เข้าสู่ระบบหลายวันต่อมาข่าวเกี่ยวกับลู่เสียน ก็ดังไปทั่วเมืองหลวงของแคว้นโจว ยามนี้ไม่มีใครไม่พูดถึงคุณหนูใหญ่ กู้เว่ยหยางเจ็บแค้นลู่เสียนเป็นอย่างมาก เขาจ้างคนปล่อยข่าว เสีย ๆ หาย ๆ เกี่ยวกับนาง
ยามนี้ลู่อันไม่สนใจเขาแล้ว ท่านหญิงก็ดูเหมือนจะหมางเมิน เขาจึงไปทำตัวตีสนิทกับ คุณหนูห้าลู่เจียว เพื่อสืบเรื่องราวความเป็นไปของลู่เสียน จากนั้นก็นำไปใส่สีตีไข่ ให้ดูเกินจริง ประจวบเหมาะที่คุณหนูห้าลู่เจียว ไม่ชอบลู่เสียนเป็นทุนเดิม นางจึงนำทุกอย่างมาเล่า ให้เขาฟังอย่างไม่ปิดบัง ลู่เจียวที่ตกหลุมรักกู้เว่ยหยางจนหมดใจ ไม่รู้เลยว่าเขาใช้นางเป็นเครื่องมือ โรงน้ำชา “เจ้าได้ข่าวคุณใหญ่ตระกูลลู่หรือไม่?” “ไม่ได้ยินก็บ้าแล้ว วันก่อนกลางถนนเลย คุณหนูรองมีเรื่องกับท่านหญิงฟู่เหลียนฮวา นางถึงกับหยิบป้ายหยกมาข่มขู่ นางบ้าอำนาจเกินไปแล้ว! ถือว่ามีป้ายทอง จึงกล้ามีเรื่องกับท่านหญิง” สตรีอีกคนได้ยินก็เอ่ยเสริมขึ้น “ข้าได้ข่าวว่านางไล่คนออกทั้งโลกเตี๊ยมเลย ข้าไม่อยากเชื่อว่านายท่านลู่ จะมอบทุกอย่างให้นางดูแล ข้าว่าอีกไม่นาน กิจการของตระกูลลู่คงพังไม่เป็นท่าแน่” “ข่าวใหม่มาวันนี้ เห็นว่านางจัดระบบระเบียบในจวนใหม่หมด ใครไม่เชื่อฟังนางก็สั่งโบย อีกทั้งตัดเบี้ยหวัดของทุกคน ให้เหลือน้อยลง” “ฟังดูแล้วนางร้ายกาจมากเลยนะ ท่าท่างบ้าอำนาจและเอาแต่ใจไม่น้อยเลย” “สตรีเช่นนี้ คงไม่มีบุรุษใดอยากออกเรือนด้วย ถึงนางจะมีเงินก็เถอะ หากแต่งกับนาง คงกลายเป็นทาสรับใช้นางมากกว่าเป็นสามี” เสียงผู้คนพูดคุยกันอย่างมันปาก ข่าวคุณหนูใหญ่ไม่มีข่าวดีสักเรื่อง ลู่เฉิงที่นั่งอยู่บนรถม้า ถอนใจออกมา บุตรสาวของข้า เจ้าจะต้องแกร่งเพียงใด ถึงจะฝ่าฟันคำพูดเหล่านี้ไปได้ เมื่อรถม้าจอดลงที่หน้าจวน เขาก็รีบก้าวขาลงอย่างร้อนใจ เพราะอยากรู้ว่าลู่เสียน รู้เรื่องราวด้านนอกแล้วหรือไม่ ลู่เสียนที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นบิดาก้าวเข้ามา ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ด้านนอกมีแต่คนพูดถึงเรื่องเจ้า” “ข้าเดาว่า ข้ากลายเป็นสตรีที่ร้ายกาจไปแล้ว” ลู่เสียนเอ่ยขึ้นยิ้ม ๆ ไม่ได้กังวลต่อข่าวที่เกิดขึ้น แต่อย่างใด ยังคงก้มหน้าตรวจบัญชีต่อไป แต่แล้วคุณหนูสี่ลู่หลิน ก็ผลุนผลันเข้ามาด้วยท่างกกราดเกรี้ยว “พี่หญิงใหญ่ ท่านพ่อ ข่าวพี่หญิงโด่งดังไปทั่วเมืองหลวง ตระกูลลู่ของเราเสื่อมเสียชื่อเสียงขนาดนี้ เป็นเพราะนางคนเดียว ต่อไปสตรีตระกูลลู่ คงไม่มีบุรุษมาชายตา” ลู่เสียนได้ลู่หลินกล่าวเช่นนั้น