เข้าสู่ระบบอมลรดาประคองอคิณเข้ามาในห้องนอนแล้วพาไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ปลายเตียง ห้องนอนของเขากว้างขวาง ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นโทนสีขาวเบจ ให้ความรู้สึกโปร่งสบาย ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นด้วย
“ต่อไปคุณห้ามทำอะไรแบบนั้นต่อหน้าคนอื่นอีกนะ” หญิงสาวบอกหน้ามุ่ย
“ทำอะไร” ชายหนุ่มแกล้งเฉไฉ
“ทำแบบที่คุณทำเมื่อกี้”
“คุณไม่พูดผมจะรู้มั้ย” เขายิ้มกริ่ม
“ก็...” อมลรดาอึกอัก
“ทำแบบนี้ใช่มั้ย” อคิณยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มซ้ายขวาของหญิงสาวสลับกันไปมาซ้ำๆ หลายครั้งจนแก้มแทบช้ำ
“หยุดนะ” อมลรดายกมือสองข้างขึ้นมาปิดแก้มของตัวเองเลยถูกขโมยจุ๊บที่ริมฝีปากไปหนึ่งครั้ง “คุณอคิณ!”
“ไม่ให้ทำต่อหน้าคนอื่น ต่อไปก็จะไม่ทำ แต่นี่อยู่กันสองคน ผมจะทำ” ว่าแล้วก็แกล้งจุ๊บที่ปลายจมูกไปอีกหนึ่งครั้ง “จะทำมากกว่าหอมแก้มกับจุ๊บด้วย”
“ทำอะไร” อมลรดาถอยหนี แต่ถูกรวบตัวเข้ามาชิด
“วันนี้คุณยังไม่ได้จูบผมเลย” ชายหนุ่มเว้าวอนน้ำเสียงอ่อนลง
อมลรดาถอนหายใจแผ่วเบาแล้วต่อรอง “ช่วงที่คุณยังเดินไม่คล่อง ฉันขอแค่วันละครั้งพอนะ”
“ก็ได้”
หญิงสาวหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ “ยอมง่ายผิดปกติ”
“ก็คุณจูบผมวันละครั้ง แต่ผมจูบคุณวันละกี่ครั้งก็ได้ไง” พูดจบก็หลับตาพริ้มยื่นหน้ารอจูบสีหน้าระรื่น “จูบผมซะดีๆ”
ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของอมลรดาก็ดังขึ้น หญิงสาวรีบผละออกไปรับสายเสียงหวาน
“ฮาย...โอลิเวอร์”
ชื่อ ‘เพื่อนสนิท’ ชาวต่างชาติที่หลุดออกมาจากปากของอมลรดา ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของอคิณหายวับไปในพริบตา
“โทร. หาฉันมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เย็นนี้ดินเนอร์ด้วยกันนะ ผมจะส่งรถไปรับที่บ้าน”
“เอ่อ...ตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่กรุงเทพ” อมลรดาตอบอึกอักพลางชำเลืองมองหน้าอคิณที่กำลังจ้องหน้าเธอด้วยสายตาขุ่นคลั่ก
“อ้าว...แล้วคุณอยู่ไหน”
“ฉันมาทำงานที่เชียงใหม่ คงอีกนานกว่าจะได้กลับกรุงเทพ”
“งานดูแลคนป่วยอะไรนั่นน่ะเหรอ”
“ใช่ แต่ฉันฝากพี่แพรให้ช่วยดูแลคุณเป็นพิเศษแล้วนะ ถ้าคุณอยากได้อะไร หรืออยากไปเที่ยวที่ไหนก็บอกพี่แพรได้เลย ซอรี่นะโอลิเวอร์ คุณมาเมืองไทยทั้งทีฉันกลับไม่ได้อยู่เทคแคร์คุณ” อมลรดาบอกอย่างรู้สึกผิด
“Don’t worry เอด้า ยังไงคุณก็ได้เทคแคร์ผมแน่” โอลิเวอร์บอกด้วยน้ำเสียงสบายๆ “อาทิตย์หน้าผมว่าง ผมจะบินไปหาคุณที่เชียงใหม่ แล้วคุณค่อยพาผมเที่ยวเชียงใหม่ก็แล้วกัน”
“ฉันกลัวว่าจะไม่มีเวลาพาคุณเที่ยวน่ะสิ เพราะฉันต้องคอยดูแลเจ้านายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” อมลรดาคิดหนัก
“เขาจะใช้งานคุณหนักเกินไปแล้วนะ” ปลายสายทำเสียงไม่พอใจ “ถ้าเขาไม่มีลูกหลานคอยดูแล ก็น่าจะไปพักที่เนิร์สซิ่งโฮม หรือพวกศูนย์ดูแลผู้ป่วย ‘สูงอายุ’ ที่นั่นมีพยาบาลมืออาชีพคอยดูแลอย่างดี ถ้าเขาไม่มีเงิน ผมช่วยออกให้ก็ได้ คุณจะได้ไม่ต้องเหนื่อย”
