เข้าสู่ระบบ๑๗
รู้สึกผิด
อาหารที่ซื้อมาจากร้านส้มตำถูกยกลงจากรถเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ เสื้อฮู้ดถูกเปลี่ยนเป็นเชิ้ตคอปกสีขาวกับกางเกงเข้ารูป แว่นสีดำราคาแพงถูกถอดออกไปนานแล้ว ใบหน้าคมยังคงเรียบเฉยต่างจากแววตาเจ็บปวดที่แสดงออกชัดเจน
การเดินค่อนข้างเชื่องช้าเหมือนจะหมดแรงทุกขณะ นั่งลงที่โซฟาของห้องรับแขกก่อนมองคนสนิทที่หยุดยืนตรงหน้า เขาไม่มีแรงจะเอ่ยปากพูดด้วยซ้ำเมื่อได้พบกับคนที่หนีจากกันมาโดยไม่แม้กระทั่งจะเขียนคำบอกลาเอาไว้ คล้ายกับว่าเวลากว่าสามเดือนที่อยู่ด้วยกันไม่มีความหมายสำหรับเลยแม้แต่น้อย
ทว่าพอลงย้อนกลับมาคิดก็แทบไม่มีเหตุการณ์ไหนให้หล่อนอาลัยอาวรณ์เขาด้วยซ้ำ ยิ้มเยาะตัวเองแล้วถอนหายใจเสียงเบา
“ผมจัดขึ้นโต๊ะให้นะครับ” ชูอาหารที่ซื้อจากร้านที่เธอเป็นพนักงานเสิร์ฟให้เขาดู ถึงจะไม่ค่อยชอบกินเท่าไหร่แต่เห็นเธอเดินไปย่างไก่ให้สลับกับรับออเดอร์จากคนอื่นก็เลือกพยักหน้า ไม่คิดจะมองข้ามความใส่ใจของหญิงสาว
เขาคิดถึงเธอ...คิดถึงอาหารฝีมือเธอมากจริงๆ
“อือ”
ใช้เวลาไม่นานแม่บ้านก็นำอาหารจัดขึ้นโต๊ะเรียบร้อย เขาเดินมานั่งลงที่หัวโต๊ะพร้อมมองอาหารตรงหน้าแววตาสั่นไหว ไม่ได้กลับมาบ้านหลังนี้นานพอสมควร ส่วนใหญ่จะเป็นมนัสกรที่มาอยู่ประจำตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาแล้ว ส่วนเขาจะมาแค่ช่วงส่งน้องสาวให้ถึงมือแฟนหนุ่มเท่านั้น
เขาเริ่มลงมือกินส้มตำกับไก่ย่างซึ่งนานครั้งจะกินสักหน หากไม่ใช่ฝีมือของน้องสาวก็ไม่กิน แต่คราวนี้ไปเยือนถึงร้านที่เธอทำงานจึงพลาดจะลองรับประทานดูสักครั้ง ฉีกไก่มากินโดยคิดถึงภาพร่างบางเดินวนเวียนคอยถามไถ่ลูกค้าด้วยรอยยิ้มกว้าง
รู้ที่อยู่เธอจากการให้คนตามหาทั่วบริเวณโรงเรียนของบุตรชาย จนพบว่าหล่อนขายส้มตำและขายน้ำเต้าหู้ในตอนเช้า แค่เห็นว่าเธอต้องสู้ชีวิตแค่ไหนก็ยิ่งรู้สึกผิดมากกว่าเดิม ตนคือคนที่ผลักเธอให้เจอความโดดเดี่ยวไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน
“คุณอัญไม่ได้คบกับใครเลยครับ เธอแค่ไปกินข้าวตามที่พ่อแม่สั่ง ทราบจากคุณเจมว่าเธอก็ไม่ได้เต็มใจไปเท่าไหร่ขัดพ่อกับแม่ไม่ได้ เรื่องโรงงานไม่ได้มาตรฐานเธอก็ไม่น่าจะทราบนะครับ” เพิ่งได้รับรายงานเกี่ยวกับเรื่องในอดีตของอัญชิสาจึงมาบอกเจ้านายระหว่างเขารับประทานอาหาร
ร่างสูงพอจะคาดเดาได้จึงไม่แสดงอาการตื่นตกใจแต่อย่างใด ทำเพียงรับฟังด้วยความนิ่งเฉย ต่างจากแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อหล่อน
“ส่วนเรื่องของคุณวินธาก็อย่างที่เขาบอกไป หลอกเอาเงินไม่มีคลิปหรือภาพลับอย่างที่บอกคุณอัญครับ เธอเข้าใจผิดไปเอง” พยักหน้าเป็นการรับทราบ นั่งกินไก่แล้วก็นึกโกรธตัวเองจนอยากคว่ำโต๊ะให้รู้แล้วรู้รอด
เขาช่างใจร้ายกับหล่อนเหลือเกิน ผู้หญิงตัวเล็กที่ไม่มีทางเลือกมากนัก แต่โดนตนพรากหมดทุกอย่างทั้งพรหมจรรย์และทำลายหัวใจจนแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี
“ขอบใจมาก” ตัดบทเหมือนต้องการอยู่คนเดียวมากกว่า แต่หน้าที่ของอีกฝ่ายยังไม่หมด ยื่นเอกสารบางอย่างพร้อมอธิบายรายละเอียด
“ส่วนนี่ที่อยู่ใหม่ของคุณอัญครับ เธอเช่าห้องอยู่ใกล้กับโรงเรียนของคุณรวิแล้วก็ทำงานอยู่ร้านขายส้มตำ ประวัติเจ้าของร้านเป็นคนอัธยาศัยดีอยู่ตัวคนเดียว สามีตายส่วนลูกชายก็ไปทำงานที่ต่างประเทศครับ” เมื่อทราบว่าหญิงสาวไม่ได้อยู่คนเดียวก็พอเบาใจได้บ้าง แต่ดูจากรูปภายนอกห้องพักไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่
ทว่าหากลองเทียบกับที่พักเก่าก็ค่อนข้างดูดีกว่า รู้ว่าหล่อนคงอยากประหยัดเงินเพื่อเก็บไว้ดูแลลูก ทั้งที่เขาก็บอกว่าเต็มใจจะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายของรวิกานต์ทุกอย่าง
“จัดการซื้อร้านแล้วก็ซื้อตึกทั้งหมด ทำให้เงียบที่สุดแล้วก็ห้ามเอ่ยถึงฉัน” คำสั่งเฉียบขาดทำให้ต้องรีบรับคำเสียงหนักแน่น
“ครับคุณหนึ่ง”
ห้องอาหารเหลือเพียงเขาคนเดียวที่กำลังนั่งกินข้าว ชายหนุ่มเลือกจะหยิบไก่เข้าปากแล้วคิดถึงผู้หญิงที่ตนทำร้ายจิตใจ รับรู้ถึงความเลวของตนจนไม่กล้าสู้หน้าเธอด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเจอกันครั้งแรกจะพูดอย่างไรกับหญิงสาว
ถ้าเอ่ยขอโทษเธอจะยอมรับฟังกันหรือเปล่า บางทีหล่อนอาจเกลียดเขาไปแล้วก็เป็นได้...
“ขอโทษนะอัญ...พี่ขอโทษ” พึมพำเสียงเบาคล้ายต้องการฝากลมพาประโยคนั้นให้ถึงหูหล่อน
ตอนทำไม่เคยคิดว่าหล่อนจะเจ็บปวดแค่ไหน เพียงอยากระบายอารมณ์โกรธแค้นของตัวเองเท่านั้น มาตอนนี้รู้ว่าหล่อนไม่มีความผิดทั้งยังเป็นเหยื่อจากวินธาและเขา ก้มหน้าลงแล้วถอนหายใจรู้สึกผิดท่วมท้นในใจ
ต่อจากนี้เขาจะทำทุกอย่างเพื่อไถ่โทษและรักหญิงสาวได้ตามที่หัวใจต้องการ
ผ่านไปกว่าสองสัปดาห์ที่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เขาให้คนไปเฝ้าเธอที่หน้าร้านขายส้มตำแล้วก็หาคนไปเหมาะน้ำเต้าหู้ไปแจกเพื่อหญิงสาวจะได้ไม่ต้องเหนื่อยในการขายของ เพิ่มทิปให้ตลอดจนเธอยิ้มหน้าบานด้วยความดีใจ เขาเองก็พลอยมีความสุขไปด้วย
กลับไปทำงานก็ได้ดูรูปและคลิปวิดีโอของหล่อนจากการที่ให้คนไปเฝ้าแล้วส่งมาให้ดูทุกวัน เขายิ้มขณะดูภาพของหล่อน มีความสุขกับการได้รักโดยไม่ต้องหักห้ามใจอีกต่อไป แต่เขาก็กลัวว่าถ้าได้เผชิญหน้ากันแล้วแววตาของเธอจะเต็มไปด้วยความชิงชัง
ยอมรับว่าเขาใจไม่แข็งพอจะถูกเธอเกลียด...
ถึงวันที่ต้องมารับลูกชายจึงเดินทางจากต่างจังหวัดเข้าเมืองหลวง ก่อนชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นแผ่นหลังบางวิ่งเข้าไปหาลูกชาย กำลังจะหันหลังเดินกลับขึ้นรถเพื่อไม่ให้เธอต้องหนีเหมือนคราวก่อน แต่รวิกานต์ก็มองเห็นเขาจึงร้องทัก ทำให้อัญชิสารีบหลบอย่างรวดเร็ว
“แม่!...พ่อ! สวัสดีครับ” ลูกชายยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม ส่วนตนก็ทำเป็นไม่เห็นเธอทั้งที่เห็นเต็มสองตา ยังคงแสดงละครได้แนบเนียนแล้วเหลือบมองคนที่หลบในฝูงชน ทำราวกับว่าเขาจะไม่เห็นแต่ร่างสูงก็เลือกจะทำเมิน หันมามองลูกชายแล้วแสร้งถามเพื่อดูอาการของรวิกานต์
“ทำไมถึงเรียกหาแม่ล่ะ ไปเจอแม่มาเหรอ”
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