ก็เงยหน้าขึ้นมามองนางนิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเรียบ ๆ “เจ้ากลัวไม่ได้ออกเรือน หรือว่า กลัวอดตายมากกว่ากัน?" “พี่หญิง! ท่านไม่อยากออกเรือน ก็เรื่องของท่าน แต่อย่ามาทำให้ชื่อเสียงของตระกูลลู่เสียหาย ปลาเน่าตัวเดียว คนก็มองว่าเน่าทั้งเข่งนั่นแหละ” “ถ้าเช่นนั้น ข้ามีทางเลือกให้กับเจ้า” ลู่เฉิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา เพราะทนฟังไม่ได้อีกต่อไปแล้ว “เจ้าสามารถแยกตัวออกไป และไม่ใช้แซ่ลู่อีก แค่นี้ชื่อเสียงของเจ้า ก็ไม่มีสิ่งใดมัวหมองแล้ว” “ท่านพ่อ! ท่านเข้าข้างพี่ใหญ่เกินไปแล้ว ลำเอียงที่สุด!” กล่าวจบนางก็หมุนตัวจากไปอย่างฉุนเฉียว “คุณหนูใหญ่ นายท่านลู่ ฮูหยินรองขอเข้าพบขอรับ” พ่อบ้านตระกูลลู่รีบเข้ามาแจ้ง เพราะเห็นฮูหยินรองมายืนรอ อยู่หน้าประตู “ให้เข้ามา” เมื่อนางมาถึงก็รีบตีสีหน้าเศร้าและทุกข์ใจ “ท่านพี่อีกไม่กี่วัน จะถึงวันปักปิ่นของลู่เจียว ข้าอยากจะมาเบิกค่าตัดชุดให้นางเจ้าค่ะ” ลู่เฉิงปรายตามองอย่างเบื่อหน่าย “เรื่องนี้ ลู่เสียนได้บอกไปแล้ว เบิกได้แต่ก็ต้องตัดออกจากเบี้ยหวัด ของนางหรือไม่ก็ของเจ้า” “ท่านพี่! 100ตำลึงมันจะไปพอใช้ได้อย่างไรเจ้าคะ เมื่อก่อนข้าได้200ตำลึง ก็ยังแทบไม่พอใช้เจ้าค่ะ” “แม่รองตั๋วเรียกเก็บเงิน วางกองอยู่ตรงนี้ รวม ๆ แล้วหลายพันตำลึง ทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่าย ที่ทุกคนในจวนไปสั่งของล่วงหน้า ซึ่งข้ากำลังตรวจดูว่า หากไม่จำเป็น ข้าคงต้องจัดส่งคืนไป” “คุณหนูใหญ่ ท่านทำแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ” “แล้วทำไมจะทำไม่ได้ หากท่านยังคงโวยวาย ข้าจะหักเบี้ยหวัด 100ตำลึงของท่านเสีย” “ท่านพี่!” ลู่เฉิงสะบัดชายผ้าเดินจากไปอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านพ่อบ้าน ของที่มาส่งที่จวนวันนี้ ส่งคืนไปกลับไปเจ้าคะ ต่อไปใครอยากสั่งอะไร ก็ให้จ่ายกันเอง ห้ามมายุ่งเงินในจวนเด็ดขาด” ฮูหยินรองได้ยินก็ตกใจ หน้าซีดเผือด ของที่นางสั่งมา หากส่งคืนนางคงเสียหน้าไม่น้อย “คุณหนูใหญ่” “หรือว่าท่านจะจ่ายเงินเอง ก็ไม่ต้องส่งคืนเจ้าค่ะ” ฮูหยินรองเจอนางเอ่ยดักออกมาเช่นนี้ ก็สะบัดหน้าเดินจากไปอย่างโมโหเรือนอนุจางตระกูลลู่ อนุจางนั่งเหม่อมองออกไปทางหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย ฮูหยินรองและคุณหนูห้าลู่เจียว วางยากำหนัดคุณหนูใหญ่ อีกทั้งส่งคนให้ไปรังแกแต่จับได้เสียก่อน พวกนางพากันหนีไป แต่ถูกเหว่ยอ๋องจับกลับมา