เข้าสู่ระบบ"ถ้าคุณไม่ให้ผมเอามันเข้าไป คุณจะลงแดงได้นะ" ภูริช หนุ่มเพลย์บอยวัย 33 ปี เป็นเพราะเขาเปิดโรงแรมใหม่แม่เขาจึงได้ฝากเด็กที่เพิ่งเรียนจบหมาด ๆ ให้มาเป็นผู้ช่วย โดยที่เขาไม่เต็มใจอยากรับไว้สักนิด พลอยลลินณ์ สาวสวยวัย 23 ปี ที่บ้านเธอมีธุรกิจโรงแรมเล็ก ๆ เพื่อต้องการหาประสบการณ์ด้านการบริหารโรงแรมเธอจึงได้มาทำงานเป็นผู้ช่วยของผู้ชายตัวโตหน้ายักษ์ หากไม่ใช่เพราะแม่ของเขาขอร้องไว้ เธอคงลาออกจากการเป็นผู้ช่วยของชายคนนี้ไปนานแล้ว นิยายชุดพิศวาสรัก 1. พิศวาสรักลูกหนี้ (เสี่ยภาคินทร์ + ปาริฉัตร) 2. พิศวาสรักเด็กหมอ (หมอชวิณ + แก้มใส) 3. พิศวาสรักเด็กฝาก (ภูริช + พลอยลลินณ์) 4. พิศวาสรักเมียแต่ง (ธันวา + รินรดา)
ดูเพิ่มเติมตึก ตึก ตึก
เสียงก้าวเดินทิ้งน้ำหนักเท้าสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงบุคลิกของคนผู้นั้นว่าเป็นคนมั่นคง มั่นใจในตนเอง และในช่วงที่เสียงเดินนั้นจะผ่านหน้าห้องนั่งเล่น ก็มีเสียงของหญิงวัยกลางคนเรียกเสียก่อน ทำให้เสียงฝีเท้าชะงักหยุดกับที่ "อ้าว.. ตาภูมาพอดีเลย มานี่ก่อนลูก" คุณนายภาวรรณเปล่งเสียงเรียกลูกชาย ใบหน้าของผู้เป็นแม่ฉีกยิ้มดีใจ เมื่อได้เจอหน้าของลูกในตอนที่ท่านอยากเจอพอดี "...." ภูริชไม่ตอบไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในห้องแล้วนั่งลงที่โซฟาเดี่ยวใกล้กับมารดา ซึ่งโซฟาฝั่งตรงข้ามมีหญิงวัยกลางคนกับหญิงสาววัยละอ่อนหน้าหวานนัยน์ตากลมนั่งอยู่ ดูแล้วน่าจะอายุน้อยกว่าเขาหลายปี เธอคนนั้นแอบมองมายังเขาในตอนที่เขาเผลอและเมื่อเขาหันไปสบตา หญิงสาวก็สะบัดหน้าหนีแสร้งมองไปทางอื่นทำเหมือนไม่ได้สนใจในตัวเขาเลย 'หึ เด็กกะโปโลอย่างเธอมันไม่ใช่สเปกฉันหรอก' ภูริชคิดในใจพลางกวาดตามองสไตล์การแต่งตัวของเธอช่างไม่น่าดึงดูดสายตาของบุรุษเพศเลยสักนิด เสื้อเชื้ตสีขาวตัวโคร่งมัดเป็นปมข้างหน้ากับกางเกงยีนส์สีซีด ช่างไม่มีรสนิยมในการแต่งตัวเลยจริง ๆ "จำน้าพิณได้ไหม?" คุณนายภาวรรณหันไปถามลูกชาย เสียงนั้นดึงความสนใจที่กำลังสำรวจรูปร่างของผู้หญิงตรงหน้าให้กลับไปหาผู้เป็นแม่ "สวัสดีครับ" ภูริชไม่ตอบ แต่การที่เขายกมือพนมไหว้นั่นก็ช่วยบอกคำตอบของเขาแล้วว่าเขานั้นจำหญิงคนนี้ได้ เพราะเขามักเจอผู้หญิงคนนี้ในตอนที่ต้องไปรับคุณนายแม่ตอนออกไปซื้อเสื้อผ้ากระเป๋าที่ห้างสรรพสินค้าบ่อย ๆ "สวัสดีค่ะ พลอยสวัสดีพี่เขาสิลูก" น้าพิณหรือพิณเพลงเพื่อนของคุณนายภาวรรณยกมือรับไหว้ชายหนุ่ม จากนั้นก็หันไปสะกิดหญิงสาวข้าง ๆ ให้ทำความเคารพชายหนุ่มที่มีอายุแก่กว่าลูกสาวตัวเอง "สวัสดีค่ะ" พลอยลลินณ์เอ่ยพร้อมกับยกมือขึ้นพนมไหว้ชายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้ามเธออย่างนอบน้อม "...ครับ" ยอมรับว่าเสียงของหญิงสาวทำเขาลมหายใจสะดุด เสียงของเธอช่างอ่อนหวานไพเราะเสนาะหู เสียงที่แสนหวานของเธอช่างตรงข้ามกับเสื้อผ้าหน้าผมของเธอเสียจริง ๆ "เพิ่งเจอน้องครั้งแรกใช่ไหม?" คุณนายภาวรรณถามลูกชาย ท่านมั่นใจว่าทั้งคู่น่าจะไม่เคยเจอกันแน่ ๆ เพราะขนาดท่านที่เจอกับพิณเพลงบ่อย ๆ ยังเจอลูกสาวของเพื่อนแค่ไม่กี่ครั้ง เพราะหญิงสาวนั้นไปเรียนต่างถิ่นนานครั้งถึงจะกลับมาบ้าน "ครับ" ภูริชตวัดสายตามองผู้หญิงตรงหน้าอีกครั้ง ดูให้แน่ใจว่าเขาไม่เคยเจอเธอแล้วตอบผู้เป็นแม่ตามความจริง "น้องเพิ่งเรียนจบด้านบริหารการโรงแรมมา ที่บ้านของน้าพิณเขาเพิ่งจะเปิดโรงแรมเล็ก ๆ แต่ว่าน้องเขาอยากหาประสบการณ์ด้านการบริหารก่อน แม่เลยจะให้น้องไปทำงานที่โรงแรมของลูก ให้ไปเป็นผู้ช่วยลูก ช่วยสอนงานให้น้องด้วยนะ" คุณนายภาวรรณหันไปอธิบายกับลูก พูดถึงธุระที่ทำให้ท่านเรียกให้ชายหนุ่มเข้ามาหา "แม่ครับ! ผมยังไม่ได้บอกเลยนะครับว่าต้องการผู้ช่วย แม่มามัดมือชกแบบนี้ได้ยังไง" ภูริชพูดกับมารดาด้วยท่าทางขึงขัง ไม่ชอบใจเลยที่ผู้เป็นแม่มาบังคับเขาแบบนี้ ..........แต่แทนที่สองเด็กน้อยจะพาผู้เป็นแม่เดินเข้าไปในเต็นท์เพื่อเล่นทรายต่อ พวกเขากลับพาเลยไปยังฟองคลื่นที่ถูกลมพัดพาเข้ากระทบกับหาดทรายจนแตกกระเซ็นซึ่งอยู่ห่างจากเต็นท์พอประมาณ เนื่องด้วยช่วงเย็นเป็นช่วงที่น้ำทะเลลง แต่ถึงจะต้องเดินไกลแต่สองหนูน้อยก็ไม่ย่อท้อ กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปหาน้ำที่เป็นเส้นตรงยาวตามแนวชายหาดนั่น "อ้าว แล้วพ่อล่ะ?" ภูริชตะโกนเรียกเพราะถูกสามแม่ลูกเมิน ร่างใหญ่รีบลุกขึ้นก่อนจะปัดทรายที่กางเกงขาสั้นจนสะอาดพอประมาณแล้วสาวเท้ายาว ๆ ตามไป เท้าใหญ่เปลือยเปล่าไร้รองเท้าแตะที่สวมใส่มาจากบ้านเพราะคาดว่าตัวเองจะต้องพาเด็ก ๆ ลงไปเล่นน้ำทะเลยามเย็นอย่างแน่นอน เมื่อไปถึงจุดที่น้ำทะเลกลิ้งมาถึง สองหนูก็พากันปล่อยมือนุ่มของแม่แล้วลงกระทืบพื้นทรายนุ่มที่มีฟองคลื่นสีขาวเข้ามาหยอกล้อจนน้ำแตกกระจายสวนเท้าน้อยขึ้นมา "เมื่อวานก็เพิ่งเล่นไปนะอยากเล่นกันอีกแล้วเหรอ?" ภูริชแยกไปหาคิรันซึ่งอยู่ใกล้กับเขา ส่วนคิรานั้นมีเมียสาวเดินไปประกบอย่างรู้งาน ถ้าขึ้นปล่อยให้เด็กน้อยที่ยังทรงตัวไม่แข็งเล่นโดยไม่ดูแลมีหวังได้ถูกคลื่นซัดจนล้มลงไปแน่ ๆ ไม่มีเสียงตอบของใครคืนมาเพราะความสนใจของสองเด็กน
หนึ่งปีต่อมา พลอยลลินณ์และลูกฝาแฝดได้กลับมาอยู่ที่เกาะกับสามีได้หนึ่งปีแล้ว ตอนนี้ทั้งคิรันและคิรากำลังสนุกกับการเดินเตาะแตะทำให้เด็กทั้งสองเดินไปรอบ ๆ บ้านกันทั้งวัน คนที่จะเหนื่อยก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เป็นคุณแม่ของลูกแฝดและพี่เลี้ยงนั่นเอง "พี่นันเห็นสามพ่อลูกไหม เขาไปทางไหนกันบ้านเงียบเชียว" พลอยลลินณ์เดินลงมาจากชั้นสองได้เอ่ยถามพี่เลี้ยงพลางสาดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ บ้าน ก่อนที่เธอจะขึ้นไปเก็บกวาดห้องนอน ทั้งภูริชและลูกแฝดยังเล่นกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นอยู่เลย แต่พอลงมาอีกทีทั้งหมดได้หายตัวกันไปหมดแล้ว "เห็นบอกว่าจะไปก่อทรายเล่นกันค่ะ" พี่เลี้ยงนันหันมาตอบแล้วจึงหันไปเก็บกวาดบริเวณพรมปูพื้นที่สามพ่อลูกนั่งเล่นกันเมื่อครู่ แม้ว่าภูริชจะชวนลูก ๆ เก็บของเล่นลงกล่องไปแล้ว แต่ว่าบริเวณที่นั่งเล่นก็ยังมีฝุ่นและแผ่นพรมมีสภาพยับย่น นันจึงได้ปัดกวาดดูดฝุ่นและดึงให้ตึงเรียบดังเดิม "คิรันกับคิรากินข้าวกันแล้วใช่ไหมคะ?" พลอยลลินณ์ถามต่อพลางเหลือบไปเห็นชามข้าวลายการ์ตูนสองใบวางอยู่บนโต๊ะเตี้ยหน้าโซฟาตัวยาว คาดว่าผู้ใหญ่สองคนคงช่วยกันป้อนข้าวมื้อเย็นให้เด็กชายสองคนเรียบร้อยแล้ว "ก
"ลูกอิ่มแล้วตาเฮียกินบ้าง มานี่สิเมียจ๋า" เสียงทุ้มเอ่ยเชิญชวนพร้อมกับจับที่ต้นแขนนุ่มเพื่อให้ร่างเล็กของภรรยาข้ามตัวเด็กน้อยคิรามายังตน พร้อมกับความตั้งใจจะพาสุดที่รักไประเริงรักที่โซฟายาวที่มุมห้อง ขณะที่ในหัวคิดท่าทางทำรักหลากหลายท่าทำให้ลำเนื้อกลางหว่างขาพองขึ้นมาฉับพลันจนเห็นเป็นลำตุงนูนอยู่กลางหว่างขาภายใต้กางเกงสแล็กซ์สีดำ "แอ๊! แอ๊!" แต่แล้วฝันของภูริชก็ต้องสลายเมื่อลูกน้อยคิรินที่ยังไม่ได้ดื่มนมแผดเสียงขึ้นมาลั่น นั่นทำให้เด็กแฝดอีกที่เพิ่งหลับไปถึงกับสะดุ้งตื่น เพราะความตกใจที่ได้ยินเสียงดัง หนูน้อยคิราจึงตะเบ็งเสียงร้องแข่งกับหนูน้อยคิรินเกิดเป็นเสียงร้องไห้ระงมไปทั้งห้องนอนใหญ่ "ลูกตื่นกันหมดเลย เฮียอุ้มคิราไปปลอบหน่อยค่ะหนูจะให้นมคิริน" พลอยลลินณ์ดึงตัวกลับมายังที่เดิม มือเล็กค่อย ๆ ช้อนต้นคอเล็กและก้นน้อยแล้วยกขึ้นไปให้พ่อของเด็กน้อยซึ่งคนตัวโตก็รับไปแต่โดยดี "เฮ้อ หมดกันลูกชายเฮีย ตกใจเสียงร้องจนอ่อนไปแล้ว" ภูริชพูดเสียงอ่อนอย่างปลงตกแล้วโอบอุ้มหนูน้อยคิราขึ้นมาแนบอก ร่างกำยำขยับลงไปจากเตียงแล้วพาลูกน้อยออกเดินไปมาข้างเตียงใหญ่ มือหนาตบเข้าที่ก้นน้อยเพื่อปลอบประ
