เข้าสู่ระบบวาเลนไทน์ เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว
ผมที่ยืนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งแถวบ้านของ ธนากร กำลังยืนหล่อยื่นดอกกุหลาบสีแดงดอกใหญ่ให้กับผู้ชายที่รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นที่ทำหน้าเหวออยู่ด้านหน้า
“เอามาให้เราทำไม”
“ผมชอบพี่นะ”
“ชอบฉัน?”
“ใช่ครับ คบกับผมนะครับพี่กร”
“ไม่ละ ผมไม่ได้ชอบนาย”
“...”
“ไปเถอะ นายไม่ใช่สเปคผมอะ”
“ทำไมพี่ไม่ลองคบดูก่อนอะ ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวผมเดินมาส่ง”
“...”
“ผมพูดจริงนะเว้ย ผมชอบพี่จริง ๆ นะ”
“ไปกันเถอะ ไม่ต้องสนใจหรอก”
ผู้ชายตรงหน้าของผม กำลังเดินออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองผมเลยแม้แต่หางตา ดอกกุหลาบที่ผมใช้เวลาเลือกตั้งแต่ตีห้าร่วงลงพื้นราวเหมือนที่ผมเองก็กำลังหมดแรง
“คอยดูเถอะพี่ สักวันผมจะทำให้พี่เป็นของผม!.”
อ๊อด! อ๊อด!
ผมสะดุ้งตื่นจากภาพทรงจำที่แม้จะผ่านมานานแล้ว แต่กลับจดจำได้ทุกคำพูดแบบฝังใจ ผมลุกขึ้นเดินออกไปเปิดประตูให้กับบุคคลที่เฝ้ารอมานาน และใช่!พี่กร คนที่ผมตกหลุมรักโดยที่เขาไม่แม้แต่จะจำผมได้ ใบหน้าที่สวยราวกับรูปปั้นของเขายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ผมผายมือให้เขาเข้ามาให้ห้อง
“ดื่มกับผมไหม”
“ผมไม่ดื่มครับ”
“ไม่ต้องกลัวเมาหรอก เมาก็นอนนี่แหละ”
“...”
“มาใช้หนี้ไม่ใช่หรอ ทำไมปฏิเสธตั้งแต่เริ่มเลยละ'
“ว่าไงครับ”
“เอ่อ..คือ”
“คุณภูจะให้ผมทำเรื่องอย่างว่าหรอครับ”
“ทำไมถึงถามละ..หรือว่าไม่ได้?”
“ผมแค่แปลกใจเฉย ๆ ครับ”
“แปลกยังไง”
“...”
“ดื่มสิ”
ผมเทไวน์ราคาแพงลงแก้ว ยื่นส่งให้กับพี่กรที่ทำหน้าวิตกกังวลอยู่อย่างสบายอารมณ์ จนบางครั้งผมก็คิดนะ หรือว่าผมจะเป็นโรคจิตที่มีความสุขทุกครั้งที่เห็นใบหน้าหวาดกลัวของคนตรงหน้า พี่กรเอื้อมมือมาหยิบแก้วไวน์ช้า ๆ ก่อนจะกระดกพรวดเดียวหมดแก้วแล้วยื่นกลับมาคืนผม
ผมกระตุกยิ้มเพียงเล็กน้อยอย่างชอบใจ สายตาจ้องมองใบหน้าของคนเบื้องหน้าอย่างไม่ละสายตา มือก็จัดการเทไวน์ลงแก้วสองใบอย่างชำนาญ เมื่อได้ไวน์ตามที่ต้องการผมยื่นแก้วเดิมให้พี่กรอีกครั้ง พร้อมกับหยิบแก้วของตัวเองมาชูสูงไปด้านหน้า พี่กรเองก็ไม่ได้ขัดอะไร ยื่นแก้วไวน์ของตนเองมาชนกับแก้วไวน์ของผมอย่างว่าง่าย
เกร๊ง!
