เข้าสู่ระบบ“รดา!”
น้ำเสียงแข็งกระด้างของสุมาลีที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้อมลรดาที่ยืนหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างสะดุ้งสุดตัว แล้วหันขวับมาทันที
“คุณสุมีอะไรกับรดาเหรอคะ” หญิงสาวถามเสียงเรียบทว่าแฝงไว้ด้วยความสุภาพ
“ฉันแค่อยากมาย้ำไม่ให้เธอลืมหน้าที่ของตัวเอง”
“รดาทราบค่ะว่าต้องทำอะไรบ้าง”
“ก็ดี หน้าที่ของเธอระบุไว้ในสัญญาชัดเจนแล้ว ขอให้ทำแค่นั้น หลังจากคิณหายดี และเธอคลอดลูกชายเรียบร้อยแล้ว ฉันขอให้ออกไปจากชีวิตคิณกับเด็กทันที ห้ามคิดที่จะจับลูกชายฉันไปเป็น ‘สามี’ ของเธอจริงๆ เด็ดขาด เพราะฉันจะไม่มีวันยอม!”
“ไปบอกคุณอคิณเถอะค่ะ เพราะทุกวันนี้คนที่เกาะติดรดาคือเขา รดาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าถึงวันนั้น คุณอคิณจะยอมปล่อยรดาไปหรือเปล่า”
“เธอตั้งใจยั่วโมโหฉันใช่มั้ย” สุมาลีกำมือแน่นด้วยความโกรธจัด
“รดาแค่พูดความจริง ขนาดเมื่อคืนนี้คุณอคิณยังสั่งให้รดามานอนเฝ้า รดาจะนอนที่โซฟาก็ไม่ยอม ต้องบังคับให้นอนเตียงเดียวกัน” อมลรดาพูดหน้าตาย แต่ในใจแอบยิ้มเมื่อเห็นแววตาที่เต้นระริกด้วยความโกรธขึ้งของผู้อาวุโสตรงหน้า เธอไม่ได้ตั้งใจต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่ แต่ถ้าจะให้ผู้ใหญ่หาเรื่องโขกสับทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดอยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่ใช่นิสัย “รดาขอตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณอคิณจะเรียกหา” ว่าแล้วก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้สุมาลีตีอกชกลมอยู่คนเดียว
อมลรดากลับเข้ามาในห้องพักของอคิณ เป็นจังหวะเดียวกับที่แพรวาถูกสุมาลีโทร. ตามให้กลับพอดี
“คุณแม่โทร. ตามแล้ว พี่ต้องไปแล้วนะ” แพรวาบอกกับน้องชาย แล้วหันไปพูดกับอมลรดา “พี่ฝากคิณด้วยนะรดา ถ้าดื้อมากนักก็จับตีก้นได้เลย พี่อนุญาต”
“ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะพี่แพร” คนเป็นน้องชายประท้วงเสียงดัง
อมลรดายิ้ม “คุณอคิณรับปากรดาไว้แล้วว่าจะทำตัวสงบเสงี่ยม ไม่ดื้อ ไม่ซน”
“แค่วันนี้วันเดียว” อคิณรีบบอก
“รดาทำยังไงถึงกำราบจอมดื้อได้อยู่หมัดขนาดนี้” แพรวาประหลาดใจ “ขนาดพี่กับคุณแม่ทั้งบังคับ ทั้งขอร้อง แต่คิณก็ไม่เคยจะยอมทำตามสักครั้ง”
“คุณแม่รออยู่ไม่ใช่เหรอพี่แพร ไม่รีบไปเดี๋ยวก็ระเบิดลงหรอก” อคิณไล่พี่สาวเพราะยิ่งอยู่ แพรวาก็ยิ่งพูดให้เขารู้สึกเสียหน้ามากขึ้นทุกที
“จริงด้วย มัวแต่เมาท์เพลิน” ว่าแล้วแพรวาก็รีบเดินเร็วๆ ออกไป
“ที่ข้างนอก คุณเจอแม่ผมหรือเปล่า” อคิณถามเมื่อเห็นอมลรดาเอาแต่ทำหน้าเคร่งเครียด
“เจอค่ะ”
“คุณแม่พูดอะไรกับคุณ”
“ทำไมคุณถึงคิดว่าคุณแม่คุณจะพูดอะไรกับฉัน” อมลรดาย้อนถามหน้านิ่ง
“หลังจากคุณออกไปไม่นาน คุณแม่ก็เดินออกไป ผมคิดว่าคุณแม่ต้องตามออกไปพูดอะไรกับคุณแน่นอน”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” หญิงสาวตอบปัด “ท่านแค่เตือนไม่ให้ฉันลืม ‘หน้าที่’ ของตัวเองและอย่าทำเกินหน้าที่เท่านั้น”
อคิณเข้าใจทันทีว่าแม่ ‘กลัว’ ที่จะได้อมลรดามาเป็นลูกสะใภ้ตัวจริง ซึ่งก็ตรงกับที่แพรวาเตือน ว่าถ้าไม่อยากมีปัญหากับสุมาลีหรือคุณปู่ก็อย่าคิดอะไรเกินเลยกับอมลรดานอกเหนือจากเงื่อนไขในสัญญา สำหรับอคิณ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการรักษาตำแหน่งประธานโรงแรม ส่วนอมลรดาไม่มีค่ามากพอที่จะทำให้เขาทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอได้
