เข้าสู่ระบบ“สภาพทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ เธอจะรำไหวหรือเปล่า” เพื่อนสนิทถามด้วยความเป็นห่วง ยิ่งเห็นใบหน้าซีดเผือดกับอาการเหมือนคนไม่มีแรงกับดวงตาที่บวมช้ำดูปราดเดียวก็รู้ว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักยิ่งนึกห่วง
“ไม่รู้ ไม่รู้เหมือนกัน” ส่ายหน้าเชื่องช้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมาถึงที่นี่ได้อย่างไร
“ไปพักเถอะ ฉันว่าเธอไม่ไหวหรอกอัญ...ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวบอกพี่เปรมให้” บอกเพื่อนด้วยความเป็นห่วง เธอได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าทันที รู้ว่าตนคงฝืนรำไม่ไหวจึงลุกยืนแล้วขอบคุณอีกฝ่ายที่ช่วยเป็นธุระ ตอนนี้หล่อนอยากล้มตัวลงนอนแล้วไม่ต้องคิดอะไร
ไม่ต้องตื่นมาเลยคงจะดี...
“ขอบใจนะ” ยิ้มให้เพื่อนแล้วเดินออกจากห้องพักของนักแสดง กระชับกระเป๋าสะพายก่อนสวมหมวกและแว่นตาดำเพื่อปกปิดตัวตน กำลังจะเดินออกจากโรงแรมแต่กลับต้องชะงักฝีเท้าเมื่อพบร่างสูงกำลังเดินตรงมา
ธนนท์ปภพสบตากับเธอครู่หนึ่ง แล้วหล่อนก็เผลอเรียกชื่อเขา เกือบเอื้อมมือไปจับแขนชายหนุ่มแล้วแต่เขากลับเดินผ่านไปเสียก่อน
“พี่หนึ่ง...” เหมือนว่าเธอจะกลายเป็นอากาศในสายตาของอีกฝ่าย เขาก้าวเดินไปข้างหน้าสวนเธอโดยไม่คิดหันมองด้วยซ้ำ น้ำตาที่เคยเหือดแห้งไหลออกมาอีกรอบ ก่อนจะหอบร่างกายบอบช้ำของตัวเองออกจากโรงแรมสุดหรู
“ฮือ” เปล่งเสียงร้องไห้ออกมาก่อนรีบปิดปากตัวเองเพราะคนที่เดินผ่านหันมามอง แต่ตอนนี้หล่อนไม่มีอารมณ์จะสนใจใครแล้ว ไม่มีกระทั่งแรงจะขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ทรุดนั่งลงหน้าโรงแรมด้วยอาการวิงเวียนศีรษะ ก่อนจะล้มตัวลงบนพื้นพร้อมกับเสียงที่ดังแว่วมาในหู
“หนู หนูเป็นอะไรไหม”
ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับจากร่างบาง จนคนแถวนั้นต้องรีบพาเธอส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด...
ดวงตากลมเหม่อมองบรรยากาศรอบข้างที่ชวนหดหู่มากกว่าเดิม เธอกลับมาถึงบ้านด้วยสติที่ครบถ้วนแต่หัวใจกลับแตกสลายจนรู้สึกว่าตัวเองได้กลายเป็นหุ่นยนต์ไปแล้ว จอดรถมอเตอร์ไซค์ที่ด้านหน้าพร้อมกับคำพูดของหมอที่ย้ำอยู่ในหัว
“คุณตั้งครรภ์ได้สามสัปดาห์แล้วนะคะ ต่อจากนี้หมออยากให้ระมัดระวัง...” หล่อนรับรู้เพียงแค่นั้นก่อนจะเดินไปรับยาโดยที่เพิ่งทราบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตถือกำเนิดขึ้นมา จะบอกว่าดีใจก็คงไม่ถูกทั้งหมดเพราะรู้ดีว่าต่อจากนี้จะพบเส้นทางที่ยากลำบากมากกว่าเดิม
เธอไม่สามารถมีชีวิตสงบสุขได้หากทุกคนที่บ้านรู้ว่าตั้งครรภ์ ขณะเดียวกันธนนท์ปภพก็คงไม่ดีใจหากทราบว่าหล่อนท้องลูกของเขา
อาจสั่งให้ไปทำแท้ง...
“ฮึก...” แค่คิดก็ต้องโอบกอดตัวเองเอาไว้แล้วปล่อยโฮอยู่โรงจอดรถ พึมพำเสียงเบาน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาของตัวเอง ทำไมถึงพบแต่ความยากลำบากชีวิตไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบเลยสักครั้งจนนึกท้อแท้
“ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย...” พึมพำเสียงเบาแล้วหยัดกายลุกยืนเพื่อจะเข้าบ้าน กลับต้องชะงักเมื่อเห็นน้องสาวเดินออกมาพอดี ช่างประจวบเหมาะกับเสียงรถยนต์ที่แล่นมาจอดด้านหน้า พอมองตามก็พบรถที่คุ้นเคยแต่เจ้าของรถไม่ได้ลงมา
น้ำตาที่เคยเหือดแห้งไหลออกมาอีกครั้ง เธอรีบปาดน้ำตาออกอย่างรวดเร็ว ขณะที่สบตากับน้องสาวซึ่งแสยะยิ้มให้ด้วยความสมเพช
“โทรมเป็นศพเลย” เธอรีบเดินเข้าบ้านอย่างรวดเร็วเพราะรู้ว่าสภาพของตัวเองตอนนี้ไม่พร้อมจะให้เขาเห็น ถึงแม้ไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะมองมาหรือเปล่าก็ตาม
“พี่หนึ่งมารับแล้ว หนูไปก่อนนะคะ” หันไปโบกมือลาพ่อแม่ที่แต่งตัวเตรียมจะออกไปข้างนอกเหมือนกัน
เธอยืนมองบุพการีโดยไม่ทราบว่าพวกท่านจะไปไหน ดวงตากลมกระพริบปริบไล่น้ำตาออก รู้สึกว่าร้องไห้อย่างหนักจนปวดหัวอยากพักผ่อน หมดแรงและพลังจะใช้ชีวิตต่อไป แต่เมื่อคิดถึงอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่ในท้องก็ต้องรวบรวมพลังใจทั้งหมด แล้วใช้ชีวิตต่อไป
“อัญ เฝ้าบ้านดีๆ พ่อกับแม่จะออกไปข้างนอก”
“ค่ะ”
เธอพยักหน้าแล้วรอส่งพวกท่านออกไปข้างนอก ก่อนปิดประตูลงกลอนเข้ามาทำอาหารรับประทาน เพื่อจะได้กินยาที่หมอสั่ง มองไปทั่วบริเวณบ้านที่อยู่ตั้งแต่จำความได้ พร้อมพึมพำเสียงเบากับตัวเอง
“บ้าน...มันไม่ใช่บ้านหรอก มันคือกรงขังต่างหาก”
คิดดังนั้นก็ตัดสินใจขั้นเด็ดขาด
เมื่อทุกคนไม่เห็นเธอเป็นคนในครอบครัว แล้วจะทนอยู่ที่นี่อีกทำไม...
ตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าและของมีค่าเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ต่อจากนี้จะมีแค่เธอกับลูกน้อยสองคนเท่านั้น
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







