เข้าสู่ระบบ“จริงนะ...ไม่ไหวอย่าฝืนเลยเดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาป้าก็ไม่รู้จะทำยังไง ไปพักสักหน่อยนะตอนนี้คนยังไม่ค่อยเยอะเดี๋ยวป้าทำคนเดียวเอง” เจ้าของร้านมองดุเพราะหล่อนไม่ยอมไปพักสักที ยังคงยืนกรานอยากช่วยเหมือนเดิม จนสุดท้ายท่านต้องบังคับให้ไปพักจึงยอมทำตาม
“ค่ะ”
เดินมานั่งบนแคร่แล้วหยิบยาดมสูดแล้วหลับตาลง มีกระติกน้ำเย็นอยู่ข้างกายจึงได้ดื่มจนหมดแก้วแล้วนอนลงเพื่อพักผ่อน ค่อยยกมือลูบหน้าท้องที่แบนราบของตัวเอง กล่อมลูกในท้องให้สงบลงแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราในเวลาต่อมา
“เฮ้อ...อย่างอแงสิลูก แม่ยังต้องหาเงินเลี้ยงหนูอีกนะ” พึมพำแล้วหลับไป แม้ข้างกายจะเสียงดังแค่ไหนก็ยังไม่ตื่น
กระทั่งเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงค่อยกลับคืนสติอีกครั้ง เธอผุดลุกนั่งมองนาฬิกาเห็นว่าบ่ายคล้อยแล้ว จึงรีบออกมาถามป้าไก่เจ้าของร้านว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า แต่ท่านกลับมองหล่อนด้วยแววตาเอ็นดูมากกว่าเดิม “ดีขึ้นแล้วเหรอ” พูดแล้วก็กดไหล่บางให้นั่งลงบนเก้าอี้
ร้านปิดแล้วจนเธอรู้สึกผิดเพราะเหมือนว่าตัวเองไม่ได้ช่วยงานเลย
“ค่ะ ดีขึ้นบ้างแล้วค่ะ” นอกจากท่านจะไม่ว่าอะไรที่หล่อนไปพักผ่อนจนไม่ได้ช่วยงาน ยังยื่นเงินให้อีกต่างหาก เห็นอย่างนั้นก็ตาโตด้วยความตกใจ
“เป็นยังไงบ้าง เห็นเงินแล้วหายเหนื่อยเลยหรือเปล่า...นี่ค่าแรงวันนี้ส่วนอันนี้เอาไปซื้อของกินมาบำรุงตัวเองนะลูก” ความลับที่เธอปิดเอาไว้เพราะกลัวว่าตัวเองจะโดนไล่ออกจากงาน แต่ป้ากลับมองออกหมดทุกอย่าง แล้วไม่มีทีท่าว่าจะโกรธด้วยซ้ำ
“ป้า...” เรียกเสียงเบาคล้ายละเมอ
“ป้าเข้าใจ ป้าไม่ไล่หนูออกหรอก ขอแค่หนูดูแลตัวเองกับเจ้าตัวน้อยในท้องให้ดีก็พอแล้ว” ยื่นเงินไปตรงหน้าแล้วยังยิ้มให้หญิงสาว ไม่ได้ถามเรื่องอื่นให้มากความรู้เพียงว่าอัญชิสาเป็นคนดีก็พอแล้ว เธอเห็นอย่างนั้นก็น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณค่ะ” รับเงินมาไว้แล้วปิดน้ำตาที่รินไหลด้วยความซึ้งใจ คนมองก็เอ็นดูหล่อนเหมือนลูกหลาน ลูบศีรษะมนก่อนที่เธอจะนึกบางอย่างออก จึงรีบปาดน้ำตาแล้วขออาศัยหน้าบ้านของท่านเพื่อขายของเพราะเป็นโซนที่ใครก็เดินผ่านในช่วงเช้าเพื่อไปขึ้นรถเมล์หน้าปากซอย
“ป้าคะ ถ้าหนูจะขอมาขายน้ำเต้าหูปาท่องโก๋ที่หน้าร้านตอนเช้าได้ไหมคะ”
“ได้สิ! มาขายเลยลูก ป้าไม่คิดค่าเช่าให้ที่ฟรีเลย”
“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริงๆ” พอได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มกว้างแล้วยกมือไหว้ ขอบคุณท่านหลายต่อหลายครั้งไม่คิดว่าป้าไก่จะเอ็นดูตนมากขนาดนี้ แม้จะรู้จักกันไม่นานแต่กลายเป็นว่าเหมือนกลายเป็นคนในครอบครัวไปแล้ว
เธออยู่คุยกับป้าอีกครู่หนึ่งแล้วเดินไปหาคนที่ขายรถเข็นและอุปกรณ์สำหรับขายน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ เป็นรุ่นพี่ที่อยู่ชั้นล่างกำลังจะย้ายกลับต่างจังหวัดไปทำสวน คงไม่ได้ใช้ของเหล่านี้อีกจึงคิดจะขายแล้วเธอดันเข้ามาเห็นพอดี เกิดความคิดสร้างอาชีพใหม่ให้ตัวเอง
“มาเอาของใช่ไหม” ยกมือไหว้เจ้าของห้องแล้วยิ้มให้ทันที เจอกันไม่กี่ครั้งแต่รับรู้ถึงความใจดีของอีกฝ่าย
“ค่ะ” มองรถเข็นและถังต้มน้ำเต้าหูพร้อมทั้งอุปกรณ์สำหรับทอดปาท่องโก๋แล้วยังมีสูตรทำน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋อีก ขายให้หล่อนแบบครบครันจนนึกขอบคุณคนเพิ่งเคยเจอกันที่ดีกับหล่อนมากขนาดนี้
“นี่จ้า พี่ลดราคาให้สุดๆ เลยนะ ตอนแรกนึกว่าจะขายไม่ออกซะแล้ว”
“ขอบคุณค่ะพี่มน” ยกมือไหว้แล้วเข็นรถเพื่อเตรียมเอาไปไว้หน้าห้องของตัวเองที่อยู่ชั้นหนึ่ง ง่ายและสะดวกในการทำน้ำเต้าหู้เอาไปขายเป็นอย่างยิ่ง
“ขอให้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่านะ”
“ค่ะ”
เธอยิ้มมีความสุขแล้วเข็นรถไปไว้หน้าห้องของตัวเอง เริ่มเรียนรู้ในการทำเมนูใหม่ที่ตนไม่คุ้นเคย ทำหลายต่อหลายครั้งจนได้รสชาติที่อร่อย ก่อนจะหันมาทอดปาท่องโก๋เพื่อได้แบบกรอบนอกนุ่มในตามที่ตัวเองชอบ
“อือ...รสชาติใช้ได้แล้ว เฮ้อ ขอให้ขายดี ขอให้คนมาซื้อไม่ขาดสาย เป็นกำลังใจให้แม่ด้วยนะลูก” ลูบหน้าท้องของตัวเองแล้วบอกลูกในท้องพร้อมแย้มยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าจึงนั่งถักชุดตามลูกค้าสั่งแล้วเข้านอนรวดเร็ว
พอถึงเวลานาฬิกาก็ปลุกจึงลุกมาเตรียมน้ำเต้าหู้และแป้งปาท่องโก๋ ค่อยนำขึ้นรถเพื่อเข็นไปขายหน้าร้านป้าไก่ ขายเป็นวันแรกค่อนข้างตื่นเต้นเป็นธรรมดา แต่โชคดีที่มีคนเข้ามาขอซื้อตลอดแทบไม่ขาด เธอทั้งตักเต้าหู้แล้วขายปาท่องโก๋มือเป็นระวิง จนบางคนก็เข้ามาช่วยพร้อมจ่ายเงินอีกต่างหาก
“น้ำเต้าหู้ขายยังไงคะ” ของใกล้หมดแล้วจึงเตรียมเก็บของบางส่วนกลับบ้าน แต่กลับมีลูกค้าเดินเข้ามาสอบถาม
“ถุงล่ะห้าบาทค่ะ เพิ่มเครื่องสิบบาท” ปากอวบอิ่มแย้มยิ้มมีความสุขยามที่ได้พูดคุยกับลูกค้า รู้ทันทีว่าของกำลังจะหมดในอีกไม่ช้า
“ปาท่องโก๋ชิ้นล่ะบาทค่ะ...รับกี่ชิ้นดีคะ” ดวงตาเป็นประกายขณะที่มองคนมาซื้อ ภาวนาให้อีกฝ่ายเหมาหมดเพราะเหลือไม่เยอะ เธอเองก็อยากนำของไปเก็บเพื่อพักผ่อนเช่นเดียวกัน
“เอาเต้าหู้ธรรมดาหนึ่งขอหวานน้อยนะคะ แล้วก็ปาท่องโก๋ห้าบาทค่ะ” แต่น่าเสียดายที่คราวนี้ไม่ได้ขายหมด หล่อนยังคงแย้มยิ้มแล้วตักน้ำเต้าหู้พร้อมปาท่องโก๋ให้เรียบร้อย
“ได้ค่ะ”
รับเงินจากอีกฝ่ายพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้ระหว่างนั่งรอลูกค้า เหลืออีกไม่เยอะก็จะขายหมดแล้ว เธอจึงภาวนาให้มีคนมาเหมาสักที
“แม่ค้าจ้ะ ขอเหมาหมดได้ไหม พอดีจะเอาไปถวายเพลพระนะจ้ะ” แล้วก็มีคนเข้ามาขอซื้อทำให้เธอยิ้มได้ พยักหน้าเตรียมตักน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะจะรีบทำให้ค่ะ” มือที่กำลังคีบปาท่องโก๋ชะงักไปครู่หนึ่ง
“แต่ว่ามันจะไม่เย็นก่อนเหรอคะ...” เธอนึกสงสัยเพราะเวลาที่จะถวายเพลก็เกือบเที่ยง ตอนนี้เพิ่งเช้ากว่าจะถึงเวลานั้นก็น้ำเต้าหู้ก็เย็นพอดี
“จะเอาไปใส่บาตรข้างหน้านี่จ้ะ พูดผิดน่ะ...ขอบคุณมากนะ” พยักหน้าแล้วยิ้มกว้างให้ลูกค้า แล้วยื่นให้อีกฝ่ายเตรียมเอาไปทำบุญ เธอมีความสุขเป็นอย่างมากที่วันนี้ขายหมดเร็วกว่าที่คิดเอาไว้
“มาอุดหนุนได้ตลอดนะคะ” รับเงินมาพร้อมค้อมศีรษะแล้วยิ้มหวานให้อีกฝ่าย ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่วันแรกก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว
“วันแรกก็หมดแล้ว ดีจังเลย...”
บอกตัวเองอย่างร่าเริง เก็บของหมดก็นำน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ที่แบ่งไว้ไปให้เจ้าของบ้านที่เพิ่งเปิดประตูออกมา หล่อนยกมือไหว้ป้าไก่แล้วตรงเข้าไปหาท่าน
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล