LOGIN"ชิงเอ๋อร์..." บุรุษภายในบ้านทั้งสามเองต่างก็รู้สึกตกใจและเสียใจในเวลาเดียวกันด้วยพวกเขานั้นไม่คาดคิดว่าความไม่เอาไหนของตนเองเกือบจะทำให้ต้องสูญเสียเด็กสาวอันเป็นที่รักไปตลอดกาล
"ก็ช่างมันเถิดเจ้าค่ะ ถึงยังไงตอนนี้ข้าก็กลับมาหาพวกท่านแล้ว ตอนนี้เราควรจะสนใจเรื่องปากท้องกันเสียก่อน" เหอฟ่านชิงเองที่ไม่อยากเห็นสีหน้าเศร้าเสียใจของทุกคนจึงได้บอกปัดเรื่องในอดีตพร้อมกับบอกถึงเป้าหมายที่พวกเขาต้องให้ความสำคัญในตอนนี้แทน
"เช่นนั้นเจ้ารองเจ้าพาน้องสาวของเจ้าไปพบท่านลุงหยางที่บ้านเพื่อสั่งทำธนูตามที่นางต้องการเสียหน่อยเถิด" เหอหลวนซานเอ่ยบอกกับบุตรชายคนรอง เพราะทั่วทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงแห่งนี้มีเพียงบ้านหยางเท่านั้นที่มีความสามารถในการทำอาวุธด้วยหยางเฟิงนั้นมีอาชีพเป็นนายพรานล่าสัตว์เพียงบ้านเดียวเท่านั้น
"ขอรับท่านพ่อ เช่นนั้นข้ากับน้องเล็กขอตัวไปหาท่านลุงหยางก่อนนะขอรับ" เหอชงอี้เอ่ยตอบรับคำของบิดาก่อนจะรีบเอ่ยขอตัวจากไปด้วยเกรงว่าถ้าสายไปกว่านี้ท่านลุงหยางอาจจะไม่อยู่ที่บ้านแล้ว
ความจริงแล้วเหอหลวนซานกับหยางเฟิงนั้นถือได้ว่าเป็นสหายที่สนิทกันที่สุดด้วยคอบครัวของหยางเฟิงนั้นเป็นคนต่างถิ่นที่พาครอบครัวมาตั้งรกรากที่หมู่บ้านเป่าหนิงแห่งนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยครอบครัวหยางนั้นมีกันอยู่ทั้งหมด 4 คนคือ ผู้เฒ่าหยางตี้ อายุ 69 ปีผู้เป็นบิดา หยางเฟิง อายุ 49 ปี หยางฉีบุตรชายคนโตที่ปีนี้อายุ 18 ปี และหยางหลิงที่ปีนี้อายุ 14 หนาวเท่ากับบุตรสาวของเขา
ซึ่งในครั้งแรกที่เหอหลวนซานพบกับหยางเฟิงก็ตอนที่อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บจากการขึ้นเขาไปล่าสัตว์จนไม่สามารถขยับตัวได้ ด้วยความมีน้ำใจและเห็นว่าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันเหอหลวนซานที่ขึ้นเขาไปหาฟืนจึงได้ช่วยแบกอีกฝ่ายลงเขามาส่งที่บ้าน
อาจจะด้วยรูปร่างกำยำของเขาที่ดูใหญ่โตกว่าอีกฝ่ายอยู่เล็กน้อยจึงสามารถแบกหยางเฟิงลงเขามาได้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเหอหลวนซานและหยางเฟิงจึงได้คบหากันเป็นสหายมาตลอด 10 ปี โดยที่บ้านใหญ่เองก็ไม่รู้ และในช่วงที่ยากลำบากของเขาก็ได้หยางเฟิงที่เป็นคนคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้
รวมไปถึงค่ารักษาของเหอฟ่านชิงที่ตกน้ำล่าสุดก็เป็นหยางเฟิงที่เป็นผู้ให้หยิบยืมมาใช้ก่อน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ครอบครัวของเขานั้นรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอีกฝ่ายไม่น้อยเลยทีเดียว
กลับมาที่ปัจจุบัน หลังจากที่เหอชงอี้กับเหอฟ่านชิงจากไปแล้วนางมี่ซือที่เงียบมาตลอดก็ได้เอ่ยถึงเรื่องสำคัญที่พวกเขาต้องตัดสินใจในอีกไม่ช้านี้
"ท่านพี่เจ้าคะ เรื่องที่พี่หยางเอ่ยขอท่านมีความคิดเห็นเป็นเช่นไรหรือเจ้าคะ"
"พี่เองก็เห็นหยางฉีมาตั้งแต่เด็ก เขาเองก็นับได้ว่าเติบโตมาอย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งนิสัยสุขุมใจเย็น มีเหตุผล มีความสามารถ พี่นั้นไม่ได้มีสิ่งใดติดขัดเรื่องที่พี่หยางเอ่ยปากขอหมั้นหมายชิงเอ๋อร์ของพวกเราหรอกนะ...เพียงแต่ว่า.."
