홈 / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 28 — ชื่อที่ต้องนับให้ครบ

공유

บทที่ 28 — ชื่อที่ต้องนับให้ครบ

last update 게시일: 2026-10-19 19:42:15

“อย่ารอให้ถึงรุ่งสาง”

เจ้าสำนักเลื่อนบัญชีเด็กให้หัวหน้าศิษย์เวร

“ให้ผู้อาวุโสฝ่ายวินัยนำคนไป ตรวจทางออกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แยกผู้ดูแลออกจากเด็กก่อนถามเรื่องใด”

ศิษย์รับคำแล้วออกไปทันที

เยว่ซียังมองตัวเลขสี่สิบสองบนกระดาษ

“บัญชีนี้เกือบหนึ่งเดือนแล้วเจ้าค่ะ อาจมีคนถูกพาออกไปก่อนหน้านี้”

“ข้าจะให้ตรวจบันทึกเกวียนและเรือของเมืองด้วย”

“และชื่ออาจไม่ตรง”

เจ้าสำนักเงยหน้า

นางแตะหมายเหตุเล็ก ๆ ข้างรายชื่อเด็กคนหนึ่ง

เปลี่ยนชื่อเพื่อสะดวกแก่การดูแล

“หากถามแต่ชื่อในบัญชี เด็กอาจไม่รู้ว่ากำลังเรียกตน”

เจ้าสำนักอ่านแล้วขมวดคิ้ว ก่อนเรียกศิษย์อีกคนไปส่งคำเตือน

เยว่ซีขอสำเนารายชื่อไว้หนึ่งชุด จากนั้นจึงคารวะลา

นางไม่ได้อยู่ในกลุ่มเข้าช่วยเหลือ แต่คนที่ถูกพากลับมายังต้องมีเสื้อผ้า อาหาร และที่นอน

สี่สิบสองคน

นางต้องเตรียมให้พอ

⸻

เผยเหวินซูถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งก่อนยามสาม

ผู้สอบสวนวางแผนผังเรือนพักเด็กหลิวซีลงบนโต๊ะ

“ทางลับอยู่ที่ใด”

เขาชี้ด้านหลังโรงครัว

“มีประตูออกสวนผัก คนเฝ้าประตูผลัดเวรกันหลังระฆังยามสาม”

“นอกจากทางนี้”

เผยเหวินซูมองกระดาษอยู่นาน

ปลายพู่กันของผู้สอบสวนหยุดรอ

“มีช่องส่งฟืนติดกำแพงตะวันออก ผู้ใหญ่ลอดไม่ได้ เด็กเล็กลอดได้”

“พวกเขาใช้มันย้ายเด็กหรือ”

“ข้าเคยสั่งให้ขยายช่องนั้น”

ห้องเงียบลง

เผยเหวินซูก้มมองข้อมือที่ถูกผนึก

ครั้งก่อนเขายังคิดจะเลือกบอกเฉพาะสิ่งที่ช่วยตนได้ วันนี้คำถามทุกข้อกลับพาไปถึงสิ่งที่เคยทำด้วยมือตนเอง

“ใครรับเด็กด้านนอก”

“คนขับเกวียนชื่ออู๋ต้าขอรับ”

ผู้สอบสวนจดต่อ ก่อนถามเรื่องเส้นทางและลักษณะเกวียนจนละเอียด

เมื่อทุกอย่างถูกส่งออกไปแล้ว เผยเหวินซูจึงเอ่ยขึ้น

“หากช่วยเด็กกลับมาได้… ข้าขอทราบจำนวนได้หรือไม่”

ผู้สอบสวนมองเขา

“ข้าจะบอกตามที่ตรวจพบ”

ไม่มีคำชม

แต่เผยเหวินซูกลับผ่อนลมหายใจลงได้เล็กน้อย

⸻

เรือนพักเด็กหลิวซียังมีแสงไฟ

เกวียนสองคันจอดอยู่ด้านหลัง ผ้าคลุมถูกกางทับลังสูงจนมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน

ผู้อาวุโสฝ่ายวินัยยกมือให้ศิษย์แยกกันเข้าประจำจุด

ขณะนั้นประตูโรงครัวเปิดออก

หญิงร่างท้วมถือโคมเดินนำเด็กสามคนมา เด็กคนสุดท้ายตัวเล็กเกินกว่าจะก้าวตามทัน นางจึงกระชากแขนจนเกือบล้ม

“เงียบไว้ หากร้องจะไม่ได้กินข้าวพรุ่งนี้”

เด็กเม้มปากทันที

ก่อนหญิงผู้นั้นจะถึงเกวียน ปลายกระบี่ก็แตะลงบนมือที่จับแขนเด็ก

“ปล่อย”

โคมหลุดจากมือ แต่ยังไม่ทันตกพื้นก็ถูกศิษย์อีกคนรับไว้

หญิงร่างท้วมอ้าปากจะร้อง

ผู้อาวุโสกดจุดห้ามเสียง แล้วดึงตัวนางออกห่างจากเด็ก

ประตูใหญ่ถูกเปิดจากด้านในพร้อมกัน

การต่อสู้จบลงรวดเร็ว คนเฝ้าสามคนถูกจับก่อนชักอาวุธได้ครบ มีเพียงชายข้างเกวียนที่วิ่งหนีไปทางกำแพงตะวันออก

เขาย่อตัวลงข้างช่องส่งฟืน

“ออกมาเร็ว!”