คุณหนูใหญ่จึงได้สั่งให้ขังทั้งสองคนเอาไว้ในเรือนสองวันก่อนทุกคนในจวนยังคงจดจำได้ดี ภาพที่จางไห่ องครักษ์คนสนิทของท่านอ๋อง สังหารคนร้ายต่อหน้าทุกคน น่าสยดสยองจนทุกคนขวัญผวา โชคที่ที่นางเพียงแค่คิด แต่ยังไม่ได้ลงมือ ไม่เช่นนั้นชีวิตนางและบุตรสาวอีกสองคน จะเป็นเช่นไรคุณหนูหกลู่ฟางและคุณหนูเจ็ดลู่เซียน เปิดประตูเข้ามาพร้อมของว่างและน้ำชา มองมารดาที่ยังคงนั่งเหม่อลอย“ท่านแม่ทานอะไรเสียหน่อยเจ้าค่ะ” อนุจางหันมามองบุตรสาวอย่างเต็มตา พวกนางเติบโตมาเป็นสตรีที่สวยสดงดงาม ถึงจะเป็นเพียงบุตรสาวของอนุ แต่ก็มีความเป็นอยู่อย่างดี คหบดีลู่เฉิงแม้จะไม่ได้รักใคร่นาง แต่ก็ดูแลให้อยู่สุขสบาย ฮูหยินใหญ่ก็ใจกว้างและมีเมตตา นางจะโง่เขลาแค้นเคือง คุณหนูใหญ่ไปด้วยเหตุอันใด แค่นางตัดเบี้ยหวัดลงมา หากไม่ใช้สุรุ่ยสุร่ายย่อมเพียงพออย่างแน่นอน อนุจางลุกมาหาบุตรสาวทั้งสอง ก่อนจะดึงพวกนางมากอด “ต่อไปเราต้องดีกับ
“อืม..น่าเสียดายฝนดันมาตกหนักเสียก่อน เพลิงไหม้จึงไม่ได้เผาทำลายโรงเตี๊ยมให้เสียหายมากกว่านี้ แต่ก็นับว่าได้สร้างความปั่นป่วน ให้กับตระกูลลู่อยู่ไม่น้อย” เจินซีหยวน ท่านอ๋องแห่งแคว้นเจินเอ่ยพร้อมยกชาขึ้นดื่มอย่างเฉื่อยชา“ต่อไปนางและตระกูลลู่ คงระมัดระวังตัวกันมากขึ้น อีกอย่างตอนนี้นางมีเหว่ยอ๋องมาคอยหนุนหลัง พวกเราคงทำอะไรยากขึ้น ไม่คิดว่าตระกูลลู่ที่ไม่มีทายาทที่เป็นบุรุษ จะมีบุตรสาวเก่งการค้าเช่นคุณหนูใหญ่ นางเข้ามาดูแลไม่นาน ก็พบเจอสิ่งผิดปกติ ที่ซุกซ่อนเอาไว้มากมาย จากที่พวกเราส่งคนเข้าไปแฝงตัว และกอบโกยผลประโยชน์ คงต้องรีบดึงคนของเราออกมาพ่ะย่ะค่ะ”“ก็แค่สตรีตัวเล็ก ๆ ผู้หนึ่ง จะกังวลไปทำไม มีเหว่ยอ๋องหนุนหลังแล้วอย่างไร จัดการพวกเขาทั้งคู่ไปเสียพร้อมกัน ที่จริงข้าก็อยากจะจัดการเขามาตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสเสียที ศึกที่ผ่านมาเขาฆ่าทหารของข้าตายไปหลายหมื่นนาย เป็นเพราะมีตระกูลลู่คอยสนับสนุนเสบี่ยง ไม่เช่นนั้นข้าก็คงพาแคว้นเจินชนะไปแล้ว” เจินซีหยวนหรือหยวนอ๋องแห่งแคว้นเจิน เอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ “ใจเย็น ๆ เถิดเพคะ อีกไม่นานเราต้องได้จัดการพวกเขาอย่างแน่นอน หากฆ่าเหว่ยอ๋องได้ แ