"พี่นั้นเป็นห่วงความรู้สึกของบุตรสาวของเราที่อาจจะไม่พอใจกับการหมั้นหมายในครั้งนี้ เจ้าเองก็รู้ว่าหยางฉีนั้นเป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าธรรมดา ๆ ไม่ได้หล่อเหลาอีกทั้งยังเป็นกระดำกระด่าง ข้ากลัวว่าชิงเอ๋อร์นางจะคิดว่าพวกเราผลักไสให้นางแต่งงานกับบุรุษอัปลักษณ์นะสิ" เหอหลวนซานที่เอ่ยบอกภรรยาของตนด้วยสีหน้าหนักใจเกี่ยวกับเรื่องที่หยางเฟิงได้เอ่ยขอหมั้นหมายบุตรสาวคนเล็กของเขาให้กับบุตรชายคนโตของตนเอง
ซึ่งเขาเองก็ยังไม่กล้าเอ่ยปฏิเสธอีกฝ่ายไปด้วยเกรงใจและรู้สึกว่ายังติดหนี้บุญคุณอีกฝ่ายอยู่มาก ดังนั้นในตอนนี้เหอหลวนซานจึงยังไม่มีคำตอบให้กับอีกฝ่าย
ทางด้านเหอฟ่านชิงกับพี่ชายคนรองของนางก็กำลังเดินไปตามทางตีนเขาเพื่อไปยังบ้านท่านลุงหยางที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก อาจจะด้วยนิสัยของคนในบ้านหยางที่ชอบความสงบร่มรื่นจึงได้ซื้อที่ดินห่างไกลจากชาวบ้านเพื่อปลูกบ้านนั่นเอง
"พี่รองเจ้าคะ ที่หมู่บ้านของเราพอจะมีต้นไผ่เยอะหรือไม่เจ้าคะ" ในระหว่างที่เดินทางไปบ้านหยางอยู่นั้นเหอฟ่านชิงก็ได้เอ่ยถามถึงต้นไผ่ที่ในโลกปัจจุบันนั้นสามารถตัดมาสร้างบ้านได้ด้วยนางเองก็เคยนำมาใช้ทำบ้านในโลกก่อนอยู่บ้าง
"มีสิอยู่ห่างจากที่ดินของเราไปไม่ไกลมีเป็นป่าเลยละ แล้วเจ้าจะนำมาทำสิ่งใดกัน" เหอชงอี้เอ่ยตอบน้องสาวอีกทั้งยังเอ่ยถามถึงสิ่งที่เด็กสาวต้องการที่จะทำต่อไป
"ข้าจะลองนำไม้ไผ่มาสร้างบ้านของเราเจ้าค่ะ ถือว่าเป็นบ้านชั่วคราวเอาไว้มีเงินข้าค่อยสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับพวกเรา"
เด็กสาวที่เห็นว่าพี่ชายของตนนั้นดูสนใจในสิ่งที่นางเอ่ยจึงได้เอ่ยเล่าสิ่งที่ต้นไผ่นั้นสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมากมาย จนในที่สุดทั้งสองพี่น้องสกุลเหอก็ได้เดินมาถึงประตูหน้าบ้านของหยางเฟิง
จากสายตาที่มองสำรวจของเหอฟ่านชิงแล้วนั้น บ้านของหยางเฟิงนั้นถือได้ว่ามีฐานะอยู่ไม่น้อย เพราะบ้านที่จะสร้างจากอิฐทั้งหลังได้นั้นต้องมีตำลึงเงินไม่น้อย อีกทั้งการทำรั้วบ้านล้อมรอบเองก็ยังต้องใช้เงินมากเช่นเดียวกัน โดยตัวบ้านนั้นเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีขนาดกลาง ๆ มุงด้วยกระเบื้อง ก่อด้วยอิฐทั้งหลังซึ่งถือว่าน่าอยู่ไม่น้อยในสายตาของเด็กสาว
"ท่านลุงหยางขอรับอยู่หรือไม่ขอรับ" ในขณะที่เด็กสาวยังมองสำรวจรอบ ๆ บ้านอยู่นั้นเหอชงอี้ก็ได้เอ่ยเรียกเจ้าของบ้านด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างดังเพื่อบอกกล่าวแก่คนในบ้าน
รอไม่นานประตูไม้หน้าบ้านก็เปิดออกพร้อมกับร่างของชายชราหรือก็คือผู้เฒ่าหยางตี้ที่เป็นผู้เดินออกมาเปิดประตูและเมื่อเห็นว่าแขกที่มาเป็นใครชายชราก็เอ่ยทักทั้งสองด้วยในหน้ายิ้มแย้มอย่างใจดี
"เป็นอาอี้กับชิงเอ๋อร์เองหรอกรึมาที่บ้านปู่ด้วยเรื่องอันใดกันเล่า"
"คารวะท่านปู่หยางขอรับ / คารวะท่านปู่หยางเจ้าค่ะ" สองพี่น้องสกุลเหอต่างก็เอ่ยทำความเคารพชายชราตรงหน้าด้วยความอ่อนน้อมเรียกสายตาเอ็นดูจากอีกฝ่ายได้เป็นอย่างมาก
"ไม่ต้อง ๆ พวกเจ้าเข้ามาในบ้านก่อนเถิดแล้วค่อยพูดคุยธุระกัน" ชายชราเอ่ยบอกกับสองพี่น้องตรงหน้าจากนั้นก็เดินนำทั้งสองเข้าไปยังลานหน้าบ้านที่มีโต๊ะไม้เอาไว้สำหรับนั่งเล่นในทันที
"พวกเจ้านั่งรอกันก่อนเดี๋ยวปู่จะหาน้ำมาให้ดื่ม"ชายชราเอ่ยบอกกับทั้งสองและกำลังหมุนตัวจะเดินออกไปเอาน้ำมาให้กับสองพี่น้องเสียงหวานใสของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นในทันที
"ท่านปู่ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ..พวกข้าเพียงมาหาท่านลุงหยางเท่านั้นท่านปู่อย่าได้ลำบาก มา ๆ ท่านปู่มานั่งพักก่อนเถิดเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยเรียกชายชราเอาไว้ด้วยความเกรงใจ
"อ้อมาหาอาเฟิงหรอกรึ เขาเพิ่งจะออกไปดูกับดักสัตว์เมื่อครู่นี่เองเจ้ามีสิ่งใดกับเขาอย่างนั้นหรือ" เมื่อรู้ถึงธุระของสองพี่น้องสกุลเหอชายชราจึงได้เอ่ยบอกว่าบุตรชายของเขาไม่อยู่บ้านให้ทั้งสองคนฟัง
"เช่นนั้นข้ารบกวนท่านปู่หยางช่วยบอกท่านลุงหยางให้ด้วยนะเจ้าคะว่าข้าอยากจะได้ธนูขนาดพอดีและถือถนัดมือน้ำหนักเบาสำหรับข้า 1 คันพร้อมกับลูกธนู แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะมารับพร้อมจ่ายเงินค่าจ้างเจ้าค่ะ"
เมื่อรู้ว่าคนที่ตนเองมาหาไม่อยู่บ้านเหอฟ่านชิงจึงไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของชายชราจึงได้เอ่ยถึงธุระที่ตนเองมาในวันนี้ให้กับอีกฝ่ายทราบในทันที
"อ้อได้ ๆ เดี๋ยวปู่จะบอกอาเฟิงให้นะ " ชายชราเอ่ยปากตอบรับคำของเด็กสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
"ขอบคุณท่านปู่หยางมากเจ้าค่ะถ้าอย่างนั้นข้ากับพี่รองคงต้องขอตัวกลับก่อนแล้วเจ้าค่ะ ท่านปู่จะได้พักผ่อน "เด็กสาวเอ่ยลากับชายชราจากนั้นก็โค้งศีรษะให้อีกฝ่ายก่อนที่นางจะเดินออกมาจากบ้านในทันที
เพียงแต่ในช่วงเวลาที่เหอฟ่านชิงกำลังจะก้าวเดินผ่านพ้นประตูบ้านออกไปนั้นก็ได้มีร่างสูงของใครบางคนที่กำลังเดินสวนเข้ามาในบ้านเช่นเดียวกัน
เพียงแต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นไปมองสบสายตาของอีกฝ่ายกลับพบว่าบนใบหน้าของเขานั้นมีผ้าสีดำบาง ๆ ปิดส่วนล่างตั้งแต่สันจมูกลงไป ทำให้นางเห็นเพียงแววตาคมเข้มของอีกฝ่ายที่กำลังจ้องมองสวนกลับมาในช่วงที่พวกเขาทั้งสองเดินผ่านกันไปพอดี
ซึ่งถ้าดูจากดวงตาของอีกฝ่ายนางคาดเดาได้ว่าใบหน้าภายใต้ผ้าสีดำนี้คงจะดูหล่อเหลาเป็นอย่างมากแน่นอน แต่ทำไมในความทรงจำของเด็กสาวกลับไม่มีคนผู้นี้อยู่กันละ ช่างน่าสงสัยเสียจริง ๆ
************************************************************************************************
จุจุ ใช่พระเอกไหมนะ หรือว่าเป็นใครกันแน่นะ
หลังจากที่นางจูซือและเหอลี่ถิงถูกจับตัวไปนั้นก็ได้รับโทษโบยคนละสี่สิบไม้ ก่อนที่นำตัวไปขังยังคุกตลอดชีวิต ด้วยข้อหาที่นางสองแม่ลูกได้จ้างวานฆ่าผู้อื่นนั้นมีโทษหนักเป็นอย่างมากอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องของเหอลี่ถิงนี้เองที่ทำให้นางจางนั้นเป็นทุกข์อย่างมาก แต่นางก็ยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิมของตนเองต่อไปส่วนเหอซือไฉกับบุตรชายของเขานั้นต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากด้วยถูกผู้คนนั้นพูดจาดูถูกเหยียดหยาม และนินทาลับหลัง แต่พวกเขาก็ต้องฝืนใช้ชีวิตอยู่ต่อไป จนในที่สุดพวกเขาก็ทนไม่ได้จนต้องกลับมาให้นางจางผู้เป็นมารดานั้นเลี้ยงดูอีกครั้งส่วนเหอหานตงเองหลังจากจบเรื่องของสะใภ้คนโตเขาก็ได้จัดการเรื่องแยกบ้านให้กับบุตรชายคนรองเพื่อให้พวกเขานั้นสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากเดิม ส่วนตัวเขาเองก็ได้ไปอาศัยอยู่กับบุตรชายคนเล็กตามคำชักชวนของบุตรชาย ด้วยเขานั้นไม่สามารถอยู่ที่บ้านหลังนั้นได้อีกต่อไป ด้วยว่านางจางนั้นยิ่งนับวันจะยิ่งมีนิสัยที่เลวร้ายลงไปทุกวันจนเขาทนอยู่ต่อไปอีกไม่ไหวด้านนางมี่ซือเองหลังจากที่ฟืนคืนสติกลับมาอีกครั้งนางก็จดจำได้แล้วว่าตนเองนั้นเคยเป็นใครมาก่อน เพียงแต่นางกลับเลือกที่จะไม่เอ่ย
"ถิงเอ๋อร์!"นางจางที่เห็นว่าหลานสาวสุดรักถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตาก็รีบวิ่งเข้าไปดูอาการของหญิงสาวด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายด้วยความตกใจ"อย่าคิดที่จะทำร้ายชิงเอ๋อร์!"หยางฉีไม่ได้สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้นเขากลับยิ่งมองร่างของเหอลี่ถิงด้วยสายตาเหยียบเย็นพร้อมกับเอ่ยวาจาที่ทำเอาทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับหนาวสะท้านด้วยความหวาดกลัวต่อรังสีที่แผ่ออกมาจากตัวของชายหนุ่มผู้มาใหม่"สารเลว! เจ้ามันเป็นบุรุษประสาอะไรถึงได้กล้ารังแกสตรีไร้ทางสู้เช่นนี้กัน!"คงมีเพียงแค่นางจางเท่านั้นที่ไม่ได้รับรู้ถึงความน่ากลัวที่แฝงอยู่ในคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้า มิหนำซ้ำหญิงชรายังเอ่ยต่อว่าหยางฉีอย่างไม่พอใจ"ไร้ทางสู้?.....เมื่อครู่นางยังตั้งใจจะเข้ามาทำร้ายชิงเอ๋อร์อยู่เลยมิใช่รึ แบบนั้นข้าไม่คิดว่านางจะเป็นสตรีที่บอบบางไร้ทางสู้หรอกนะขอรับท่านย่าจาง"หยางฉีเอ่ยตอบหญิงชราอย่างเย็นชา ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไปก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย"ใครเป็นย่าของเจ้ากัน! แล้วเจ้าเป็นใครถึงได้มาเสนอหน้าออกรับแทนนังเด็กโสโครกนั้นกัน นางมีคู่หมั้นอยู่แล้วเจ้าไม่รู้หรืออย่างไรกัน หรือว่านางไปล่อลวงเ
หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายในวันนั้นก็ผ่านมาแล้วสามวันที่นางมี่ซือยังคงนอนหลับไม่ได้สติ สร้างความปวดใจให้กับครอบครัวเหอบ้านเล็กเป็นอย่างมากเหอฟ่านชิงเองหลังจากที่กลับออกมาจากป่าได้นางก็รีบจัดการกับตัวเองแล้วเร่งเดินทางเข้ามาในตัวเมืองเพื่อดุอาการของมารดาพร้อมกับเหอชงหยวนเมื่อเหอหลวนซานและเหอชงอี้เห็นหญิงสาวก็ถึงกับโผล่เข้ามาสวมกอดด้วยความดีใจที่หญิงสาวกลับมาได้อย่างปลอดภัยจากนั้นเหอหลวนซานจึงได้เอ่ยบอกอาการของภรรยารักให้กับลูกทั้งสองได้รับรู้ จนในตอนนี้ก็ผ่านมาแล้วถึงสามวันแต่ก็ยังไร้วี่แววว่านางมี่ซือจะลืมตาฟื้นขึ้นมาจากการนอนหลับใหลแต่ครอบครัวเหอบ้านเล็กก็ยังคงมีความหวังว่านางมี่ซือจะต้องตื่นขึ้นมาในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน หลังจากเกิดเรื่องขึ้นกับครอบครัวสกุลเหอบ้านเล็กรุ่งเช้ามาทั่วทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงจึงได้พูดคุยกันและแวะเวียนมาสอบถามความเป็นอยู่ของพวกเขาเพื่อแสดงถึงความเห็นใจเป็นจำนวนมาก แม้แต่นางจางเองก็ยังอุตส่าห์ติดตามสามีมาดูว่าครอบครัวของบุตรชายคนเล็กนั้นเป็นเช่นไรบ้างเพราะถึงแม้นางจะไม่ได้รักใคร่ครอบครัวของบุตรชายคนเล็กมากมายนัก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นก็ทำให้นางจางต้องมาแสดง
เพียงแต่ยังไม่ทันที่เหอฟ่านชิงจะได้ทำอะไรต่อไป มือหนาของชายหนุ่มก็วางทาบทับลงมาที่ใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ของนาง ก่อนที่เขาจะบังคับให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับตนเองเสี้ยวนาทีที่ดวงตาของเหอฟ่านชิงสบเข้ากับชายหนุ่มนั้นหยางฉีก็ได้โน้มใบหน้าหล่อเหลาของเขาลงมาประกบจูบลงที่ริมฝีปากบางของเหอฟ่านชิงในทันทีจากนั้นชายหนุ่มก็ได้ตักตวงเอาความหวานจากปากของหญิงสาวครั้งแล้วครั้งเล่าอย่าเอาแต่ใจ ส่วนเหอฟ่านชิงที่ตั้งรับไม่ทันก็รู้สึกตกใจกับการกระทำของชายหนุ่มเป็นอย่างมากแต่ไม่นานนางก็ยอมตามใจของอีกฝ่ายเพราะรู้หัวใจตัวเองดีว่าเจ้าของร่างหนาตรงหน้านั้นได้เข้ามาเป็นเจ้าของหัวใจของนางจนเต็มไปหมดทั้งดวงแล้วนั่นเองส่วนหยางฉีเองก็รู้สึกไม่ต่างจากที่เหอฟ่านชิงรู้สึก เพราะเขานั้นได้มอบหัวใจทั้งดวงให้กับคนตัวเล็กในอ้อมกอดไปตั้งนานแล้วยิ่งเกิดเรื่องขึ้นเมื่อคืนในตอนที่เขาตามหาหญิงสาวไม่พบนั้นเขารู้สึกถึงอาการบีบรัดที่หน้าอกของตัวเองราวกับว่ามันกำลังถูกสิ่งที่มองไม่เห็นบีบรัดจนหายใจแทบไม่ออกนั้นได้อย่างชัดเจนและภาพที่ร่างของเหอฟ่านชิงตกลงไปในน้ำก็ยังคงเด่นชัดอยู่ภายในหัวของเขาตลอด ความรู้สึกในตอนที่เห็นร
ร่างของหยางฉีนั้นจมดิ่งลงไปภายใต้แม่น้ำพร้อมทั้งรีบเพ่งสายตามองหาร่างของหญิงสาวด้วยความเป็นกังวลเป็นอย่างมากจนในที่สุดเขาก็เห็นว่าหญิงสาวกำลังใช้เรี่ยวแรงของตนเองที่เหลืออยู่เพื่อว่ายทวนกระแสน้ำนำพาร่างของตัวเองเข้าไปยังฝั่ง แต่กลับหมดแรงเสียก่อนในจังหวะที่เขาว่ายมาถึงตัวของหญิงสาวพอดีหลังจากที่ชายหนุ่มรวบร่างบางเข้ามากอดเอาไว้ได้แล้วนั้นก็รีบพาหญิงสาวว่ายขึ้นฝั่งในทันที ก่อนที่คนทั้งคู่จะนอนหมดแรงอยู่บนฝั่งได้สำเร็จเหอฟ่านชิงที่หลังจากชายหนุ่มพาขึ้นมาบนฝั่งได้แล้วก็หมดสติไปในทันทีด้วยความเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุดส่วนหยางฉีนั้นเมื่อเห็นว่าหญิงสาวได้หมดสติไปแล้วก็ได้ลุกขึ้นแล้วรีบอุ้มร่างบางขึ้นมาแนบอกในท่าเจ้าสาวก่อนจะเร่งพาคนในอ้อมกอดไปหาที่นอนพักในค่ำคืนนี้เพราะว่าตอนกลางคืนในป่านั้นล้วนมีแต่สัตว์ป่าดุร้ายที่กำลังออกหากินจึงเป็นการดีกว่าที่เขาจะหาที่พักค้างคืนเอาแรงเสียก่อนและจุดหมายที่ชายหนุ่มพาเหอฟ่านชิงไปนั้นก็คือถ้ำในครั้งก่อนที่พวกเขาเคยใช้หลบฝนนั่นเอง ใช้เวลาเพียงไม่นานหยางฉีพร้อมด้วยหญิงสาวในอ้อมกอดก็ได้มาถึงภายในถ้ำแต่อากาศด้านในถ้ำช่วงกลางดึกแบบนี้ช่างหนาวเหน็บยิ่งนัก
"ใครจ้างพวกเจ้าให้มาทำร้ายพวกข้ากัน!"เหอฟ่านชิงเมื่อได้ยินคำพูดจากคนร้ายชุดดำ นางก็คิดขึ้นมาได้ในทันทีว่าจะต้องมีคนจ้างวานพวกมันให้มาสังหารครอบครัวนางอย่างแน่นอน เพียงแต่นางเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใครกัน แต่ในตอนนี้จะต้องคิดหาทางรอดให้กับครอบครัวของนางเสียก่อน นางจึงได้เอ่ยถามคนร้ายที่เป็นคนตอบคำถามของบิดาเมื่อครู่นี้ในทันที"หึ เจ้านี่ก็ฉลาดไม่เบานะแม่สาวน้อย อีกทั้งยังดูงดงามอย่างที่หญิงนางนั้นบอกเอาไว้เสียด้วยสิ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะก่อนที่เจ้าจะตายข้าจะพาเจ้าขึ้นสวรรค์ก่อนเพื่อเป็นคำปลอบใจจากข้าก็แล้วกันนะสาวน้อย"แต่แทนที่มันจะตอบคำถามของเหอฟ่านชิงกลับกลายเป็นว่ามันนั้นค่อย ๆ เดินตรงมายังร่างของเหอฟ่านชิงที่นั่งกอดร่างของผู้เป็นมารดาเอาไว้ พร้อมกับปากก็พร่ำเอ่ยวาจาที่น่ารังเกียจจนทำให้หญิงสาวรู้สึกรังเกียจบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้าเป็นอย่างมาก"อย่าทำอะไรลูกสาวของข้านะ!"เสียงร้องห้ามของเหอหลวนซานดังขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นว่าไอ้หัวหน้าคนร้ายนั้นมีความคิดที่จะย่ำยีบุตรสาวของเขา ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เขาขอแลกชีวิตกับมันอย่างแน่นอน"จะตายอยู่แล้วยังจะมาปากดีอีกนะ ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก
ซ่า! ซ่า! ซ่า! เสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักทำให้เหอฟ่านชิงกับหยางฉีต้องติดฝนกันอยู่ภายในถ้ำที่ทั้งสองวิ่งมาหลบฝนกัน จนในตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบสองชั่วยามแล้วแต่ยังคงไม่มีวี่แววว่าฝนลูกนี้จะหยุดลงเลยแม้แต่น้อยอีกทั้งนางยังรู้สึกว่ามันจะตกแรงขึ้นเรื่อย ๆ เสียมากกว่าแถมอากาศภายในถ้ำนั้นทั้งอับชื้นแล
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พ
ร่างของเหอชงหยวน บุตรชายคนโตของเหอหลวนซาน ที่ปีนี้เขาอายุได้ 18 ปีพอดีรีบตรงดิ่งเข้าไปช่วยผู้เป็นบิดาและน้องสาวเพียงคนเดียวให้ลุกขึ้นจากพื้นด้วยหัวใจที่เจ็บปวด สำหรับชายหนุ่มแล้วนั้นครอบครัวของเขาล้วนก็ต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตั้งแต่เขาจำความได้จนในตอนนี้เขาโตพอที่จะปกป้องครอบครัวได้แล้วแต่เขากลับยัง
"นังตัวเกียจคร้าน! แกจะนอนกินบ้านกินเมืองไปจนถึงเมื่อไหร่กันหะ!" เสียงแหลมของป้าสะใภ้ใหญ่ของเด็กสาวที่ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายที่มีต่อป้าสะใภ้ที่น่ารำคาญผู้นี้ยิ่งนัก"เฮ้อ...ช่างเป็นป้าสะใภ้ที่น่ารำคาญเสียจริง" น้ำพริ้งหรือที่ตอนนี้ได้เข้ามาอยู่ในร่างของเหอฟ่านชิง เด็กสาวที่มีอายุเพียงแ







