เข้าสู่ระบบ56 2-2
ตอนที่ 111 สองแม่ลูกฟันกำไร
ติงเสวี่ยเหม่ยรู้สึกรังเกียจเกินกว่าจะเหลียวหลังกลับไปมอง เธอเพียงแค่ระบายยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก แล้วบอกกับอู๋ซิ่วเหลียนไปว่า
“กลับไปปรึกษากันให้ดีก่อน แล้วฉันจะรอฟังข่าวดี”
พริบตาที่พูดจบ ติงเสวี่ยเหม่ยก็เดินจากไปในทันที อู๋ซิ่วเหลียนรีบหันไปพูดกับย่าอู๋ด้วยความร้อนใจว่า
“แม่คะ ทำไมยังอยากเก็บบ้านโทรมๆหลังนั้นไว้อยู่อีก? สู้เอาไปแลกเปลี่ยนกับธุรกิจของพวกมันไม่ดีกว่ารึไง?”
“แล้วทำไมฉันต้องยกให้พวกมันด้วยล่ะ? นั่นเป็นทรัพย์สมบัติเก่าแก่ของตระกูลหลินที่สืบทอดกันมานะ ต่อให้ตอนนี้สภาพของมันจะทรุดโทรมดูไม่ได้ขนาดไหน ฉันก็ไม่อยากให้นังสัตว์นรกสองตัวนั่นย้ายเข้าไปอยู่! ถ้าวันหนึ่งฉันเกิดเป็นอะไรขึ้นมา โฉนดบ้านหลังนั้นจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะทิ้งไว้ให้ลูกชาย! เพราะฉะนั้น อย่าว่าแต่พวกมันเลย ตัวแกเองก็ไม่มีสิทธิ์อะไรมายุ่มย่าม!”
อู๋ซิ่วเหลียนยืนจ้องหน้าย่าอู๋ราวกับกำลังมองคนโง่เขลา พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวอย่างอดรนทนต่อไปไม่ได้เช่นกัน
“แล้วแม่ไม่อยากได้กิจการของพวกมันรึไง? ไม่ได้ยินที่ไอ้คนชื่อหวังหลิวมันบอกมาเหรอคะ กิจการของพวกมันสามารถทำเงินได้มากมายมหาศาลแค่ไหน! วันหนึ่งกำไรตั้งหลายร้อยหยวนเชียวนะคะ!”
ทุกครั้งที่อู๋ซิ่วเหลียนเอ่ยปากพูดถึงเรื่องนี้ ดวงตาของเธอก็จะสว่างไสวเป็นประกายระยิบระยับขึ้นทันที มิน่าทำไมนังสองแม่ลูกบัดซบนั่นถึงได้ยอมทิ้งกิจการของตัวเองได้ง่ายอย่างนี้ ที่แท้พวกมันก็ร่ำรวยแล้วนี่เอง!
และเวลานี้ เธอ อู๋ซิ่วเหลียนก็กำลังจะได้กลายเป็นเศรษฐีคนต่อไป!
แต่พูดก็พูดเถอะ เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆว่า ทำไมย่าอู๋ถึงได้โง่งมหัวแข็งขนาดนี้ ด้วยเงินกองโตที่กำลังจะได้มาจากธุรกิจ อีกฝ่ายจะซื้อบ้านทรุดโทรมซอมซ่อแบบนั้นอีกสักกี่หลังก็ย่อมได้ถ้าต้องการ!
แต่จะว่าไป ถ้าเวลานั้นมาถึงจริงๆ ทำไมเธอจะต้องเอาเงินไปโยนทิ้งกับบ้านโทรมๆแบบนั้นด้วยล่ะ? สู้เอาไปซื้อบ้านสุดหรูหลังใหญ่ตามที่เคยใฝ่ฝันไว้ไม่ดีกว่าเหรอ? ส่วนหลินเสวี่ยก็จะได้ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียนหลังขดหลังแข็งอย่างทุกวันนี้ แค่ยืนขายชานมไข่มุกแบบนี้ทุกวัน ก็มีเงินมีทองให้กินให้ใช้ไม่ขาดมือแล้ว!
