เข้าสู่ระบบลู่เสียนมาที่ร้านอาภรณ์ของตระกูลลู่ ที่ยามนี้คึกคักลูกค้าเข้าออกมากมาย มองดูแล้วกิจการน่าจะไปได้ดีทีเดียว แต่แล้วก็มีสตรีวัยกลางคนกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังเลือกผ้าในแต่ละพับ ซึ่งก็มีผู้จัดการร้านออกมาต้อนรับ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ลู่เสียนดึงลู่อันมาแอบอยู่มุมหนึ่ง
“มีผ้าลายใหม่มาอีกแล้วหรือ สวย ๆ ทั้งนั้น” “เจ้าค่ะเพิ่งมาถึงวันนี้เอง สด ๆ ร้อน ๆ หากท่านซื้อไปรับรองเมืองนี้ ไม่มีใครได้ใส่เหมือนท่านแน่นอนเจ้าค่ะ” สตรีนางนั้นยกยิ้มอย่างพอใจ ยกมือมาลูบเนื้อผ้าที่นุ่มและละเอียด หากนำมาตัดเย็บคงใส่สบาย “งั้นข้าเอา10พับ ราคาเดิมใช่หรือไม่?” “แน่นอนเจ้าค่ะ” “ข้าเอาลายนี้6พับ” สตรีอีกคนเอ่ยบอกกับผู้จัดการของร้านอาภรณ์ “ข้าเอาลายนี้3พับ” สตรีที่มาในกลุ่มเดียวกันเอ่ยบอก “ได้ ๆ เจ้าค่ะ ข้าจะจัดเตรียมให้เดี๋ยวนี้” ลู่เสียนยืนกอดอกมองเหตุการณ์ตรงหน้า อย่างวิเคราะห์ พวกเขาดูแปลก ๆ “พี่หญิงลูกค้ากลุ่มนี้ ดูมีลับลมคมใน” ลู่อันเอ่ยขึ้น ลู่เสียนยกยิ้ม อย่างน้อยนางก็ไม่โง่ ยังพอดูคนออก “เจ้าเก่งมากเลยนะ ดูคนออกด้วย” “จริงหรือเจ้าคะ?” ลู่อันมีสีหน้าดีใจ ไม่อยากเชื่อว่านางก็มีความสามารถเหมือนกัน “ระดับเซียนเลยละ” ลู่เสียนรีบเอ่ยเอาใจ ต่อไปนางจะได้ เริ่มมองคนอย่างถี่ถ้วนขึ้น “แล้วเราจะทำอย่างไรเจ้าคะ จะยืนดูอยู่อย่างนี้เหรอ?” “ไม่หรอก บางสิ่งบางอย่างเราต้องรออย่างใจเย็น” ลู่เสียนรอให้พวกเขาสั่งผ้าให้เสร็จ จากนั้นนางจะเข้าไปในช่วงเวลาจ่ายเงิน เมื่อถึงเวลาลู่เสียนก็ดึงแขนลู่อันเดินเข้าไป “คารวะนายหญิง วันนี้มาซื้อผ้าหรือเจ้าคะ? สตรีกลุ่มนั้นเมื่อเห็นว่าเป็น ลู่เสียนและลู่อันบุตรสาวเจ้าของกิจการ ก็ยิ้มให้อย่างมีไมตรี “ใช่แล้วละคุณหนูใหญ่ วันนี้ข้าอุดหนุนไป10พับเลยเชียวนะ “ใช่ ๆ ข้าก็ซื้อ6พับ กะว่าจะตัดให้หลาน ๆ ใส่ในเทศกาลไหว้พระจันทร์” “ขอบคุณที่มาอุดหนุนนะเจ้าคะ ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะดูแลพวกท่านเองเลยเจ้าค่ะ และลดราคาให้พิเศษด้วยเจ้าค่ะ” “อุ้ย! จริงหรือคุณหนูใหญ่? ผู้จัดการร้านก็ลดให้ข้าเยอะแล้วนะ ข้าเกรงใจจังเลย” ผู้จัดการร้านตกใจ หน้าซีดเผือดแทบไร้สีเลือด ปกติคุณหนูใหญ่ไม่เคยมาดูในส่วนนี้ เหตุใดวันนี้ถึงมาดูได้ นางต้องตายแน่แล้ว “ผ้าชุดนี้มาใหม่วันนี้ นายหญิงรอสักครู่นะเจ้าคะ” ลู่เสียนเดินไปค้นใบส่งสินค้า ออกมาดูราคา ก่อนจะดูราคา ที่ผู้จัดการร้านขายออกไป นี่มันบ้าไปแล้ว! นางทำแบบนี้ทำไมกัน “นี่มันอะไรกัน ท่านน้า! ผ้าชุดนี้ต้นทุนพับละ1ตำลึง ท่านขายเพียงแค่1ตำลึงเท่าทุน