Masukฮ่องเต้เรียกแม่ทัพซูเข้ามาพบเพื่อสอบถามเรื่องราวจากฝั่งของซูซินหยางว่าเป็นเช่นไรกัน โดยอีกทางนึงก็ได้รับรายงานจากองค์รักษ์เสื้อแพรที่ไปสืบมาจากบ่าวและพ่อบ้านจ้าวมาก่อนแล้ว
และก็ตรงกันกับที่ซูซินหยางเล่า องค์รักษ์แจ้งว่ามีบ่าวติดตามอนุเมิ่งนางนึงเห็นแก่ตำลึงเงิน จึงเล่าทุกสิ่งที่ได้เห็นในวันนั้น แม้กระทั่งคำพูดยั่วยุอวดอ้างที่อนุเมิ่งบอกแก่จ้าวเฉิงอวี้ว่าพ่อของเขานั้นต้องการลูกคนใหม่
'หึ ข้าเดาไม่ผิดว่าอนุนางนั้นคือจิ้งจอกดีๆนี่เอง'
"แล้วซินหยางจะทำอย่างไรต่อไป ข้าได้ข่าวมาว่าพวกเจ้าพ่อลูกให้คนขนของกลับจวนเลยหรือ" ฮ่องเต้ยังคงคิดว่าซูซินหยางนั้นยังรักจ้าวหนานหลิงอยู่ นางเพียงแค่กำลังโกรธและน้อยใจหลานชายของตน จึงได้ขนของกลับไปอยู่บ้านสักพักก็เท่านั้น
"ใช่พะยะค่ะ นางต้องการหย่าขาดจากซื่อจื่อพะยะค่ะ กระหม่อมกับฮูหยินก็เห็นด้วยกับนางในเมื่อซื่อจื่อถึงกับสั่งโบยลูกกระหม่อมไม่คิดถามไถ่เช่นนี้ คงหมดรักกันแล้วจริงๆอยู่ต่อไปก็ไม่รู้ว่าวันใดลูกกับหลานของกระหม่อมจะถูกโบยถูกตีขึ้นมาอีก"
"ในเมื่อหมดรักกันแล้ว อีกทั้งเกียรติที่ควรมีก็ถูกทำลายไปแล้ว ก็ควรที่จะถอนตัวออกมาดีกว่า กระหม่อมไม่อยากให้ลูกต้องเสียศักดิ์ศรีไปมากกว่านี้" แม่ทัพซูพยายามบอกเหตุผลที่บุตรสาวต้องการหย่าขาดกับหลานชายคนโปรดของฮ่องเต้ เพราะเกรงว่าจะถูกสั่งห้ามไม่ให้บุตรสาวหย่ากับจ้าวหนานหลิง โชคดีที่ครานั้นเป็นเพียงการสู่ขอเกี่ยวดองกันระหว่างทั้งสองฝ่าย ไม่ได้มีราชโองการพระราชทานสมรส หาไม่แล้ว บุตรสาวของเขาคงต้องกล้ำกลืนฝืนทนในความอัปยศนี้ไปจนตาย
"กระหม่อมขอพระองค์ทรงอย่าขัดขวางเลยพะยะค่ะ ข้าขอพูดในฐานะของสหายและฐานนะพ่อที่มีบุตรสาวคนเดียว ข้ายังอยากเห็นนางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากกว่ามานั่งอมทุกข์เพราะสามีลุ่มหลงเชื่อฟังอนุ ต้องมานั่งคอยระแวงว่าบุตรชายตนจะถูกกลั่นแกล้งจนต้องโดนโบยเหมือนนางตอนไหน"
"เฮ่อออ ... ข้าขอเวลาให้หลานชายข้าสักสามเดือนได้หรือไม่ หากหลานชายข้ายังยังไม่สามารถแก้ไขเรื่องเหล่านี้ได้ พวกเจ้าค่อยจัดการยื่นหนังสือหย่า ถึงเวลานั้นข้าจะสนับสนุนพวกเจ้าเอง ส่วนอนุนางนั้นก็จะได้เป็นเพียงอนุ ไม่แม้แต่สามารถเลื่อนขึ้นมาเป็นฮูหยินรองได้"