ในเมื่อลูกสาวของเธอใกล้จะได้เป็นเจ้าหญิงเสพสุขอยู่บนกองเงินกองทอง ในฐานะคนเป็นแม่ ทำไมอู๋ซิ่วเหลียนยังต้องปล่อยให้ลูกตัวเองต้องทนเรียนหนังสือเหมือนวัวเหมือนความแบบนี้ต่อไปอีกล่ะ?
การเรียนสำคัญกว่าเงินทองรึไง?
ยิ่งอู๋ซิ่วเหลียนจินตนาการวาดฝันถึงอนาคตไปไกลมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งพบเห็นแต่ความสวยงามเกินพรรณนามากขึ้นเท่านั้น! ทว่าติดปัญหาเพียงอย่างเดียว…มองเห็นย่าอู๋ผู้โง่เขลาที่ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ในเวลานี้เลย เธอก็เริ่มหงุดหงิดมีโมโหขึ้นมาทันที
หญิงชราหัวขี้เลื่อยคนนี้นี่ช่างโง่เขลาเกินเยียวยาจริงๆ! กอดเอาไว้เถอะบ้านโทรมๆไร้ค่าแบบนั้น! คนอะไรตระหนี่ไม่มีขอบเขต!
อู๋ซิ่วเหลียนพยายามสูดหายใจลึก แล้วอดทนอธิบายให้หญิงชราโง่เขลาฟังอย่างใจเย็น
“แม่คะ ลองนึกภาพตามหนูดูนะคะ จะมีคนบ้าที่ไหนยอมยกกิจการให้เราโดยไม่ขอสิ่งตอบแทนบ้าง? ถ้าหนูเป็นติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซู หนูก็ไม่ยอมยกให้ง่ายๆเหมือนกัน! ที่สำคัญ ถ้าธุรกิจนี้ไม่ดีจริง พวกมันจะกล้าพูดได้ยังไงว่าตอนนี้มีเงินใช้ไม่ขาดมือ? ตราบใดที่เราสามารถทำเงินจากการขายชานมไข่มุกได้จนมีมูลค่าเทียบเท่ากับราคาบ้านโทรมๆติดริมแม่น้ำหลังนั้นได้ นั่นก็หมายความว่า ต่อจากนี้คือกำไรเข้ากระเป๋าเราล้วนๆแล้วนะคะ!”
ได้ฟังอู๋ซิ่วเหลียนสาธยายถึงเส้นทางที่แสนสดใสในอนาคต ดวงตาของย่าอู๋พลันสว่างโพล่งเปี่ยมไปด้วยความโลภเช่นเดียวกัน และในที่สุด เธอก็ยอมผ่อนปรนวิสัยทัศน์ความอคติลง แต่คงไว้ซึ่งความลังเลเล็กน้อย
“ฉันว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปจะดีกว่า เราต้องไปดูให้เห็นกับตาก่อนว่า ธุรกิจชานมอะไรนั่นมันขายดิบขายดีจริงๆ! จะให้เชื่อคำพูดของนังงูพิษสองแม่ลูกนั่นโดยไม่พิสูจน์ได้ยังไงใช่มั้ย?”
“ใช่เลยค่ะคุณแม่ เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจซะก่อน!”
อู๋ซิ่วเหลียนปลื้มปิติดีอกดีใจอย่างมาก ในที่สุดหญิงชราก็ยอมจำนนแต่โดยดี เธอถอนหายใจกับตัวเองด้วยความโล่งอก ยิ้มกล่าวอีกว่า
“แม่คะ เราควรไปเฝ้าสังเกตพวกมันต่ออีกสักวันสองวัน ถ้าธุรกิจนี้ของพวกมันดีจริง ก็ค่อยยอมรับข้อเสนอของติงเสวี่ยเหม่ย! แล้วถ้าเวลานั้นมาถึง…พวกเราก็รอนับเงินได้เลยค่ะ!”
