Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 8 — พยานที่ยังมีลมหายใจ

Share

บทที่ 8 — พยานที่ยังมีลมหายใจ

last update publish date: 2026-10-17 18:18:36

รอยล้อรถสิ้นสุดลงกลางลำธาร

ศิษย์หอวินัยสองคนแยกกันตรวจริมฝั่ง ส่วนโม่หลิงยวนย่อตัวลงมองหินใต้น้ำ

ตะไคร่บนก้อนหนึ่งถูกครูดออกเป็นทาง

เขาเงยหน้ามองต้นหลิวฝั่งตรงข้าม กิ่งต่ำสุดมีเศษผ้าสีเทาติดอยู่ แต่พื้นด้านล่างกลับไม่มีรอยเท้า

“พวกมันขึ้นฝั่งตรงนั้นหรือขอรับ” ศิษย์คนหนึ่งถาม

หลิงยวนส่ายหน้า

“ผ้าถูกผูกไว้”

เขาชี้ปลายกิ่ง เศษผ้าไม่ได้เกี่ยวค้าง แต่พันรอบกิ่งเป็นปมเล็ก

คนตามรอยทั่วไปย่อมขึ้นฝั่งไปตรวจและเสียเวลาอยู่ที่นั่น

หลิงยวนลุกขึ้น เดินทวนน้ำไปอีกหลายก้าว ก่อนพบรอยขอบล้อบนทรายใต้ตลิ่ง

รถไม่ได้ข้ามลำธาร

มันแล่นไปตามน้ำเพื่อกลบรอย แล้วขึ้นฝั่งเดิมไกลออกไป

“ส่งข่าวกลับสำนักว่าเปลี่ยนทางไปทางตะวันตก” เขากล่าว “อีกสองคนตามข้ามา”

คราวนี้เขาไม่รอให้เห็นรอยล้อครบทุกช่วง

บนทางแคบซึ่งมีรถเพียงคันเดียวผ่าน พุ่มไม้ที่ถูกกดกับรอยดินใหม่บอกทิศทางได้มากพอแล้ว

⸻

ในรถม้าที่โยกคลอน ซูหว่านชิงกำมือซึ่งพันผ้าไว้บนตัก

ปลายนิ้วของนางไม่มีความรู้สึกมาหลายชั่วยาม แต่ทุกครั้งที่ล้อกระแทกหลุม ความปวดกลับแล่นขึ้นมาถึงข้อศอก

เฉินฝูนั่งตรงข้าม เขาเก็บห่อเอกสารไว้ใต้เสื้อคลุม ไม่ยอมให้นางละสายตาไปทางหน้าต่าง

“หากเจ้ายอมอยู่เงียบ ๆ คงไม่ต้องลำบากเช่นนี้”

หว่านชิงมองเขา

“ข้าอยู่เงียบมาสิบสามปีแล้ว”

“แล้วเหตุใดจึงพูดชื่อกับคนดูแลม้า”

“เพราะข้าไม่อยากหายไปโดยไม่มีใครรู้”

เฉินฝูขยับเข้ามาบีบข้อมือนาง

ความเจ็บทำให้หญิงสาวตัวงอ แต่ไม่ร้องออกมา

“ท่านเซี่ยให้เจ้ามีชีวิตอยู่ เจ้าควรสำนึกบุญคุณ”

หว่านชิงหัวเราะเบาจนแทบไม่เป็นเสียง

“เขาต้องการมือข้าไว้ปรุงยา”

นางยกผ้าพันแขนที่มีเลือดซึมขึ้นเล็กน้อย

“พอข้าไม่ยอม มือก็กลายเป็นสิ่งที่เขาหักทิ้งได้”

เฉินฝูผลักนางกลับไปพิงผนังรถ

ด้านนอก คนขับกระตุกบังเหียนจนรถหยุดกะทันหัน

“มีต้นไม้ขวาง!”

เฉินฝูสบถแล้วเปิดม่าน

ต้นสนใหญ่ล้มพาดถนน ลำต้นยังมีใบเขียว กิ่งหักสด ไม่มีรอยผุที่โคน

เขายังไม่ทันสั่งให้ถอย เสียงฝีเท้าม้าด้านหลังก็ดังขึ้น

ศิษย์ชิงเสวียนสองคนปิดทางกลับแล้ว

⸻

คมกระบี่แรกพุ่งออกจากใต้รถ

หลิงยวนเบี่ยงตัวหลบ ปลายคมเฉียดชายเสื้อไป คนที่ซ่อนอยู่กลิ้งออกจากใต้ท้องรถแล้วแทงซ้ำทันที

เขาใช้ฝักกระบี่ปัดข้อมืออีกฝ่าย กดปลายฝักลงกลางอก ส่งร่างนั้นกระแทกพื้นโดยไม่ทันออกเสียง

คนขับยกหน้าไม้ขึ้น

กระบี่ของหลิงยวนออกจากฝัก

สายหน้าไม้ขาดก่อนนิ้วจะกดไก คมเงินหมุนกลับแล้วหยุดอยู่ข้างลำคอคนขับ

ศิษย์หอวินัยเข้าควบคุมตัวทั้งสองตามคำสั่งที่ตกลงกันไว้ระหว่างทาง ตรวจมือ ปาก และเสื้อชั้นในก่อนมัดแขน