“เรื่องที่เกิดขึ้นเราค่อย ๆ สืบไปดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าคงไม่ง่ายที่จะสืบหาคนที่อยู่เบื้องหลัง ต่อไปข้าจะระมัดระวังตัวให้มากขึ้น แต่ว่าตอนนี้ข้ามีเรื่องอื่นอยากปรึกษาเจ้าค่ะ” ลู่เสียนจ้องมองกุนซือเจียวลู่และรองแม่ทัพฉือ อย่างจริงจังก่อนจะเอ่ยขึ้นพวกท่านสองคนมีความจริงใจเพียงใด ที่จะคบหากับคุณหนูรองและคุณหนูสาม?”“ข้าเอาศักดิ์ศรีของตระกูลฉือเป็นเดิมพัน” รองแม่ทัพฉือตอบด้วยความมั่นใจ“ข้าก็เอาศักดิ์ศรีของตระกูลเจียวเป็นเดิมพันเช่นกัน” เจียวลู่ตอบด้วยความหนักแน่นลู่เสียนหันไปมองบิดาและมารดา นางคิดว่าตระกูลลู่ ต้องการบุรุษที่เข้มแข็งและแข็งแกร่ง มาช่วยกันปกป้องอีกแรง ลำพังนางคนเดียว มันยากเกินไปเพราะกิจการตระกูลลู่มีมากมาย มันเกินกำลังของนางจริง ๆนอกจากเหว่ยอ๋องแล้ว นางต้องการบุรุษมาเพิ่มอีก ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นั่นก็คือ กุนซือเจียวลู่และรองแม่ทัพฉือ ก็ในเมื่อเขาสองคนมีใจให้กับน้องสาวของนาง นางก็ช่วยทำให้มันเร็วขึ้นก็แค่นั้นเอง พบเจอบุรุษที่ดีอย่าปล่อยให้ลอยนวล ต้องรีบต้อนเข้ามาไว้ในรั้วแล้วเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี“พวกท่านต้องการค่าสินสอดเท่าใดเจ้าคะ?”“ห้ะ…ค่าสินสอดหรือ?” เจียวลู่และร
ลู่เสียนล้มป่วยลงจริง ๆ เพราะตากฝน และก่อนหน้านั้นนางก็ถูกพิษกำหนัด และได้เปิดศึกสงครามบนเตียง กับเหว่ยอ๋องจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ร่างกายจึงอ่อนเพลียและอ่อนล้า จึงล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ลู่เสียนนอนซมอยู่บนเตียงมาได้สองวันแล้ว นางนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้“ท่านปู่ข้ายังไม่ได้กินยาห้ามครรภ์เลยเจ้าค่ะ ข้าจะท้องหรือไม่ ข้ายังไม่อยากท้องตอนนี้” ชายชราบรรพบุรุษได้ยินก็หัวเราะออกมา“ฮ่า ๆ ตราบใดที่เจ้ายังใส่กำไลที่ข้อมือ เจ้าก็ไม่มีทางท้องอย่างแน่นอน หากเจ้าอยากท้องก็แค่ถอดกำไลออก เมื่อนั้นเจ้าได้ท้องสมใจแน่”“จริงหรือเจ้าคะ เฮ้อ!ค่อยเบาใจหน่อย ข้ายังมีเรื่องให้ทำอีกมากมาย ยังตั้งครรภ์ตอนนี้ไม่ได้ ““อืมข้าก็เห็นด้วย แต่ว่าต่อไปเจ้าต้องระวังตัวให้ดี ดูเหมือนมีคนอยากเอาชีวิตเจ้า การวางเพลิงสี่จุดพร้อมกัน เรื่องนี้ไม่ธรรมดาเลย”“ข้าจะระวังตัวเจ้าค่ะ แต่ว่าท่านปู่เหมือนข้าได้รับพลังมาเลยเจ้าค่ะ ยิ่งเวลาโกรธพลังยิ่งเพิ่มมากขึ้น แล้วพอตัวข้าพอคิดว่า อยากเหาะไปให้ถึงเร็ว ๆ ก็เหมือนจะทำได้ทันทีเลย แปลกจริง ๆ เจ้าค่ะ”“ข้าก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เจ้าได้รับมาคืออะไร แต่ก็ดีแล้ว