- ธนากร –
คุณภูริภัทรเปลี่ยนจากยืนดื่มเป็นพาผมมานั่งดื่มไวน์ที่โซฟากลางห้อง เมื่อแอลกอฮอล์เข้าปากผมก็เริ่มแสดงความเป็นตัวเองออกมา ผมคิดมาตลอดว่าผมไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้ แต่บางครั้งผมกลับรู้สึกคุ้นตากับใบหน้านี้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
"คุณภัทร เราสองคนเคยรู้จักกันมาก่อนไหมครับ"
"ทำไมถึงถามแบบนั้นละครับ"
"ผมรู้สึกบางครั้ง เหมือนเคยรู้จัก.."
"แล้วรู้จักไหมครับ"
"แต่บางครั้ง..ก็ไม่รู้จัก"
"คุณกรอาจจะเคยเห็นหรือเปล่าครับ"
"คุณภัทรเรียนต่างประเทศ ผมไม่น่าจะรู้จักหรอกครับ"
"หรอครับ..ไม่เป็นไรนะ เรามาทำความรู้จักกันได้"
"ผมขอโทษนะครับ เรื่องที่ร้าน"
"พี่ก็แค่ชดใช้..ผมก็ไม่ติดใจเอาความหรอกครับ"
ผมมองหน้าของเจ้านายที่นั่งหล่อเบื้องหน้าอย่างพิจารณา ผมมองไปทางไหนก็ไร้ที่ติจริง ๆ คุณภูริภัทร เป็นลูกชายคนเดียวของคุณน้าชมจันทร์ ซึ่งคุณน้าเองก็เคยมาบ่นให้ผมฟังบ่อย ๆ เห็นว่าครั้งหนึ่งเคยเรียนอยู่ที่ไทย แต่เหมือนจะโดนคนที่แอบชอบปฏิเสธ เลยหนีไปรักษาแผลใจที่อเมริกา เท่าที่รู้มาก็น่าจะประมาณนี้ จนบางทีก็แอบคิดนะใครมันช่างกล้าปฏิเสธคนที่ Perfect แบบคุณภูได้
“พี่หรอ”
“ทำไมครับ ผมเรียกแบบนี้ไม่ชอบหรอ”
“เปล่าครับ..แต่แค่ไม่ชินเท่านั้น”
“ถ้าผมให้พี่ชดใช้ด้วยร่างกายกับผม พี่จะไม่เสียใจจริง ๆ หรอ”
“ผมไม่ได้มีทางเลือกมากขนาดนั้น..ถูกไหมครับคุณภัทร”
“ผมว่าก็ไม่เชิงนะ พี่มีทางเลือกที่ดีกว่านั้น”
“ที่ดีกว่านี้?”
“ผมขอถามได้ไหม ว่าพี่ทำไมต้องการเงินมากขนาดนั้น”
“คือ…”
“บางที ผมอาจจะพิจารณาทางออกที่ดีกว่าให้ก็ได้นะครับ..พี่อาจจะไม่ต้องมาเสียตัวให้ผมก็ได้”
“ผมเพิ่งรู้นะว่าคุณภัทรเป็นคนตลก”
“ขึ้นอยู่ที่ว่าผมคุยกับใครต่างหากละครับ”
“ถ้าผมบอกว่าผมจำเป็น คุณภัทรจะเชื่อไหมครับ”
“พี่ก็ลองเล่ามาก่อนก็ได้ครับ”
“แฟนผม..ติดหนี้พนันบอล และกำลังโดนไล่และหนักถึงขั้นอาจจะโดนปิดปาก”
“...”
“และผมเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะนั่นก็คือแฟนผม”
“พี่เลยเลือกที่ก้าวเท้าเข้าตารางแบบนี้หรอครับ”
“ผมเองตอนนั้นมืดแปดด้านเลยคุณภัทร ยิ่งน้ำเสียงที่เขาโทรมาขู่ผมได้ยินทุกประโยค..มันทำให้ผมคิดผิด”
“...”
“ผมต้องขอบคุณ คุณภัทรมาก ๆ นะครับที่ไม่จับผมส่งตำรวจ”
“ผมเองก็มีเหตุผลของผม”
“หืม”
“พี่คบกับแฟนคนนี้..มีความสุขดีไหมครับ”
“แรก ๆ ก็ดีนะ เขาเทกแคร์เอาใจใส่ผมดีมาก แต่ตั้งแต่ที่เรียนจบมาและผมตกงาน แถมที่บ้านก็ล้มละลาย บางครั้งก็รู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไป”
“แล้วตอนนี้เขาทำพี่เดือดร้อนขนาดนี้ เขารู้ไหมครับ”
“รู้สิ พี่ก็บอกเขาว่าเจ้านายเรียกให้มาหาเพื่อเจรจาเรื่องเงินที่พี่ขโมยไป”
“แล้วเขาก็ปล่อยให้พี่มา?”
ครืด ครืด!ครืด ครืด!ผมเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาปิดนาฬิกาปลุก เมื่อแสดงให้เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาตีห้าครึ่งแล้ว ผมกำลังจะปลุกพี่กรให้แต่งตัวเตรียมไปเที่ยวดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลหมอก ก็สัมผัสได้ถึงว่ามีคนนอนหนุนแขนผมอยู่ ผมค่อย ๆ โฟกัสสายตาในความมืดก้มมองคนอ้อมกอด แต่อีกใจก็มีความกลัวเล็กน้อยว่านี่คงไม่ใช่ความฝันหรือผีอำอะไรหรอกนะ ยิ่งนอนต่างที่แล้วเมื่อคืนก็เพลียมากไม่ได้จุดธูปไหว้เจ้าที่เจ้าทางซะด้วยผมเพ่งตามองไปยังคนที่นอนหนุนแขนข้าง ๆ ก็ต้องถอนหายใจแบบโล่งใจ เพราะนี่คือพี่กรที่นอนกอดผมอยู่แน่น ผมไม่ได้ขยับหรืออะไร ปล่อยให้พี่กรนอนกอดผมไปแบบนั้น บอกได้คำเดียวว่าตอนนี้ทะเลหมอกอะไรนั่นก็ไม่อยากไปแล้วเพราะตอนนี้ผมมีความสุขมาก มากที่สุดผมโอบแขนไปกอดตอบพี่กร ถึงแม้ในใจจะรู้นะว่าพี่กรน่าจะหนาวเลยขยับหาความอบอุ่น แต่แบบนี้ผมยินดีมาก ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรผมก็ไม่ขัดหรอกนะ ขอแค่อยู่แบบนี้อีกนิด“อีกสิบนาทีค่อยตื่นละกัน”เรานอนกอดกันอยู่แบบนั้นสักพัก จนเวลาผ่านไปพอสมควรแล้วผมก็เขย่าป
ผมพาพี่กรเดินทางทันทีที่เก็บของเสร็จ ปลายทางคืออำเภอปาย สถานที่ที่หลายคนบอกว่าสวยและหน้าหนาวคืออากาศดีมาก และผมเองก็ยังไม่เคยไปสักครั้งเหมือนกัน ผมเริ่มขับรถออกจากชะอำมุ่งหน้าสู่ปลายทางที่อำเภอปายทันที ผมขับรถมาได้สักพักก็เห็นว่าพี่กรนอนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ คาดว่าน่าจะเหนื่อยจากการร้องไห้เป็นเวลาที่นานมาก และผมเองก็ไม่อยากกวนพี่กรสักเท่าไหร่ผมขับรถไปด้วยความเร็วที่จัดว่าเร็วมากอยู่ เพราะใจอยากพาพี่กรไปให้ทันในช่วงเช้าแต่จากระยะทางและเวลาคาดว่าจะไม่ทัน และเกรงว่าหากขับด้วยความเร็วมากตลอดสาย ใบสั่งจะไปที่บ้านจนคุณแม่ช็อกก็เป็นได้เมื่อคิดได้แบบนั้นผมจึงลดความเร็วมาขับด้วยความเร็วที่กฎหมายกำหนด พี่กรก็มีตื่นมาคุยเป็นเพื่อนบ้าง นอนบ้าง และผมเองที่วันนี้ก็เร่งงานด้วย และขับรถเยอะด้วยก็มีอาการเหมือนจะรู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย จึงขับไปพักไปเป็นระยะผมใช้เวลาขับไปพักไป จากเพชรบุรีมาถึงอำเภอปาย ใช้เวลา สิบชั่วโมงพอดิบพอดี และก่อนเข้าอำเภอปายผมเองได้โทรจองที่พักไว้แล้ว เราจึงมาถึงและเข้าพักได้เลย“พี่กรนอนได้ไหม”“ได้สิ”
