เข้าสู่ระบบพี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่ตอนนี้ได้เดินทางมาที่หุบเขาแสงจันทร์เช่นกันหลังจากที่พวกเขาได้ทราบเรื่องทั้งหมดจากมารดา พี่ชายทั้งห้าของนางก็เอาแต่ก่นด่าหลี่เซวียนไม่หยุด จากนั้นจึงพากันออกเดินทางจากเมืองหลวงไปยังหุบเขาแสงจันทร์ เสิ่นเยว่เมื่อทราบว่าพี่ชายของนางมาที่นี่นางก็รีบวิ่งออกไปพบพวกเขาทันที
“พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม พี่สี่ พี่ห้า พวกท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรข้าคิดถึงพวกท่านเหลือเกิน”
เสิ่นเยว่วิ่งเข้าหาพี่ชายทั้งห้าของนางทั้งน้ำตา ท่าทางออดอ้อนของนางตอนนี้เหมือนตอนเด็กๆ ที่นางชอบทำเป็นประจำ
“เจ้าก้อนน้อยของข้าอยู่ที่นี่สบายดีหรือไม่ พวกพี่ชายมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าแล้ว”
เสิ่นซีซวนเป็นคนพูดก่อน เขายกมือขึ้นลูบผมนุ่มดำขลับของน้องสาวคนเล็กของตนด้วยความเอ็นดู
“ข้าก็มาที่นี่เพราะคิดถึงเจ้าเหมือนกันนะน้องเล็ก”
เสิ่นซีห่าวก็ไม่ยอมแพ้ฝาแฝดของตนเช่นกันรีบเข้าไปประจบประแจงเสิ่นเยว่ทั้งยังเบียดเสิ่นซีซวนให้ออกห่างจากนางด้วย ในเวลาปกติสองคนนี้มักจะเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แต่พอเป็นเรื่องของเสิ่นเยว่ทั้งสองคนกลับแยกเขี้ยวยิงฟันใส่กันเหมือนคู่อริที่เป็นศัตรูคู่แค้นกันมาหลายภพหลายชาติ
“พอแล้ว!!!!”
เสิ่นเจี้ยนหมิงพี่ใหญ่ของเสิ่นเยว่เป็นคนปรามทั้งสองคนที่ทำท่าจะตีกันอีกแล้ว เสิ่นเยว่หัวเราะจนน้ำตาไหลนางไม่ได้เห็นพี่สี่กับพี่ห้าของนางทะเลาะกันนานแค่ไหนแล้วนะ เมื่อมองดูพี่ชายทั้งห้าคนของนางที่เดินทางไกลนับพันลี้มาที่นี่เพื่อนางแล้วหัวใจที่เจ็บปวดก่อนหน้านี้ของเสิ่นเยว่รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที
“ข้าดีใจที่พวกท่านยังคงรักกันดีเหมือนเดิม”
เสิ่นเซีห่าวและเสิ่นซีซวนหันมาหัวเราะแหะๆ ให้กับน้องสาวคนเล็กของตน นี่สิถึงจะเป็นท่าทางของน้องเล็กที่แสนร่าเริงของพวกเขา เจอตัวเจ้านั่นเมื่อไหร่ต้องเอาคืนให้สาสมที่ทำให้ไข่มุกที่แสนล้ำค่าของตระกูลเสิ่นต้องเจ็บปวด
“พวกท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าพวกท่านมาอยู่ที่นี่ยังไง”
เสิ่นเยว่หันไปถามเสิ่นเจี้ยนชิงที่ยืนเงียบๆ อยู่ข้างเสิ่นเจี้ยนหมิง
“เราห้าคนคิดถึงน้องเล็กก็เลยมาที่นี่เจ้าลืมแล้วหรือเราห้าคนก็เป็นหลายชายของท่านตาเหมือนกันนะ”
เสิ่นเจี้ยนชิงยกมือลูบผมนุ่มของเสิ่นเยว่อย่างทะนุถนอม พี่ชายอีกสี่คนของเสิ่นเยว่ก็ไม่ยอมแพ้เช่นกันพวกเขาต่างเข้ามาจับแก้มลูบหลังลูบไหล่น้องเล็กที่แสนน่ารักของเขา
เมื่อทั้งหกคนแสดงความรักที่ไม่ได้เจอกันมานานแก่กันเสร็จแล้วพวกเขาก็ตรงไปที่ห้องโถงใหญ่เพื่อคารวะท่านลุงใหญ่ที่รออยู่ด้านใน
