Masukคำขู่ทำเอาคนถูกขู่จนลุกวาบ พยายามเก็บอารมณ์โกรธแค้นไว้ภายใน เรื่องทุกอย่างที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะตาแก่อย่างธเนศคนเดียว ที่ทำให้เธอต้องท้องไม่มีพ่อ
“แกกลับไปเดี๋ยวนี้!” คนเป็นพ่อบอก
ธเนศเหลือบมองไปยังบอดี้การ์ด “นิรุตต์” เขาเรียกชื่อ
“ครับคุณธเนศ”
“พาตัวผู้หญิงคนนี้ออกไปจากงาน แล้วให้คนไปส่งที่บ้านให้เรียบร้อย อย่าให้มาก่อกวนอีก”
“ได้ครับ”
นิรุตต์จ้องมอง รู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร แต่เรื่องของเจ้านายเขาไม่อยากข้องเกี่ยว
“เชิญครับ” เขาผายมือ
พรรณเรศจ้องมองน้องและคนรักอีกครั้ง ก่อนสะบัดกายเดินออกจากงาน ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่มองมา เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ธเนศเลยมองมายังคู่บ่าวสาว
“เข้าไปในงานกันเถอะ พิธีจะเริ่มแล้ว”
เขาหันมาสบตาเธอเล็กน้อย แล้วเดินนำไป พิมพ์จันทร์ระบายลมหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน รอยร้าวระหว่างเธอกับพี่คงยากผสานแล้ว
บ่าวสาวยืนอยู่บนเวที พิมพ์จันทร์เหลือบมองเขาซึ่งกำลังตอบคำถามทุกคน ราวกับท่องบทเอาไว้ก็ไม่ปาน เมื่อไมค์มาจอปากตนเองบ้างเลยอึกอักเล็กน้อย แล้วโกหกคำโตราวกับว่ารักกันหนักหนา เธอแลเขาจำต้องจดทะเบียนสมรสต่อหน้าแขกเหรื่อมากมาย เจ้าสาวมองกระดาษใบนั้นแล้วแอบถอนหายใจออกมา มีสามีก็เหมือนไม่มี ผ่านไปสามชั่วโมง ถึงได้มานั่งในห้องนอนซึ่งมีกลีบกุหลาบจนเตียง คนเฒ่าคนแก่ครองรักกันเนิ่นนานมาอวยพร ก่อนทุกอย่างจะเงียบสงบ
ระหว่างเธอกับเขามีระยะห่างกันเสมอ แม้เขากับพี่สาวคบหากัน แต่เธอและเจ้าบ่าวแทบไม่เคยพบหน้าพูดจาสักเท่าไหร่ ทั้งที่เราสองคนเคยรู้จักกันมาก่อนพี่เรศเสียอีก พิมพ์จันทร์ลุกยืน เวลานี้ต้องการพักผ่อนที่สุด เธอเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
“ทำไมถึงไม่ปฏิเสธงานแต่งนี้” เขาเอ่ยออกมาทำลายความเงียบ
คนสวยชะงักมือกำลังถอดสร้อย แล้วหันมาสบตากับเขา
“แล้วทำไมคุณไม่ปฏิเสธ” เธอย้อน
“เพราะผมทำไม่ได้ ผมถึงได้หวังพึ่งคุณ ผมนึกว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วเสียอีก!”
“เราคุยกันรู้เรื่อง แต่ฉันก็มีเหตุผลที่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกัน!” พิมพ์จันทร์ชักสีหน้าไม่พอใจ เรื่องนี้เขาจะเอาแต่โทษกันก็ไม่ได้ เธอพยายามแล้ว
ชายหนุ่มกัดฟันกรอด เหตุผลอะไรที่ทำให้เธอยอมแต่งงานกับคนรักของพี่สาว มันฟังไม่ขึ้นสักนิดเลย
“เธอมันเห็นแก่ตัว!” เขาตำหนิรอดไรฟัน
พิมพ์จันทร์เม้มริมฝีปาก แววตาขุ่นเคือง
“คุณไม่มีสิทธิ์มาว่าฉันแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณก็ไม่แตกต่างจากฉัน!”
“พิมพ์จันทร์!”
“ทำไมคะคุณธัชพล!”
“เธอรู้ไหมว่าเธอทำให้ใครต้องเจ็บปวดบ้าง!”