ด้านในมีเสียงเด็กร้อง

แต่คนที่ปรากฏตรงช่องกลับเป็นศิษย์ชิงเสวียน เขาดึงเด็กถอยไว้ด้านหลัง ก่อนยื่นปลายกระบี่ผ่านช่องไปหยุดตรงหน้าชายผู้นั้น

ทางที่เผยเหวินซูเคยสั่งให้ขยาย ถูกเฝ้าไว้แล้ว

⸻

พวกเขาพบเด็กสามสิบเก้าคนในเรือน

อีกสามคนอยู่ในเกวียน

จำนวนครบสี่สิบสอง

ผู้อาวุโสยังไม่สั่งถอนกำลัง

“เปิดห้องทุกห้อง ตรวจใต้พื้นกับหลังตู้ด้วย”

ผู้ดูแลเรือนซึ่งถูกมัดมือนั่งอยู่ใต้ชายคารีบพูด

“ครบแล้วนี่ขอรับ ท่านเห็นจำนวนแล้ว เหตุใดยังจะค้นอีก”

ผู้อาวุโสไม่ตอบ

ศิษย์ตรวจต่อจนพบห้องเก็บเสื้อผ้าเก่าอยู่หลังเรือนซักล้าง ไม่มีเด็กซ่อนอยู่ในนั้น แต่มีห่อผ้าสิบกว่าห่อ แต่ละห่อผูกป้ายชื่อซึ่งไม่ปรากฏในบัญชีเดือนนี้

ข้างผนังมีรอยขีดวัดส่วนสูง

บางชื่อถูกถ่านทาทับ

ผู้อาวุโสหันกลับไปหาผู้ดูแล

“คนเหล่านี้อยู่ที่ใด”

อีกฝ่ายหน้าซีดลงทันที

“มีบ้านรับไปเลี้ยงแล้ว”

“บันทึกการส่งมอบ”

“ข้า… ต้องหา”

คราวนี้ผู้สอบสวนไม่ได้ปล่อยให้เขาค้นตามลำพัง

ในลิ้นชักที่ล็อกไว้ มีบัญชีอีกเล่มซ่อนอยู่ใต้ถุงเงิน

เด็กทั้งสี่สิบสองคนยังปลอดภัย แต่พวกเขาไม่ใช่เด็กทั้งหมดที่เคยผ่านเรือนแห่งนี้

⸻

ขบวนแรกมาถึงชิงเสวียนตอนฟ้าเริ่มซีด

เยว่ซียืนอยู่หน้าเรือนพักชั่วคราวกับเสี่ยวถัง ยายหวังช่วยโรงครัวตักข้าวต้ม ส่วนหมอรอตรวจอยู่ด้านใน

เด็กลงจากเกวียนทีละคน

ไม่มีใครวิ่ง

ไม่มีใครถามว่าอาหารอยู่ที่ใด

พวกเขายืนชิดกันใต้ชายคา มองผู้ใหญ่ทุกคนอย่างระแวง แม้เสี่ยวถังจะบอกว่าเข้าไปนั่งได้แล้ว ก็ยังไม่มีใครขยับจนเด็กโตคนหนึ่งพยักหน้า

เยว่ซีวางบัญชีลง

นางย่อตัวข้างเด็กหญิงซึ่งถือรองเท้าข้างหนึ่งไว้แนบอก

“อีกข้างหายหรือ”

เด็กหญิงส่ายหน้า

“มันขาด”

“ให้ข้าดูได้หรือไม่”

อีกฝ่ายกอดรองเท้าแน่นขึ้น

เยว่ซีจึงไม่ยื่นมือไปเอา

“เช่นนั้นเก็บไว้ก่อน ข้างในมีรองเท้าผ้าให้เลือก หากไม่พอดีเราค่อยหาใหม่”

เด็กหญิงมองนางอย่างไม่เชื่อ

“ต้องทำงานเท่าใด”

เยว่ซีหยุดไปครู่หนึ่ง

“ไม่ต้องทำงานแลกรองเท้า”

“แล้วข้าวเล่า”

นางสูดลมหายใจเบา ๆ

“ข้าวก็ไม่ต้อง”

เด็กหญิงหันไปมองเด็กโตด้านหลัง เหมือนต้องการให้ช่วยตัดสินว่าควรเชื่อหรือไม่

เยว่ซีลุกขึ้นช้า ๆ แล้วถอยเปิดทาง

“พวกเจ้าเข้าไปด้วยกันได้ ไม่ต้องแยกกัน”

ครั้งนี้เด็กโตจึงจับมือเด็กหญิงเดินเข้าเรือน

⸻

การจดชื่อใช้เวลานานกว่าที่คิด

เมื่อเรียกตามบัญชี เด็กบางคนไม่ตอบ บางคนตอบพร้อมกันสองคน และคนหนึ่งถึงกับร้องไห้เพราะคิดว่าตนจำชื่อผิด

เยว่ซีปิดบัญชีทันที

“ไม่เป็นไร เราเริ่มใหม่”

นางหยิบกระดาษเปล่ามาวาง

“เจ้าอยากให้เรียกว่าอะไร”

เด็กชายตรงหน้ามองพู่กัน

“เรียกอะไรก็ได้”

“มีชื่อที่ชอบหรือไม่”

เขาส่ายหน้า

เยว่ซีจึงเว้นช่องชื่อไว้ก่อน แล้วจดเพียงตำแหน่งที่นั่งกับลักษณะเสื้อ เพื่อไม่ให้ข้อมูลสับสน

“ถ้านึกได้ค่อยบอกข้า ไม่ต้องรีบ”

เด็กชายมองช่องว่างบนกระดาษอยู่นาน

ก่อนจะเอ่ยเบามาก

“แม่เรียกข้าว่าอาซาน”

เยว่ซีหยุดปลายพู่กันรอ

“อาซานใช่หรือไม่”

เขาพยักหน้า

นางเขียนชื่อนั้นลงไป แล้วเลื่อนกระดาษให้ดู

เด็กอ่านไม่ออก แต่ยื่นนิ้วมาแตะหมึกที่ยังไม่แห้ง

เยว่ซีรีบจับขอบกระดาษแทนการดึงมือเขา

“รอสักครู่ เดี๋ยวชื่อเจ้าจะเปื้อน”

เด็กชายชักมือกลับอย่างตกใจ

นางจึงยิ้มให้แล้วเป่าเบา ๆ

“ทีนี้แตะได้แล้ว”

⸻

หลิงยวนมาถึงหลังอาจารย์ฉินตรวจอาการรอบเช้า

เขาไม่ได้พกกระบี่

แขนซ้ายพันผ้าสะอาดไว้ใต้เสื้อคลุม ในมือขวามีสำเนารายงานที่เจ้าสำนักให้คนส่งมาอ่านระหว่างพัก

เยว่ซีเห็นเขาก็ลุกขึ้น

“หมอให้เดินได้แล้วหรือเจ้าคะ”

“ให้เดินได้ ไม่ให้ฝึก”

เสี่ยวถังซึ่งกำลังจัดชามอยู่ใกล้ ๆ เงยหน้าทันที

“คำตอบครบถ้วนดีจริง ๆ”

เยว่ซีหันไปมองเพื่อน

เสี่ยวถังก้มหน้าจัดชามต่ออย่างสงบเกินเหตุ

หลิงยวนมองบัญชีบนโต๊ะ

“พบครบหรือไม่”

“ครบตามบัญชีเดือนนี้เจ้าค่ะ แต่มีคนถูกส่งออกก่อนหน้านั้น ผู้สอบสวนกำลังตามอยู่”

เขาพยักหน้าแล้ววางรายงานไว้

เยว่ซีเห็นว่าเขาเลือกยืนห่างจากกลุ่มเด็ก ไม่เดินเข้าไปจนทุกคนต้องเงยหน้ามองอาวุธหรือเครื่องหมายบนเสื้อ

เด็กหญิงที่ถือรองเท้าขาดนั่งอยู่ริมเสื่อใกล้ที่สุด

นางมองมือซ้ายของเขา

“ท่านถูกตีหรือ”

เยว่ซีชะงัก

หลิงยวนก้มมองเด็กหญิง

“ข้าบาดเจ็บตอนทำงาน”

“เพราะทำผิดหรือ”

เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนย่อตัวลงโดยระวังแขน

“คนทำถูกก็บาดเจ็บได้”

เด็กหญิงเหมือนยังไม่เข้าใจ

นางค้นชายแขนเสื้อ หยิบหมั่นโถวที่เก็บไว้ครึ่งลูกออกมาแล้วยื่นให้

“กินแล้วจะมีแรง”

หลิงยวนมองหมั่นโถวในมือนั้น

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงรับมาเพียงชิ้นเล็กที่เด็กบิออกให้

“ขอบใจ”

เยว่ซีจำเรื่องเศษขนมในสมุดของเขาได้

นางไม่พูดถึงมัน เพียงเลื่อนถ้วยน้ำไปวางใกล้มือขวา แล้วนั่งลงข้าง ๆ

⸻

สายวันนั้น เด็กโตที่สุดขอพูดกับผู้ดูแลตามลำพัง

เขาอายุสิบสี่ เรียกตนเองว่าจ้าวอัน เป็นคนคอยบอกให้เด็กเล็กทำตามคำสั่งตลอดทาง

เยว่ซีพาเขาไปหาผู้อาวุโสฝ่ายวินัย โดยมีหมออยู่ในห้องด้วย

จ้าวอันยืนกำชายเสื้อ

“ท่านจะส่งพวกข้าให้คนที่มาขอรับเลยหรือไม่”