ความจริงแล้วทั้งห้าคนมาที่นี่เพื่อคารวะท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินทุกปี มีเพียงเสิ่นเยว่เท่านั้นที่ได้มาที่นี่ตั้งแต่ที่นางยังเล็ก แต่เป็นท่านตาของนางที่เดินทางไปที่แคว้นโจวเพื่อไปเยี่ยมนางที่นั่นเท่านั้น
ตระกูลอวิ๋นมีบุตรชายทั้งหมดสี่คนและมีเสิ่นฮูหยินเท่านั้นที่เป็นบุตรี รุ่นต่อมาคือรุ่นของเสิ่นเยว่ก็มีนางเพียงคนเดียวที่เป็นสตรีเช่นกันดังนั้นหุบเขาแสงจันทร์จึงมองว่าทั้งเสิ่นฮูหยินและเสิ่นเยว่เปรียบเสมือนไข่มุกที่ต้องคอยประคองเอาไว้อย่างทะนุถนอม
แต่หลังจากที่เสิ่นฮูหยินแต่งงานให้กับมหาเสนาบดีเสิ่นท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินก็เร้นกายในหุบเขาไม่ออกมาโลกภายนอกตำแหน่งเจ้าสำนักก็มอบให้บุตรชายคนโตเป็นผู้รับช่วงต่อแม้แต่วันที่หลานชายทั้งหลายลืมตาดูโลกท่านปรมาจารย์ก็ไม่ได้ออกมาร่วมยินดี จนกระทั่งได้รับแจ้งข่าวจากบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนว่านางได้ให้กำเนิดเด็กหญิงตัวน้อยที่แคว้นโจว
ทุกคนจึงได้มีโอกาสพบหน้าท่านปรมาจารย์ที่ไม่ได้พบมาสิบกว่าปีและในทุกปีปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินยังออกจากหุบเขาเดินทางไปร่วมงานวันเกิดของเสิ่นเยว่แต่ตอนที่เสิ่นเยว่แต่งงานเสิ่นฮูหยินไม่ได้แจ้งให้บิดาของนางทราบเพราะนางรู้ว่าท่านผู้เฒ่าจะต้องขัดขวางอย่างแน่นอน
หลังจากที่คารวะท่านลุงใหญ่ของพวกเขาแล้วทั้งหมดยังได้คุยกันเรื่องที่หุบเขาม่านหมอกทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในงานประลองยุทธของสิบสำนักใหญ่ในยุทธภพอีกด้วย
ทุกสองปีสิบสำนักใหญ่จะเวียนกันทำหน้าที่เจ้าภาพปีนี้เป็นหน้าที่ของสำนักเลี่ยงหวงแห่งหุบเขาม่านหมอก เสิ่นเยว่นั่งฟังอย่างสนใจนางไม่เคยได้ออกไปไหนไกลจากแคว้นโจวเลยสักครั้ง และนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ฟังเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับยุทธภพ
เสิ่นเยว่มีท่าทางกระสับกระส่ายเมื่อมองพวกท่านลุงใหญ่และเหล่าพี่ชายของนางคุยกัน
“ข้าไปกับพวกท่านด้วยได้หรือไม่”
เสิ่นเยว่ถามออกมาเบาๆ อย่างนึกประหม่าหลังจากที่ออกมาจากห้องโถงใหญ่เพื่อกลับเรือนพักของนาง
“ทำไมจะไม่ได้เล่าน้องเล็กไม่ได้ออกไปเที่ยวข้างนอกบ่อยๆ ครั้งนี้ก็ถือซะว่าออกไปเปิดหูเปิดตา พี่เคยไปที่หุบเขาม่านหมอกเมื่อตอนยังเด็กที่นั่นสวยงามมากทีเดียว พี่มั่นใจว่าเจ้าจะต้องชอบอย่างแน่นอน”
เสิ่นอี้เฉิงพี่สามของนางพูดขึ้นพี่ชายอีกสี่คนพยักหน้าให้เสิ่นเยว่เป็นการยืนยันว่าเรื่องที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง
“อีกห้าวันพวกเราจะออกเดินทางไปที่หุบเขาม่านหมอกน้อง เล็กเตรียมตัวให้พร้อมเถอะ ครั้งนี้ไม่มีพวกท่านลุงไปด้วยมีแต่พวกเราพี่น้องหกคนและพี่ชิงเฟิงเท่านั้นที่เป็นตัวแทนของสำนักมังกรผงาด”