"เฮ่อ..ฝ่าบาทใยท่านต้องยืดยื้อไว้ด้วยเหล่า" แม่ทัพซูไม่เข้าใจว่าเหตุใดสหายผู้สูงศักดิ์ของเขาจำต้องยืดยื้อเวลาการหย่าของบุตรสาวด้วย บุตรสาวเขาเพียงแค่อยากจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดก็เท่านั้นเอง
"บอกตามตรงข้ามีเรื่องสงสัยกำลังให้คนตามสืบอยู่ ระหว่างนี้ข้าจะมีราชโองการเรียกตัวแม่ทัพซูอันหยางบุตรชายคนโตของเจ้ากลับเมืองหลวง แล้วให้เจ้าหลานอกตัญญูนั่นไปประจำที่ชายแดนแทน พอจะใช้แลกเปลี่ยนกันได้หรือไม่ เจ้าเป็นสหายข้า ข้ายอมลงให้เจ้าถึงเพียงนี้แล้วนะ" ฮ่องเต้เห็นแววตาไม่พอใจของสหายจำต้องหาข้อแลกเปลี่ยนมาคอยหลอกล่อ
แต่จริงๆแล้วเขาเองคิดจะเรียกตัวซูอันเทียนกลับเมืองหลวงมาตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องนี้แล้ว เพียงแค่เปลี่ยนแปลงคำสั่งจากเดิมจะให้แม่ทัพคนอื่นไปประจำการมาเป็นเจ้าหลานชายตัวดีไปแทน 'รักกันมากนักข้าจะให้เจ้าแยกกันอยุ่กับนางจิ้งจอกนั่นฮ่าฮ่า'
"ตกลงพะยะค่ะ ข้าให้เวลาหลานท่านสามเดือน เกินสามเดือนไปแล้วข้าจะเดินเข้ามาส่งหนังสือหย่าของบุตรสาวให้ท่านเอาไปให้หลานสุดรักท่านประทับตราด้วยตัวเอง" ในเมื่อฝ่าบาททรงจะเรียกตัวบุตรชายกลับมา แค่ยืดเวลาสามเดือนคงไม่เป็นไร ซินหยางต้องเห็นด้วยแน่
"งั้นกระหม่อมทูลลาพะยะค่ะ"
"ได้ๆ ว่างๆก็มาเดินหมากกับข้าบ้าง"
"เปลี่ยนเป็นขี้ม้ายิงธนูดีไหมพะยะค่ะ เดินหมากข้าขี้เกียจนับว่าแพ้ท่านไปกี่กระดาน" แม้แม่ทัพซูจะเป็นแม่ทัพไร้พ่ายแต่ก็ไม่เคยทันเล่ห์เหลี่ยมของสหายเลยสักครา ยิ่งเรื่องเดินหมากด้วยแล้วเขาขอยอมแพ้ก่อนเลยเพราะไม่เคยชนะสักครั้ง
"ฮ่าฮ่า ก็ได้ วันไหนข้าว่างจะชวนเจ้าไปขี้ม้าเหมือนเมื่อยังหนุ่ม"
เกากงกงเดินไปส่งแม่ทัพซู ที่หน้าตำหนัก พลันนึกถึงสมัยฝ่าบาทยังเป็นเพียงองค์ชาย ตอนนั้นมีฝ่าบาท ชินอ๋องจ้าวจื่อเหวิน แม่ทัพ แล้วก็เขาเอง แม้จะต่างฐานะ ต่างอายุ แต่ทั้งสี่ก็เปรียบดังสหายสนิทกัน
เกากงกงเข้าใจฝ่าบาทดีว่าพระองค์ทรงไม่อยากให้น้องชายแท้ๆกับแม่ทัพสหายสนิทต้องกินแหนงแคลงใจกัน จึงพยายามยื้อความสัมพันธ์ของซื่อจื่อกับคุณหนูตระกูลซูไว้ก่อน แม้ตอนนั้นองค์รัชทายาทจะชื่นชอบคุณหนูซูซินหยางมากถึงขั้นขอสมรสพระราชทาน แต่พระองค์เห็นว่าซื่อจื่อกับคุณหนูซูรักใคร่ชอบพอกันจึงได้แต่บอกให้รัชทายาททำใจและถอยออกมา
ในคราแรกนั้นองค์รัชทายาทไม่ได้ยินยอมที่จะถอยออกมา แต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลใดอันใด องค์รัชทายาทจึงยอมตกลง แต่ต้องแลกกับเงื่อนไขที่ว่าตำแหน่งชายาเอกนั้น พระองค์จะเก็บไว้ให้กับสตรีที่พระองค์พึงใจเท่านั้น และฮ่องเต้ต้องทรงยอมรับไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ฮ่องเต้เองก็ทรงวางใจในตัวรัชทายาทว่าคงไม่สุ่มสี่สุ่มห้าให้ใครมาเป็นชายาเอกของตนเป็นแน่จึงยอมตกลงแต่โดยดี
ตำหนักชินอ๋องหลังจากที่เมิ่งเหลียนฮวาออกจากจวนไปได้สามเค่อ ชินอ๋องจ้าวจื่อเหวินและพระชายาฮั่วเย่วอิงก็เดินทางมาถึงตำหนักในยามเว่ย(13.00-14.59น) ทั้งสองนั้นมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เนื่องจากระหว่างที่เดินทางใกล้ถึงเมืองหลวงต่างก็มีเรื่องโจษจันกันว่าบุตรชายนั้นลุ่มหลงอนุภรรยาที่พึ่งรับเข้ามาจนถึงขนาดสั่งโบยภรรยาที่ตบแต่งมาด้วยเกี้ยวแปดคนหามนานกว่าห้าปีโดยไม่กระพริบตาและตอนนี้ทั้งลูกสะใภ้และหลานชายของพวกตนนั้นก็ได้ขนย้ายข้าวของออกจากตำหนักกลับไปยังบ้านเดิมแล้ว โดยมีแม่ทัพซูเป็นผู้มารับเอง ดีเท่าใดแล้วที่ทางบิดาของลูกสะใภ้ไม่ลงมือสั่งสอนบุตรเขยคนนี้หากว่าจ้าวหนานหลิงมิใช่บุตรชายของสหายสนิทเช่นตนเกรงว่าป่านนี้คงนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปนานแล้วเมื่อชินอ๋องและพระชายาลงมาจากรถม้าก็มีบุตรชายจ้าวหนานหลิงสองพ่อลูกแซ่ไป๋และบรรดาบ่าวไพร่ออกมายืนต้อนรับ "ถวายพระพรเสด็จพ่อเสด็จแม่พะยะค่ะยินดีต้อนรับบ้านพะยะค่ะ" จ้าวหนานหลิงกล่าวทักทายคนทั้งสองด้วยความปิติยินดีที่
เมื่อพ่อบ้านไป๋ออกไปแล้ว จ้าวหนานหลิงก็ได้แช่น้ำชำระกาย คิดถึงเรื่องถุงหอมตอนที่เขาจะไปที่ค่าย ไม่ได้บอกกล่าวแก่เมิ่งเหลียนฮวา นางถึงขั้นสั่งให้บ่าวนำถุงหอมมาให้ตนเองถึงที่ค่ายทหาร ครานั้นเขาก็เพียงรับมาสูดดมแล้วก็พกติดตัวอยู่ตลอด ไม่ว่าจะทำสิ่งใด เพราะกลิ่นนี้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจริงๆเขาไม่เตยสังเกตุว่าตนเองมักจะคนึงหาแต่เมิ่งเหลียนฮวาทุกครา บางครั้งยามที่อยู่คนเดียวก็มักจะนั่งเหม่อลอยแต่ถุงหอมใบนั้นก็อยู่กับเขาได้ไม่ถึงสองวันก็มีเหตุให้ฉีกขาดระหว่างกำลังฝึกทักษะต่อสู้บนหลังม้าให้ทหารใหม่เมื่อขาดไปแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอันใด เพียงแต่เขากลับรู้สึกเมื่อยล้า ไม่มีกำลังและมักจะหงุดหงิด นอนหลับไม่สนิท ในทุกคืนก็สะดุ้งตื่นบ่อยครั้งเพราะในฝันนั้นมีเสียงสตรีนางนึงเอ่ยกับเขาว่า 'ท่านเป็นของข้า จงมาหาข้า จงปกป้องข้าจงเชื่อฟังข้า!'หลายวันเข้างานที่ต้องทำเสร็จแล้วกลับล่าช้าลงแต่ทุกอาการที่เกิดขึ้นนี้เขานั้นไม่ได้มีความรู้สึกคนึงหาเมิ่งเหลียนฮวาเลย จนกระทั่งวันนี้ที่เขาได
