว"
ครามตอบ
"ข้าขอถอนคำพูด"
เสียงหัวเราะดังขึ้นสั้น ๆ ก่อนทุกคนจะหันกลับไปเผชิญสิ่งมีชีวิตจากรอยแยก ธันวายืนข้างอาเสือ ผู้นำเมืองไร้ธงซึ่งไม่มีตำแหน่ง ไม่มีตรา และไม่มีใครแต่งตั้ง เขาเป็นอดีตตำรวจที่เคยยืนดูเด็กคนหนึ่งถูกพาไปตาย และใช้ชีวิตที่เหลือสร้างสถานที่ซึ่งไม่มีเด็กคนใดถูกส่งมอบให้ผู้มีอำนาจง่าย ๆ อีก
อาเสือไม่ได้เชื่อนิมิต
ไม่ได้เชื่อข่าว
และยังไม่ได้เชื่อธันวาทุกเรื่อง
แต่เขาเริ่มเชื่อว่าธันวาสามารถเลือกทางของตนเองได้
สำหรับเด็กหนุ่มซึ่งถูกคนทั้งโลกตัดสินจากอนาคต ความเชื่อเพียงเท่านั้นก็มีค่ามากพอแล้ว
สัตว์ประหลาดส่งเสียงคำรามและยกตัวขึ้นจากรอยแยก อาเสือชักกระบองเหล็กออกจากเอว ธันวายกปืนขึ้น ครามก้าวมายืนอีกด้าน ส่วนผู้คนเมืองไร้ธงกระจายตัวตามแผนใหม่
ครั้งนี้ธันวาไม่ได้ยืนหน้ารอยแยกในฐานะผู้ลี้ภัย
ไม่ได้ยืนในฐานะราชันอสูร
และไม่ได้ยืนในฐานะหมายเลขศูนย์
เขายืนอยู่ในฐานะคนของเมืองไร้ธง
โดยมีผู้นำของเมืองยืนอยู่ข้างกัน
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