“เราจะตรวจว่าเป็นญาติจริงก่อน” ผู้อาวุโสตอบ

“ที่เก่าก็พูดเช่นนี้”

ไม่มีใครรีบสวนกลับ

เด็กชายสูดลมหายใจ

“มีคนมาบอกว่าเป็นลุงของอาเจี๋ย แต่อาเจี๋ยไม่รู้จัก เขาไม่ยอมไป ผู้ดูแลบอกว่าอยู่มานานจนจำญาติไม่ได้ แล้วก็พาไปอยู่ดี”

เยว่ซีเลื่อนกระดาษเปล่ามาตรงหน้าเขา

“เจ้าจำชายคนนั้นได้หรือไม่”

“มีแผลตรงคาง ขี่เกวียนสีดำ”

“อาเจี๋ยอายุเท่าใด”

“เก้าขวบ”

ผู้สอบสวนเริ่มจด แต่จ้าวอันยังไม่ยอมนั่ง

“ข้าบอกแล้ว ท่านจะพาพวกน้อง ๆ ไปหรือไม่”

เยว่ซีมองผู้อาวุโส

อีกฝ่ายวางพู่กันลง

“จะไม่มีใครพาเด็กออกไปเพียงเพราะถือกระดาษมาแผ่นหนึ่ง เราจะถามเด็กด้วย หากไม่รู้จักผู้มารับ การส่งตัวต้องหยุดไว้ก่อน”

“ข้าขอนั่งอยู่ด้วยได้หรือไม่”

“หากเด็กคนนั้นต้องการให้เจ้าอยู่ ได้”

จ้าวอันค่อย ๆ คลายมือ

เขานั่งลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าห้อง

⸻

จากบัญชีลับและคำบอกเล่าของเด็ก ผู้สอบสวนพบว่ามีเด็กอีกสิบห้าคนถูกส่งออกไปในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา

บางรายระบุชื่อเรือนรับปลายทาง บางรายมีเพียงตราประทับกับจำนวนเงิน

เจ้าสำนักส่งสำเนาให้พันธมิตรตรวจพร้อมกัน ห้ามประกาศรายชื่อเด็กต่อหน้าคนทั่วไป และห้ามส่งกลับบ้านจนตรวจสอบได้ชัด

เยว่ซีช่วยแยกเสื้อผ้าเก่าซึ่งยึดกลับมา

ในห่อหนึ่งมีผ้าผูกผม ในอีกห่อมีม้าไม้ขาหัก

ของเล็กน้อยเหล่านี้อาจช่วยให้เด็กจำตนเองหรือจำคนที่เคยอยู่ด้วยกันได้

นางจึงไม่ยอมให้ผู้ใดทิ้งเพียงเพราะมันสกปรก

ขณะคลี่เสื้อตัวหนึ่งออก เยว่ซีพบรอยปักด้านในปก

ชื่อเดิมถูกตัดผ้าทับ แต่เมื่อเลาะด้ายออกก็ยังเห็นตัวอักษรอยู่

เจียงอวี้

นางเรียกผู้สอบสวนมาดูทันที

บางคนไม่ได้สูญเสียชื่อ

มีคนลงมือซ่อนมันไว้

⸻

ลั่วชิงเหยานำผ้าห่มจากคลังมาถึงตอนบ่าย

เยว่ซีรับรายการส่งมอบแล้วตรวจจำนวนตามปกติ

ระหว่างนั้นเด็กหญิงคนหนึ่งเดินมาดึงชายกระโปรงสีม่วงอ่อน

“ผืนนี้ให้พี่ชายข้าได้หรือไม่”

ลั่วชิงเหยาก้มลง

ผ้าห่มในมือเด็กสะอาด แต่ริมขอบขาดเล็กน้อย

“เหตุใดไม่เอาผืนใหม่”

“ผืนใหม่เขาจะหนาวน้อยกว่าข้าหรือ”

นางเงียบไป ก่อนหยิบผ้าห่มอีกผืนวางลงในอ้อมแขนเด็ก

“เอาไปคนละผืน”

เด็กหญิงรีบกอดไว้แล้ววิ่งกลับ

ลั่วชิงเหยามองตาม ก่อนหันมาถามเยว่ซี

“คนเหล่านี้… เป็นเด็กที่เผยเหวินซูบอกที่อยู่หรือ”

“เจ้าค่ะ”

“เขาช่วยไว้ได้”

เยว่ซีวางพู่กัน

“คำให้การของเขาช่วยให้คนไปถึงทัน”

นางเว้นครู่หนึ่ง

“แต่เด็กบางคนจำได้ว่าเขาเคยมาคัดคนออกจากเรือน”

ลั่วชิงเหยามองนางทันที

เยว่ซีไม่ได้หลบสายตา

“ทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นจริงเจ้าค่ะ”