หลิงยวนเดินไปยังประตูรถ

ข้างในเงียบผิดปกติ

“ถอยไป”

เสียงเฉินฝูดังจากหลังม่าน

“นางมีชีวิตอยู่หรือไม่ อยู่ที่เจ้าจะเลือก”

หลิงยวนหยุดห่างจากรถสองก้าว

ม่านค่อย ๆ ถูกเปิดออก

เฉินฝูจับหว่านชิงนั่งขวางประตู มีดกดอยู่ใต้ชายโครงนาง อีกมือกำกระดาษสีเหลืองซึ่งเขียนอาคมไว้เต็มแผ่น

“ข้ารู้ว่าเจ้าตัดกระบี่ได้เร็ว” เขากล่าว “แต่เจ้าจะช่วยคนทันก่อนยันต์เผาร่างทำงานหรือไม่”

หลิงยวนมองมือทั้งสองข้างของเขา

จากนั้นจึงมองหว่านชิง

หญิงสาวหน้าซีด ริมฝีปากแห้งแตก แต่ดวงตายังมีสติ นางเหลือบลงไปใต้ที่นั่งเพียงครั้งเดียว

ใต้ชายกระโปรง มีของเหลวไหลตามร่องพื้นรถออกมา

กลิ่นสุราผสมยาฉุนแตะจมูก

“เจ้าต้องการอะไร” หลิงยวนถาม

“ม้าสองตัว พวกเจ้าถอยไป ข้าจะปล่อยนางเมื่อพ้นหุบเขา”

“เจ้าเอานางขึ้นม้าไม่ได้”

เฉินฝูกดมีดแน่นขึ้น

“ข้าบอกให้—”

หว่านชิงกระแทกส้นเท้าใส่ขวดยาที่แตกอยู่ใต้ที่นั่ง

เศษแก้วกระเด็น เสียงทำให้เฉินฝูก้มมองโดยสัญชาตญาณ

นางสะบัดแขนที่พันผ้าใส่มือข้างถือยันต์

ผ้าชุ่มสุราตบกระดาษจนเปียก

อักขระบางส่วนละลายทันที

หลิงยวนขยับในจังหวะนั้น

ปราณสีเงินตรึงข้อมือที่ถือมีดกับกรอบรถ ส่วนมือซ้ายของเขาคว้าหลังเสื้อหว่านชิงดึงออกมา

เฉินฝูพยายามจุดยันต์

ไฟลุกเพียงครึ่งแผ่น ก่อนถูกปลายกระบี่ตัดออกจากมือ

เขาร้องลั่นแล้วพุ่งหนีไปอีกด้านของรถ

ประตูยังไม่ทันเปิด ฝักกระบี่ก็กระแทกหลังเข่า ร่างใหญ่ทรุดลง ศิษย์หอวินัยเข้ากดตัวไว้ทันที

หลิงยวนประคองหว่านชิงนั่งข้างก้อนหิน

นางหอบจนพูดไม่ออก แขนซ้ายมีเลือดไหลผ่านผ้าพันแผล

เขาตรวจชีพจรแล้วส่งขวดยาให้ศิษย์ที่ตามมา

“ห้ามเลือดก่อน อย่าเพิ่งขยับแขน”

หว่านชิงจับชายเสื้อเขาด้วยนิ้วที่เหลือแรงเพียงเล็กน้อย

“ในอกเสื้อ…”

หลิงยวนหันไปทางเฉินฝู

“เอกสารของหลินจิ้งเหยียน” นางกล่าว “เอามันออกมา”

⸻

ที่สำนัก เยว่ซีทำกระบี่ไม้หล่นเป็นครั้งที่สี่

อาจารย์ฉินก้มเก็บแล้ววางไว้ข้างเสา

“วันนี้พอเท่านี้”

“ข้ายังไหวเจ้าค่ะ”

“ข้ารู้ แต่ใจเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่”

นางมองทางลงเขาอีกครั้ง ก่อนยอมรับโดยไม่เถียง

อาจารย์ฉินเลื่อนถาดสมุนไพรมาแทน

“เช่นนั้นช่วยงานที่ใช้มือ สมุนไพรแห้งแยกไว้ทางซ้าย ส่วนที่มีรอยดำอย่าปะปน”

เยว่ซีนั่งลงคัดอย่างเงียบ ๆ

ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงถาม

“ผู้ที่ถูกหักแขนมานาน ยังรักษาได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ขึ้นอยู่กับกระดูก เส้นเอ็น และเส้นปราณ อย่าเพิ่งตัดสินจากคำบอกเล่า”

เยว่ซีพยักหน้าแล้วหยิบก้านยาชิ้นใหม่

นางนึกถึงข้อความในรายงาน หญิงที่ถูกพาขึ้นรถยังพยายามบอกชื่อแก่คนแปลกหน้า ทั้งที่รู้ว่าจะถูกห้าม

พยานคนนั้นคงไม่ได้รออย่างยอมจำนนเช่นกัน

เยว่ซีจึงเลิกมองประตู แล้วตั้งใจคัดยาให้ถูกต้อง

⸻

คณะของหลิงยวนกลับถึงสำนักก่อนค่ำ

ไม่มีเสียงระฆังรับขบวน พวกเขาเข้าประตูข้างตรงไปยังเรือนโอสถ เฉินฝูกับผู้ติดตามถูกนำแยกไปหอวินัยทันที

เยว่ซียืนรออยู่ข้างอาจารย์ฉิน

เมื่อเห็นหญิงบนเปล นางรีบขยับหลีกทาง ไม่ถามเรื่องเอกสารหรือบิดาแม้แต่คำเดียว

หว่านชิงลืมตามองนางขณะถูกพาผ่าน

สายตานั้นหยุดอยู่บนใบหน้าเยว่ซี

“เจ้า…”

อาจารย์ฉินเข้าประคองศีรษะนาง

“คุยทีหลัง ต้องจัดแขนก่อน”

หลิงยวนส่งห่อเอกสารให้เจ้าสำนักซึ่งรออยู่ในห้องด้านข้าง แล้วจึงหันกลับมาหาเยว่ซี

“พากลับมาแล้ว”

นางพยักหน้า คำขอบคุณติดอยู่ในลำคอชั่วขณะ

“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”

“ไม่เป็นไร”

เยว่ซีมองผ้าพันมือเขา

หลิงยวนยกให้ดู

ผ้าไม่เปื้อนเลือดเพิ่ม

นางจึงผ่อนลมหายใจ

“ข้าไม่ได้ถามแต่เรื่องมือ”

เขามองนางครู่หนึ่ง ก่อนตอบให้ชัดขึ้น

“ข้าไม่ได้บาดเจ็บเพิ่ม”

คราวนี้นางยอมหลีกให้เขาเข้าไปพัก

⸻

การรักษาใช้เวลานานกว่าหนึ่งชั่วยาม

อาจารย์ฉินพบว่ากระดูกแขนทั้งสองข้างเพิ่งหักไม่นาน ส่วนเส้นปราณมีบาดแผลเก่าสะสมจากการถูกบังคับใช้พลัง

หว่านชิงไม่ยอมหลับแม้ดื่มยาระงับปวดแล้ว

“เอกสาร…” นางพูดซ้ำ

เจ้าสำนักจึงนำห่อกระดาษมาให้เห็นกับตา

“อยู่ครบ ไม่มีผู้ใดเผามัน”

นางมองตราประทับบนซองอยู่นาน ก่อนค่อย ๆ คลายไหล่

เยว่ซีเปลี่ยนน้ำในอ่างแล้ววางผ้าสะอาดไว้ข้างเตียง

หว่านชิงมองนางอีกครั้ง

“เจ้าชื่ออะไร”

“หลินเยว่ซีเจ้าค่ะ”

ริมฝีปากหญิงสาวสั่นเล็กน้อย

นางหลับตา หยดน้ำไหลจากหางตาลงข้างขมับ

“ข้านึกว่าไม่เหลือใครแล้ว”

เยว่ซีหยุดมือ

“ท่านรู้จักพ่อแม่ข้าหรือเจ้าคะ”

“ข้าเคยช่วยงานในโรงยาแม่เจ้า ตอนนั้นข้าอายุสิบเจ็ด”

นางลืมตาขึ้น

“เจ้าเคยเอาดอกไม้ใส่หม้อยา บอกว่าคนป่วยจะได้ชอบ”

เยว่ซีก้มมองผ้าในมือ

เป็นเรื่องของตนอีกเรื่องที่จำไม่ได้

แต่นางไม่รีบถามต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มหอบ

“พักก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าอยู่ที่นี่”

หว่านชิงมองนางแล้วพยักหน้า

ครั้งนี้นางยอมหลับ

⸻

หลังประตูห้องคนไข้ปิดลง เจ้าสำนักจึงเปิดซองเอกสารต่อหน้าเยว่ซี หลิงยวน และอาจารย์ฉิน

กระดาษด้านในมีสองแผ่น

แผ่นแรกเป็นบันทึกของหลินจิ้งเหยียน

แผ่นที่สองเป็นคำให้การของซูหว่านชิงซึ่งแนบมาภายหลัง ระบุว่านางรับกระดาษแผ่นแรกก่อนเมืองถูกทำลาย และนำมาส่งถึงสำนักเมื่อสิบสามวันหลังเกิดเหตุ

วันที่ในบัญชีจึงไม่ได้หมายความว่าบิดามีชีวิตอยู่ต่อมาอีกสิบสามวัน

เยว่ซีอ่านชื่อผู้ส่งมอบจนจบ แล้วเลื่อนสายตากลับไปยังลายมือของบิดา

คราวนี้มีรอยกดพู่กัน มีคำที่เขียนแก้ และปลายอักษรชื่อซึ่งลากต่อกันเหมือนในตำราที่นางพกมา

เนื้อหาไม่ได้กล่าวถึงศิษย์ชิงเสวียนผู้ถือกระบี่

แต่กล่าวถึงผู้ป่วยจากสถานสงเคราะห์

ผู้ป่วยสามคนมีรอยเส้นปราณถูกดึงออกไปในทิศทางเดียวกัน บาดแผลมิได้เกิดจากการฝึกผิดวิธีดังคำส่งตัว

ข้าพบร่องอาคมใต้รอยฝังเข็ม เป็นส่วนหนึ่งของวิชาถ่ายปราณ หากทำซ้ำ ผู้รับอาจฟื้นตัวได้ชั่วคราว แต่ผู้ให้จะสูญเสียรากปราณอย่างถาวร

เยว่ซีเงยหน้าช้า ๆ

“มีคนเอาพลังจากผู้ป่วยหรือเจ้าคะ”

อาจารย์ฉินอ่านข้อความอีกครั้ง

“ตามที่บิดาเจ้าตรวจพบ ใช่”

ด้านล่างมีรายชื่อผู้ป่วย วันรับตัว และตำแหน่งแผลแนบอย่างละเอียด

หนึ่งในสามมีเครื่องหมายกากบาทเล็ก ๆ กำกับไว้

เสียชีวิตก่อนส่งกลับ

เยว่ซีอ่านบรรทัดนั้นซ้ำ

นางเคยเห็นผู้คนก้มศีรษะขอบคุณเซี่ยจิ้งเหิง เคยได้ยินว่าเขาแจกยาโดยไม่รับเงิน

บิดาของนางกลับกำลังตรวจบาดแผลซึ่งการรักษาเหล่านั้นทิ้งไว้

“แผ่นนี้กล่าวถึงโรงยาสาขาตะวันตกของสถานสงเคราะห์” เจ้าสำนักกล่าว “ยังต้องตรวจว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ และเซี่ยจิ้งเหิงเกี่ยวข้องถึงขั้นใด”

หลิงยวนชี้รอยหมึกท้ายหน้า

มีภาพอาคมเล็ก ๆ วาดไว้ห้าเส้น แต่ละเส้นมุ่งเข้าหาวงกลาง

ใต้ภาพเป็นข้อความที่เยว่ซีอ่านแล้วต้องหยุด

เขาถามข้าว่ามีร่างใดรับปราณต่างสายพร้อมกันได้โดยไม่แตกดับ

ข้าตอบว่าไม่มี

หลังจากนั้น เขาจึงเริ่มถามถึงบุตรสาวข้า

⸻

หว่านชิงตื่นกลางดึกเพราะฝันร้าย

เยว่ซีซึ่งช่วยเฝ้าอยู่หน้าห้องได้ยินเสียง จึงเรียกศิษย์เรือนโอสถก่อนเข้าไปพร้อมกัน

หญิงสาวบนเตียงพยายามขยับแขน เมื่อทำไม่ได้ก็หอบแรงขึ้น

“อย่ามัด…”

“ไม่มีเชือกเจ้าค่ะ เป็นไม้ประคองแขน”

เยว่ซีนั่งลงในระยะที่อีกฝ่ายมองเห็น ยกตะเกียงให้แสงพอจะเห็นผ้าที่พันไว้

“ท่านอยู่ชิงเสวียนแล้ว”

หว่านชิงมองรอบห้องทีละแห่ง ก่อนลมหายใจจะค่อย ๆ ช้าลง

ศิษย์เรือนโอสถตรวจอาการแล้วออกไปตามอาจารย์ฉิน เยว่ซีจึงช่วยประคองถ้วยน้ำให้

“ขอโทษ” หว่านชิงกล่าว

นางส่ายหน้า

“ข้าก็ฝันร้ายบ่อยเจ้าค่ะ”

หญิงสาวมองแผลที่คอของนาง

“พวกมันตามมาถึงที่นี่แล้วหรือ”

“มีคนช่วยข้าไว้”

“คนที่ไปพาข้ากลับมา?”

เยว่ซีพยักหน้า

หว่านชิงหลุบตาลงเล็กน้อย

“ข้าเคยเห็นเขาที่โรงยา ตอนยังเป็นเด็กหนุ่ม”

“เขาบอกว่าท่านพ่อเคยรักษาให้”

“ใช่ บิดาเจ้ารับคนเจ็บเสมอ ต่อให้ไม่มีเงินก็รับ”

นางมองมือที่ขยับไม่ได้ของตน

“ข้าจึงคิดว่าหากเอาบันทึกมาส่งที่นี่ จะมีคนช่วยผู้ป่วยพวกนั้นได้”

“หลังจากส่งแล้วเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”

หว่านชิงเงียบอยู่นาน

“ข้าลงเขาไปตามน้องชาย เขาอยู่ในโรงรักษาของสถานสงเคราะห์”

เสียงนางเบาลง

“พวกนั้นรู้แล้วว่าข้าไปที่ใดมา”

เยว่ซีไม่ได้ถามว่าน้องชายเป็นอย่างไร

มือที่สั่นอยู่บนผ้าห่มกับสีหน้าของคนเล่าบอกว่านางยังไม่พร้อมตอบ

ประตูเปิด อาจารย์ฉินเข้ามาพร้อมหลิงยวน

หว่านชิงกลับเป็นฝ่ายขอให้ทั้งสองอยู่ฟัง

“ข้ายังพูดได้”

อาจารย์ฉินตรวจชีพจรก่อนพยักหน้า

“ไม่นานนัก”

⸻

เซี่ยจิ้งเหิงเก็บหว่านชิงไว้ปรุงยาเพราะนางมีปราณไม้ เหมาะกับการประคองฤทธิ์สมุนไพร

ช่วงแรกนางยังได้เห็นน้องชายเป็นระยะ ต่อมามีเพียงคำบอกว่าเขาถูกส่งไปรักษาที่อื่น หากอยากพบอีกต้องทำงานตามคำสั่ง

นางถูกย้ายโรงยาหลายครั้ง ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ติดต่อภายนอก

จนเมื่อไม่กี่วันก่อน เฉินฝูนำบันทึกของหลินจิ้งเหยียนมาให้ดู

“เขาถามว่าข้าซ่อนสำเนาไว้ที่ใดอีก” หว่านชิงกล่าว “ข้าบอกว่าไม่มี เขาไม่เชื่อ”

เยว่ซีมองไม้ประคองแขน

นางไม่ได้ถามว่าเฉินฝูทำอย่างไรเพื่อให้ตอบ

“เหตุใดจึงย้ายตัวท่านตอนนี้” หลิงยวนถาม

“ข้าไม่รู้ทั้งหมด ได้ยินเพียงว่ามีคนเริ่มตรวจเรื่องผู้รอดชีวิต และจะให้ข้าปรุงยาให้เด็กคนหนึ่ง”

สายตาทุกคนเปลี่ยนไป

หว่านชิงมองเยว่ซี

“ตอนนั้นข้ายังไม่รู้ว่าเป็นเจ้า”

“ยาอะไร” อาจารย์ฉินถาม

“ยาประคองร่างก่อนเปิดเส้นปราณหลายสาย”

ความเงียบแผ่ไปทั่วห้อง

หลิงยวนเป็นคนถามต่อ

“จะพาเจ้าไปปรุงที่ใด”

หว่านชิงกลืนน้ำลาย ก่อนตอบ

“ตำหนักหินในหุบเขา ข้าเคยถูกพาไปครั้งหนึ่ง”

นางหลับตาราวกับพยายามนึกภาพที่ไม่อยากจดจำ

“ข้างในมีประตู ไม่มีลูกกุญแจ มีแต่ร่องห้าร่อง พวกเขาพาคนมาวางมือลงไปทีละคน”

เยว่ซีรู้สึกเย็นวาบตามแขน

“แล้วเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”

“บางคนถูกผลักออกมา บางคนดึงมือกลับไม่ได้”

อาจารย์ฉินวางมือบนขอบเตียง

“พอแล้ว คืนนี้พักก่อน”

แต่หว่านชิงส่ายหน้า

“อีกเรื่องเดียว”

นางมองหลิงยวน

“เฉินฝูมีป้ายเปิดทางเข้าหุบเขา รูปนกสองหัว ข้าซ่อนไว้”

“ที่ใด”

“ใต้ไม้รองพื้นรถ แผ่นที่อยู่ตรงเท้าข้า ข้าแกะมันออกจากห่อของเขาตอนเปลี่ยนผ้าพันแขน”

หลิงยวนหันไปสั่งศิษย์หน้าประตูทันที

รถม้าถูกนำกลับมาพร้อมของกลางแล้ว

คราวนี้พวกเขามีทางไปถึงสถานที่จริง

⸻

เมื่อออกจากห้อง เยว่ซียืนอยู่ริมหน้าต่าง ไม่ยอมกลับเรือนทันที

ด้านนอกลานเงียบ มีเพียงแสงโคมตามแนวกำแพง

หลิงยวนหยุดข้างนาง

“นึกอะไรอยู่”

“ข้าคิดมาตลอดว่าเขาตามหาเพราะอยากรักษาตัว”

นางมองฝ่ามือตนเอง

“แต่เขาเตรียมสถานที่ เตรียมยา และรอคนที่จะเปิดประตูให้”

หลิงยวนไม่ได้ปฏิเสธ

เยว่ซีเงยหน้าขึ้น

“ข้าอยากรู้ว่าปราณในตัวข้าทำอะไรได้ ก่อนที่เขาจะรู้วิธีใช้มันมากกว่าข้า”

“ต้องค่อย ๆ ฝึก”

“ข้าจะฝึกเจ้าค่ะ”

ครั้งนี้น้ำเสียงนางไม่มีความรีบร้อนแบบคนเพิ่งพบว่าตนมีพลัง

หลิงยวนพยักหน้า

“พรุ่งนี้พักให้พอก่อน แล้วเริ่มใหม่”