เมื่อลู่เสียนเดินออกมา จางไห่ก็ได้นำรถม้า มาจอดรอหน้าโรงเตี๊ยมเรียบร้อยแล้ว ลู่เสียนก้าวขึ้นไปทันทีตามด้วยเหว่ยอ๋อง ก่อนนางจะบอกให้จางไห่รีบไปเมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งที่สอง ลู่เสียนรีบก้าวลงมาจากรถม้าอย่างเร่งรีบ ก่อนจะกวาดสายตามองสำรวจโดยรอบ ดูเหมือนจะเสียหายไปพอสมควร สวรรค์หากนางมาไม่ทันจะเป็นเช่นไร เจ้าพวกคนชั่ว ข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าเอาไว้แน่เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบแก้มนางอย่างแผ่วเบา เพราะเขารับรู้ได้ถึงไอพลังสังหาร ที่ถูกปล่อยออกมาจากร่างของนาง“จิ้งจอกน้อยเริ่มโกรธแล้ว”“เข้าไปกันเถอเพคะ”“อืม”ลู่เสียนเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม พร้อมกวาดตามองหาผู้จัดการร้าน แต่กลับไม่เห็นเขาอยู่ที่นี่“ผู้จัดการโรงเตี๊ยมไปไหน?”“วันนี้ผู้จัดการไม่มาทำงานเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่”“ไม่มาทำงานแล้วมีคนไปบอกเขาหรือไม่ว่า โรงเตี๊ยมเกิดไฟไหม้?”“มีคนไปบอกเขาแล้วเจ้าค่ะ แต่เขาบอกไม่สบายลุกไม่ไหว” ลู่เสียนกำหมัดเข้าหากันแน่น คงถึงเวลาจริง ๆ แล้วสินะ ในเมื่อจะร้ายก็ร้ายให้ทุกคนจดจำไปตลอดชีวิต! ข้าจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว“ท่านอ๋องหม่อมฉันสงสัยเขา”“จางไห่ส่งคนไปจับตัวเขา ไปขังที่คุกของทางการ”“พ่ะย่ะค่ะ”พนักงานเมื่อรู้ว่า
“เจ้าว่าอะไรนะ!” ลู่เสียนลุกพรวดขึ้นมาด้วยตกใจ เกิดเหตุพร้อมกันสี่แห่ง คงมีคนจงใจวางเพลิงเป็นแน่ มันจะมากเกินไปแล้ว! “จางไห่รีบแจ้งทหารที่อยู่ใกล้เคียง ให้มาช่วยดับไฟ ส่วนพวกเจ้าจัดการศพเหล่านี้”เหว่ยอ๋องเอ่ยขึ้น “ลู่เสียนเราจะทำอย่างไรดีลูก?” ฮูหยินใหญ่ตรงเข้ามาจับแขนลู่เสียนอย่างหวาดวิตก ลู่เสียนโกรธมากจนนัยน์ตาแดงก่ำ นางจิกเล็บลงบนฝ่ามือจนเจ็บ “ท่านปู่ บรรพบุรุษตระกูลลู่ ข้าต้องการพลัง อภินิหารอะไรก็ได้เจ้าค่ะ ข้าทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว!!” ลู่เสียนเอ่ยขึ้นอย่างอัดอั้นและโกรธแค้น “เจ้าไปนั่งตรงลาน นำเลือดของเจ้าชโลมกำไลที่เจ้าสวม จากนั้นก็คงแล้วแต่โชคชะตา ว่าจะพิจารณาเจ้าอย่างไร” ลู่เสียนไม่รีรอ รีบคว้าดาบของทหาร มาปาดไปที่ฝ่ามือ แล้วนำเลือดไปชโลมกำไลที่นางสวมทันที ทุกคนมองภาพนั้นอย่างตกตะลึงพรึงเพริด คุณหนูใหญ่นางทำอะไร! เหตุใดต้องทำร้ายตัวเอง นางเสียสติไปแล้วใช่หรือไม่ ลู่เสียนไม่สนใจสายตาผู้ใด นางก้าวไปนั่งขัดสมาดตรงลานหน้าจวน จู่ ๆ ท้องฟ้าก็มืดครึ้ม เหมือนกำลังจะมีพายุฝน เสียงฟ้าร้องดังใกล้เข้ามา จากนั้นทั่วทั้งฟ้า ก็ปรากฏฟ้าแลบแปลบปลาบ และฟาดลงมาอย่างน่ากลัว เสียงฟ้าร้องฟ้