เสิ่นเจี้ยนหมิงส่งรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นให้เสิ่นเยว่
วันที่ทุกคนต้องออกเดินทางรถม้าสามคันวิ่งออกจากหุบเขาแสงจันทร์ในตอนเช้าตรู่ท่านลุงใหญ่ของเสิ่นเยว่และท่านลุงอีกสามคนที่พึ่งจะกลับมาที่สำนักได้เพียงหนึ่งวันก็ออกมายืนส่งคนทั้งเจ็ดให้ออกเดินทางไปที่หุบเขาม่านหมอก
“พวกเขาจะไหวแน่หรือพี่ใหญ่”
อวิ๋นจื่อชางลุงรองของเสิ่นเยว่ถามอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยพี่ใหญ่ของตนเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่สำนักมังกรผงาดไม่มีผู้อาวุโสของสำนักเดินทางไปด้วย
“มีอะไรให้น่าหนักใจกันเล่าการประลองนี้ก็จัดขึ้นเพื่อสานสัมพันธ์ของแต่ละสำนักและเพื่อทดสอบฝีมือของศิษย์รุ่นใหม่เท่านั้นเจ้าจงเชื่อใจพวกเขาเถอะชิงเฟิงเองก็ไปด้วย สองปีก่อนเขาได้อันดับที่สองเชียวนะใครหน้าไหนจะกล้ามาดูถูกพวกเขากัน เรื่องต่อจากนี้ต่างหากที่สำคัญข้าหวังว่ามันจะเป็นไปตามแผนที่เราวางเอาไว้เท่านั้น”
เหล่าผู้อาวุโสของสำนักมังกรผงาดยืนส่งรถม้าทั้งสามคันจนลับสายตาจึงเดินกลับเข้าสำนักไปพร้อมกัน
ผ่านไปสามวัน หลี่เซวียนเดินทางมาที่หุบเขาแสงจันทร์เพื่อตามหาเสิ่นเยว่แต่คำตอบที่เขาได้รับคือนางไม่ได้อยู่ที่นี่ เขารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก
“นางไม่ได้มาที่นี่จริงๆ ถ้าเจ้าคิดว่าข้าโกหกเจ้าก็เข้าไปตามหานางได้เลยเจ้าสามารถดูได้ทุกที่เจ้าอยากดู”
หลี่เซวียนมีท่าทีคลางแคลงอยู่เล็กน้อย
“เช่นนั้นข้าก็ขอรบกวนเจ้าสำนักมังกรผงาดแล้ว”
หลี่เซวียนไม่เรียกเขาว่าท่านลุงอย่างสนิทสนมอย่างเช่นที่ผ่านมา
อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยพยักหน้าให้พ่อบ้านที่ทำหน้าที่ดูแลแต่ละเรือนในหุบเขาแสงจันทร์พาหลี่เซวียนเข้าไปดูด้านใน ไม่นานหลี่เซวียนก็กลับมาพร้อมกับพ่อบ้านอีกครั้ง
“นางไม่เคยออกไปจากแคว้นโจวเลยสักครั้งนอกจากที่นี่ข้าก็นึกไม่ออกว่านางจะไปอยู่ที่ใดได้”
หลี่เซวียนถอนหายใจออกมาอย่างจนใจเขาแน่ใจว่านางจะต้องอยู่ที่นี่อย่างแน่นอนและคนของหุบเขาแสงจันทร์จะต้องซ่อนนางเอาไว้แน่ ท่านลุงใหญ่ของเสิ่นเยว่เสนอให้เขาค้นที่นี่นั่นหมายความว่าเขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าหลี่เซวียนจะต้องหานางไม่พบ นางจะต้องออกไปจากที่นี่แล้ว หลี่เซวียนนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“แล้วคุณชายอวิ๋นไม่ได้อยู่ที่นี่หรือขอรับ”
หลี่เซวียนมาถึงที่นี่ได้สักพักแล้วแต่เขายังไม่พบอวิ๋นชิงเฟิงเลย เมื่อเดือนก่อนก็ได้ข่าวว่าพี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่ออกเดินทางมาที่หุบเขาแสงจันทร์เขาถึงได้ตรงมาที่ทันที เพราะเขามั่นใจว่านางจะต้องอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน
“เฟิงเอ๋อออกจากหุบเขาไปหลายวันแล้ว”
อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยยกชาขึ้นจิบตอบคำถามหลี่เซวียนอย่างสบายๆ เหมือนกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ เขามีท่าทางไม่ตกใจเลยสักนิดเรื่องที่เสิ่นเยว่หายตัวไปต่างจากครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด
“เช่นนั้นคุณชายอวิ๋นเดินทางไปที่ไหนหรือขอรับ”
หลี่เซวียนถามหยั่งเชิงเจ้าสำนักมังกรผงาดเขาแน่ใจว่าเรื่องนี้จะต้องเกี่ยวของกับอวิ๋นชิงเฟิงแน่เพราะเขาอยู่ที่ชิงโจวก่อนที่เสิ่นเยว่จะหายตัวไป
“เขาไปงานชุมนุมประลองยุทธที่หุบเขาม่านหมอกเจ้าเคยได้ยินหรือไม่”
“ข้าเคยได้ยินมาบ้างขอรับว่าจะมีการจัดงานประลองขึ้นทุกสองปี”
หลี่เซวียนพยักหน้าให้อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ย ไม่ใช่แค่เคยได้ยินเขายังเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่งของงานประลองยุทธที่อายุน้อยที่สุดเมื่อสี่ปีก่อน แต่เพราะเขาต้องเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพที่แคว้นโจวจึงไม่ได้เข้าร่วมการประลองเมื่อสองปีที่แล้ว
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
“เจ้าจะห่อตนเองเช่นนั้นไม่ได้นะ แล้วข้าจะใช้ผ้าห่มที่ไหนเล่า”เสิ่นเยว่โผล่หัวน้อยๆ ของนางออกมาจากผ้าห่ม“ท่านก็ใช้ผ้าห่มของท่านสิที่วางอยู่ตรงนั้น”เสิ่นเยว่พยักพเยิดใช้ปากชี้ไปที่ตั่งที่เขาใช้นอนทุกวัน“ไม่ได้หรอก ตอนนี้ข้ากลับมานอนที่เตียงนี้กับเจ้าแล้ว ผ้าห่มผืนนั้นเอาไว้ห่มที่นั่น ข้ามานอนที่น
นายท่านเจียงตวาดเสิ่นเยว่อีกครั้ง หลี่เซวียนก้าวมาขวางหน้านางเอาไว้“นางเป็นฮูหยินของข้า ไม่ว่านางจะกระทำการในเรื่องใด ข้าหลี่ เซวียนจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบเอง”เสิ่นเยว่มองหลี่เซวียนด้วยสายตาทราบซึ้ง ทำไมวันนี้นางมองแล้วเขาดูหล่อเหล่ายิ่งกว่าเดิมนะ ทั้งที่ปกติคนผู้นี้ก็หน้าตาดีจนหาคนเทียบไม่ได้แล้ว
หลี่เซวียนพูดออกมาเรียบๆ เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองนางเหมือนกลัวว่าภาพของนางจะทำให้สายตาของเขาแปดเปื้อน เจียงหลีเจ็บปวดกับท่าทางของเขายิ่งนัก“ที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมด หรือพวกท่านจะปฏิเสธว่าวันนั้นที่ทะเลสาบว่านเหลียวพวกท่านไม่ได้มีเรื่องทะเลาะกับข้า”สายตาหลายคู่หันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนทั
หลี่เซวียนมองหน้าของสตรีที่นั่งอยู่ด้านข้างเขาด้วยสายตาหยาดเยิ้ม ใบหน้าของเขาแดงเรื่อลามไปถึงใบหู เจ้าคนโง่นี่โดนควันของกำยานปลุกกำหนัดที่จุดเอาไว้ในห้องแล้วสินะ ทำไมนางถึงได้เชื่อใจนะว่าเขาจะต้องจัดการเรื่องนี้เองได้ ถ้าหากว่านางไม่มาที่นี่วันพรุ่งนี้เจียงหลีก็คงได้ถูกส่งตัวไปที่ตระกูลหลี่ในฐานะฮู