สี่เดือนต่อมา ตอนนี้พลอยลลินณ์คลอดลูกแฝดชาย คิรินและคิรามาได้สองเดือนแล้วและได้เลี้ยงดูอยู่ที่บ้านของภูริช เพราะคุณนายภาวรรณนั้นได้จ้างพี่เลี้ยงอายุประมาณสี่สิบปีซึ่งที่มีประสบการณ์การเลี้ยงเด็กพอสมควรมาช่วยเลี้ยงหลานตัวน้อย ด้วยจำนวนเงินในกระเป๋าของแม่ย่าคนนี้จึงสามารถหามาอย่างรวดเร็ว เดิมทีภูริชตั้งใจจะหอบลูกหอบเมียกลับไปตั้งแต่เดือนแรกที่คลอดเพราะทนคิดถึงทั้งสามคนไม่ไหวเมื่อเขานั้นต้องกลับไปทำงานที่เกาะ แต่โดนย่าของเด็ก ๆ ห้ามไว้ คุณนายภาวรรณรู้ดีว่าการเลี้ยงเด็กอ่อนนั้นเหนื่อยสักเพียงใดหนำซ้ำยังเป็นเด็กอ่อนตั้งสองคนแบบนี้ ลูกสะใภ้ต้องไม่มีเวลาพักผ่อนเป็นแน่ การที่ได้อยู่ที่นี้ยังมีคนช่วยดูแลเยอะแยะ ทั้งคุณย่าอย่างท่าน ทั้งแม่บ้านประจำบ้านและบางวันบิดามารดาของพลอยลลินณ์ก็มาหาหลานและอยู่ด้วยทั้งวัน เมื่อท่านให้เหตุผลนี้ภูริชจึงต้องเทียวไปเทียวระหว่างเมืองหลวงและเกาะใหญ่ทุกอาทิตย์ ครอบครัวของภูริชจำต้องอยู่ที่นี่จนกระทั่งลูกน้อยมีอายุได้หกเดือนจึงจะย้ายกลับไปเกาะ แต่การกลับไปนั้นทั้งคู่ต้องทำตามข้อแม้ของคุณนายภาวรรณว่าจะต้องพาพี่เลี้ยงคนที่ท่านหาให้นี้ไปด้วย เพราะนั้นเป็นห่วงว่าพ
“เมื่อคืนคุณป้าโทรหาพลอยแล้วถามว่าพักที่ไหน พลอยก็บอกว่าพักที่หอพักพนักงานแค่นั้นเองค่ะ” จะให้เธอพูดต่อได้อย่างไรว่า คุณนายภาวรรณโอดโอยว่าจะให้เธอช่วยเป็นหูเป็นตาให้ท่านได้อย่างไรในเมื่อเธออยู่คนละที่กับลูกชายของท่าน จากนั้นท่านก็บอกว่าจะจัดการเองและได้วางสายไปและนี่ก็คงเป็นวิธีของท่านแน่ ๆ “น่า
พลอยลลินณ์หันกลับไปยังต้นเสียงที่อยู่ด้านหลัง ร่างบางรีบลุกขึ้นยืนเมื่อคนตัวสูงก้าวมาหยุดอยู่ข้าง ๆ เธอ “กินข้าวอิ่มแล้วใช่ไหม จะได้ไปกัน” ภูริชถามพลางหลุบสายตามองที่ถาดข้าวที่อยู่ด้านหน้าหญิงสาว มือหนาจับที่ต้นแขนออกแรงเพียงนิดเพื่อดึงร่างบางให้พ้นจากเก้าอี้ที่เธอเคยนั่งอยู่ โดยที่ทุกอิริยาบถมี
ทั้งคู่ต่างคนต่างนั่งทำงานกันเงียบ ๆ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแผ่วเบา และบางครั้งก็มีเสียงเคาะแป้นพิมพ์และเสียงกดเมาส์ในบางครั้ง จนกระทั่งล่วงเลยมาจนถึงเวลาของอาหารกลางวันก็ไม่มีทีท่าว่าคนตัวโตจะขยับตัวเพื่อต้องการไปรับประทานอาหารกลางวันเลยสักนิด จ้อก.. จ้อก.. เสียงของกระบวนการทำงานใ
รอไม่นาน วัชระก็นำโต๊ะทำงานและเครื่องใช้สำนักงานมาให้จัดในห้องทำงานตามคำสั่งของเจ้านายหนุ่ม โต๊ะทำงานใหญ่ของภูริชอยู่บริเวณกลางห้อง ส่วนโต๊ะทำงานของพลอยลลินณ์เยื้องมาทางด้านหน้าโดยหันข้างให้กับโต๊ะทำงานของเจ้านายหน้ายักษ์ โดยการจัดโต๊ะลักษณะนี้ทำให้ทั้งคู่มองเห็นซึ่งกันและได้ตลอดเวลา พลอยลลินณ์