อมลรดาแทบกลั้นขำไม่อยู่ ถ้าอคิณรู้ว่าโอลิเวอร์เข้าใจว่าเขาเป็นคนแก่ ต้องโกรธมากแน่ๆ “อย่าเลยโอลิเวอร์ ขอให้ฉันได้ทำอะไรด้วยตัวเองบ้างเถอะ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็พึ่งแต่คุณตลอดเวลา”
“คุณลองทำดูก่อนก็ได้ แต่ถ้าไม่ไหวต้องบอกผมนะ”
“ค่ะ ถ้าไม่ไหว ฉันจะขอความช่วยเหลือจากคุณ” หญิงสาวตอบเสียงหวาน ยิ่งทำให้อคิณร้อนรนแทบจะเข้าไปแย่งโทรศัพท์มือถือมาปาทิ้ง
“งั้นอาทิตย์หน้าเจอกันนะ ผมจะขอไปเยี่ยมเจ้านายคุณด้วย”
“จะมาเยี่ยมเขาทำไม คุณไม่รู้จักเขาซะหน่อย” อมลรดาทำหน้าเลิ่กลั่ก โอลิเวอร์จะเจอกับอคิณไม่ได้ และที่สำคัญ เขาจะรู้ว่าเธอรับงานเป็น ‘ภรรยาชั่วคราว’ ของอคิณไม่ได้เด็ดขาด
“ผมเป็นห่วงคุณ อยากไปดูให้เห็นกับตาว่าคุณอยู่ยังไง ทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า”
“ฉันขออนุญาตเจ้านายฉันก่อนก็แล้วกันนะ อยู่ๆ คุณจะมาที่บ้านเขาเลยคงไม่ได้”
“คุยกับเขาเรียบร้อยแล้วก็ส่งข่าวบอกผมด้วยก็แล้วกัน” ปลายสายบอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย มหาเศรษฐีอย่างเขาไม่เคยต้องรอการรับอนุญาตจากใคร แต่เพื่อเป็นการให้เกียรติอมลรดา เขาต้องยอมลดทิฐิตัวเองลง
หลังจากอมลรดาวางสาย อคิณก็แบมือไปตรงหน้าเธอ
“อะไรคะ?”
“เอามือถือคุณมาให้ผม” เขาบอกด้วยน้ำเสียงกดต่ำอย่างไม่พอใจสุดขีด
“นี่มันของส่วนตัวของฉัน”
“ระหว่างที่อยู่ที่นี่ ห้ามคุณใช้โทรศัพท์ ห้ามติดต่อกับใครทั้งสิ้น” เขายังคงไม่ลดมือลงจนกว่าเธอจะยอมมอบโทรศัพท์มือถือให้ “เอามือถือคุณมา”
“ฉันไม่ให้”
“เอามา!” อคิณกระชากเสียงดุพร้อมกับแย่งโทรศัพท์มือถือจากมือเล็กมาจนได้
“มันจะเกินไปแล้วนะคุณอคิณ”
“ผมเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าเรื่องการป่วยของผม และเรื่องที่เราอยู่ที่นี่ต้องเป็นความลับ คุณกำลังทำผิดสัญญา”
“ในสัญญาไม่ได้ระบุว่าห้ามใช้มือถือ เอาคืนมานะ” อมลรดาตวัดมือไปหมายจะแย่งโทรศัพท์คืน แต่อคิณก็ไวกว่า เขาจับมันยัดใส่เข้าไปในกางเกงแล้วยิ้มอย่างผู้ชนะ
“อยากได้คืนก็มาล้วงเอาเอง”
“โรคจิต!” หญิงสาวต่อว่าเสียงเขียวแล้วนึกอยากเอาชนะ ไหนๆ เธอก็เคยจับ ‘อคิณน้อย’ มาแล้ว กับแค่ล้วงมือเข้าไปในกางเขาแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้ “คิดว่าฉันไม่กล้าเหรอ”
“เอะอะก็ร้องกรี๊ดๆ อย่างคุณ ไม่กล้าหรอก” อคิณแกล้งไซโค
“รู้จักฉันน้อยไปแล้วคุณอคิณ”
อมลรดากัดฟันพูดพร้อมกับกระโจนเข้าใส่คนตัวใหญ่กว่า แล้วผลักเขาให้หงายหลังลงไปนอนราบบนโซฟาตัวยาวแล้วขึ้นนั่งคร่อมบนหน้าขา จากนั้นก็ทำการปลดเข็มขัดของเขาออก อคิณอึ้งไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าหญิงสาวจะบ้าเลือดได้ถึงขนาดนี้ เขาพยายามปัดป้องไม่ให้เธอแย่งโทรศัพท์มือถือคืนไปได้ แต่มือเล็กก็ว่องไวมาก เธอสอดมือเข้าไปในกางเกงของเขาแล้วคว้าหมับทันที
“รดา...” อคิณเรียกชื่อคนที่นั่งคร่อมอยู่บนหน้าตักเสียงแผ่ว “...นั่นไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ”
“กรี๊ด!!!” หญิงสาวตกใจกรีดร้องเสียงดังสนั่น แต่แทนที่เธอจะปล่อยมือ เธอกลับกำ ‘อคิณน้อย’ ไว้แน่นกว่าเดิม
“รดา...คุณจะฆ่าผมเหรอ” ชายหนุ่มกัดฟันพูดเสียงสั่นพร่า เหงื่อแตกซิก ไม่ได้มีอารมณ์ที่ถูกกอบกำ แต่เจ็บ
เจ็บมาก!
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก







