LOGINเรื่อง... รอยรักของซาตาน เรื่องย่อ : ' ศิวะ อัคราวัล' ชายหนุ่มที่ประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงานที่มั่นคง ความรักที่ดี ชีวิตของเขาช่างสมบูรณ์แบบ ทว่า...คนรักของเขา ' อัมมาวดี เชาฮาน' กลับทรยศ หักหลัง เขา ไปหาคนที่ดีกว่าเขาในทุกๆด้าน ชายหนุ่มที่แสนดีบูชาในความรัก กลับกลายเป็นคนเย็นชา แข็งกระด้าง ไร้ความอ่อนโยน และ' อัมพิกา เชาฮาน ' จะทำอย่างไรเมื่อเขาดึงเธอเข้ามาในเกมของเขา " มาเป็นของพี่ซะ แล้วเรื่องทุกอย่างจะจบ" " แล้วพี่จะต้องเสียใจที่ดึงหนูเข้ามาในเกมนี้"
View Moreปัจจุบัน — มหานครมุมไบ
แสงไฟของตึกระฟ้าของมหานครมุมไบสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ในห้องทำงานชั้นบนสุดของตึก อัคราวัล กรุ๊ป... บริษัทส่งออกและผลิตสินค้าอุตสาหกรรมรายใหญ่ติดอันดับสามของเอเชีย ที่เพิ่งย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่มุมไบเมื่อสองปีก่อน ด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของนครที่ไม่เคยหลับไหล อยู่ในสายตาคมกริบของชายหนุ่มในวัยสามสิบห้าปียืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้ากระจก แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตแบรนด์หรูสั่งตัดพิเศษ ดูผึ่งผายและมั่นคง ทว่า...เงาสะท้อนบนแผ่นกระจก กลับฉายชัดถึงแววตาเย็นชาและแข็งกระด้างของเขา ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆกับแก้วบรั่นดีราคาแพงในมือ เสียงน้ำแข็งกระทบกับแก้วใสเบาๆจนแทบไม่ได้ยินเสียง แต่...เสียงนั้นกลับดังชัดขึ้นมาในห้องทำงานที่เงียบราวกับป่าช้าแห่งนี้ แต่แล้ว... แรงสั่นสะเทือนบางอย่างบนโต๊ะทำงาน ก็ดึงความสนใจของเขาจากวิวทิวทัศน์ข้างนอกกระจกได้เป็นอย่างดี ขาเรียวยาวภายใต้กางเกงสแล็คสีดำสนิทก้าวเข้าไปหยุดนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน แก้วบรั่นดีในมือถูกวางลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา พร้อมกับโทรศัพท์เครื่องหรูถูกยกขึ้นแนบใบหูอย่างเชื่องช้า “ ว่าไง ” น้ำเสียงที่กรอกลงโทรศัพท์นั้น ช่างดูเย็นชา แต่กลับแฝงไปด้วยความเด็ดขาด ( จัดการเรียบร้อยแล้วครับ ท่านประธาน) ปลายสายนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงขี้เล่น แต่กลับแฝงไปด้วยความจริงจังบางอย่าง ที่ทำให้เจ้านายหนุ่มยกยื้มมุมปากด้วยความพอใจ “ดีมาก อย่าให้เหลือหลักฐานล่ะ” (แน่นอนอยู่แล้วครับ วางใจได้เลย) สิ้นเสียงของปลายสาย เขาก็กดวางสายอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีนิลฉายแววความพึงพอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด รายงานจากเลขาคนสนิท ที่เขาเพิ่งส่งไปจัดการคู่แข่งทางธุรกิจรายล่าสุด ที่กล้ามาลองดีกับเขา... ความสำเร็จ อำนาจ เงินตรา...