LOGIN“เจ้าจะห่อตนเองเช่นนั้นไม่ได้นะ แล้วข้าจะใช้ผ้าห่มที่ไหนเล่า”
เสิ่นเยว่โผล่หัวน้อยๆ ของนางออกมาจากผ้าห่ม
“ท่านก็ใช้ผ้าห่มของท่านสิที่วางอยู่ตรงนั้น”
เสิ่นเยว่พยักพเยิดใช้ปากชี้ไปที่ตั่งที่เขาใช้นอนทุกวัน
“ไม่ได้หรอก ตอนนี้ข้ากลับมานอนที่เตียงนี้กับเจ้าแล้ว ผ้าห่มผืนนั้นเอาไว้ห่มที่นั่น ข้ามานอนที่นี่แล้วก็ต้องใช้ผ้าห่มผืนนี้สิ อีกอย่าง....”
หลี่เซวียนก้มลงไปกระซิบที่ข้างใบหูเล็กของเสิ่นเยว่
“ผ้าห่มผืนนั้นไม่มีกลิ่นหอมของเจ้าเหมือนผ้าห่มผืนนี้”
เสิ่นเยว่ที่ได้ยินวาจาเกี้ยวพาของเขานางเขินอายจนม้วนตัวเองเข้ากับผ้าห่มยิ่งกว่าเดิม คนบ้านี่กะล่อนยิ่งนัก
หลี่เซวียนหัวเราะจนตัวโยนกับท่าทางที่น่ารักของนาง เขานอนลงข้างๆ เสิ่นเยว่ดึงนางเข้ามากอดอย่างทะนุถนอม ในตอนแรกเสิ่นเยว่ยังคงนอนเกร็งตัวอยู่สักพัก ผ่านไปไม่นานเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอก็ดังขึ้นแผ่วเบาเป็นสัญญาณว่านางได้หลับไปแล้ว หลี่เซวียนแกะผ้าห่มที่นางใช้พันตัวเองออกอย่างเบามือเพราะกลัวว่านางจะหายใจไม่ออก จากนั้นหลี่ เซวียนก็ดึงนางเข้ามากอดและหลับไปอย่างมีความสุข
หลายวันมานี้ชีวิตคู่ที่เสิ่นเยว่และหลี่เซวียนตัดสินใจที่จะเริ่มศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านไปอย่างราบรื่น หลี่เซวียนกลับไปทำงานที่ค่ายทหารเหมือนเดิม เสิ่นเยว่ก็ทำอาหารไปส่งเขาที่ค่ายทหารทุกวัน สร้างความอิจฉาตาร้อนแก่นายทหารที่ยังมิได้แต่งงานยิ่งนัก เรื่องนั้นหลี่เซวียนหาได้สนใจ เพราะตอนนี้เขากำลังมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนี่ เขารู้สึกว่าชีวิตของตนเองได้รับการเติมเต็มจากนางแล้ว
หลี่เซวียนเดินออกจากห้องทำงานแหงนหน้ามองตะวันเล็กน้อย วันนี้นางยังไม่มา
“นี่ก็ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้วทำไมนางยังไม่มาอีกเกิดอะไรขึ้นกับนางกันนะ”
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ กับตนเอง แล้วเขาก็ส่ายหัวให้กับความคิดของตน จะเป็นไปได้อย่างไรนางคือบุตรสาวของมหาเสนาบดีเสิ่นทั้งยังเป็นฮูหยินน้อยของจวนแม่ทัพใครหน้าไหนจะกล้ามาหาเรื่องนาง แต่ถึงกระนั้นหลี่เซวียนก็ยังคงรู้สึกเป็นห่วงนางอยู่ดี
หลี่เซวียนเดินวนไปวนมาชะเง้อคอมองออกไปทางด้านหน้าค่ายทหารเผื่อว่าตอนที่นางเดินเข้ามาเขาจะได้มองเห็นนางชัดๆ แต่เขาก็รู้สึกสังหรใจอย่างบอกไม่ถูก
เขาไม่อยากรอแล้วหลี่เซวียนทนรอไม่ไหวรีบควบม้าออกไปทันที จงหลางเมื่อเห็นนายน้อยของตนรีบร้อนออกไปเขาก็รีบขี่ม้าตามออกไปเช่นกัน หลี่เซวียนขี่ม้ามาได้ครึ่งทางก่อนถึงประตูเมืองเขาก็พบกับรถม้าตระกูลหลี่พลิกคว่ำอยู่กลางถนน เขารีบลงจากม้าเพื่อไปตรวจดูอย่างรีบร้อนเพราะกลัวว่าเสิ่นเยว่จะได้รับบาดเจ็บ ในรถม้าว่างเปล่าห่างออกไปไม่ไกลมีร่างคนขับรถม้าของจวนสกุลหลี่นอนหายใจรวยรินอยู่ ทั่วร่างของเขาถูกฟันหลายแผลเลือดท่วมตัวหลี่เซวียนรีบวิ่งไปที่เขา