"คารวะซื่อจื่อ ขออภัยที่ข้ามิอาจลุกขึ้นคารวะท่านได้ตามพิธีการ" น้ำเสียงที่ฟังดูห่างเหิน อีกทั้งถ้อยคำที่กล่าวออกมานั้นราวกับนางนั้นไม่ได้กำลังสนทนาอยู่กับสามีร่วมผูกผมแต่นางกำลังสนทนาอยู่กับคนแปลกหน้า"ซินเอ่อร์ เจ้า..เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" จ้าวหนานหลิงน้ำเสียงสั่นแววตาเริ่มแดงก่ำภายในอกของเขาตอนนี้กำลังอัดอั้นเจียนจะขาดใจอย่างถึงที่สุด"เรียนซื่อจื่อ ข้าน้อยสบายดี รบกวนซื่อจื่อเรียกข้าว่าคุณหนูสามเถิด ข้าน้อยมิอาจเอื้อมจะสนิทกับซื่อจื่อได้หรอกเจ้าค่ะ" ตลอดทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมานั้นไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาเลย"ข้า..." จ้าวหนานหลิงนั้นไม่สามารถพูดประโยคหลังออกมาได้ว่า 'เป็นสามีเจ้าใยต้องเรียกเจ้าว่าคุณหนูสาม' เพราะประโยคนี้มันจุกอยู่ในอก สามีอะไรกันถึงทำกับภรรยาตนเองเช่นนั้น"ซื่อจื่อมาพอดีเลย คราแรกข้าตั้งใจว่าจะให้ท่านพ่อนำหนังสือหย่านี้ไปให้ท่านลงนาม แต่ฝ่าบาทขอเวลาไว้สามเดือน ข้ามาคิดดูแล้วเห็นว่าไม่
ในคืนวันเดียวกันยามห้าย(21.00-22.59น) หลังจากเมื่อยล้าอยู่กับการสะสางงานต่างๆที่ค้างคาระหว่างที่ตนไปจัดการราชกิจให้แก่ฮ่องเต้กำลังจะเตรียมเข้านอน ก็มีทหารเข้ามารายงานว่ามีกงกงจากในวังขอเข้าพบ"ให้เข้ามาได้""คารวะซื่อจื่อ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าพรุ่งนี้ยามซื่อ(09.00-10.59น) พะยะค่ะ" เจากงกงลูกศิษย์ของเกากงกงได้รับมอบหมายให้มาแจ้งรับสั่งในยามดึก"เข้าใจแล้ว มีอะไรอีกหรือไม่""ไม่มีแล้วขอรับ ข้าน้อยขอตัวก่อน""หยวนคัง พรุ่งนี้เจ้ากลับจวนไปก่อน ไม่ต้องตามข้าเข้าวัง" ไป๋หยวนคังเป็นบุตรชายของไป๋ซานพ่อบ้านใหญ่ตำหนักชินอ๋องเดิมทีพ่อบ้านใหญ่นั้นเป็นทหารในสังกัดของชินอ๋องมาก่อนแต่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ชินอ๋องจึงได้เสนอให้มาเป็นพ่อบ้านใหญ่ ตอนนี้ดำรงตำแหน่งนายกองอีกทั้งยังเป็นคนสนิทของจ้าวหนานหลิงอีกด้วย"ขอรับซื่อจื่อ งั้นข้าน้อยขอตัวก่อน" หยวนคังนั้นพึ่งกลับมาจากเมือ