ท่านตั้งใจหรือว่าท่านโง่กันแน่!” “คุณหนูใหญ่” ผู้จัดการร้านยืนก้มหน้า ตัวสั่นเทารู้ซึ่งความผิดของตน “เกิดอะไรขึ้นหรือคุณหนูใหญ่?” สตรีที่มาซื้อผ้ามีท่าทางแปลกใจ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น “นายหญิงดูเจ้าค่ะ ข้ารับผ้ามาพับละ1ตำลึง นางขายให้ท่านเพียง1ตำลึง แล้วข้าจะเอากำไรจากที่ใดเจ้าคะ ค่าพนักงาน ค่าขนส่ง ข้าต้องควักทุนออกมาจ่ายอีก ทำการค้าแบบนี้ขาดทุนย่อยยับเจ้าค่ะ” “ข้าก็นึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ไปร้านอื่น มีลายให้เลือกน้อยกว่า แถมขายแพงกว่าตั้งสามเท่า คุณหนูใหญ่คิดราคามาเลย พวกข้าไม่เอาเปรียบท่านอย่างแน่นอน” ลู่เสียนยิ้มอ่อน อย่างน้อยพวกนางก็เป็นลูกค้าที่ดี “ข้าคิดพับละ2ตำลึง50อีแปะเจ้าค่ะ ที่อื่นขาย3ตำลึง” “ได้ ๆ” “ข้าแถมผ้าชนิดหยาบให้คนละพับเจ้าค่ะ ต้องขออภัยกับเรื่องในวันนี้เจ้าค่ะ” “คุณหนูใหญ่ ข้าเข้าใจเรื่องของการค้าดี เพราะข้าก็มีร้านขายของชำ เจ้าพบเร็วเช่นนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว ข้ากลับก่อนนะ” “ขอบคุณที่มาอุดหนุน แล้วแวะมาใหม่นะเจ้าค่ะ” เมื่อพวกเขาออกจากร้านไปแล้ว ลู่เสียนก็หมุนตัวมามองผู้จัดการร้านขายผ้า ที่ยังคงยืนก้มหน้าอยู่ตรงหน้า “เหตุใดท่านถึงทำเช่นนี้?” “คุณหนูใหญ่ ข้าอยากทำยอดขายให้ได้เยอะ ๆ และวิธีนี้ก็เรียกลูกค้าเข้าร้านได้เยอะขึ้นเจ้าค่ะ” ลู่เสียนกลอกตามองบน บิดาของนางไม่ใส่มาดูเลยสินะ ปล่อยให้พนักงานจัดการกันเอง ไม่แปลกใจเลย ที่วิญญาณบรรพบุรุษ ไปดึงนางให้มาอยู่ในร่างนี้ เพราะเป็นห่วงกิจการที่พวกเขาสร้างมา ลู่อันยืนฟังลู่เสียนอธิบายให้ผู้จัดการร้านฟัง จนนางเข้าใจดี แต่ลู่เสียนก็บอกว่า นางต้องได้รับบทลงโทษ เดิมทีนางจะให้ออกจากงาน แต่เพราะนางทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงลดให้นางเป็นเพียงพนักงานขายทั่วไป ก่อนลู่เสียนจะเรียกประชุมทั้งหมด และเรียกดูบัญชีรายรับรายจ่าย ผลปรากฏว่าขายดีมาก แต่ไม่เห็นกำไร ลู่อันเมื่อก่อนไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย พอมาได้รับรู้เช่นนี้ ก็เริ่มเข้าใจว่า เหตุใดนางถึงต้องเข้ามาเข้มงวด เรื่องค่าใช้จ่ายในจวน “พี่หญิงข้าขอโทษเจ้าค่ะ ที่มองท่านผิดไป” “ไม่เป็นไร เจ้ามาเห็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว ต่อไปก็มาช่วยข้าดูแลกิจการดีหรือไม่?” “ดีเจ้าค่ะ ข้าอยากลองขายของดูบ้าง คงสนุกดี” “สนุกกับงานนั้นดี แต่ก็อย่าลืมศึกษาตลอดเวลา และเราต้องฉลาดในการมองลูกค้า วันนี้พวกนางเป็นลูกค้าที่ดี แต่หากเป็นลูกค้าอีกแบบ พวกเขาไม่มีทางยอมซื้อราคานี้แน่” “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ พี่หญิงของข้าฉลาดที่สุด”เรือนอนุจางตระกูลลู่ อนุจางนั่งเหม่อมองออกไปทางหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย ฮูหยินรองและคุณหนูห้าลู่เจียว วางยากำหนัดคุณหนูใหญ่ อีกทั้งส่งคนให้ไปรังแกแต่จับได้เสียก่อน พวกนางพากันหนีไป แต่ถูกเหว่ยอ๋องจับกลับมา คุณหนูใหญ่จึงได้สั่งให้ขังทั้งสองคนเอาไว้ในเรือนสองวันก่อนทุกคนในจวนยังคงจดจำได้ดี ภาพที่จางไห่ องครักษ์คนสนิทของท่านอ๋อง สังหารคนร้ายต่อหน้าทุกคน น่าสยดสยองจนทุกคนขวัญผวา โชคที่ที่นางเพียงแค่คิด แต่ยังไม่ได้ลงมือ ไม่เช่นนั้นชีวิตนางและบุตรสาวอีกสองคน จะเป็นเช่นไรคุณหนูหกลู่ฟางและคุณหนูเจ็ดลู่เซียน เปิดประตูเข้ามาพร้อมของว่างและน้ำชา มองมารดาที่ยังคงนั่งเหม่อลอย“ท่านแม่ทานอะไรเสียหน่อยเจ้าค่ะ” อนุจางหันมามองบุตรสาวอย่างเต็มตา พวกนางเติบโตมาเป็นสตรีที่สวยสดงดงาม ถึงจะเป็นเพียงบุตรสาวของอนุ แต่ก็มีความเป็นอยู่อย่างดี คหบดีลู่เฉิงแม้จะไม่ได้รักใคร่นาง แต่ก็ดูแลให้อยู่สุขสบาย ฮูหยินใหญ่ก็ใจกว้างและมีเมตตา นางจะโง่เขลาแค้นเคือง คุณหนูใหญ่ไปด้วยเหตุอันใด แค่นางตัดเบี้ยหวัดลงมา หากไม่ใช้สุรุ่ยสุร่ายย่อมเพียงพออย่างแน่นอน อนุจางลุกมาหาบุตรสาวทั้งสอง ก่อนจะดึงพวกนางมากอด “ต่อไปเราต้องดีกับ
“อืม..น่าเสียดายฝนดันมาตกหนักเสียก่อน เพลิงไหม้จึงไม่ได้เผาทำลายโรงเตี๊ยมให้เสียหายมากกว่านี้ แต่ก็นับว่าได้สร้างความปั่นป่วน ให้กับตระกูลลู่อยู่ไม่น้อย” เจินซีหยวน ท่านอ๋องแห่งแคว้นเจินเอ่ยพร้อมยกชาขึ้นดื่มอย่างเฉื่อยชา“ต่อไปนางและตระกูลลู่ คงระมัดระวังตัวกันมากขึ้น อีกอย่างตอนนี้นางมีเหว่ยอ๋องมาคอยหนุนหลัง พวกเราคงทำอะไรยากขึ้น ไม่คิดว่าตระกูลลู่ที่ไม่มีทายาทที่เป็นบุรุษ จะมีบุตรสาวเก่งการค้าเช่นคุณหนูใหญ่ นางเข้ามาดูแลไม่นาน ก็พบเจอสิ่งผิดปกติ ที่ซุกซ่อนเอาไว้มากมาย จากที่พวกเราส่งคนเข้าไปแฝงตัว และกอบโกยผลประโยชน์ คงต้องรีบดึงคนของเราออกมาพ่ะย่ะค่ะ”“ก็แค่สตรีตัวเล็ก ๆ ผู้หนึ่ง จะกังวลไปทำไม มีเหว่ยอ๋องหนุนหลังแล้วอย่างไร จัดการพวกเขาทั้งคู่ไปเสียพร้อมกัน ที่จริงข้าก็อยากจะจัดการเขามาตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสเสียที ศึกที่ผ่านมาเขาฆ่าทหารของข้าตายไปหลายหมื่นนาย เป็นเพราะมีตระกูลลู่คอยสนับสนุนเสบี่ยง ไม่เช่นนั้นข้าก็คงพาแคว้นเจินชนะไปแล้ว” เจินซีหยวนหรือหยวนอ๋องแห่งแคว้นเจิน เอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ “ใจเย็น ๆ เถิดเพคะ อีกไม่นานเราต้องได้จัดการพวกเขาอย่างแน่นอน หากฆ่าเหว่ยอ๋องได้ แ