คนสวยช้อนสายตามองแล้วระบายลมหายใจ
“ถ้ารักกันมากก็ไปหากันได้นะคะ ฉันไม่ห้าม แล้วอยากหย่าเมื่อไหร่ก็บอก” เธอตอบแล้วยักไหล่ ราวกับไม่สนใจ เพราะไม่ว่าชื่อเสียงเธอจะป่นปี้ยังไง พ่อก็คงไม่แยแสเหมือนพี่สาวแน่
เขาหลับตาเพื่อข่มอารมณ์ตนเอง ไม่คิดมาก่อนว่าพิมพ์จันทร์จะยั่วโมโหได้มากขนาดนี้
“ไม่ต้องมาท้ากัน!”
“ฉันไม่ได้ท้า คุณน่าจะรู้ว่าฉันเองก็ไม่ได้ต้องการงานแต่งนี่เหมือนกัน!”
ธัชพลขบกรามเป็นสันนูน ในวันนั้นเขาบอกเรื่องนี้ให้พิมพ์จันทร์ได้รับรู้ เธอเองก็รับปาก แต่นึกไม่ถึงว่าเลยมันจะเลยเถิดถึงขั้นนี้ เขาทำทุกอย่างเพื่อพรรณเรศ แม้เลิกรากันไปแล้ว แต่เขายังอยากให้เรศมีชิวิตอยู่ได้โดยไม่อายใคร แล้วพิมพ์จันทร์เล่า ไม่มียางอายบ้างหรือไร เพราะสถานะระหว่างเขากับพรรณเรศนั้นชัดเจนขนาดนี้
“ความจริงงานแต่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ เธอมีทางเลือกพิมพ์จันทร์ แต่เธอไม่เลือกเองต่างหาก!” เขากัดฟันแน่น “หรือแท้จริงแล้วเธอคิดอะไรกับฉัน” พูดจบ สองเท้าก้าวย่างเข้าหา
พิมพ์จันทร์เชิดหน้าจ้องลึกลงในดวงตา ใบหน้าห่างกันเพียงแค่คืบ รับรู้ได้ถึงไอร้อนจากร่างกายและลมหายใจ แม้หัวใจเธอกำลังเต้นโครมครามไม่หยุดแต่เธอก็ไม่อาจถอยหลัง
“ฉันไม่เคยคิดอะไรกับคุณสักนิด!” เธอเข่นเขี้ยว
มือหนายกบีบคางมน คนถูกกระทำเบ้หน้าคิ้วขมวดหากันด้วยความไม่พอใจ ใช้มือจับท่อนแขนเขาไว้
“ปล่อยฉันนะ!”
ธัชพลลอบมองโครงหน้า จดจ้องลึกในดวงตา ริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อ พิมพ์จันทร์สวยหมดจดเป็นนางเอกละครหลังข่าวได้สบาย แต่เธอกลับเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนใคร ดื้อรั้น ไม่ยอมใคร ไร้ซึ่งความอ่อนหวานอ่อนโยน แตกต่างจากพี่สาวอย่างสิ้นเชิง
“ทำไมต้องปล่อยในเมื่อเธอเป็นเมียฉัน!”
แววตาคนฟังไหววูบ หัวใจเต้นโครมครามด้วยความตระหนก นี่เขาคิดจะทำอะไร ธัชพลรู้สึกได้ถึงความตื่นกลัวของอีกฝ่าย
“กลัวงั้นเหรอ... ถ้ากลัวทำไมถึงยอมแต่งกับฉัน!”
“นี่คุณปล่อยฉันนะ!” เสียงเธอเริ่มสั่น
เขายอมปล่อยใบหน้าเป็นอิสระ แล้วโน้มใบหน้าตนเข้ามาใกล้แทน ทำเอาหญิงสาวถอยหลังจนติดกำแพง เธอเม้มริมฝีปากแน่น พยายามข่มใจตนเองไม่ให้หวาดกลัว
“ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก เพราะฉันมีจิตสำนึกมากพอ!”