อคิณพาอมลรดานั่งเฮลิคอปเตอร์โดยสารส่วนตัวจากดาดฟ้าโรงพยาบาลมาลงจอดที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์หลังบ้านพักส่วนตัวซึ่งปลูกอยู่เชิงดอยอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ในเวลาก่อนเที่ยงเล็กน้อย บ้านพักของเขาเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นสองชั้นขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัยครบครัน และอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านของชาวบ้านซึ่งเหมาะกับการหลบซ่อนตัวจากผู้ที่กำลังปองร้ายทั้งคู่อยู่มาก
บ้านหลังใหญ่ แต่มีคนงานเพียงแค่สามคนคือ ป้านิ่ม หญิงร่างท้วมวัยราวห้าสิบปีซึ่งรับตำแหน่งแม่ครัว ลุงปั้นสามีป้านิ่ม เป็นคนขับรถควบตำแหน่งคนสวน และแววตา หลานสาววัยรุ่นของป้านิ่มเป็นคนทำงานบ้านทั่วไป
“นี่คุณรดา เมียฉันเอง” อคิณบอกกับลูกจ้างทั้งสามคนที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ที่พื้นหน้าโซฟาที่เจ้าของบ้านและภรรยาสาวนั่งอยู่
“คุณอคิณ” อมลรดากระทุ้งข้อศอกใส่ชายหนุ่มที่นั่งตัวติดกันเบาๆ ด้วยความเขินที่ถูกแนะนำแบบนั้น
“เขินเหรอ” อคิณหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วหอมแก้มนุ่มไปหนึ่งฟอด ยิ่งทำให้หญิงสาวอายมากขึ้นไปอีก “ถ้าหอมต่อหน้าคนอื่นแล้วเขิน งั้นก็เข้าห้องกันเถอะ”
“คุณอคิณ!” หญิงสาวปรามเสียงดุ แล้วรีบพยุงคนช่างกวนประสาทเข้าห้องเพราะกลัวจะถูกทำอะไรต่อมิอะไรต่อหน้าคนอื่นอีก
“ก้อง ฝากจัดการต่อด้วยนะ” อคิณหันกลับมาสั่งงาน
“ครับท่านประธาน” เลขาหนุ่มรับคำ
คล้อยหลังผู้เป็นเจ้านาย ก้องภพก็สั่งงานต่ออย่างรู้หน้าที่ “ลุงปั้นต้องไปรับเจ้าหน้าที่กายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลในเมืองมาที่นี่ทุกวันตอนเก้าโมง คุณอคิณจะต้องทำกายภาพบำบัดตั้งแต่เก้าโมงครึ่งถึงสิบเอ็ดโมงครึ่ง เสร็จแล้วก็ไปส่งเขากลับด้วย เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เลยนะ”
“ครับคุณก้อง” คนขับรถวัยห้าสิบห้าปีรับคำ
“ห้องกายภาพบำบัดเรียบร้อยดีมั้ยแววตา” ก้องภพถามต่อ
“เรียบร้อยดีค่ะ”
“ส่วนป้านิ่ม ให้เตรียมอาหารและผลไม้ตามรายการที่ผมส่งมาให้ติดบ้านไว้ทุกวัน ห้ามขาดเด็ดขาด”
“ค่ะคุณก้อง ป้าจำได้ว่าต้องทำไก่ดำตุ๋นยาจีนให้คุณอคิณทุกอาทิตย์ ผักผลไม้บำรุงกำลังวังชาของผู้ชาย และที่ขาดไม่ได้ก็คือน้ำทับทิม มีทั้งผลทับทิมสดและน้ำทับทิมคั้นสดเลยค่ะ”
แววตาได้ยินแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ “คุณอคิณอยากมีลูกมากเหรอคะคุณก้อง ถึงได้โด๊ปหนักขนาดนี้”
“เรื่องของเจ้านายน่านังแวว นายสั่งให้ทำอะไรก็ทำ อย่าถามมาก” ป้านิ่มปรามหลานสาวที่เพิ่งพามาทำงานที่นี่ด้วยกันเป็นเดือนแรก ซึ่งแววตายังไม่เคยรับใช้อคิณมาก่อนจึงไม่รู้นิสัยเจ้านาย “คุณอคิณไม่ชอบให้ยุ่งเรื่องส่วนตัว ถ้าแกยังอยากทำงานที่นี่ ก็อย่าพูดมาก”
“จ้ะป้า” แววตายิ้มแหยให้ผู้เป็นป้าแล้วหันไปยิ้มหวานให้ก้องภพ ซึ่งหนุ่มหน้าตี๋ก็ทำเป็นมองไม่เห็นเสียอย่างนั้น
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก







