เข้าสู่ระบบ"ชิงเอ๋อร์..." บุรุษภายในบ้านทั้งสามเองต่างก็รู้สึกตกใจและเสียใจในเวลาเดียวกันด้วยพวกเขานั้นไม่คาดคิดว่าความไม่เอาไหนของตนเองเกือบจะทำให้ต้องสูญเสียเด็กสาวอันเป็นที่รักไปตลอดกาล
"ก็ช่างมันเถิดเจ้าค่ะ ถึงยังไงตอนนี้ข้าก็กลับมาหาพวกท่านแล้ว ตอนนี้เราควรจะสนใจเรื่องปากท้องกันเสียก่อน" เหอฟ่านชิงเองที่ไม่อยากเห็นสีหน้าเศร้าเสียใจของทุกคนจึงได้บอกปัดเรื่องในอดีตพร้อมกับบอกถึงเป้าหมายที่พวกเขาต้องให้ความสำคัญในตอนนี้แทน
"เช่นนั้นเจ้ารองเจ้าพาน้องสาวของเจ้าไปพบท่านลุงหยางที่บ้านเพื่อสั่งทำธนูตามที่นางต้องการเสียหน่อยเถิด" เหอหลวนซานเอ่ยบอกกับบุตรชายคนรอง เพราะทั่วทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงแห่งนี้มีเพียงบ้านหยางเท่านั้นที่มีความสามารถในการทำอาวุธด้วยหยางเฟิงนั้นมีอาชีพเป็นนายพรานล่าสัตว์เพียงบ้านเดียวเท่านั้น
"ขอรับท่านพ่อ เช่นนั้นข้ากับน้องเล็กขอตัวไปหาท่านลุงหยางก่อนนะขอรับ" เหอชงอี้เอ่ยตอบรับคำของบิดาก่อนจะรีบเอ่ยขอตัวจากไปด้วยเกรงว่าถ้าสายไปกว่านี้ท่านลุงหยางอาจจะไม่อยู่ที่บ้านแล้ว
ความจริงแล้วเหอหลวนซานกับหยางเฟิงนั้นถือได้ว่าเป็นสหายที่สนิทกันที่สุดด้วยคอบครัวของหยางเฟิงนั้นเป็นคนต่างถิ่นที่พาครอบครัวมาตั้งรกรากที่หมู่บ้านเป่าหนิงแห่งนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยครอบครัวหยางนั้นมีกันอยู่ทั้งหมด 4 คนคือ ผู้เฒ่าหยางตี้ อายุ 69 ปีผู้เป็นบิดา หยางเฟิง อายุ 49 ปี หยางฉีบุตรชายคนโตที่ปีนี้อายุ 18 ปี และหยางหลิงที่ปีนี้อายุ 14 หนาวเท่ากับบุตรสาวของเขา
ซึ่งในครั้งแรกที่เหอหลวนซานพบกับหยางเฟิงก็ตอนที่อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บจากการขึ้นเขาไปล่าสัตว์จนไม่สามารถขยับตัวได้ ด้วยความมีน้ำใจและเห็นว่าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันเหอหลวนซานที่ขึ้นเขาไปหาฟืนจึงได้ช่วยแบกอีกฝ่ายลงเขามาส่งที่บ้าน
อาจจะด้วยรูปร่างกำยำของเขาที่ดูใหญ่โตกว่าอีกฝ่ายอยู่เล็กน้อยจึงสามารถแบกหยางเฟิงลงเขามาได้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเหอหลวนซานและหยางเฟิงจึงได้คบหากันเป็นสหายมาตลอด 10 ปี โดยที่บ้านใหญ่เองก็ไม่รู้ และในช่วงที่ยากลำบากของเขาก็ได้หยางเฟิงที่เป็นคนคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้
รวมไปถึงค่ารักษาของเหอฟ่านชิงที่ตกน้ำล่าสุดก็เป็นหยางเฟิงที่เป็นผู้ให้หยิบยืมมาใช้ก่อน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ครอบครัวของเขานั้นรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอีกฝ่ายไม่น้อยเลยทีเดียว
กลับมาที่ปัจจุบัน หลังจากที่เหอชงอี้กับเหอฟ่านชิงจากไปแล้วนางมี่ซือที่เงียบมาตลอดก็ได้เอ่ยถึงเรื่องสำคัญที่พวกเขาต้องตัดสินใจในอีกไม่ช้านี้
"ท่านพี่เจ้าคะ เรื่องที่พี่หยางเอ่ยขอท่านมีความคิดเห็นเป็นเช่นไรหรือเจ้าคะ"
"พี่เองก็เห็นหยางฉีมาตั้งแต่เด็ก เขาเองก็นับได้ว่าเติบโตมาอย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งนิสัยสุขุมใจเย็น มีเหตุผล มีความสามารถ พี่นั้นไม่ได้มีสิ่งใดติดขัดเรื่องที่พี่หยางเอ่ยปากขอหมั้นหมายชิงเอ๋อร์ของพวกเราหรอกนะ...เพียงแต่ว่า.."
"พี่นั้นเป็นห่วงความรู้สึกของบุตรสาวของเราที่อาจจะไม่พอใจกับการหมั้นหมายในครั้งนี้ เจ้าเองก็รู้ว่าหยางฉีนั้นเป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าธรรมดา ๆ ไม่ได้หล่อเหลาอีกทั้งยังเป็นกระดำกระด่าง ข้ากลัวว่าชิงเอ๋อร์นางจะคิดว่าพวกเราผลักไสให้นางแต่งงานกับบุรุษอัปลักษณ์นะสิ" เหอหลวนซานที่เอ่ยบอกภรรยาของตนด้วยสีหน้าหนักใจเกี่ยวกับเรื่องที่หยางเฟิงได้เอ่ยขอหมั้นหมายบุตรสาวคนเล็กของเขาให้กับบุตรชายคนโตของตนเอง
ซึ่งเขาเองก็ยังไม่กล้าเอ่ยปฏิเสธอีกฝ่ายไปด้วยเกรงใจและรู้สึกว่ายังติดหนี้บุญคุณอีกฝ่ายอยู่มาก ดังนั้นในตอนนี้เหอหลวนซานจึงยังไม่มีคำตอบให้กับอีกฝ่าย
ทางด้านเหอฟ่านชิงกับพี่ชายคนรองของนางก็กำลังเดินไปตามทางตีนเขาเพื่อไปยังบ้านท่านลุงหยางที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก อาจจะด้วยนิสัยของคนในบ้านหยางที่ชอบความสงบร่มรื่นจึงได้ซื้อที่ดินห่างไกลจากชาวบ้านเพื่อปลูกบ้านนั่นเอง
"พี่รองเจ้าคะ ที่หมู่บ้านของเราพอจะมีต้นไผ่เยอะหรือไม่เจ้าคะ" ในระหว่างที่เดินทางไปบ้านหยางอยู่นั้นเหอฟ่านชิงก็ได้เอ่ยถามถึงต้นไผ่ที่ในโลกปัจจุบันนั้นสามารถตัดมาสร้างบ้านได้ด้วยนางเองก็เคยนำมาใช้ทำบ้านในโลกก่อนอยู่บ้าง
"มีสิอยู่ห่างจากที่ดินของเราไปไม่ไกลมีเป็นป่าเลยละ แล้วเจ้าจะนำมาทำสิ่งใดกัน" เหอชงอี้เอ่ยตอบน้องสาวอีกทั้งยังเอ่ยถามถึงสิ่งที่เด็กสาวต้องการที่จะทำต่อไป
"ข้าจะลองนำไม้ไผ่มาสร้างบ้านของเราเจ้าค่ะ ถือว่าเป็นบ้านชั่วคราวเอาไว้มีเงินข้าค่อยสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับพวกเรา"
เด็กสาวที่เห็นว่าพี่ชายของตนนั้นดูสนใจในสิ่งที่นางเอ่ยจึงได้เอ่ยเล่าสิ่งที่ต้นไผ่นั้นสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมากมาย จนในที่สุดทั้งสองพี่น้องสกุลเหอก็ได้เดินมาถึงประตูหน้าบ้านของหยางเฟิง
จากสายตาที่มองสำรวจของเหอฟ่านชิงแล้วนั้น บ้านของหยางเฟิงนั้นถือได้ว่ามีฐานะอยู่ไม่น้อย เพราะบ้านที่จะสร้างจากอิฐทั้งหลังได้นั้นต้องมีตำลึงเงินไม่น้อย อีกทั้งการทำรั้วบ้านล้อมรอบเองก็ยังต้องใช้เงินมากเช่นเดียวกัน โดยตัวบ้านนั้นเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีขนาดกลาง ๆ มุงด้วยกระเบื้อง ก่อด้วยอิฐทั้งหลังซึ่งถือว่าน่าอยู่ไม่น้อยในสายตาของเด็กสาว
"ท่านลุงหยางขอรับอยู่หรือไม่ขอรับ" ในขณะที่เด็กสาวยังมองสำรวจรอบ ๆ บ้านอยู่นั้นเหอชงอี้ก็ได้เอ่ยเรียกเจ้าของบ้านด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างดังเพื่อบอกกล่าวแก่คนในบ้าน
รอไม่นานประตูไม้หน้าบ้านก็เปิดออกพร้อมกับร่างของชายชราหรือก็คือผู้เฒ่าหยางตี้ที่เป็นผู้เดินออกมาเปิดประตูและเมื่อเห็นว่าแขกที่มาเป็นใครชายชราก็เอ่ยทักทั้งสองด้วยในหน้ายิ้มแย้มอย่างใจดี
"เป็นอาอี้กับชิงเอ๋อร์เองหรอกรึมาที่บ้านปู่ด้วยเรื่องอันใดกันเล่า"
"คารวะท่านปู่หยางขอรับ / คารวะท่านปู่หยางเจ้าค่ะ" สองพี่น้องสกุลเหอต่างก็เอ่ยทำความเคารพชายชราตรงหน้าด้วยความอ่อนน้อมเรียกสายตาเอ็นดูจากอีกฝ่ายได้เป็นอย่างมาก
"ไม่ต้อง ๆ พวกเจ้าเข้ามาในบ้านก่อนเถิดแล้วค่อยพูดคุยธุระกัน" ชายชราเอ่ยบอกกับสองพี่น้องตรงหน้าจากนั้นก็เดินนำทั้งสองเข้าไปยังลานหน้าบ้านที่มีโต๊ะไม้เอาไว้สำหรับนั่งเล่นในทันที
"พวกเจ้านั่งรอกันก่อนเดี๋ยวปู่จะหาน้ำมาให้ดื่ม"ชายชราเอ่ยบอกกับทั้งสองและกำลังหมุนตัวจะเดินออกไปเอาน้ำมาให้กับสองพี่น้องเสียงหวานใสของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นในทันที
"ท่านปู่ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ..พวกข้าเพียงมาหาท่านลุงหยางเท่านั้นท่านปู่อย่าได้ลำบาก มา ๆ ท่านปู่มานั่งพักก่อนเถิดเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยเรียกชายชราเอาไว้ด้วยความเกรงใจ
"อ้อมาหาอาเฟิงหรอกรึ เขาเพิ่งจะออกไปดูกับดักสัตว์เมื่อครู่นี่เองเจ้ามีสิ่งใดกับเขาอย่างนั้นหรือ" เมื่อรู้ถึงธุระของสองพี่น้องสกุลเหอชายชราจึงได้เอ่ยบอกว่าบุตรชายของเขาไม่อยู่บ้านให้ทั้งสองคนฟัง
"เช่นนั้นข้ารบกวนท่านปู่หยางช่วยบอกท่านลุงหยางให้ด้วยนะเจ้าคะว่าข้าอยากจะได้ธนูขนาดพอดีและถือถนัดมือน้ำหนักเบาสำหรับข้า 1 คันพร้อมกับลูกธนู แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะมารับพร้อมจ่ายเงินค่าจ้างเจ้าค่ะ"
เมื่อรู้ว่าคนที่ตนเองมาหาไม่อยู่บ้านเหอฟ่านชิงจึงไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของชายชราจึงได้เอ่ยถึงธุระที่ตนเองมาในวันนี้ให้กับอีกฝ่ายทราบในทันที
"อ้อได้ ๆ เดี๋ยวปู่จะบอกอาเฟิงให้นะ " ชายชราเอ่ยปากตอบรับคำของเด็กสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
"ขอบคุณท่านปู่หยางมากเจ้าค่ะถ้าอย่างนั้นข้ากับพี่รองคงต้องขอตัวกลับก่อนแล้วเจ้าค่ะ ท่านปู่จะได้พักผ่อน "เด็กสาวเอ่ยลากับชายชราจากนั้นก็โค้งศีรษะให้อีกฝ่ายก่อนที่นางจะเดินออกมาจากบ้านในทันที
เพียงแต่ในช่วงเวลาที่เหอฟ่านชิงกำลังจะก้าวเดินผ่านพ้นประตูบ้านออกไปนั้นก็ได้มีร่างสูงของใครบางคนที่กำลังเดินสวนเข้ามาในบ้านเช่นเดียวกัน
เพียงแต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นไปมองสบสายตาของอีกฝ่ายกลับพบว่าบนใบหน้าของเขานั้นมีผ้าสีดำบาง ๆ ปิดส่วนล่างตั้งแต่สันจมูกลงไป ทำให้นางเห็นเพียงแววตาคมเข้มของอีกฝ่ายที่กำลังจ้องมองสวนกลับมาในช่วงที่พวกเขาทั้งสองเดินผ่านกันไปพอดี
ซึ่งถ้าดูจากดวงตาของอีกฝ่ายนางคาดเดาได้ว่าใบหน้าภายใต้ผ้าสีดำนี้คงจะดูหล่อเหลาเป็นอย่างมากแน่นอน แต่ทำไมในความทรงจำของเด็กสาวกลับไม่มีคนผู้นี้อยู่กันละ ช่างน่าสงสัยเสียจริง ๆ
************************************************************************************************
จุจุ ใช่พระเอกไหมนะ หรือว่าเป็นใครกันแน่นะ
หลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่" "เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า...""ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจ
"อ่ะ....ขออภัยเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่ถูกชนจนร่างผอมบางเซถอยหลังไปสองก้าวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายตามความเคยชิน"ชิงชิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ท่านเดินชนเพื่อนของข้าแล้วเจ้าค่ะ" หยางหลิงที่ได้ยินเสียงร้องของเหอฟ่านชิงจึงได้หันหลังกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตนนั้นได้เดินชนเข้ากับพี่ชายของนางจากมุมเลี้ยวตรงทางแยกของบ้านพอดี ด้วยความเป็นห่วงหยางหลิงรีบเข้าไปดูเพื่อนขอตนเองพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้เด็กสาวจงได้หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวในทันทีเช่นกัน"พี่ไม่ได้ตั้งใจพอดีไม่ทันได้มองนึกว่าเจ้าเดินมาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง" ชายหนุ่มคนเดิมที่เหอฟ่านชิงเคยพบเจอเมื่อครั้งที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย"อ่า...หลิงหลิงข้าไม่เป็นไรเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่เดินไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่ก้มหน้า" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าขอโทษ"ไม่เป็นไร แล้วทำไมเจ้าทั้งสองถึงได้เปียกปอนเช่นนี้กัน รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด" หยางฉี บุตรชายคนโตของหยางเฟิง อายุ 18 ปีมีนิสัย นิ่งขรึม พูดน้อ
หลังจากฝ่ามือของเหอฟ่านชิงที่ตบลงไปบนใบหน้าของ เหอลี่ถิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที แม้แต่เหล่าสตรีที่เป็นลูกไล่ของเหอลี่ถิงก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดไม่ออก"เจ้าจะด่าทอข้าหรือทำร้ายข้า ข้าไม่เคยสนใจ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเรียกบิดาของข้าแบบนั้นเข้าใจหรือไม่!" ภายใต้ความเงียบจู่ ๆ เสียงเหยียบเย็นของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นทำเอาเหอลี่ถิงพร้อมทั้งลูกสมุนของนางต้องตกใจอีกครั้งกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอาจจะเพราะแต่ก่อนนั้นเหอฟ่านชิงคนเดิมนั้นอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คนและขี้กลัวนางจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอด เพียงแต่กับเหอฟ่านชิงคนใหม่นั้นถึงแม้นิสัยส่วนตัวจะไม่ชอบหาเรื่องใคร รักสงบแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของนางนางก็พร้อมที่จะเอาคืนคนผู้นั้น และเส้นแบ่งเขตของเหอฟ่านชิงก็คือคนในครอบครัวที่นางรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด มีหรือที่เด็กสาวจะยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายบิดาของตนเองได้"น..นังฟ่านชิงแก! นี่แกกล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นรึ แกคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะหะ!" หลังจากที่ได้สติคืนกลับมาเหอลี่ถิงก็ถึงกับเกรี้ยวกราดตะค
ช่วงปลายยามอู่ (11.00-12.59 น.) ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็พากันกลับมาถึงบ้านของพวกเขา เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยถามบิดาและมารดาของตนที่ในวันนี้นางได้ให้พวกท่านช่วยกันตีนุ่นเพื่อใช้สำหรับทำผ้านวมและฟูกนอนรอระหว่างที่พวกเขาสามพี่น้องไปขายปลาในตัวเมือง"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทานมื้อเที่ยงกันหรือยังเจ้าคะ?""ยังเลยลูก พ่อเจ้าบอกจะรอพวกเจ้าก่อนค่อยทานพร้อมกันน่ะ" นางมี่ซือเป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของบุตรสาวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนใบหน้าสวย"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะรีบไปทำมื้อเที่ยงให้ทุกคนทานกันนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกทั้งสี่คนก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังครัวแล้วจัดการทำมื้อเที่ยงอย่างง่ายพียงอย่างสองอย่างจากนั้นคนบ้านเหอก็ได้ร่วมกันทานมื้อเที่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจจะด้วยเครื่องปรุงหลาย ๆ อย่างยังไม่ครบทำให้อาหารที่เหอฟ่านชิงทำนั้นยังคงมีรสชาติธรรมดา ๆ ไม่ได้อร่อยมากมายจึงยังไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็บอกให้พี่ชายทั้งสองไปยังป่าไผ่เพื่อเริ่มตัดไม้ตามขนาดที่นางได้สั่งเอาไว้ เพื่อจะนำมาสร้างบ้านในวันต่อ ๆ ไป ส่วนเหอฟ่านชิงเองก็ได้เดิน
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขามัวแต่ตกใจเรื่องของน้องสาวเลยไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ขายได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงอีกครั้งกับจำนวนเงินที่ขายปลาได้ในวันนี้ นี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเสียอีกนะ"นายท่านข้าขอเป็นสี่ตำลึงกับแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" เป็นเหอฟ่านชิงที่ยังคงรักษาท่าทางสุขุมเอาไว้ได้แล้วเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าไป"ได้…แล้วก็พวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงตู้ก็พอไม่ต้องเรียกนายท่านหรอกเพราะข้าเป็นเพียงผู้จัดการร้านเท่านั้น" ตู้หมิงเอ่ยบอกทั้งสามพี่น้องด้วยสีหน้าเอ็นดู ยิ่งกับแม่นางน้อยอย่างเหอฟ่านชิงแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าตนอยากมีหลานสาวที่ฉลาดเช่นนี้บ้าง"ขอรับ / เจ้าค่ะ"สามพี่น้องสกุลเหอเองก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านด้วยรู้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเราควรจะตอบรับมากกว่าปฏิเสธ
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวเหอก็ยังคงใช้ชีวิตกันเหมือนอย่างเคยเพราะหลังจากที่แยกบ้านออกมาจากบ้านใหญ่พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยชวนพี่ชายทั้งสองไปที่ลำธารหลังบ้านตามเดิมเพื่อจับปลาไปขายในตัวเมืองซึ่งพวกของเหอฟ่านชิงก็ได้ปลามาเพิ่มอีกเกือบสิบตัว พอรวมกับปลาของเมื่อวานก็ได้ราว ๆ ยี่สิบกว่าตัว เมื่อมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าล่วงเลยเข้าปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.) สามพี่น้องสกุลเหอก็ได้กลับมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่แห้งจากนั้นก็พากันออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในทันทีด้วยเด็กสาวต้องการที่จะประหยัดค่าเดินทางนางจึงได้เลือกใช้วิธีเดินเท้าแทนที่จะนั่งเกวียน อีกทั้งไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดินทางเข้าเมือง มีทั้งชาวบ้านใกล้เคียงหรือชาวบ้านหมู่บ้านเป่าหนิง บางครอบครัวก็เลือกใช้การเดินทางด้วยเท้าเข้าไปแทนการนั่งเกวียน สามพี่น้องสกุลเหอเองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในเหล่าชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมือง เพียงแต่จะแปลกหน่อยก็เพราะที่ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสองนั้นที่ตะกร้าคนละใบที่ไม่รู้ว่าด้านในนั้นใส่อะไรเอาไ