อีกฝ่ายก้มมองใบส่งมอบในมือตน

ครู่ต่อมาจึงพับมันเก็บ แล้วช่วยยกผ้าห่มที่เหลือเข้าเรือนโดยไม่พูดอะไรอีก

⸻

เย็นนั้น เผยเหวินซูได้รับข่าวจำนวนเด็กที่ช่วยกลับมาได้

สี่สิบสองคน

เขานั่งฟังจนผู้สอบสวนกล่าวจบ ก่อนยกมือขึ้นปิดตา

“ยังมีอีกสิบห้าคนที่ถูกส่งออกไปก่อนหน้า” ผู้สอบสวนกล่าว “เราต้องการให้เจ้าระบุตราปลายทาง”

มือของเผยเหวินซูค่อย ๆ ลดลง

กระดาษถูกวางตรงหน้า

เขาจำตราสองดวงได้ทันที

หนึ่งในนั้นเป็นเรือนที่ตนเคยรับเงินตอบแทนหลังส่งเด็กไปถึง

ผู้สอบสวนรอ

เผยเหวินซูหยิบพู่กัน แล้วเขียนชื่อสถานที่ลงใต้ตราแต่ละดวง

ครั้งนี้เขาไม่ได้ถามว่าจะได้ลดโทษเท่าใด

⸻

หลังเด็กกินข้าวเย็น เยว่ซีจึงได้นั่งพักจริง ๆ

หลิงยวนรออยู่ใต้ชายคา เขากลับไปพักตามคำสั่งหมอแล้วเพิ่งออกมาเดินระยะสั้นในยามเย็น

นางวางบัญชีลงบนโต๊ะข้างเขา

“วันนี้ข้าจดชื่อคนมากกว่าที่เคยจดทั้งเดือน”

เขาเลื่อนถ้วยน้ำมาให้

“ชื่อครบหรือยัง”

“มีสามคนยังไม่อยากบอก ข้าเว้นไว้ก่อน”

หลิงยวนพยักหน้า

เยว่ซีมองลานที่เด็กกำลังช่วยกันเก็บชาม บางคนยังซ่อนอาหารไว้ในแขนเสื้อ แม้ยายหวังจะบอกหลายครั้งว่าพรุ่งนี้มีอีก

“ตอนท่านพาข้าไปหายาย ข้ากลัวเช่นนี้หรือไม่”

“เจ้าถามว่าข้าเป็นใคร”

“แล้วท่านบอกว่าเป็นคนผ่านมา”

เขาหันมามอง

นางแตะสมุดที่พกติดตัว

“ท่านเขียนไว้เอง”

“ข้าจำได้”

เยว่ซีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“คนผ่านมาผู้นั้นอยู่นานทีเดียว”

หลิงยวนมองมือนางบนขอบโต๊ะ

“เจ้าจะให้ไปหรือ”

ความร้อนขึ้นถึงใบหน้าเร็วจนนางต้องก้มมองถ้วย

“ข้ายังไม่ได้พูดเช่นนั้น”

“เช่นนั้นข้าก็ยังอยู่”

เขาตอบเรียบ ๆ แล้วหยิบถ้วยของตนขึ้นจิบ

เยว่ซีเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเขา ไม่แน่ใจว่าเขารู้หรือไม่ว่าประโยคธรรมดานั้นทำให้นางยิ้มอยู่คนเดียว

จากมุมปากที่ขยับเล็กน้อย

ดูเหมือนจะรู้

⸻

ก่อนระฆังยามค่ำ ผู้สอบสวนมาขอพบเยว่ซี

เขาไม่ได้พาคำตอบจากเซี่ยจิ้งเหิงมา

ในมือมีแผ่นไม้เล็กซึ่งพบใต้ก้นหีบบัญชีที่เรือนพักเด็กหลิวซี

ด้านหน้าเป็นชื่อเด็กที่เคยถูกติดตาม ด้านหลังระบุหมู่บ้าน อายุโดยประมาณ และเครื่องหมายยืนยันจากผู้แจ้งข่าว

มีชื่อของนางอยู่ด้วย

หลินเยว่ซี — หมู่บ้านชิงลั่ว

รอยหมึกหลายชั้นแสดงว่ามีการเพิ่มเติมข้อมูลต่างเวลากัน

เยว่ซีอ่านบรรทัดบนสุด

เมื่อเก้าปีก่อน มีคนพบเด็กหญิงอายุราวเก้าขวบอาศัยอยู่กับหญิงชราแซ่หวัง แต่ยังไม่มีสิ่งยืนยันว่าเป็นเด็กจากหลินอัน

บรรทัดถัดมาระบุว่าไม่เคยตรวจพบปราณ

แล้วนางก็เห็นบรรทัดสุดท้าย

นำตำราบัญชีหัวเมืองเก่าให้พบ หากถามเรื่องหลินอัน ให้บอกว่าบันทึกอยู่ชิงเสวียน

วันที่กำกับอยู่ก่อนนางเขียนจดหมายขอเข้าถึงหอจดหมายเหตุไม่นาน

เยว่ซีจำพ่อค้าเร่คนนั้นได้

จำได้ว่าเขาวางหนังสือกองหนึ่งไว้ข้างตะกร้าเข็มด้าย และพูดเหมือนนึกขึ้นได้ว่าหัวเมืองเก่าบางแห่งมีชื่ออยู่ในนั้น