พิมพ์จันทร์กำมือแน่น ระงับความไม่พอใจเอาไว้
“เธอรู้บ้างหรือเปล่าพิมพ์จันทร์ การแต่งงานกับฉัน มันอาจสร้างความทุกข์ให้เธอไปทั้งชีวิตก็ได้”
“ฉันไม่คิดอยู่ในสถานะภรรยาคุณทั้งชีวิตหรอกค่ะคุณธัชพล” เธอย้อน
เขาหัวเราะในลำคอ ราวกับต้องการเย้ยหยันตนเอง
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ฉันจะให้เวลาเธอ ได้ทำหน้าที่สะใภ้สมใจอยาก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ฉันจะหย่าให้กับเธอ” พูดจบเขาเดินมายังหน้าประตูห้อง แล้วแง้มเปิด ก่อนหันกลับมา “เพราะฉัน คงไม่มีวันรักเธอได้พิมพ์จันทร์”
เที่ยงคืนพิมพ์จันทร์ทอดสายตามองคฤหาสน์หลังใหญ่ แล้วถอนหายใจออกมา ก่อนเดินเข้าสู่ด้านในที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟด้านนอกส่องสว่าง เธอมาหยุดยืนหน้าห้องตัวเอง แล้วเปิดประตูเข้าข้างใน วางกระเป๋า เปิดไฟ แล้วปลดกระดุมเสื้อด้วยความเหนื่อยอ่อน สาบเสื้อแยกออกจากกัน ร่างบางหันมาทางเตียงกว้างดวงตาเรียวสวยเบิกกว้าง“คุณธัช!” เธอร้องลั่น รีบดึงสาบเสื้อปกปิดร่างกายตนเองเขายิ้มเย็น แล้วเลิ่กคิ้วมองคนตรงหน้า“ทำไมกลับดึก!”“คุณเข้ามาทำไม ออกไปเลยนะ!” หญิงสาวร้อง สีหน้าซีดเผือด“ผัวเข้าห้องเมียผิดตรงไหน ความจริงเราต้องนอนด้วยกัน ด้วยซ้ำไป” เขาย้อนเจ้าของห้องหวั่นวิตก เธอพยายามรักษาระยะห่าง มือบางกำสาบเสื้อไว้แน่น อย่างไรเสียต้องเอาตัวเองออกจากสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้เสียก่อน“ฉันขอร้องคุณดีๆ คุณธัช ฉันไม่เคยต้องการสร้างปัญหาให้คุณ ต่อให้คุณจะเกลียดฉันแค่ไหน คุณก็ไม่ควรทำแบบนี้!”เขายิ้มเย็น แล้วหัวเราะในลำคอ“ผมทำอะไร ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยพิมพ์!”คนฟังกัดริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด เพราะกลัวจะถูกลวนลามเหมือนที่ผ่านมา“ถ้าอย่างนั้นคุณเข้ามาทำไม ต้องการอะไร!”เขาชะงัก แล้วครุ่นคิด“ผมมีเรื่องอยาก
เขาโน้มกายเข้าหาบดเบียดร่างกับช่วงขาเรียว คนถูกกระทำดวงตาเบิกกว้าง“ปล่อยฉันนะได้ยินไหม ที่นี่มันบริษัทคุณเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!” พิมพ์จันทร์เริ่มกรีดร้อง“ร้องไปเลย ให้คนอื่นเข้ามาเห็นเรา เพราะผมไม่ได้รู้สึกอายเลย!” เขาเข่นเขี้ยว แล้วยิ้มเยาะ เธอรับรู้ในทันทีว่าการกลับมาครั้งนี้ของเขาไม่ใช่เรื่องดีแน่คนสวยเก็บความคับแค้นไว้ในอก ครุ่นคิดว่าตนเองควรเอาตัวรอดอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ไม่ทันได้ตั้งสติ ร่างกายเธอกลับถูกบดเบียดมากขึ้น จนนอนราบไปบนโต๊ะทำงาน กลิ่นโคโลจญ์ไม่คุ้นเคยลอยแตะจมูก หัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรง“ฉันบอกให้คุณหยุดไม่ได้ยินหรือไงคุณธัช หรือคุณจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยรักพี่สาวฉันมากแค่ไหน!” เมื่อหมดหนทาง เธอเลยเลือกรื้อฟื้นความหลัง เพื่อให้อีกฝ่ายได้ฉุกคิดคนฟังขบกรามกัดฟันกรอด จ้องมองแววตาวาวโรจน์“เธอไม่ควรพูดเรื่องพี่สาวออกมาเลยพิมพ์จันทร์!”