Mag-log inเมธาวีนักศึกษาสาวเพิ่งเรียนจบหมาดๆ ความฝันที่อยากเริ่มต้นชีวิตด้วยตัวเองต้องพังทลายลง เพราะโชคชะตากลั่นแกล้ง แม่ล้มป่วยหนักจนไร้ที่พึ่ง พ่อไม่อยู่ ญาติไม่เหลือ โชคดีเพื่อนรักของแม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือทั้งค่ารักษาและให้ที่อยู่อาศัยด้วย เพื่อจะได้สะดวกต่อการรักษาดูแลมารดาเธอ แต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่เมืองหลวงเธอกลับซวยซ้ำซวยซ้อน ถูกโรคจิตจับก้นกลางร้านอาหาร และเรื่องแย่ลงเมื่อความเข้าใจผิดที่ตามมา ชายหนุ่มที่เธอใส่ไม่ยั้งด่าเขาว่า “ไอ้โรคจิต” ที่แท้คือ กรวัฒน์ลูกชายคนเดียวของเพื่อนรักแม่ คนที่เธอต้องมาอาศัยอยู่ด้วยในบ้านหลังเดียวกัน จากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน ไม่เคยมีคำว่า “สงบศึก” ระหว่างทั้งคู่ เรื่องวุ่นๆ มักเกิดขึ้นเสมอ บ้านหลังใหญ่กลายเป็นสมรภูมิย่อมๆ ที่เต็มไปด้วยการปะทะคารมของทั้งสองคน กรวัฒน์ นักธุรกิจหนุ่มผู้เคยเปล่งประกายอนาคตไกล เขาสร้างความสำเร็จด้วยสองมือ แต่เรื่องหัวใจกลับล้มเหลวถูกคนรักหักหลังจนเสียศูนย์ จากหนุ่มหล่อหน้าตาดี กลายเป็นชายหนุ่มซังกะตาย ปล่อยเนื้อปล่อยตัวไม่สนใจอะไรอีก แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่ได้เจอกับเมธาวี หญิงสาวที่มองเขาเป็นแค่ไอ้โรคจิต คำพูดแรงๆที่ทิ่มแทงหัวใจ มันได้สติเขาอยากลบคำสบประมาทนั้น
view moreแสงแดดสุดร้อนของเมืองไทย กับการเดินทางเข้ากรุงเทพฯของเมธาวี ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด นอกจากจะไม่รู้ทางแล้วหญิงสาวยังต้องอดทนกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวมากๆ แถมอากาศยังเต็มไปด้วยมลพิษจากควันรถที่จอดต่อแถวกันยาวกว่ารถไฟเสียอีก ไม่รู้ทำไมคนถึงได้อยากมาอยู่ในเมืองที่แออัดแบบนี้กันนักก็ไม่รู้
ระหว่างที่คิดขาก็เดินลากกระเป๋าเดินทางหลบหลุมอุกกาบาตบนฟุตบาทไปด้วย เมธาวีสังเกตว่าคนในเมืองแค่ก้าวเท้าเดิน ก็เดินเร็วกว่าเธอยามเดินปกติเป็นสองเท่าแล้ว ไม่รู้ว่าจะรีบร้อนไปไหนกัน
ปื้น ปื้น…..