สิ้นเสียงพูดนั้น แม่สามีและลูกสะใภ้ต่างแสยะยิ้มฉีกกว้างจนแทบถึงใบหูด้วยความดีอกดีใจ ราวกับว่ามีเงินปึกใหญ่อยู่ในกระเป๋าของพวกตนแล้ว
………
ติงเสวี่ยเหม่ยเฝ้าคอยการกลับมาของลูกสาวอยู่หน้าบ้านจนดึก
ทันทีที่เห็นสีหน้าเหนื่อยหน่ายของลูกสาวที่เดินคอตกกลับมา เธอก็ไม่รอช้ารีบเข้าไปถามทันที
“ดูเหนื่อยขนาดนี้เป็นอะไรมั้ยลูก? เรื่องที่ว่ามันยากขนาดนั้นเชียวเหรอ?”
“หนูไปถามมาแล้วค่ะ จำเป็นต้องจัดเตรียมเอกสารเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ถึงแม้วันนี้จะต้องไปๆมาๆหลายที่ แต่ทุกอย่างก็ราบรื่นดีค่ะ”
“ซูซู ไอ้การจดลิขสิทธิ์อะไรที่ลูกพูดมานั่นน่ะ มันเชื่อถือได้จริงๆเหรอจ๊ะ? ค่าดำเนินการก็ใช่ว่าน้อยๆ อืม…แม่เข้าใจถูกใช่มั้ยว่า เมื่อไหร่ที่เราจะลิขสิทธิ์ได้แล้ว จะไม่มีใครสามารถใช้ชื่อ ‘ชาคุณแม่’ ได้อีกนอกจากพวกเรา?”
หลินจิงซผงกศีรษะตอบว่า
“เข้าใจถูกต้องแล้วค่ะแม่ ใครก็ตามที่ยังฝ่าฝืนจะถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ และมีความผิดตามกฎหมายค่ะ”
“มันก็จริงอยู่ที่แผนทั้งหมดในวันนี้ลูกเป็นคนคิด ส่วนแม่เป็นแค่คนทำตาม แต่ถึงยังไงแม่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเราต้องยกกิจการให้อู๋ซิ่วเหลียนด้วยล่ะ? แถมยังต้องบอกสูตรลับให้พวกมันรู้อีก? ทั้งหมดนี่เพื่อแลกกับบ้านโทรมๆริมแม่น้ำเพียงแค่หลังเดียว? นี่มันไม่คุ้มกันเลยนะ!”
แม้ติงเสวี่ยเหม่ยจะยอมทำตามที่หลินจิงซูสั่งการทั้งหมดโดยไม่โต้แย้ง แต่เบื้องลึกแล้ว เธอไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าลูกสาวของเธอกำลังคิดอะไรอยู่? ถึงขนาดยอมทนดูกิจการที่พวกเธอสองแม่ลูกสู้อุตส่าห์ช่วยกันสร้างขึ้นมา ถูกคนอื่นฉกฉวยเอาไปต่อหน้าต่อตา! ความอัปยศแบบนี้ ติงเสวี่ยเหม่ยทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ!
“แม่คะ ถ้าหนูบอกว่าบ้านโทรมๆหลังนั้นอีกไม่นานจะถูกทางรัฐเวียนคืน และจะได้เงินชดเชยกลับมาไม่ต่ำกว่าหลักแสนหยวน แม่จะเชื่อรึเปล่า?”
หลินจิงซูเอ่ยถามไปตรงๆ
แน่นอน ติงเสวี่ยเหม่ยส่ายหน้าโดยไม่ต้องคิด ใครที่ไหนจะไปเชื่อกันล่ะ?
สภาพบ้านซอมซ่อไม่มีอะไรสมบูรณ์สักอย่างแบบนั้น ต่อให้ขายคนอื่นในราคา5,000หยวน ไม่ว่าใครยังต้องคิดแล้วคิดอีก แล้วรัฐบาลที่ไหนจะยอมจ่ายค่าเวนคืนให้ตั้งเป็นแสนๆหยวน?
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