เยว่ซีมองมือที่พันผ้าของเขา

“ท่านก็ด้วย”

เขารับคำเบา ๆ

ก่อนทั้งสองจะแยกกัน ศิษย์หอวินัยก็รีบเดินมาจากลานของกลาง

ในมือมีป้ายโลหะเปื้อนฝุ่น รูปนกสองหัวปรากฏชัดใต้แสงโคม

แต่สิ่งที่ทำให้หลิงยวนหยุดมองไม่ใช่ด้านหน้า

ศิษย์ผู้นั้นพลิกป้าย

ด้านหลังสลักชื่อสถานที่ไว้ใต้คราบสนิม

หอผนึกชั้นล่าง — หลินอัน

เยว่ซีก้าวเข้ามาใกล้

“หุบเขาที่ท่านหว่านชิงพูดถึง…”

หลิงยวนมองป้ายอยู่อึดใจ ก่อนเงยหน้าขึ้น

เมืองหลินอันถูกทำลายจนไม่มีผู้ใดกลับไปตั้งบ้านเรือน สำนักต่าง ๆ ตรวจค้นซากเมืองหลังเหตุการณ์แล้วถอนคนออกในปีถัดมา

แต่ใต้ซากเมืองนั้น ยังมีประตูที่คนของเซี่ยจิ้งเหิงเฝ้าอยู่

และตลอดสิบสามปีที่ผ่านมา—

พวกมันไม่เคยทิ้งหลินอันไปเลย

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 54 — ชื่อที่เกือบเรียกออกมา

    ระหว่างทางเดินผ่านลานฝึก“อายุสิบปี ข้าฝึกกระบี่จนหักไปเจ็ดเล่มแล้ว”เสียงจากลานด้านล่างทำให้หลินเยว่ซีหยุดเท้าศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งกำลังยกกระบี่ไม้ขึ้นอวดเพื่อน อีกสองคนยืนฟังด้วยสีหน้ากึ่งเชื่อกึ่งเบื่อ ขณะที่คนพูดยังเล่าต่อว่าตนเคยประลองชนะใครบ้างเยว่ซีเผลอหันไปทางซ้ายคำพูดเกือบหลุดจากปากเจ้าว่าคราวนี้เป็นเพราะกระบี่ราคาถูกอีกหรือไม่แต่ข้างกายนางมีเพียงราวระเบียงไม่มีหญิงสาวที่ยืนกลั้นหัวเราะแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ด้วยกันลมเช้าพัดชายแขนเสื้อผ่านหลังมือ เยว่ซีค่อย ๆ หันกลับมา มองศิษย์กลุ่มนั้นเดินลงจากลานจนลับสายตาวันแรกที่มาถึงชิงเสวียน นางเองก็เคยยืนฟังใครบางคนโอ้อวดเช่นนี้แล้วเสี่ยวถังก็กระซิบเรื่องกระบี่ราคาถูกทั้งสองหัวเราะจนคนด้านหน้าหันมอง ก่อนพร้อมใจกันแหงนหน้าดูฟ้าราวกับไม่เคยได้ยินอะไรตอนนั้นทุกอย่างยังง่ายนักนางยังไม่ต้องคิดว่าคำใดจริง มือที่ยื่นมาจะพาไปที่ใด และคนที่เรียกว่าเพื่อนกำลังปิดบังอะไรไว้บ้าง“เยว่ซี”นางหันตามเสียงโม่หลิงยวนยืนอยู่ตรงหัวบันได ในมือถือสมุดปกเทาสองเล่ม เขามองเลยไปยังทางเดินว่างข้างนาง ก่อนกลับมาสบตา“เจ้ารอใครอยู่หรือ”เยว่ซีส่ายหน้า แล

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 52 — พลังที่ตอบรับ

    เถาวัลย์พุ่งผ่านข้างแก้มหลินเยว่ซี ก่อนรัดข้อมือหุ่นไม้ที่ฟาดลงมาไว้ได้พอดีเสียงไม้กระแทกกันดังลั่นนางย่อตัวลอดใต้แขนหุ่น หมุนกระบี่ฟันผ้าแดงตรงเอว แล้วรีบถอยก่อนหุ่นอีกตัวจะเข้าถึงช้าไปก้าวเดียวกระบองไม้กวาดต่ำเข้าหาขาเยว่ซีกระโดดหลบ ปลายเท้าเฉี่ยวกระบองจนเสียหลัก เถาวัลย์ซึ่งรัดหุ่นตัวแรกพลันตึง กระชากแขนนางกลับไปด้วยแทนที่จะฝืนดึง นางปล่อยปราณออกจากเถาวัลย์ทันทีมือว่างกดลงบนพื้นยอดเถาอีกเส้นเลื้อยจากกระถางข้างเสา พันรอบหลักไม้ที่ฝังไว้ เยว่ซีคว้ามันแล้วเหวี่ยงตัวพ้นแนวกระบอง ก่อนลงเท้าบนพื้นห่างออกไปสองก้าวเสียงกลไกหยุดลง“สองผืน”โม่หลิงยวนยืนอยู่ข้างคันควบคุม มองผ้าแดงในมือนาง“แต่มีหุ่นสามตัว”เยว่ซีหอบจนไหล่ขยับ“ตัวที่สามไม่มีผ้า”“เจ้ามองเห็นเมื่อใด”“ตอนมันไล่ตีข้าเป็นรอบที่สอง”เขาปล่อยคันควบคุม“ถ้าเช่นนั้นวันนี้เจ้าไม่เสียแรงสู้กับสิ่งที่ไม่จำเป็นแล้ว”เยว่ซีก้มมองเถาวัลย์ซึ่งคลายตัวลงข้างเท้าสิบวันก่อน นางยังทำได้เพียงเร่งต้นถั่วจนเกือบถอนมันทั้งรากตอนนี้นางควบคุมเถาวัลย์ที่มีรากอยู่แล้วได้ไกลสามวา รั้งของหนักกว่าตัวเองได้ชั่วครู่ และปล่อยพันธะก่อนแรงสะท้อนจะย