“ฉันจำเป็นต้องพูดเพราะมันจะได้ไปกระตุ้นต่อมผิดชอบชั่วดีของคุณไงคะ!” หญิงสาวย้อนแววตาแข็งกร้าว เมื่อเห็นท่าทีอีกฝ่าย“ฉันทำผิดตรงไหนอยากจะรู้นัก ฉักกับพี่สาวเธอไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว!”พิมพ์จันทร์ชะงัก เห็นรอยรวดร้าวในดวงตา“ถึงคุณไม่คิดอ
เธอเลือกเมินใส่ แล้วบอกเส้นทางรถแท็กซี่ จนกระทั่งรถจอดเทียบหน้าบริษัท หญิงสาวก้าวลงแล้วเร่งฝีเท้าไปยังห้องประธาน พนักงานต่างจ้องมองสีหน้าตื่นเต้น ระคนแปลกใจกับการปรากฏตัวของเจ้านายคนเก่าซึ่งหายหน้าหายตาไปหลายปีหญิงสาวเปิดห้องทำงานของพ่อสามีแล้วก้าวเข้าด้านใน โดยมีคนตัวใหญ่ตามมาติดๆ เธอหงุดหงิดจนกระทั่งหันหลังกลับมาเพื่อเผชิญหน้า แต่เขากลับก้าวเข้ามาประชิดร่างบาง เธอชะงักผงะถอยหลังจนแทบล้มดีที่ถูกเขารวบเอวบางเพื่อประคองเอาไว้ มือบางยกขึ้นผลักดันอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ แต่ธัชพลกลับไม่พอใจที่ถูกทำเหมือนตัวเชื้อโรค เลยโอบรัดเอวบางกระชากเข้ามาหาตนเองแล้วยิ้มยียวน“นี่คุณ! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่ที่ไหน!” เธอร้องบอก สีหน้าตระหนก“ทำไมผมจะไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน”“แล้วทำไมคุณถึงทำแบบนี้ล่ะคุณธัช!”“ก็ผมพอใจ”คนฟังกัดฟันแน่น ตั้งแต่กลับมาทำไมเขาถึงได้ทำตัววุ่นวายกับเธอนัก หรือต้องการกลั่นแกล้งกัน“ปล่อยฉันนะคุณธัช คุณทำแบบนี้กับฉันไม่ได้ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน!” เธอบอกเสียงแข็ง แล้วพยายามขัดขืนดิ้นรนทว่าคนตัวใหญ่กลับไม่ฟังเสียง กอดรัดร่างบางแน่นขึ้นอีก ยิ่งดิ้นก็เหมือนยิ่งท
รถจอดเทียบหน้าบ้าน พิมพ์จันทร์เดินไปตรงประตู แต่ทว่ามันกลับถูกเปิดออก พร้อมด้วยคนเปิดนั่งลงตรงเบาะหลังเรียบร้อย หญิงสาวชะงักจ้องมองไปยังลูกน้องพ่อสามีด้วยความไม่เข้าใจ“ยืนทำอะไร เข้ามานั่งซะสิ!” ธัชพลตะโกนออกมา พิมพ์จันทร์ขมวดคิ้ว“เอ่อ คุณธัชจะเดินทางไปเยี่ยมท่านกับเราครับ”หญิงสาวกัดริมฝีปากชักสีหน้าไม่พอใจ ตอนแรกทำเป็นไม่สนใจพ่อตัวเอง ทีนี้ดันอยากไปรับขึ้นมาเชียว พิมพ์จันทร์ไม่มีทางเลือก นอกจากหย่อนกายลง เคียงข้างสามีทางนิตินัย รถเคลื่อนออกจากบริเวณบ้าน ระหว่างเส้นทางเขาเหลือบมอง แต่เธอแสร้งดูวิวด้านนอกรถแทน“ไปทำคะแนนเหรอ กลัวพ่อผมไม่ยกสมบัติให้หรือไง” เขาแกล้งเย้าเพื่อทำลายความเงียบเธอหันขวับจ้องมองสีหน้าไม่พอใจ“ทำไมฉันต้องอยากได้สมบัติของท่านด้วย ฉันมีปัญญาหาเอง!”เขายักไหล่ “อ้าว ใครจะรู้ก็ผมเห็นว่าคุณทำงานแทนพ่อ แทนผัว จนได้นั่งตำแหน่งประธานแล้วไม่ใช่เหรอ”“ฉันแค่ทำหน้าที่แทนระหว่างคุณพ่อป่วย ฉันไม่เคยต้องการตำแหน่งประธานเลยสักนิด แล้วอีกอย่างคุณไม่ใช่ผัวฉัน!”“แล้วทะเบียนสมรสที่ลงชื่อคุณด้วย มันไม่ได้บอกว่าผมเป็นผัวหรือไง!”หญิงสาวสะอึกกัดฟันเก็บความฉุนเฉียวเอาไว้ คุณท่านห