และอาจจะเพราะพี่กรเอาแต่ก้มหน้า เขาเลยไม่เห็นว่าผมยืนข้าง ๆ หรือเปล่าไม่แน่ใจ ผ่านไปเล็กน้อยที่สองคนนั้นเดินกลับไปทางโรงแรมก็เห็นว่าพี่กรกำลังก้มหน้าก้มตาเดินตามสองคนนั้นไปเช่นกันผมที่เริ่มทนเห็นพี่กรที่เป็นแบบนี้ไม่ไหว คว้าแขนพี่กรเอาไว้จนพี่กรเองก็สะดุ้งพร้อมกับสะบัดมือผมจนหลุด ก่อนจะแหงนหน้ามามองที่ผม ผมไม่รู้ว่าพี่กรรู้สึกยังไงแต่ทันทีที่พี่กรเห็นผม ผมรู้สึกว่าพี่กรเริ่มร่างกายสั่นระริกอีกครั้งแม้ไฟที่ส่องจากถนนจะสาดมาถึงที่ ที่เรายืนอยู่ได้ไม่มากนัก แต่ผมกลับเห็นใบหน้าพี่กรที่อยู่ใต้หมวกปีกกว้างใบใหญ่ได้อย่างชัดเจน ดวงตาที่มีสีแดง ที่เต็มไปด้วยน้ำตาที่คลอในดวงตาที่พร้อมจะไหลออกมาทุกเมื่อราวกับคนที่เจ็บปวดแสนสาหัสแต่กลั้นความเสียใจนั้นไว้ มันช่างบีบหัวใจของผมจริง ๆผมเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา บรรยากาศรอบตัวเงียบจากเสียงผู้คน ได้ยินแค่เสียงคลื่นจากทะเลที่สาดกระทบชายหาดเท่านั้น เราสองคนยืนมองหน้ากันอยู่แบบนั้น และเป็นผมเองที่ทนเห็นภาพนี้ของพี่กรไม่ไหวผมเอื้อมมือไปดึงแขนพี่กรเบา ๆ เข้ามาสวมกอดช้า ๆ เพื่อปลอบใจคนตรงหน้า และพี่กรเองก็ไม่ได้ขัดขืนแม้แต่น้
ผมขับรถมาจนถึงหน้าโรงแรมหรูที่เดียวกับที่เห็นว่าแฟนของพี่กรเช็กอินไว้ โรงแรมนี้ใหญ่โตมากจนผมเองก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ และที่สำคัญอยู่ใจกลางหาดชะอำ ผมจัดการจอดรถเรียบร้อยเดินมาเช็กอินห้องพัก และก็คงเรียกว่าโชคดีเพราะยังมีห้องเหลือให้ผมเข้าพักเอนหลังโดยที่ไม่รู้เลยว่า ผมจะหาพี่กรกับแฟนได้ที่ไหน และที่นี่ก็ไม่ใช่เล็ก ๆ ผมนอนคิดไปมาสักพักก็นึกขึ้นว่าหรือจะลงไปถามที่ล็อบบี้ดี เมื่อคิดได้ดังนั้นผมเดินออกจากห้องรีบวิ่งลงมาที่ล็อบบี้โรงแรมทันที พนักงานที่เห็นผมวิ่งหน้าตาตื่นมาก็ตกใจถามผมกันพัลวัน“ลูกค้าเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”“เปล่าครับ พอดีผมอยากขอสอบถามผู้เข้าพักได้ไหมครับ”“เอ่อ..เป็นนโยบายของโรงแรม ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลคนพักได้ค่ะ”“นิดหนึ่งก็ไม่ได้หรอครับ”“ไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”ผมที่เห็นความหนักแน่นของพนักงานเองก็รู้แล้วว่าวิธีนี้ไม่น่าจะได้ ผมจึงเดินมานั่งพักที่โซฟาแบบครุ่นคิดหาวิธีอีกครั้ง ผมล้วงมือหยิบมือถือในกระเป๋าออกมาดูก็ยังไม่เห็นการอัปเดตอะไรของพี่กร รวมถึงของ
- ภูริภัทร -ผมยังคงสงสัยว่าทำไมพี่กรถึงขับรถเร็วขึ้น หรือเขาเห็นว่าผมแอบตามเขามา ถึงจะขับเร็วขึ้นเท่าไหร่แต่ก็คงไม่หนีผมไปได้ไกลนักหรอก ผมใช้สกิลนักแข่งขับปาดซ้าย-ขวาไม่นานนักก็มาถึงรถของเป้าหมายที่ลดความเร็วลงมาค่อนข้างเยอะ และใช้ช่วงทิ้งระยะห่างเพื่อขับตามพี่กรไปเงียบ ๆผมยังคงขับรถตามมาจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปจากที่พวกเราอยู่ค่อนข้างเยอะ เราใช้เวลาขับมาประมาณสองชั่วโมงเห็นจะได้ เพราะตอนนี้บรรยากาศค่อนข้างสลัวมาก และยิ่งตอนนี้เป็นช่วงหน้าหนาวด้วยแล้วยิ่งทำให้มืดลงเข้าไปอีกพี่กรขับรถมาจอดหน้าบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นสีขาวสะอาดตาที่ถึงแม้จะมีไฟจากถนนที่ห่างไปเล็กน้อยส่องให้ความสว่างได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังคงสว่างมากพอที่จะเห็นความสะอาดตาของบ้านหลังนี้ ผมขยับจอดรถห่างออกไปไม่มากนัก ดับเครื่องและลงจากรถออกมาดูให้แน่ใจ ก็เห็นว่าน้องชายของพี่กรเดินกอดกับผู้หญิง สูงวัยร่างท้วมไปยืนรอพที่หน้าบ้าน ผ่านไปสักระยะก็มีพี่กรเดินมายืนที่หน้าบ้าน ผมรีบวิ่งขึ้นบนรถและแอบมองอยู่แบบนั้นราวกับกลัว
ผมยังคงมองกระจกหลังอยู่สักพักใหญ่ ๆ ขณะที่เท้าก็เหยียบคันเร่งไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของคุณภัทร คาดว่าน่าจะตามไม่ทันนั่นแหละนะผมขับรถเลี้ยวเข้ามาจอที่หน้าประตูบ้านหลังพอเหมาะ ที่ถูกกั้นด้วยประตูรั้วไม้สีสาวสะอาดตา ไอ้น้องชายตัวดีของผม ก็กระโดดลงรถไปทันทีที่เห็นว่าแม่กานดาในวัยหกสิบสองปีกำลังเดินจ้ำอ้าวยิ้มร่าออกมาเปิดประตูรั้วให้ และพากันเดินนำหน้าไปยืนรอที่หน้าบ้าน ผมขับรถเข้ามาจอดในตัวบ้านอย่างเคยชิน เดินลงจากรถมากอดแม่ด้วยความคิดถึง“แม่กับน้องเข้าบ้านก่อนเลยนะ เดี๋ยวกรไปปิดประตูรั้วก่อน”“จ้า รีบตามมานะลูก”ผมยิ้มให้แม่ เบี่ยงตัวออกมาปิดประตูรั้วหน้าบ้าน สายตาก็ยังคงลอบมองไปที่หน้าบ้าน เพื่อดูว่าคุณภัทรได้ตามมาไหม เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ผมจึงดึงประตูบ้านปิดทันทีมันเป็นธรรมดาที่ผมกับน้องจะกลับมาหาแม่ทุกสัปดาห์ ถึงแม้ว่าแม่จะมีน้าแจ่ม แม่บ้านที่ผมจ้างมาเพื่อช่วยดูแลและอยู่คุยกับแม่แล้ว ผมกับเจ้ากัซก็ยังอดห่วงแม่ไม่ได้อยู่ดี และด้วยความที่บ้านและที่ผมกับน้องอยู่นั้นมันก็ไม่ได้ห่างกันมากเท่าไหร่ มันจึงทำให้ผมกับ




![ผมก็แค่พี่เลี้ยงเด็ก ที่ดันได้พ่อเค้าเป็นสามี [PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