นางเคยคิดว่าตนโชคดีที่พบหนังสือเล่มนั้น

หลิงยวนเลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้ อ่านข้อความโดยไม่แตะแผ่นไม้ในมือนาง

เยว่ซีเงยหน้าช้า ๆ

“เขารู้ว่าข้าอยู่ที่ใดมานานแล้ว”

ผู้สอบสวนพยักหน้า

“ยังต้องตามตัวผู้เขียนและพ่อค้า แต่คำสั่งนี้อยู่ในหีบลับของผู้ดูแลเรือน”

นางมองประโยคสุดท้ายอีกครั้ง

ผู้เขียนไม่ได้สั่งให้จับเด็กหญิงจากหมู่บ้าน

เขาสั่งให้นางพบทางไปชิงเสวียนด้วยตนเอง

เยว่ซีวางแผ่นไม้ลงอย่างระมัดระวัง

“ถ้าเขาต้องการเพียงตัวข้า เหตุใดจึงต้องรอให้ข้าขึ้นเขามาหาคนที่ผนึกข้าด้วยเจ้าคะ”

หลิงยวนมองชื่อของตนในหมายเหตุเล็ก ๆ ตรงขอบล่าง

ข้างชื่อนั้นมีคำสั่งเพียงบรรทัดเดียว

ยืนยันให้ได้ว่าผู้ผนึกยังมีชีวิต

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 81 — คนที่ถูกนับวัน

    “เขาชื่อหูเซิ่ง”เผยเหวินซูวางพู่กันลงข้างภาพมือที่นิ้วก้อยขาดไปข้อหนึ่ง“เคยรับคนจากเรือนพักของเซี่ยจิ้งเหิงไปส่งยังโรงยาหลายแห่ง ข้าเป็นผู้จ่ายค่าเดินทางให้เขา”โม่หลิงยวนเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลง“คนที่ถูกส่งไปเป็นใคร”“คนป่วย คนที่มีปราณแต่ควบคุมไม่ได้ บางคนถูกบอกว่าจะได้รับการรักษาโดยไม่เสียเงิน”“เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเขาถูกนำไปทำอะไร”เผยเหวินซูมองกระดาษตรงหน้า“ตอนแรกข้าเห็นเพียงรายการยา ต่อมาจึงพบว่ามีการจดจำนวนวันที่ทนยาได้”“แล้ว?”“ข้ายังจ่ายเงินให้เขาต่อ”ผู้จดคำให้การก้มลงเขียนในห้องไม่มีผู้ใดช่วยพูดให้ประโยคนั้นเบาลงหลิงยวนเปิดบันทึกที่ยึดมาได้จากโรงยาแห่งเก่าของเซี่ยจิ้งเหิง วางหน้าที่มีตัวเลขเรียงกันตรงหน้าเขา“โรงยาที่เถียนลู่บอกยังเปิดอยู่ คนของเราไปถึงแล้ว แต่ห้องด้านหน้ามีเพียงคนงานกับยาทั่วไป ผู้ป่วยถูกย้ายออกไปก่อนหน้านั้น”เผยเหวินซูรีบเลื่อนสายตาตามแผนที่“โรงยาอยู่ริมทางขึ้นเขาหรือ”“ใช่”“มีเรือนอบสมุนไพรด้านหลังหรือไม่”หลิงยวนหันไปหาศิษย์ที่นำรายงานมา“มีขอรับ คนงานบอกว่าเลิกใช้แล้ว ประตูถูกปิดตาย”เผยเหวินซูชี้ทางเล็กซึ่งผ่านหลังโรงยา“หูเซิ่งไม่ชอบขนคนผ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 80 — จังหวะที่สายลมต้องหยุด

    กระบี่ไม้หลุดจากมือหลินเยว่ซีเป็นครั้งที่สามมันตกลงบนพื้นลานฝึก ห่างจากปลายรองเท้าโม่หลิงยวนไม่ถึงคืบนางมองมือว่างของตน ก่อนเงยหน้ามองเขา“ข้าบอกให้ท่านลองปัด มิได้บอกให้เอาไปทั้งเล่ม”“ข้าใช้แรงน้อยกว่าคู่ต่อสู้ของเจ้าแล้ว”หลิงยวนก้มเก็บกระบี่ส่งคืนเยว่ซีรับมาอย่างจำใจนางไม่ได้ตั้งใจฝึกหนักก่อนวันประลอง เพียงอยากรู้ว่าแผนในสมุดจะทำได้จริงหรือไม่ แต่พอลองใช้กับคนตรงหน้า กระบี่กลับหลุดมือทุกครั้งก่อนถึงจังหวะที่นางต้องการหลิงยวนชี้ตำแหน่งที่นางยืน“เจ้ามัวแต่รอให้เขาเข้ามาตรงนี้”“ถ้าเขาไม่เข้ามา ข้าก็เปลี่ยนตำแหน่งได้”“เมื่อครู่เจ้าเปลี่ยนหรือไม่”เยว่ซีเงียบนางรอจริง ๆรอจนเขามีเวลาปัดกระบี่หลุดจากมือหลิงยวนวางกระบี่ของตนลง“แผนช่วยให้เจ้ารู้ว่าจะทำอะไร แต่คนตรงหน้าจะไม่เดินตามเส้นที่เจ้าวาดทุกครั้ง”เยว่ซีมองรอยรองเท้าบนพื้น ก่อนใช้ปลายกระบี่ไม้ลบจุดที่ขีดไว้“อีกครั้งเจ้าค่ะ”“ครั้งสุดท้าย”นางพยักหน้าคราวนี้เมื่อหลิงยวนขยับเข้ามา เยว่ซีไม่รอให้เขาถึงตำแหน่งเดิม นางก้าวเฉียงออก ใช้กระบี่ขวางทางมือของเขาก่อน แล้วจึงหมุนตัวไปอีกด้านหลิงยวนยกข้อมือรับกระบี่ไม้ของนางยังถูกก