“ฮูหยินน้อยอยู่ที่ไหน”
หลี่เซวียนเขย่าร่างของคนขับรถม้าอย่างแรง ตอนนี้เขาทั้งว้าวุ่นและร้อนใจเป็นอย่างมากกลัวว่านางจะมีอันตราย จงหลางที่ขี่ม้าตามมารีบห้ามหลี่เซวียนเพราะกลัวว่านายน้อยของเขาจะฆ่าคนขับรถม้าตายเพราะแรงเขย่าไปเสียก่อน
“คุณชายท่านใจเย็นก่อนเขาสลบไปแล้วนะขอรับ”
หลี่เซวียนได้สติกลับมาเพราะเสียงของจงหลาง เขาจึงปล่อยมือออกจากคนขับรถม้า
“จงหลางไปตามคนมารักษาเขา พาคนของเราออกตามหาฮูหยินน้อย ที่ร่างของเขามีรอยบาดแผลจากการถูกฟันของดาบหลายแห่งข้าคิดว่าต้องมีคนคิดปองร้ายเสิ่นเยว่แน่ รีบไปตามคนมาข้าจะล่วงหน้าไปก่อนเกรงว่าตอนนี้นางกำลังตกอยู่ในอันตราย”
หลี่เซวียนพูดจบก็รีบวิ่งตรงไปตามทางที่มีรอยเลือดห่างออกไปทันที จงหลางอยากจะห้ามนายน้อยของเขามากเพราะเกรงว่านี่จะเป็นกับดักที่ใช้ฮูหยินน้อยล่อเขาออกไป แต่จงหลางรู้ว่าถึงยังไงนายน้อยก็คงจะไม่ฟังเขาเป็นแน่ จงหลางหยิบพลุสัญญาณออกมาจากกระเป๋าหนังที่อยู่หลังม้ายิงออกไปเพื่อส่งสัญญาณรวมพลของคนตระกูลหลี่
หลี่เซวียนตามรอยเลือดมาจนถึงหน้าผา หัวใจของเขารู้สึกบีบรัดเป็นอย่างมาก ระหว่างทางมีการต่อสู้และมีร่างไร้ลมหายใจของนักฆ่าอยู่ประปรายตลอดทาง ที่นี่เป็นทางที่จะต้องตรงไปที่ค่ายทหาร และเป็นทางที่เสิ่นเยว่จะต้องผ่านทุกวัน พวกมันจะต้องสืบเรื่องของนางอย่างละเอียดถึงได้มารอดักซุ่มอยู่ที่นี่เพื่อรอเวลานางผ่านทางมา
หลี่เซวียนได้แต่ภาวนาอย่าให้นางได้รับบาดเจ็บ แต่สิ่งที่เขาภาวนานั้นกลับไม่เป็นผล มีร่างของนักฆ่าสี่คนที่นอนตายอยู่ใกล้กับหน้าผา แต่เขาไม่เห็นเสิ่นเยว่กับสาวใช้ของนาง หลี่เซวียนมองหารอบๆ เผื่อว่านางจะแอบซ่อนอยู่เพื่อรอให้คนมาช่วย
“เสิ่นเยว่ เจ้าอยู่ที่ไหนข้ามาช่วยเจ้าแล้วออกมาเถอะ”
หลี่เซวียนตะโกนออกไปเพื่อให้นางได้ยิน แต่กลับไร้เสียงตอบรับมีเพียงเสียงลมที่พัดยอดไม้เบาๆ เหมือนกำลังพัดเอาหัวใจเขาให้หลุดลอยไปด้วยเช่นกัน
เสียงเดินด้านนอกห้องทำให้เสิ่นเยว่รู้สึกตัว นางขยับตัวเล็กน้อย แต่กลับรู้สึกปวดระบมไปทั่วทั้งร่าง นางมองสำรวจไปทั่วห้องกลับไม่รู้สึกคุ้นเคยกับห้องนี้เลยสักนิด เสิ่นเยว่ยกมือขึ้นกุมขมับแสดงท่าทางเจ็บปวดเสียงขยับตัวเบาๆ ของเสิ่นเยว่ทำให้คนที่อยู่ด้านนอกได้ยิน เขาจึงเปิดประตูเข้ามา
“ตื่นแล้วหรือแม่นาง อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
เสิ่นเยว่หรี่ตามองบุรุษที่เดินเข้ามาในห้องอย่างสำรวจ ใบหน้าของนางยังคงแสดงอาการเจ็บปวดเมื่อครู่หลงเหลืออยู่
ชายหนุ่มคนนี้เขามีรูปร่างสูงโปร่งมีผิวที่ขาวกว่าบุรุษทั่วไป ชุดสีขาวที่ใส่ถือว่าเข้ากับบุคลิกที่ดูสุขุมของเขา อายุราวยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปีโดยรวมแล้วถือว่าหล่อเหลาเลยทีเดียว ชายหนุ่มไม่รู้สึกอึดอัดกับท่าทีที่แสดงออกว่ากำลังมองสำรวจเขาอยู่ของนาง กลับกันเขากลับรู้สึกคุ้นเคยกับนางอย่างน่าประหลาด
“ท่านเป็นใคร ที่นี่ที่ไหน”
เสิ่นเยว่ไม่ได้ตอบคำถามเขา นางยังคงถามในสิ่งที่ตนเองสงสัยในใจ
“ที่นี่สำนักมังกรผงาด ข้าคือบุตรชายของเจ้าสำนักมีนามว่าอวิ๋นชิงเฟิง สิบวันก่อนข้ากำลังเดินทางออกจากแคว้นโจวพบเจ้าบาดเจ็บสาหัสนอนสลบอยู่ริมแม่น้ำจึงได้ช่วยเจ้าขึ้นมา”
เสิ่นเยว่ทำท่านึกตาม
“แคว้นโจวหรือ”
เสิ่นเยว่พึมพำเบาๆ นางรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาชื่อของแคว้นโจวแต่นางจำไม่ได้ อวิ๋นชิงเฟิงสังเกตท่าทางของสตรีนิรนามที่เขาช่วยชีวิตเอาไว้เขารู้สึกเหมือนเคยพบนางที่ไหนสักแห่ง แต่เขาเองก็จำไม่ได้หรือบางทีนางอาจจะมีใบหน้าเหมือนคนที่เขาเคยรู้จัก
“แม่นางเจ้ามีนามว่าอะไร”
อวิ๋นชิงเฟิงไม่บังคับนางที่นางไม่ยอมตอบคำถามของเขา ท่าทางของนางตอนนี้เหมือนกับเด็กคนหนึ่งที่กำลังป่วยแล้วเอาแต่ใจทำให้เขารู้สึกเอ็นดูนางขึ้นมา
“ข้า.....”
เสิ่นเยว่ทำท่าทางนึกสายตาของนางกลอกไปมาดูสับสน
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
“ให้ลี่ลี่มาจัดการเรื่องนี้ เรากลับกันเถอะข้าอยากไปดูสักหน่อยว่าสี่คนนั้นจัดการไปถึงไหนแล้ว”เสิ่นเยว่กลับมาพร้อมกับชิงจู๋เมื่อนางมาถึงเรือนที่นางเช่าเอาไว้ ที่นั่นมีชาวบ้านหลายคนมาสมัครเป็นคนงานให้นาง เสิ่นเยว่รู้ว่าตนเองอาจจะช่วยชาวเมืองเรื่องอื่นไม่ได้แต่เรื่องเงินรับรองว่านางไม่แพ้ใคร“เป็นยังไ
“แต่ว่าช่วงนี้ท่านถูกห้ามไม่ให้ออกนอกจวนนะเจ้าคะ ถ้าท่านแม่ของท่านรู้ว่าท่านแอบไปที่ชิงโจว หลังจากกลับมาจะต้องถูกโบยจนหลังแตกแน่”เสิ่นเยว่หัวเราะท่าทางหวาดกลัวของชิงจู๋ที่มีต่อท่านแม่ของนาง“ไม่ต้องกลัว เมื่อกลับมาจากชิงโจวข้าจะปกป้องเจ้าเอง”ถึงนายหญิงของนางจะรับรองอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะแต่นางก็ย
“เรื่องนกอินทรีและจดหมาย ข้าจำเนื้อความในจดหมายไม่ได้ แต่ข้าจำเจ้านกอินทรีตัวนั้นได้ดีท่านบอกข้าว่าท่านเป็นสามีของข้า แล้วท่านไม่รู้เรื่องจดหมายกับนกอินทรีเลยหรือ”หลี่เซวียนหน้าเจือนไปทันที เขาจะบอกนางได้อย่างไรว่าคนที่ส่งจดหมายคุยกับนางคือเขาเอง ถ้าหากในอนาคตนางเกิดจำเรื่องราวทั้งหมดได้แล้วเขาจะอ
เสิ่นเยว่รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะท้านของร่างกายบุรุษที่กำลังกอดนาง ถึงตอนแรกนางจะตกใจที่จู่ๆ ก็มีบุรุษที่นางไม่รู้จักเข้ามากอดเช่นนี้แต่เห็นเขามีท่าทางเศร้าเสียใจนางก็อดที่จะเจ็บปวดใจไปด้วยไม่ได้ เขาและนางมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันแน่ผ่านไปนานจนกระทั่งอวิ๋นชิงเฟิงได้สติกลับมาทั้งสองคนที่พึ่งพบหน้าก็ยังค