“เรื่องที่เกิดขึ้นเราค่อย ๆ สืบไปดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าคงไม่ง่ายที่จะสืบหาคนที่อยู่เบื้องหลัง ต่อไปข้าจะระมัดระวังตัวให้มากขึ้น แต่ว่าตอนนี้ข้ามีเรื่องอื่นอยากปรึกษาเจ้าค่ะ” ลู่เสียนจ้องมองกุนซือเจียวลู่และรองแม่ทัพฉือ อย่างจริงจังก่อนจะเอ่ยขึ้นพวกท่านสองคนมีความจริงใจเพียงใด ที่จะคบหากับคุณหนูรองและคุณหนูสาม?”“ข้าเอาศักดิ์ศรีของตระกูลฉือเป็นเดิมพัน” รองแม่ทัพฉือตอบด้วยความมั่นใจ“ข้าก็เอาศักดิ์ศรีของตระกูลเจียวเป็นเดิมพันเช่นกัน” เจียวลู่ตอบด้วยความหนักแน่นลู่เสียนหันไปมองบิดาและมารดา นางคิดว่าตระกูลลู่ ต้องการบุรุษที่เข้มแข็งและแข็งแกร่ง มาช่วยกันปกป้องอีกแรง ลำพังนางคนเดียว มันยากเกินไปเพราะกิจการตระกูลลู่มีมากมาย มันเกินกำลังของนางจริง ๆนอกจากเหว่ยอ๋องแล้ว นางต้องการบุรุษมาเพิ่มอีก ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นั่นก็คือ กุนซือเจียวลู่และรองแม่ทัพฉือ ก็ในเมื่อเขาสองคนมีใจให้กับน้องสาวของนาง นางก็ช่วยทำให้มันเร็วขึ้นก็แค่นั้นเอง พบเจอบุรุษที่ดีอย่าปล่อยให้ลอยนวล ต้องรีบต้อนเข้ามาไว้ในรั้วแล้วเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี“พวกท่านต้องการค่าสินสอดเท่าใดเจ้าคะ?”“ห้ะ…ค่าสินสอดหรือ?” เจียวลู่และร
ลู่เสียนล้มป่วยลงจริง ๆ เพราะตากฝน และก่อนหน้านั้นนางก็ถูกพิษกำหนัด และได้เปิดศึกสงครามบนเตียง กับเหว่ยอ๋องจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ร่างกายจึงอ่อนเพลียและอ่อนล้า จึงล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ลู่เสียนนอนซมอยู่บนเตียงมาได้สองวันแล้ว นางนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้“ท่านปู่ข้ายังไม่ได้กินยาห้ามครรภ์เลยเจ้าค่ะ ข้าจะท้องหรือไม่ ข้ายังไม่อยากท้องตอนนี้” ชายชราบรรพบุรุษได้ยินก็หัวเราะออกมา“ฮ่า ๆ ตราบใดที่เจ้ายังใส่กำไลที่ข้อมือ เจ้าก็ไม่มีทางท้องอย่างแน่นอน หากเจ้าอยากท้องก็แค่ถอดกำไลออก เมื่อนั้นเจ้าได้ท้องสมใจแน่”“จริงหรือเจ้าคะ เฮ้อ!ค่อยเบาใจหน่อย ข้ายังมีเรื่องให้ทำอีกมากมาย ยังตั้งครรภ์ตอนนี้ไม่ได้ ““อืมข้าก็เห็นด้วย แต่ว่าต่อไปเจ้าต้องระวังตัวให้ดี ดูเหมือนมีคนอยากเอาชีวิตเจ้า การวางเพลิงสี่จุดพร้อมกัน เรื่องนี้ไม่ธรรมดาเลย”“ข้าจะระวังตัวเจ้าค่ะ แต่ว่าท่านปู่เหมือนข้าได้รับพลังมาเลยเจ้าค่ะ ยิ่งเวลาโกรธพลังยิ่งเพิ่มมากขึ้น แล้วพอตัวข้าพอคิดว่า อยากเหาะไปให้ถึงเร็ว ๆ ก็เหมือนจะทำได้ทันทีเลย แปลกจริง ๆ เจ้าค่ะ”“ข้าก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เจ้าได้รับมาคืออะไร แต่ก็ดีแล้ว