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 51 — กระบี่ที่นางเลือกถือ

    “หากผนึกปราณข้าไปตลอดชีวิต พวกท่านก็จะสูญเสียผู้ที่อ่านแผนผังของเซี่ยจิ้งเหิงได้”เผยเหวินซูเอ่ยขึ้นก่อนผู้คุมจะพาเขาออกจากหอคำวินิจฉัยเพิ่งถูกอ่านจบริบทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดและนำทรัพย์ส่วนตัวชดใช้ กักขังตลอดชีวิตภายใต้ผนึกปราณ ห้ามติดต่อผู้เสียหายและผู้ร่วมคดีโดยพลการ ความร่วมมือในการตามหาผู้ถูกกักขังถูกนำมาพิจารณาแล้ว แต่ไม่อาจลบความผิดที่เขาวางแผนและลงมือซ้ำหลายครั้งเผยเหวินซูไม่ได้มองผู้ตัดสินเขามองโม่หลิงยวน“เจ้ากำลังหาทางถอนตัวจากผนึกของนาง มิใช่หรือ”เสียงขยับเก้าอี้เงียบลงเยว่ซีรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่หันมา แต่หลิงยวนยังนั่งอยู่ที่เดิม“เรื่องรักษาของนางไม่อยู่ในข้อวินิจฉัยวันนี้”“แต่ข้าช่วยได้”“เจ้าส่งสิ่งที่รู้ให้ผู้คุมได้ พวกเขาจะนำไปตรวจ”“แล้วข้าจะได้อะไร”หลิงยวนลุกขึ้นเขาไม่ได้เดินเข้าหาเผยเหวินซู เพียงรับเสื้อคลุมจากพนักเก้าอี้แล้วหันไปทางประตู“คำวินิจฉัยอ่านจบแล้ว”ครั้งนี้ความเงียบไม่ได้เกิดจากความลังเลเผยเหวินซูเพิ่งพบว่าไม่มีใครกำลังรอฟังราคาที่เขาจะเรียกอีก“เยว่ซี!”นางหยุดอยู่ข้างยายหวัง“เจ้าไม่อยากให้เขาหายหรือ”เยว่ซีหันกลับไป“หากท่านมีวิธีรัก

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 50 — ชื่อที่ต้องรับผิด

    หลินเยว่ซีอ่านคำให้การของลั่วชิงเหยาจบในเช้าวันถัดมานางไม่ได้เริ่มจากหน้าที่กล่าวถึงตนเอง แต่เริ่มจากรายชื่อคนที่ถูกส่งผ่านด่านด้วยป้ายสกุลลั่วหญิงสองคนซึ่งเพิ่งได้รับการช่วยเหลือออกมาจากเหมืองอยู่ในนั้นข้างชื่อมีข้อความที่ผู้สอบสวนเขียนกำกับไว้ว่า คนหนึ่งเดินเองไม่ได้ อีกคนยังสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงล้อเกวียนเยว่ซีวางนิ้วลงตรงบรรทัดนั้น ก่อนพลิกหน้าต่อเรื่องบัญชีหลินอัน สมุดที่ถูกแทรกไว้ในกองหนังสือ และการนำเอกสารของบิดาออกจากหีบ ลั่วชิงเหยารับว่าเป็นผู้ลงมือ นางไม่ได้อ้างว่าเผยเหวินซูจับมือนางทำทว่ายังมีประโยคหนึ่งที่เยว่ซีขีดเส้นใต้ข้าคิดว่าเขาเพียงต้องการพาคนเหล่านั้นไปไว้ในที่ซึ่งไม่มีใครตามพบนางมองประโยคนี้อยู่นานแล้วจึงเขียนคำถามลงบนกระดาษอีกแผ่นเหตุใดคนเหล่านั้นจึงต้องถูกซ่อน⸻โม่หลิงยวนนั่งอยู่ใต้ชายคาเมื่อเยว่ซีเดินไปถึงข้างมือเขามีถ้วยยาเปล่า หนังสือเปิดอยู่บนตัก แต่ยังไม่ได้พลิกหน้านางมองถ้วยยาก่อนอย่างเคย“วันนี้ไม่ต้องให้ข้าเตือนแล้วหรือเจ้าคะ”“อาจารย์ฉินมาเตือนก่อนเจ้า”“ท่านคงพูดมากกว่าข้า”“มาก”เยว่ซีหลุดยิ้ม ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกันนางเล่าเรื่องคำ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 49 — ผู้ที่เลือกกลับมา

    ฝาบ่อหินกระแทกพื้นจนแตกออกเป็นสองซีกสิ่งที่ยกมันขึ้นมาไม่มีมือเงาสีเทาทะลักพ้นปากบ่อ พันรอบลำต้นไหวแห้ง แล้วค่อย ๆ ยกส่วนบนขึ้นเหมือนคนที่พยายามจำว่าตนควรยืนอย่างไรใบหน้าหลายใบปรากฏสลับกันอยู่ในเงานั้นชายชรา เด็กหญิง หญิงสาวที่กำลังร้องไห้ล้วนเป็นคนซึ่งมันเคยยืมเสียงโม่หลิงยวนหยุดห่างจากปากบ่อเจ็ดก้าว ขณะที่ม่านอาคมด้านหลังปิดลง เชื่อมแนวหินทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันผู้อาวุโสยังยืนอยู่ด้านนอก มองเห็นเขาชัดเจน“ทางออกด้านตะวันตกพร้อมแล้ว”หลิงยวนพยักหน้าเขาไม่ได้สั่งให้ปิดทางเพื่อขังตนเองไว้กับมัน แต่เพื่อบังคับไม่ให้มันหนีตามผู้บาดเจ็บช่องเปิดเล็กด้านตะวันตกอยู่หลังหินใหญ่ เขาเลือกตำแหน่งไว้ก่อนก้าวเข้ามาแล้วเงาสีเทาโน้มลงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางลำตัว“เจ้าช่วยทุกคนไม่ได้”หลิงยวนเลื่อนปลายกระบี่ต่ำลง“คืนนี้ช่วยออกมาแล้วเจ็ดคน”เงาพุ่งเข้าใส่ทันที⸻คมกระบี่ตัดผ่านลำตัวของมันไม่มีเลือด ไม่มีเสียงกระดูกแตก เงาที่แยกออกกลับไหลอ้อมคมเข้าหาข้อมือเขาหลิงยวนถอนปราณจากใบกระบี่แล้วถอยหนึ่งก้าวส่วนที่พุ่งตามมาหยุดชะงัก ก่อนหดกลับไปรวมกับลำต้นมันตามปราณเขากวาดตามองรากไม้ซึ่งพ้นดินข

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 48 — คนที่ยังอยู่ใต้เสียงระฆัง

    ปลายพู่กันในมือเหลียงเฉิงสั่นจนหมึกหยดลงบนกระดาษใต้ต้นไม้ที่เขาวาดมีช่องดำอยู่ช่องหนึ่ง รากใหญ่พาดข้ามปากทาง คล้ายกรงเล็บที่กดพื้นดินเอาไว้โม่หลิงยวนเลื่อนตะเกียงเข้ามาใกล้“ทางเข้าอยู่ใต้รากหรือ”เหลียงเฉิงพยักหน้า ก่อนรีบเขียนเพิ่มอย่าเรียกชื่อคนข้างในมือของเขาหยุดกระตุกทันทีที่เขียนจบเสิ่นซูเหอประคองข้อมือไว้ ไม่ให้ปลายพู่กันแทงถูกใบหน้า ขณะเดียวกันเส้นสีเทาใต้ลำคอก็ขึงตึงขึ้นอีกครั้งเสียงระฆังเบาหวิวลอดออกมาจากริมฝีปากที่ปิดแน่นหลิงยวนวางสองนิ้วลงบนขอบเตียง ปราณสีเงินอมฟ้าแผ่เป็นม่านบางระหว่างผู้ป่วยกับคนในห้อง เสียงนั้นจึงเบาลงจนแทบไม่ได้ยินเหลียงเฉิงหอบ น้ำตาไหลผ่านหางตา“ไม่ต้องฝืนเขียนแล้ว” เสิ่นซูเหอกล่าวแต่ชายบนเตียงกลับจับแขนเสื้อนางไว้เขาชี้ภาพต้นไม้ ชูนิ้วเจ็ดนิ้ว แล้วชี้ตนเอง ก่อนชูสามนิ้วเยี่ยจื้อหยวนซึ่งยืนอยู่ปลายเตียงขยับเข้ามา“เข้าไปเจ็ดคน กลับออกมาสามคน?”เหลียงเฉิงพยักหน้าแรงยังมีอีกสี่คนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น⸻แผนที่สองหมู่บ้านถูกคลี่บนโต๊ะนอกเรือนทางเดินไปป่ามีสามสาย สองสายผ่านลำธาร อีกสายต้องอ้อมเนินหินซึ่งไม่มีผู้ใดใช้มาหลายปีเมื่อเทียบภาพวาดกับคำบอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status