“โอ๊ย! นี่มันทางคนเดิน ไม่ใช่ทางรถวิ่งนะ”
เมธาวีตะโกนบ่นออกไปอย่างหัวเสีย เมื่อเจอวินมอเตอร์ไซค์ขับสวนมาเบียดบนฟุตบาท แถมบีบแตรใส่อีกต่างหาก ก่อนจะถูกมองด้วยสายตาไม่พอใจ
“ให้ตายสิยังจะมามองแบบนั้นอีก”
บ่นแต่ก็ต้องทนเดินต่อ ทั้งที่ข้อเท้าบาดเจ็บจากขาพลิกเมื่อครู่ จนมาถึงร้านคาเฟ่เล็กๆ ที่ตกแต่งได้อย่างน่ารัก มีคนยืนต่อแถวสั่งเครื่องดื่มอยู่ก่อนแล้วหลายคน น่าจะเป็นร้านดังในย่านนี้คิดแล้วก็เดินไปต่อแถวบ้าง
ระหว่างยืนรอคิวเมธาวีรู้สึกว่ามีมือของใครบางคนมาจับและบีบที่ก้นของเธอ เมื่อหันไปก็เจอชายร่างสูงท้วมไม่ถึงกับอ้วน ผมเผ้าหนวดเครารุงรัง ยืนปัดมือถือด้วยท่วงท่าสบายใจ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คิ้วบางขมวดมุ่นเข้าหากัน จ้องชายหนุ่มไม่วางตายิ่งเห็นชายคนนั้นไม่สนใจ ยิ่งทำให้เธอโมโหเป็นสองเท่า เพราะมั่นใจว่าต้องผู้ชายคนนี้แน่เชียวที่จับก้นของตัวเอง
“ไอ้โรคจิต จับก้นคนอื่นแล้วยังมาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อีกเหรอ”
เสียงตะโกนของหญิงสาวทำให้ทุกคนภายในร้านหันมามองเป็นตาเดียวกัน แต่คนถูกต่อว่ากับไม่ได้สะทกสะท้านเลย แถมตอนนี้ยังไม่เงยหน้าขึ้นมามองเธอด้วยซ้ำ คนตัวเล็กทนไม่ไหวเดินไปปัดโทรศัพท์มือถือในมือจนเกือบหล่นนั่นแหละเขาถึงเงยหน้าขึ้นมอง
“ว่าไงไอ้โรคจิต มาจับก้นฉันทำไม” เสียงเล็กแหวใส่คนที่บังอาจมาจับก้น ดวงตาคู่คมหรี่มองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจสิ่งที่หญิงสาวพูด
“ผมเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ ไม่ต้องมาทำหน้าเป็นไม่รู้ไม่ชี้เลยนะ ฉันมั่นใจว่าเป็นแกนั่นแหละที่จับก้นฉันเมื่อกี้”
“อะไรของคุณ ผมเปล่าทำซะหน่อย”
“เปล่าอะไรก็เห็นๆ กันอยู่ว่าคุณยืนอยู่ข้างหลังฉันเนี่ย ถ้าไม่ใช่คุณแล้วจะเป็นใคร”
“ผมบอกว่าผมเปล่าไง ผมไม่ได้ทำ”
“จะไม่ได้ทำได้ยังไง ฉันหันมาก็มีแต่คุณนั่นแหละที่ยืนอยู่ตรงนี้ เป็นลูกผู้ชายหรือเปล่ากล้าทำแต่ไม่กล้ารับเนี่ย”
“คุณนั่นแหละเป็นบ้าอะไร หลงตัวเองมากไปหรือเปล่า ก้นแบนยังกับกระดาน ไม่เห็นจะน่าจับตรงไหนเลย คิดไปเองรึเปล่าหรือหมกมุ่น”
“นี่!! อย่ามาวิจารณ์ก้นของฉันนะ”
“ทำไมจะทำไม่ได้ คุณยังมายัดเยียดข้อหาไอ้โรคจิตให้ผมเลย ทั้งที่ผมไม่ได้เป็นคนทำแท้ๆ”
กรวัฒน์ต่อว่าหญิงสาวกลับอย่างไม่พอใจเช่นกัน ที่ปักใจเชื่อว่าเขาเป็นคนจับก้นเล็กๆ นั่นของเธอ
“ก็คุณจับก้นฉันจริงๆนิ”
“ก็บอกไปแล้วว่าไม่ใช่ ผมไม่ได้เป็นคนจับ” เสียงเข้มดุบอกอย่างหัวเสียที่จู่ๆก็ถูกปรักปรำ
“ถ้าไม่ใช่คุณแล้วจะเป็นใคร”
“แล้วผมจะไปรู้ได้ยังไง”
“ก็เพราะเป็นคุณนั่นแหละ ไอ้ลุงอ้วนโรคจิตน่ารังเกียจ”
“หยุดเลยนะ ถ้าไม่หยุดคุณได้เจอดีแน่”
เสียงเอะอะโวยวายเถียงกันไปมา ทำคนในร้านต่างล้อมวงยืนมองมายังทั้งคู่ รวมถึงเจ้าของร้านอย่างธนนท์ด้วย ที่ต้องเดินออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“มีเรื่องอะไรกันไอ้กร เสียงดังลั่นร้านเชียว”
“ถามยัยเม่นนี่เองสิ”
“นี่..”
“ใจเย็นๆก่อนครับคุณลูกค้า พอจะบอกผมได้มั้ยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“แล้วคุณเป็นใคร”
“ผมเป็นเจ้าของร้านครับ”
“คุณรู้จักไอ้ลุงโรคจิตนี่ด้วยเหรอ” ใบหน้าหวานขึงตาดุใส่เจ้าของร้านอย่างเอาเรื่อง
“เอ่อ ..ครับ” ธนนท์มองตามมือน้อยที่ชี้ไปทางเพื่อนก็พยักหน้ารับ
“ไอ้ลุงนี่ มันจับก้นฉันแล้วไม่ยอมรับ”
“ฮ่ะ จริงดิ” ธนนท์อุทานอย่างไม่อยากเชื่อ
“กูเปล่า กูไม่ได้ทำโว้ย”
เสียงนกร้องยามเช้าตรู่ปลุกให้คนที่นอนหลับใหลตื่นขึ้น เช้านี้เขารู้สึกสดชื่น เพราะได้นอนหลับเต็มอิ่ม บรรยากาศยามเช้าฟ้าหลังฝน เขาเปิดหน้าต่างรับลม มองไปยังทะเลกว้างด้านหน้า อากาศสดชื่น ท่ามกลางธรรมชาติ“เมย์ ครับ”“อื้อ”“เช้าแล้ว ตื่นได้แล้ว”“เมย์ขอนอนต่ออีกหน่อยค่ะ”“ไม่ได้นะ เดี๋ยวฝนตกอีก”“ถ้าไม่ตื่น รู้ใช่มั้ยว่าต้องโดนอะไร”“อื้อ...ไม่เอาแล้วค่ะ พอแล้ว ตื่นแล้ว”“ไปอาบน้ำเถอะ จะได้ไปหาอะไรกิน”“รู้แล้วค่า”“ทำไมทำหน้าแบบนั้น”“เมย์ไม่สบายใจที่ทำแบบนี้”“แบบไหน”“ที่เรานอนด้วยกัน เราอยู่ในบ้านเดียวกันนะคะ ถ้าคุณลุงคุณป้ารู้จะเป็นยังไง”“ไม่ต้องคิดมากนะ กลับไปพี่จะจัดการเรื่องนี้เอง”“หมายความว่ายังไงคะ”เมธาวีและกรวัฒน์กลับมาถึงบ้านช่วงบ่าย เพราะเมื่อคืนผ่าน
ร่างบางอ่อนระทวยรู้สึกสายตาพร่ามัว มือที่พยายามดันเขาให้ถอยห่างไร้เรี่ยวแรง ก่อนหน้านี้เขาพยายามอดกลั้นความต้องการของตนเองไม่ให้รักหลับเธอ แต่เธอกับชอบทำตัวน่ารัก ให้เขาอยากสัมผัสอยากอยู่ใกล้ ตอนนี้อารมณ์เขาเตลิดไปถึงไหนต่อไหนแล้วเมธาวีหน้าแดงก่ำเมื่อเขาลากฝ่ามือสอดใต้ชายเสื้อ สัมผัสผิวเนื้อกายสาว ก่อเกิดความรู้สึกบางอย่าง ร่างกายเริ่มร้อนรุ่ม ยิ่งเขาสัมผัสโดนจุดอ่อนไหว เธอยิ่งควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ ตอนนี้เธอต้องการมากกว่าแค่การสัมผัส เมธาวีกัดริมฝีปากแน่นกดกลั้นความต้องการของตนเองเพราะรู้สึกอายหากแสดงออกไปริมฝีปากหนาผละออกมองใบหน้าสวย ที่ตอนนี้ราวกับลูกแมวตกน้ำรอให้เขาช่วยเหลือ ใบหน้าหล่อเข้มยิ้มอย่างพอใจ“ผมไม่อยากกินบะหมี่ต่อแล้ว แต่อยากกินอย่างอื่นมากกว่า”ไม่ใช่คำขอแต่เป็นคำบอก เพราะเขาไม่รอคำตอบ ปากหนาโน้มลงครอบครองริมฝีปากบางอีกครั้ง ครั้งนี้รุกเร้าร้อนแรง บราลูกไม้สีเนื้อถูกเขาปลดออกอย่างชำนาญ เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มน่ามอง มือหนาครอบครอง ลูบไล้บีบเคล้นสัมผัสปลุกเร้าให้ร่างน้อยทรมาน เธอแอ่นอกรับอัตโนมัติเมื่อปลายนิ้วสัมผัสปลายยอดอก
“คุณนั่งลงก่อนเดี๋ยวผมทำเอง” เขาบอกปนออกคำสั่ง ก่อนเดินไปปิดหน้าต่างทีละบาน จากนั้นหยิบมือถือขึ้นมาดูพยากรณ์อากาศ“ดูเหมือนว่าพายุจะเข้านะ ผมขอโทษที่ไม่ได้ดูพยากรณ์อากาศก่อนออกมา แถมยังออกมาช้าจนทำให้เรามาถึงนี่เย็น”“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ งั้นเรากลับกันเลยดีมั้ย”“ตอนนี้ฝนตกหนักและลมกระโชกแรงมาก เรารอให้ฝนซาลงก่อนแล้วค่อยกลับดีกว่า”“แบบนั้นก็ได้ค่ะ” เมธาวีเองก็อยากอยู่บ้านนาน ๆหน่อยไม่ได้กลับนาน“งั้นคุณนอนพักเอาแรงก่อนมั้ยคะ เดี๋ยวฝนหยุดฉันจะปลุก” เธอบอกเพราะเห็นเขาทำงานตั้งแต่เช้ายังไม่ได้พัก แถมยังขับรถให้เธออีกตั้งหลายชั่วโมง“ก็ดีเหมือนกันครับ แล้วให้ผมนอนที่ไหน”“นอนที่ห้องนี้ค่ะ เป็นห้องของแม่”“ผมขอนอนที่ห้องคุณได้มั้ย”“ไม่ได้ค่ะนอนห้องนี้แหละ เดี๋ยวเมย์จะไปเก็บของที่ห้องต่ออีกหน่อย จะได้ไม่กวนคุณ” เธออธิบาย“ก็ได้ครับ”“งั้นรอแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวเมย์ไปเอา
เมธาวีรู้สึกตัวตื่นก็รีบควานหาเสื้อผ้าสวมใส่ด้วยความรวดเร็ววิ่งกลับขึ้นห้องก่อนที่ฟ้าสว่างแล้วจะมีคนมาเห็นเข้าเสียก่อน ร่างบางนั่งลงปลายเตียงจับปากตัวเองที่ตอนนี้ยังรู้สึกถึงรสจูบเร่าร้อนของเขาอยู่เลย ยิ่งคิดถึงปลายนิ้วร้อนของเขาตอนสัมผัสตามร่างกาย ยิ่งทำให้ท้องไส้เธอปั่นป่วนเมธาวีเม้มริมฝีปากแน่น ครุ่นคิดอยู่นานจนรู้สึกใบหน้าร้อนเห่อแดงขึ้น ก่อนยิ้มกับตัวเองเมื่อแน่ใจแล้วว่าเธอเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเขาจริง ๆ แต่ที่ทำอยู่มันถูกแล้วหรือเธอกำลังรู้สึกผิดที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้กับเขาง่าย ๆอย่างนี้วันนี้ธนนท์มาหากรวัฒน์ที่บ้านอย่างเช่นปกติ แต่ที่ผิดปกติคือทั้งเมธาวีและเพื่อนของเขามีอาการที่ผิดแปลกไปจากทุกวัน จนเขาสงสัย“ไงอารมณ์ดีจังนะมึงวันนี้”“....” พอได้ยินเสียงไอ้เพื่อนรักเท่านั้นแหละ กรวัฒน์ถึงกับหุบยิ้ม พร้อมกับเหล่มองทันที“นะ ไม่ตอบซะด้วยแสดงว่าเกิดเรื่องดี ๆขึ้น” ธนนท์แซวต่อ“เสือก!”“อ่าว ไอ้นี่กูอุตส่าห์เป็นห่วง รีบมาดูเห็นว่าเป็นลมเป็นแล้งไป มาด่ากันซะงั้น เดี๋ยวกูเปลี่ยนจากเพื่อนมึงไปเป็นคู่แข่งเลยดีมั้ย”“หยุดคิดเลย”“แหมๆ! หวงก้างซะด้วย..เฮ้ยนั่นเจ้าตัวมาพอดีเลย” ธนนท์บอกอย