เมื่อลู่เสียนเดินออกมา จางไห่ก็ได้นำรถม้า มาจอดรอหน้าโรงเตี๊ยมเรียบร้อยแล้ว ลู่เสียนก้าวขึ้นไปทันทีตามด้วยเหว่ยอ๋อง ก่อนนางจะบอกให้จางไห่รีบไปเมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งที่สอง ลู่เสียนรีบก้าวลงมาจากรถม้าอย่างเร่งรีบ ก่อนจะกวาดสายตามองสำรวจโดยรอบ ดูเหมือนจะเสียหายไปพอสมควร สวรรค์หากนางมาไม่ทันจะเป็นเช่นไร เจ้าพวกคนชั่ว ข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าเอาไว้แน่เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบแก้มนางอย่างแผ่วเบา เพราะเขารับรู้ได้ถึงไอพลังสังหาร ที่ถูกปล่อยออกมาจากร่างของนาง“จิ้งจอกน้อยเริ่มโกรธแล้ว”“เข้าไปกันเถอเพคะ”“อืม”ลู่เสียนเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม พร้อมกวาดตามองหาผู้จัดการร้าน แต่กลับไม่เห็นเขาอยู่ที่นี่“ผู้จัดการโรงเตี๊ยมไปไหน?”“วันนี้ผู้จัดการไม่มาทำงานเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่”“ไม่มาทำงานแล้วมีคนไปบอกเขาหรือไม่ว่า โรงเตี๊ยมเกิดไฟไหม้?”“มีคนไปบอกเขาแล้วเจ้าค่ะ แต่เขาบอกไม่สบายลุกไม่ไหว” ลู่เสียนกำหมัดเข้าหากันแน่น คงถึงเวลาจริง ๆ แล้วสินะ ในเมื่อจะร้ายก็ร้ายให้ทุกคนจดจำไปตลอดชีวิต! ข้าจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว“ท่านอ๋องหม่อมฉันสงสัยเขา”“จางไห่ส่งคนไปจับตัวเขา ไปขังที่คุกของทางการ”“พ่ะย่ะค่ะ”พนักงานเมื่อรู้ว่า
“เจ้าว่าอะไรนะ!” ลู่เสียนลุกพรวดขึ้นมาด้วยตกใจ เกิดเหตุพร้อมกันสี่แห่ง คงมีคนจงใจวางเพลิงเป็นแน่ มันจะมากเกินไปแล้ว! “จางไห่รีบแจ้งทหารที่อยู่ใกล้เคียง ให้มาช่วยดับไฟ ส่วนพวกเจ้าจัดการศพเหล่านี้”เหว่ยอ๋องเอ่ยขึ้น “ลู่เสียนเราจะทำอย่างไรดีลูก?” ฮูหยินใหญ่ตรงเข้ามาจับแขนลู่เสียนอย่างหวาดวิตก ลู่เสียนโกรธมากจนนัยน์ตาแดงก่ำ นางจิกเล็บลงบนฝ่ามือจนเจ็บ “ท่านปู่ บรรพบุรุษตระกูลลู่ ข้าต้องการพลัง อภินิหารอะไรก็ได้เจ้าค่ะ ข้าทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว!!” ลู่เสียนเอ่ยขึ้นอย่างอัดอั้นและโกรธแค้น “เจ้าไปนั่งตรงลาน นำเลือดของเจ้าชโลมกำไลที่เจ้าสวม จากนั้นก็คงแล้วแต่โชคชะตา ว่าจะพิจารณาเจ้าอย่างไร” ลู่เสียนไม่รีรอ รีบคว้าดาบของทหาร มาปาดไปที่ฝ่ามือ แล้วนำเลือดไปชโลมกำไลที่นางสวมทันที ทุกคนมองภาพนั้นอย่างตกตะลึงพรึงเพริด คุณหนูใหญ่นางทำอะไร! เหตุใดต้องทำร้ายตัวเอง นางเสียสติไปแล้วใช่หรือไม่ ลู่เสียนไม่สนใจสายตาผู้ใด นางก้าวไปนั่งขัดสมาดตรงลานหน้าจวน จู่ ๆ ท้องฟ้าก็มืดครึ้ม เหมือนกำลังจะมีพายุฝน เสียงฟ้าร้องดังใกล้เข้ามา จากนั้นทั่วทั้งฟ้า ก็ปรากฏฟ้าแลบแปลบปลาบ และฟาดลงมาอย่างน่ากลัว เสียงฟ้าร้องฟ้