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 79 — ทางที่ต้องเลือกเอง

    แสงขาวซึ่งดับไปครึ่งวงกลับสว่างขึ้นจากอีกด้านเสี่ยวถังกดแผ่นอาคมลงในตำแหน่งใหม่ ก่อนเลื่อนแผ่นข้างตะเกียงเข้ามาปิดทางเดิมปราณที่ถูกส่งย้อนกลับกระแทกแนวป้องกันดังปะทุเปลวไฟเอนจนแทบแนบปากตะเกียงแต่ยังไม่ดับหญิงสาวฝั่งตรงข้ามเงยหน้ามองนางเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มประลอง ก่อนขยับแผ่นไม้สองชิ้นแยกออกจากกันแสงของเสี่ยวถังถูกบังคับให้เลี้ยวอีกครั้งคราวนี้นางไม่รีบตามไปแก้เสี่ยวถังมองนิ้วของคู่ต่อสู้ทุกครั้งที่นางส่งปราณเข้าเส้นกลาง อีกฝ่ายจะหมุนแผ่นทางขวาก่อน แล้วจึงเลื่อนแผ่นทางซ้ายมารับหากโจมตีทางเดิมอีก ผลก็คงไม่ต่างกันนางถอนปราณจากเส้นกลางจนเหลือเพียงแสงบาง ๆแล้วส่งพลังส่วนใหญ่ไปตามขอบวงเสียงฮือดังขึ้นเมื่อเส้นแสงแยกออกเป็นสองทางหญิงสาวอีกฝั่งเลื่อนแผ่นมาขวางทางด้านข้างทันทีเสี่ยวถังรอจังหวะนั้นอยู่แล้วนางกดฝ่ามือลงบนฐานเส้นกลางสว่างวาบ!ปราณพุ่งผ่านช่องที่เพิ่งเปิด ตรงเข้าหาตะเกียงฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็วเยว่ซีเผลอก้าวเข้าใกล้แนวกั้นแสงไปถึงแล้ว!ทว่าหญิงสาวฝั่งตรงข้ามยกแผ่นไม้ชิ้นหนึ่งขึ้น พลิกด้านแล้ววางขวางหน้าตะเกียงปราณของเสี่ยวถังแตกออกเป็นประกายเล็กเปลวไฟของอ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 78 — กระบี่ที่ช้ากว่าหัวใจ

    “เจ็บหรือไม่”อาจารย์ฉินกดนิ้วลงเหนือข้อมือจ้าวเฉิง ก่อนให้เขาหมุนแขนออกด้านข้าง“ไม่ขอรับ”“ออกแรงต้านมือข้า”จ้าวเฉิงทำตามคราวนี้อาจารย์ฉินตรวจอยู่นานกว่าเดิม ทั้งให้กำมือ เหยียดนิ้ว และยกกระบี่ค้างในระดับไหล่ เมื่อไม่พบอาการที่ต้องห้ามลงประลอง จึงคืนป้ายให้“ลงได้ หากมีอาการเจ็บแปลบหรือชา ให้หยุด”จ้าวเฉิงรับป้ายมา“วันนี้ท่านพูดเพียงเท่านี้หรือ”อาจารย์ฉินเก็บสมุด“เจ้าอยากฟังเพิ่ม?”“ไม่ขอรับ เท่านี้จำได้ครบพอดี”เขารีบคำนับแล้วเดินออกจากเรือนตรวจหลินเยว่ซีกับเสี่ยวถังรออยู่ใต้ชายคา คนหนึ่งถือห่ออาหาร อีกคนถือกระบี่ของเขา ทันทีที่เห็นป้ายผ่านตรวจ เสี่ยวถังก็ยิ้มออกมา“ทันคู่ที่สามแน่นอน”จ้าวเฉิงยื่นมือรับกระบี่เยว่ซีส่งห่ออาหารให้แทน“กินก่อน”“ข้าต้องใช้มือข้างนี้ถือกระบี่”“เช่นนั้นข้าจะเก็บอาหารกลับ”เขาคว้าห่อไว้ทันที“เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ อย่าเพิ่งตัดสินใจเร็ว”เสี่ยวถังหัวเราะแล้วคืนกระบี่ให้เขาอีกข้างเมื่อทั้งสามเดินมาถึงทางแยก โม่หลิงยวนยืนรออยู่แล้วสายตาของเขาเลื่อนผ่านป้ายในมือจ้าวเฉิง ก่อนหยุดตรงกระบี่“ลองชักออกแล้วเก็บกลับ”จ้าวเฉิงวางห่ออาหารไว้บนขอบกำแพง ทำ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 77 — คนที่อยู่ข้างลาน

    เสียงกระบี่สั้นถูกชักออกจากฝักทำให้ผู้ชมแถวหน้าเงียบลงชายร่างสูงบนลานถือกระบี่ยาวด้วยมือขวา ส่วนมือซ้ายกลับคมกระบี่สั้นให้แนบไปตามท่อนแขน เขาลองขยับเท้าสองครั้ง ก่อนมองโม่หลิงยวนซึ่งเพิ่งหยุดยืนตรงตำแหน่งของตน“ได้ยินชื่อศิษย์พี่โม่มานาน วันนี้ขอรับคำชี้แนะ”หลิงยวนประสานมือ“เชิญ”หลินเยว่ซีขยับนั่งตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวตอนอยู่บนลานเอง นางยังมีสิ่งที่ต้องคิด มีคมกระบี่ให้มอง มีทางให้เลือก แต่พอนั่งอยู่ตรงนี้กลับทำได้เพียงมองคนที่ตนเป็นห่วงยืนอยู่กลางวงอาคมจ้าวเฉิงนั่งลงข้างเสี่ยวถังแล้วเอ่ยเบา ๆ“เจ้ากำลังจะบีบป้ายผ่านรอบหัก”เยว่ซีก้มมองมือนางคลายนิ้วทันที“ข้าไม่ได้กลัวเขาแพ้”“ข้ายังไม่ได้ถามเลย”เสี่ยวถังหันไปตีแขนข้างที่ไม่เคยบาดเจ็บของจ้าวเฉิงเบา ๆ“ดูการประลองเถิด”บนลาน ผู้ตัดสินยกมือขึ้นแสงอาคมรอบขอบสนามสว่างเป็นเส้นบาง“เริ่มได้!”คู่ต่อสู้ของหลิงยวนพุ่งเข้าหาทันทีกระบี่ยาวฟันเฉียงจากไหล่ลงเอว ขณะที่กระบี่สั้นซึ่งซ่อนอยู่ข้างแขนกลับแทงออกจากมุมต่ำแทบพร้อมกันเสียงโลหะกระทบกันดังเพียงครั้งเดียวหลิงยวนเบี่ยงกระบี่ยาวออก แล้วถอยเท้าข้างหนึ่งให้ปลายกระบี่สั้นผ่านหน้าอกไปห่า

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 76 — อย่าหยุดเพียงเพราะเกือบชนะ

    เสียงน้ำฉีกผ่านอากาศดังอยู่ข้างหูหลินเยว่ซีเห็นหานรั่วหลันถอย เห็นช่องว่างใต้แขน และรู้ว่าหากแทงต่อ ปลายกระบี่จะถึงตัวอีกฝ่ายก่อนน้ำด้านหลังจะกระแทกนางเต็มแรงแต่ถึงก่อน…ไม่ได้แปลว่านางจะรับแรงกระแทกหลังจากนั้นไหวเยว่ซีเปลี่ยนมุมกระบี่คมที่พุ่งตรงพลิกเข้าขัดอาวุธของหานรั่วหลัน นางก้าวเฉียงผ่านไหล่อีกฝ่ายแทนที่จะตามแทงสายน้ำกระแทกเฉียดสะบักความเจ็บแล่นวาบ ร่างนางเซไปครึ่งก้าว แต่แรงส่วนใหญ่พุ่งผ่านช่องว่างที่นางเพิ่งหลบออกมาน้ำตรงเข้าหาเจ้าของปราณเองหานรั่วหลันยกมือซ้ายหยุดมันเพียงชั่วจังหวะนั้น เยว่ซีก็กดกระบี่อีกฝ่ายลงแล้วหมุนเข้าด้านข้างได้สำเร็จเสียงฮือดังขึ้นทว่าหานรั่วหลันกลับใช้ศอกขวาดันแขนเยว่ซีออก พลิกด้ามกระบี่แล้วถอนตัวพ้นระยะทั้งสองแยกจากกันไม่มีเสียงประกาศผลเยว่ซีหอบหนัก ปลายกระบี่สั่นเล็กน้อย สะบักข้างหนึ่งปวดตุบจนรู้สึกได้ทุกครั้งที่หายใจหานรั่วหลันยกกระบี่ขึ้นใหม่“ข้านึกว่าเจ้าจะแลก”เยว่ซีไม่ละสายตาจากมือซ้ายอีกฝ่าย“ข้ายังอยากแข่งรอบหน้า”หานรั่วหลันยิ้มบาง ๆ“ข้าก็เช่นกัน”น้ำบนพื้นเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง⸻คราวนี้หานรั่วหลันไม่ส่งน้ำพุ่งสูงนางแยกมันเ

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status