เข้าสู่ระบบ๑๘
ยอมเธอแค่คนเดียว
การแต่งงานของเขาถูกยกเลิกตั้งแต่ชายหนุ่มทราบความจริงหมดทุกอย่าง เดินเข้าไปขอโทษว่าที่เจ้าสาวอย่างตรงไปตรงมา บิดาของหล่อนชกหน้าเขาหนึ่งหมัดซึ่งตนก็ยอมเพื่อแลกกับการยกเลิกงานมงคลครั้งนี้ รู้ดีว่าอาจสร้างความเสื่อมเสียให้หล่อนแต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
อยากใช้ชีวิตกับอัญชิสาและยอมรับหมดหัวใจว่ารักเธอมาตลอด ไม่เคยลืมหญิงสาวได้เลยสักครั้ง ยังคงเป็นเธอไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน รวมถึงอนาคตก็ยังเป็นหล่อนไม่เปลี่ยนแปลง
แล้วอย่างนี้เขาจะแต่งงานกับใครได้อีก...
หล่อนมองเขานิ่งไม่รู้ว่าชายหนุ่มต้องการอะไรจึงเข้ามาตามตอแยไม่เลิก แต่เธอก็คร้านจะถามให้มากความ จึงเลือกยัดถุงยาใส่ในกระเป๋าโดยหันหลังให้เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นว่านอกจากยาแล้วเธอยังมีสมุดฝากครรภ์ด้วย ไม่พร้อมจะบอกถึงอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะถือกำเนิด
ไม่อยากให้เขารู้เรื่องแล้วใช้ลูกเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับ ยังไม่รู้จุดประสงค์แท้จริงของเขาด้วยซ้ำ
“อัญจะไปไหน” รถเมล์ที่ผ่านซอยหน้าที่พักตรงเข้ามาจอดหน้าป้าย เธอจึงรีบก้าวไปยังประตูทางขึ้น โดยที่เขายังคงเดินตามไม่หยุดมาต่อแถวข้างหลังหล่อน จนต้องหันมามองด้วยความสงสัยแล้วตอบคำถามแบบของไปที
“กลับบ้าน”
“พี่ไปส่ง” ขันอาสาเสียงตื่นเต้น เธอกลับหันมาตวาดจนคนแถวนั้นสะดุ้งเป็นแถบ
“ไม่ต้อง!” ต้องค้อมศีรษะขอโทษบุคคลแถวนั้นที่ทำให้ตกใจ แล้วขึ้นรถเมล์อย่างรวดเร็ว ดีที่มีเบาะว่างหล่อนจึงรีบเดินไปนั่งทันที ช่วงสายไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่เธอจึงนั่งอย่างสบายอุรา แต่จะไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ก็ตรงที่ว่างข้างกันดันมีชายร่างสูงที่รู้จักเป็นอย่างดีมาจับจองพื้นที่เนี่ยแหละ
ธนนท์ปภพเลือกขึ้นรถเมล์แล้วมานั่งข้างหล่อน โดยชุดที่เขาสวมคือเสื้อผ้าหรูหราช่างตรงข้ามกับรถสาธารณะอย่างสิ้นเชิง
เหมือนประธานบริษัทที่อยู่ผิดที่ผิดทางไปหมด
“คุณจะตามมาทำไม” หันมาเหวใส่เขาเสียงหงุดหงิด
“พี่กลับด้วย” แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่สลดเลยสักนิด ยังคงยิ้มกว้างแล้วเอนกายนั่งพิงเบาะแข็งไม่นุ่มเหมือนรถราคาหลายสิบล้านของเขา
“ตกลงจะบอกได้หรือยังว่าไม่สบายตรงไหน” นึกหงุดหงิดที่ถูกตามและถามไม่หยุด เธอกอดกระเป๋าไว้แล้วผินใบหน้ามองนอกหน้าต่าง ไม่ได้สนใจคำถามของคนที่นั่งข้างกันแม้แต่น้อย นึกหงุดหงิดด้วยซ้ำที่เขาถามไม่หยุดสักที
“อัญ...” เห็นเธอเงียบไม่ยอมตอบก็พยายามจะอ้อนเสียงหวาน กลับถูกขัดด้วยกระเป๋ารถเมล์ซึ่งมาเก็บค่าโดยสาร จึงต้องพับเก็บคำพูดเอาไว้ก่อน แล้วหันมาสนใจกับการจ่ายเงินเพราะอัญชิสาให้ครบเต็มจำนวนไม่ต้องถอน
“ค่ารถจ้า”
ส่วนเขาเปิดกระเป๋าออกมาพบเพียงแบงค์พันสี่ใบซึ่งเป็นจำนวนน้อยสุดที่พกแล้ว เขายื่นเงินไปให้โดยไม่ได้คิดอะไรมากนัก แต่กลายเป็นว่าถูกถามรวดเร็วด้วยจำนวนเงินที่มากกว่าค่ารถพอสมควร
“โหคุณ แบงค์ใหญ่ขนาดนี้ไม่มีถอนหรอก ไม่มีเศษเลยเหรอ” เขาพอจะทราบโดยคร่าวถึงค่ารถหลักสิบ แต่ตนไม่มีเศษเหรียญจึงบอกออกไปเพื่อตัดปัญหา
“ไม่ต้องถอนเอาไปเลย ถือว่าจ่ายให้คนอื่นด้วย” คนในรถได้ยินกันทั่วหน้าก็หันมามองเขาเป็นตาเดียว ทำให้เธอนึกอับอายแล้วพยายามจะขยับออกห่างร่างสูงทำราวกับไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เขาก็ยังหันมามองเธอตลอดการเดินทาง
“หา...รวยมาจากไหนวะ” สุดท้ายค่าโดยสารก็ถูกเก็บไปแล้วคืนเงินให้ผู้โดยสารคนอื่น เพราะถือว่าเขาเป็นคนจ่ายให้หมดแล้ว
อัญชิสากอดกระเป๋าแล้วแสร้งหลับตลอดการเดินทาง กระทั่งถึงซอยที่พักของตัวเองจึงได้ลุกยืนแล้วเดินข้ามขาเขาเสียเลย รีบลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในซอยจนร่างสูงต้องก้าวเท้าตามพลางเอ่ยเรียกไม่ให้เธอเดินเร็วกลัวจะตามไม่ทัน
“อัญรอพี่ก่อนสิ” เธอไม่ได้หยุดตามคำขอของอีกฝ่าย
ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อไปเหมือนเดิม ก่อนชะงักเมื่อเห็นป้าไก่ขนกระเป๋าใส่หลังรถแท็กซี่เหมือนกำลังจะเดินทาง หล่อนเบิกตากว้างด้วยความตกใจรีบวิ่งเข้ามาถามท่านอย่างรวดเร็ว กลัวว่าตัวเองอาจจะตกงาน
“ป้าจะไปไหนคะ” คนอายุมากกว่าหันมามองหลานสาวคนโปรดแล้วรีบบอกถึงธุระของตน
“อ้าวหนูอัญมาพอดีเลย ป้าจะไปหาลูกที่เมกานะ...อยู่ประมาณสามสี่เดือนเนี่ยแหละ ไม่แน่ใจว่าจะอยู่นานแค่ไหนเลยจะฝากหนูดูแลร้านหน่อยสิ เงินทั้งหมดก็เอาให้หนูเลยแล้วกันไม่ต้องโอนให้ป้าหรอก ถือว่าช่วยป้าหน่อยนะลูก” ปิดบังอาการดีใจเอาไว้ไม่มิด
ธนนท์ปภพที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ซ่อนรอยยิ้มไว้อย่างแนบเนียน เป็นแผนของเขาที่อยากอยู่กับเธอตามลำพังจึงให้คนจัดการเรื่องป้าไก่ จนมอบตั๋วเครื่องบินพร้อมค่าใช้จ่ายเกือบห้าล้านให้อีกฝ่ายนำไปหาลูกชายที่ต่างประเทศ
จัดการซื้อตึกที่หล่อนอาศัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างดำเนินการอย่างเป็นความลับตามความต้องการของเขา กระทั่งร้านส้มตำที่ป้าไม่ยอมขายแต่ยอมให้เช่าสี่เดือนในการตามง้อคนรัก ท่านไม่รู้ว่าเขาเป็นใครเพราะร่างสูงให้เจตน์เป็นคนจัดการ
“ทำไมรีบนักล่ะคะ” เธอสับสนไปหมดเพราะเมื่อวานยังไม่เห็นท่านจะพูดอะไรสักอย่าง
“ป้าทำเรื่องนานแล้วแต่เพิ่งผ่านวีซ่า ตอนแรกนึกว่าจะไม่ผ่านแล้ว...ป้าไปล่ะ ฝากหน่อยนะ” นึกข้ออ้างออกแล้วโบกมือลาหลานสาวซึ่งยืนส่งอยู่หน้าบ้าน
“ค่ะ”
เธอมองตามรถแท็กซี่ไปจนลับตา ก่อนเหลือบมองร่างสูงที่ยังไม่ยอมไปไหนสักที ถอนหายใจเสียงหนักใส่เขาแล้วเดินไปแสกนบัตรเพื่อเข้าห้องของตน อยากปิดประตูใส่หน้าชายหนุ่มแต่ก็ไม่ทันเพราะอีกฝ่ายเดินตามเข้ามาเสียก่อน
“อยู่ที่นี่เหรอ” ถามทั้งที่ทราบอยู่ก่อนแล้ว
“ยังไม่ไปอีกเหรอ”
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