พิมพ์จันทร์เดินลงจากรถเมื่อจอดสนิทแล้ว ท่าทางอ่อนแรงทำเอาสุรชัยรู้สึกสงสาร เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเธอแล้วยิ้มให้เพื่อเป็นกำลังใจ“ได้เรื่องหรือเปล่าคะ หรือว่าเขาไม่คิดจะกลับมา”“คุณธัชบอกว่าขอคิดดูก่อนครับ”“ใจคอเขาจะไม่กลับมาเจอพ่อตัวเองเลยเหรอ ท่านแย่มากนะคะตอนนี้!” พิมพ์จันทร์ตำหนิด้วยความไม่พอใจ“คุณธัชคงโกรธท่านมาก ที่ทำลายความรักน่ะครับ”คนฟังหน้างอ “พิมพ์เองก็ถูกกระทำเหมือนกัน พิมพ์ยังไม่โกรธพ่อตัวเองเท่าเขาเลยค่ะ” เธอประชดสุรชัยหัวเราะออกมา แล้วระบายลมหายใจ“ผมคิดว่าคุณธัชคงกลับมาแน่นอนครับ เพียงแต่ไว้ฟอร์มเท่านั้นเอง”“พิมพ์ขอให้เขากลับมาเร็วๆ เถอะค่ะ พิมพ์มีเรื่องอยากตกลงกับเขาสักหน่อย”พูดเรื่องนี้ออกมาสุรชัยได้แต่ยิ้มเจือนๆ เพราะรู้ว่าทางนั้นคงอยากแก้แค้น ตอนนี้เขาควรหาเรื่องอื่นมาพูดคุยกันให้หลงลืมเรื่องนี้ไปก่อนดีกว่า“คุณพิมพ์จะไปไหนต่อหรือเปล่าครับ”“ฉันจะไปเฝ้าคุณพ่อค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นผมขับรถไปให้ดีกว่านะครับ ผมเองก็จะไปเฝ้าคุณท่านอยู่เหมือนกัน”เธอคลี่ยิ้มบางๆ ตอนนี้อยากพักผ่อน แต่เพราะหน้าที่เลยจำต้องทำ แท้จริงแล้วเขาต่างหากที่ควรทำหน้าที่ของลูก“ขอบคุณมากเลยค่ะ เดี๋ยว
ตีสอง...เสียงเคาะประตูทำเอาเจ้าของห้องสะดุ้ง รีบรุดมาเปิด เห็นสาวใช้กำลังยืนสีหน้าตื่นตระหนก ท่าทางราวกับเจอเรื่องหนักหนาอะไรมา“มีอะไรคะป้าสมศรี!” หญิงสาวร้องถาม“คุณท่านค่ะ คุณท่านไม่รู้เป็นอะไร สมศรีเรียกมาทานยาแต่ท่านก็ไม่ยอมตอบ!”พิมพ์จันทร์รีบวิ่งไปยังห้องของพ่อสามีทันที เปิดประตูออก เห็นท่านกำลังนอนหอบหายใจไม่รู้สึกตัว“ป้าสมศรีให้น้าพินิจเอารถออกเร็วเข้า!”“ได้ค่ะ” สมศรีรับคำแล้ววิ่งลงไปชั้นล่างสุรชัยเดินเข้ามา “ให้ผมแบกท่านลงไปดีกว่าครับ”“ค่ะ”รถเคลื่อนออกจากตัวบ้าน พิมพ์จันทร์เฝ้าดูแลพ่อสามีอย่างดีจนกระทั่งมาถึงโรงพยาบาล หมอและพยาบาลพาธเนศเข้าไปยังห้องฉุกเฉิน เธอเลยต้องนั่งรอด้านนอกอย่างกังวล หวังว่าคงไม่เป็นอะไร ไม่เช่นนั้นเธอคงเคว้งคว้างและไม่รู้ควรเดินไปทางไหน ระยะเวลาสี่ปีที่อยู่ดูแลกันมา เธอรู้สึกเหมือนเขาเป็นพ่อคนหนึ่งไปแล้วหนึ่งชั่วโมงถัดมา หมอเจ้าของไข้เดินออกมาด้านนอก พิมพ์จันทร์รีบเดินไปหาสีหน้ากังวล“ไม่ทราบว่าคุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ยังต้องเฝ้าดูอาหาร ตอนนี้อาการของคุณธเนศไม่สู้ดีนัก อาจทรุดลงอีกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หมอจะพยายามเต็มท







