FAZER LOGIN...โอมเรียกใช้บริการรถแกร็บเพื่อแวะมาหาเพื่อนหลังจากร่วมประชุมกับบริษัทแม่เสร็จเรียบร้อย เมื่อทั้งสองได้เจอกันและพูดถึงคาวมทรงจำเก่าๆ เสียงหัวเราะก็ดังลั่นและฮาเฮไปตามบรรยากาศ
...น๊อตเจ้าของคาเฟ่จัดการทำเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ขึ้นชื่อของร้านให้เพื่อนได้ลองชิมและขนมอีกหลายอย่างเป็นของทานเล่นกับการสนทนาที่ทั้งสองรอคอย
...และขณะนั้นเสียงลูกค้าอีกโต๊ะก็พูดขึ้น
“โอ้โหหห!!! ไอ้เบล!! แกจะกินหมดนี่เลยเหรอ นี่แกไม่กลัวกระเพาะแตกมั่งหรือไง!!” ...วินพี่ชายตกใจตาโตเมื่อเห็นพนักงานยกเครื่องดื่มเย็นๆ สามสี่แก้วมาวางลงบนโต๊ะตามด้วยเบเกอรี่อีกหลายอย่าง ...น้องสาวนั่งยิ้มแล้วปรบมือประหนึ่งว่าการได้มานั่งกินขนมครั้งนี้คือการปลดปล่อยครั้งสำคัญก็ว่าได้ “แหมอย่าทำหน้าอย่างนั้นสิพี่วิน ชาตินึงหนูจะได้กินแบบนี้สักครั้งแล้วกินเสร็จเราก็จะทิ้งทุกอย่างไว้ตรงนี้!!! จะไม่มีการบอกม๊าหรือพี่วิทเด็ดขาดกลัวเดี๋ยวพลาดไปพูดให้ป๊าได้ยิน เราจะตายหมู่เอานะ!!” ...น้องสาวพยายามอ้างเหตุผลต่างๆ นาๆ เพียงเพื่อความสุขกับการกินของอร่อยที่วางอยู่ตรงหน้า แล้วจัดการหยิบช้อนตักนี่กินคำนั่นกินคำ แล้วทำหน้าฟินๆ ยั่วพี่ชายให้บรรยากาศฮามากขึ้น ...สองคนพี่น้องนั่งตักเค้กกินกันอย่างเอร็ดอร่อยและสนุกสนานกับการพูดคุยเรื่องตลกชวนหัว จนน้องสาวหัวเราะหน้าหงายยามที่พี่ชายเล่าเรื่องโก๊ะๆ ของเธอตอนเด็กให้ฟัง ........................ ...ขณะที่โต๊ะของโอมและน๊อตก็เป็นไปอย่างครื่นเครงกับเรื่องเก่าๆ แต่น๊อตต้องลุกไปดูแลบางอย่างเป็นระยะๆ ให้ลูกน้องและทักทายลูกค้าบ้างจึงปล่อยให้โอมนั่งชิมนี่กินนั่นดูโน่นดูนั่นไปก่อนในบางช่วง...และช่วงที่โอมนั่งอยู่คนเดียวเขาบังเอิญจ้องไปยังแจกันกล้วยไม้ดอกใหญ่ๆ ชื่อแคทลียาที่ประดิษฐ์จากผ้าซึ่งวางอยู่บนโต๊ะถัดไปแต่ไม่มีคนนั่งเลยคิดไปถึงสิ่งที่ได้พูดคุยในวงประชุมเมื่อช่วงผ่านมาว่าบริษัทลูกของเขาขอล้างนโยบายและระบบเก่าทั้งหมดเพื่อวางโครงสร้างระบบใหม่โดยเขากับพี่สาวจะเป็นคนดูแลในส่วนนี้เองจนทุกคนยอมรับและให้เขาได้จัดการในสิ่งที่เตรียมแผนไว้ นี่คือบันไดก้าวแรกที่กำลังจะเดินขึ้น เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ธุรกิจครอบครัวกลับมาเหมือนเดิมให้ได้
...โอมยังคงมองดอกกล้วยไม้แคทลียาที่ประดิษฐ์จากผ้านั่นแล้วปล่อยใจคิดไปไกลถึงงานและหน้าที่ที่ต้องจัดการขั้นต่อไป และขณะสายตาเขามองดอกกล้วยไม้นั้นก็เหมือนเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังกลิบดอกกล้วยไม้แคทลียาคือโต๊ะถัดไปที่มีลูกค้านั่งอยู่สองคน ...สายตาเขาจึงเปลี่ยนจุดโฟกัสจากดอกกล้วยไม้เป็นค่อยๆ มองทะลุกลีบดอกกล้วยไม้ไปยังคนที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่หลังกลีบกล้วยไม้นั่น ...โอมเพ่งมองผ่านช่องว่างของกลีบดอกกล้วยไม้ไปยังเธอคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะริมหน้าต่างซึ่งอยู่ถัดไปและไม่ห่างจากเขามากนัก...สิ่งที่เขาเห็นคือเธอคนนั้นจากชุดนักเรียนมัธยมปลายก็รู้ทันทีว่าอายุไม่ถึงยี่สิบกับหางเปียแกว่งไปมาเวลาแหงนหน้าหัวเราะนั้นดูน่ารักทีเดียว เขาเห็นเธอวางช้อนลงแล้วใช้นิ้วปาดขนมเค้กในจานขึ้นมากินตามด้วยดูดขนมเค้กจากนิ้วนั้นทีนิ้วนี้ที แล้วปาดขนมในจานยื่นออกไปเหมือนจะแกล้งแหย่คนที่นั่งตรงข้ามจนคนนั้นร้องห้ามเสียงดังได้ยินมาถึงโต๊ะเขา แล้วตามด้วยเสียงหัวเราะกังวานใสของเธอ
...เธอนั่งหันข้างมาทางเขา เขาจึงเห็นได้แค่ใบหน้าด้านข้างของเธอซึ่งแม้จะเห็นแค่ด้านข้างก็รู้เลยว่าหน้าตาต้องดีทีเดียว และแอบมองต่อจนอยากเห็นใบหน้าเต็มๆ สักครั้ง แต่ผู้ชายที่มาด้วยกันคงเป็นแฟนเธอละมั้ง แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกพราะแค่อยากมองความน่ารักเท่านั้นเอง
“มองอะไรวะ!!!” ...น๊อตถามเพื่อนเสียงเข้มเหมือนจะแกล้งให้เพื่อนตกใจ ...โอมสะดุ้งกับเสียงของเพื่อนจนต้องรีบละสายตาจากจุดโฟกัสแล้วหันกลับมาหาเพื่อน “เปล๊า!! ก็มองไปเรื่อยแหละร้านแกบรรยากาศดีนะ” ...โอมแสร้งทำเป็นมองไปรอบๆ เพื่อกลบเกลื่อน “ใช่สิฉันทุ่มเทมากเลยนะ นี่ขนาดวันธรรมดาคนมาไม่ขาดสายยิ่งวันหยุดเสาร์อาทิตย์นะแกเอ้ย!!! ฉันยังต้องช่วยล้างแก้วล้างจานเลยล่ะ ฮ่าๆๆ” ...น๊อตพูดให้เพื่อนฟังถึงกิจการที่กำลังไปได้ดี ...แต่ทันใดนั้น “ขอโทษค่ะห้องน้ำไปทางไหนคะ!!” ...เสียงใสๆ ถามน๊อตเจ้าของร้านมาจากด้านหลังของผู้ชายที่นั่งกับเจ้าของร้าน เพราะเธอรู้ว่าน๊อตเป็นเจ้าของร้านเลยเดินมาด้านนี้แล้วถามหาห้องน้ำ ...น๊อตส่งยิ้มพร้อมลุกขึ้นยืน “ทางนี้ครับ!!! เชิญเลยครับ” ...น๊อตผายมือไปยังฝั่งซ้ายเพื่อบอกทางให้เธอ ...คนถามยกมือที่มีคราบขนมเค้กติดอยู่ไหว้เขาแล้วกล่าวขอบคุณ ...โอมทำท่าจะเอี้ยวตัวหันไปมองแต่เห็นคนถามรีบเดินไปยังห้องน้ำเห็นแต่แผ่นหลังในชุดนักเรียน และถึงโอมไม่ได้เห็นหน้าก็รู้ทันทีว่าเจ้าของเสียงนั่นคือคนที่เขาอยากเห็นหน้าชัดๆ สักครั้งเพราะลูกค้าในร้านนี้มีคนใส่ชุดนักเรียนมัธยมปลายอยู่แค่คนเดียว ...ผ่านไปสักครู่โอมก็เหลือบเห็นเธอคนนั้นเดินออกมา “พี่คะโต๊ะโน้นคิดเงินเลยนะคะ!!” ...เธอบอกน๊อตด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมชี้มือไปยังโต๊ะของเธอกับพี่ชายย ...โอมรีบช้อนตาขึ้นมองคนที่ยืนห่างแค่สองเมตรประจวบเหมาะกับที่เธอเบนสายตามามองเขาเช่นกันแล้วก้มศีรษะเล็กน้อยให้เขาเป็นเชิงทักทาย “อ๋อครับๆ นั่งรอสักครู่นะครับเดี๋ยวผมให้เด็กออกบิลให้” ...น๊อตรีบรับคำแล้วลุกเดินไปยังแคชเชียร์ของร้าน ...แล้วเธอคนนั้นก็เดินผ่านไป ทิ้งให้ใครบางคนเผลอยิ้มบางๆ ออกมาแล้วคิดในใจ (ชุดนักเรียนมอปลายดูขัดกับเรือนร่างสูงโปร่งที่น่าจะประมาณร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร แต่ดูแข็งแรง ผิวสองสีเนียนๆ ใบหน้าเรียวยาวเข้ากับดวงตากลมโตและเข้มแข็งเกินวัย รวมๆ แล้วดูห้าวหาญมีพลังและหน้าตาดีมากจริงด้วย)...แต่โอมก็ต้องหยุดความคิดไว้แค่นั้นเพราะเธอมีแฟนแล้วจึงเป็นเพียงอาหารตาอาหารใจที่ผ่านมาแล้วผ่านไป
...เมื่อน๊อตช่วยพนักงานนำส่งบิลค่าใช้จ่ายถึงโต๊ะของเธอพร้อมกับเก็บเงินค่าขนมและเครื่องดื่มเรียบร้อยแล้วเขาก็เดินกลับมายังโต๊ะของโอมด้วยอาการขำๆ “แกขำอะไร!!” ...โอมถามอย่างสงสัย “หึๆๆๆ เปล่าหรอกขำลูกค้าน่ะ น้องคนเมื่อกี้นานน๊านจะมาสักทีแต่มาทีนึงกินเก่งมาก!! เมื่อกี้พี่ชายเขาแซวว่ากินยังกะมีกระเพาะวัวกระเพาะควาย ฉันเลยขำน่ะ ฮ่าๆ” ...น๊อตเล่าแล้วหัวเราะต่อ ...แต่โอมเลิกคิ้วและสะดุดหูกับสิ่งที่ได้ยิน “อ๋อนั่นพี่น้องกันเหรอ!! ฉันคิดว่าเป็นแฟนกันเสียอีก” ...โอมเปรยออกมาและแววตาก็เปล่งประกายวาววับ .............................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไ
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