"ทูล..ทูลรัชทายาท เป็นๆแผนการของฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูรองเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการช่วยให้คุณหนูรองได้หมั้นหมายกับหว่างซื่อจื่อ" จูถิงลนลานรีบสารภาพทันที ถ้านางไม่สารภาพตอนนี้ ก็คงต้องโดนทรมารเป็นแน่ จูจินเองเมื่อเห็นว่าสหายสารภาพแล้วตนก็สารภาพบ้าง"เดิมทีนายหญิงผู้เฒ่าไม่ชอบฮูหยินใหญ่ ต้องการให้เจียงอี๋เหนี๋ยงหลานสาวของตนมาเป็นฮูหยินเอก จึงได้ทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้างยามที่อี๋เหนี๋ยงวางยาให้ฮูหยินใหญ่ตายเมื่อสามปีก่อน เพราะอี๋เหนี๋ยงต้องการให้คุณหนูรองหมั้นหมายกับหว่างซื่อจือ แต่ตอนนั้นคุณหนูรองยังไม่ปักปิ่น วิธีเดียวที่จะหยุดการหมั้นหมายได้และตำแหน่งฮูหยินราชครูจะว่างลงคือให้ฮูหยินใหญ่ตายเจ้าค่ะ" จูจินสารภาพทุกสิ่งที่ตนรู้ออกมาจนหมดไส้หมดพุงเมื่อได้ยินคำสารภาพของจูจินแล้วฮูหยินผู้เฒ่าจากที่คราแรกนั้นเกรงกลัวรัชทายาทอยู่แล้ว ซ้ำตอนนี้ยังมาโดนเปิดเผยเรื่องที่ตนเองทำมาก่อนจึงเป็นลมทันที "พวกเจ้าใส่ร้ายข้า กล้าป้ายสี หักหลังข้า เนรคุณเลี้ยงไม่เชื่อง ท่านพ่อ
ในขณะที่ลู่จื่อหลานสิ้นหวังว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสรอดแล้วจึงเตรียมที่จะกัดลิ้นตาย ทันใดนั้น 'ปัง' บานประตูถูกถีบให้เปิดออกโดยชายผู้หนึ่ง ลู่จื่อหลานเริ่มสะอื้นพยายามร้องขอให้ช่วยด้วยเสียงอู้อี้ ม่านน้ำตาคลออยู่ทำให้นางมองไม่ชัดนักว่าเป็นผู้ใด"พวกเจ้าช่างกล้าไม่เบา ถึงกับกล้าทำร้ายคุณหนูใหญ่ของจวนราชครู " "เจ้าเป็นใครกัน คุณชายนี่ไม่ใช่เรื่องของท่าน" ว่าแล้วต้าหลางกับเอ่อหลางก็พุ่งเข้าไปทำร้ายรัชทายาท องค์รักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่รีบออกจากที่มืดมาคอยคุ้มกันผู้เป็นนายทันทีอีกมุมนึงลู่จื่อหลานที่โดนฤทธิ์ธูปปลุกกำหนัดก็นั่งขดอยู่ที่มุมนึงของเตียงนางพยายามทำให้ตนเองมีสติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าตนเองนั้นจะทำเรื่องน่าอายอันใดออกไป องค์รักษ์เงาจัดการสองพี่น้องอันธพาลได้ภายในพริบตาจึงคุมตัวออกไปที่นอกห้องรอเจ้านายสั่งการ รัชทายาทเห็นว่าจัดการคนร้ายเรียบร้อยแล้วกำลังจะเดินตามออกไปเช่นกัน แต่ก็ต้องชะงักเพราะตนเองนั้นเริ่มมีอาการของคนโดนพิษปลุกกำหนัด เมื่อหันไปมองรอบห้องจึงเห็นว่ามีธูปถูกจุดอยู่จึงได้หันไปหยิบฝากาน้ำชานำไปครอบไว้ เพราะถ้าใช้น้ำสาดควันก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นขณะที่ก