ตอนนี้เขามีมากกว่าที่วาดฝันไว้เสียอีก แต่สิ่งเดียวที่ไม่อาจซื้อกลับคืนมาได้ก็คือหัวใจ หัวใจที่แหลกสลายและความศรัทธาที่ถูกเหยียบย่ำราวกับตกอยู่ในห้วงความมืดมิด ชายหนุ่มก้าวเข้าไปนั่งเก้าอี้หนังที่อยู่หลังโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีตัวใหญ่ บนนั้นนอกจากจะมีเอกสารและคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดแล้ว ข้างๆก็ยังมีรูปใบเล็กๆในกรอบรูปตั้งอยู่... รูปถ่ายของหญิงสาวในชุดส่าหรีสีแดงสด ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดวงตาสุกใสราวกับดวงดาว อัมมาวดี เชาฮาน... ชื่อนี้ยังคงบาดลึกในความทรงจำของชายหนุ่มทุกครั้งที่เอ่ยถึง ถึงแม้จะพยายามฝังกลบไว้ในเศษซากปรักหักพังของหัวใจไว้นานเท่าใดก็ตาม ความขมขื่นแล่นริ้วขึ้นจุกอก ศิวะหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมา นิ้วหัวแม่มือลูบไล้บนกระจกใสที่กั้นใบหน้าของอดีตคนรักอย่างแผ่วเบา ทว่า...แววตาของเขากลับแข็งกร้าวขึ้นทุกขณะ หึ...ความรัก เขานึกเย้ยหยันในใจ มันเป็นคำลวงที่สวยหรูมากที่สุดในโลก... แต่แล้ว... เมื่อนึกถึงความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดเมื่อ สองปีก่อน ความเจ็บปวดนั้นราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน... ย้อนกลับไปสองก่อน ร้านอาหารหรู The golden lotus. ,เมืองชัยปุระ เสียงเปียโนบรรเลงเพลงรักหวานซึ้งเคล้าคลอไปกับบรรยากาศโรแมนติกของร้านอาหารที่อบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกไม้สดและอาหารรสเลิศ เหมาะสมกับคู่รักหรือหนุ่มสาวที่ต้องการสารภาพรักต่อกัน ทว่า...มันคงไม่ใช่กับคู่ของเขา ชายหนุ่มในวัยสามสิบสามปี ก้าวเข้ามาในร้านด้วยท่าทางสุขุม เจ้าของธุรกิจส่งออกอุตสาหกรรมที่กำลังรุ่งโรจน์จนติดอันดับแนวหน้าของประเทศ แต่หัวใจของเขากลับหนักอึ้งด้วยความกังวล เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนคนรักของเขา อัมมาวดีส่งข้อความนัดพบเขา ศิวะไล่สายตาอ่านทุกตัวอักษรที่หญิงคนรักส่งมา มันห่างเหินและเป็นทางการจนน่าใจหาย (ศิวะคะ... เย็นนี้เจอที่ The Golden Lotus. นะคะ ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย) เธอนั่งรออยู่แล้วที่โต๊ะมุมสุด ชุดส่าหรีสีฟ้าพาสเทลที่เธอสวมใส่นั้นขัดสีผิวของเธอให้ผ่องใส ใบหน้าของเธอยังคงงดงามเช่นเคย ทว่า...ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกลับฉายแววเฉยเมยและหลบเลี่ยงอยู่ตลอดเวลา “รอนานไหม” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ดวงตาสีนิลฉายแววความอ่อนโยนปนปวดร้าวอยู่ลึกๆ “ไม่ค่ะ... ฉันเพิ่งมาถึง” เธอตอบเสียงเบา ใบหน้าสวยฉาบไปด้วยความหม่นหมอง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นพลางเหลือบมองเขา ก่อนจะหลุบตาลงมองปลายนิ้วตัวเอง เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ความเงียบเริ่มเข้ามาปกคลุมพวกเขา จนกระทั่งอัมมาวดีสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาตรงๆด้วยแววตาสั่นระริก “ศิวะคะ...” เสียงหวานเอ่ยเรียกเขาอย่างแผ่วเบา มือทั้งสองที่วางไว้บนตักบีบเข้ากับแน่นจนซีดขาว “เราคงไปต่อกับไม่ได้... ฉันว่า... ควรหยุดความสัมพันธ์ของเราไว้แค่นี้” ถ้อยคำนั้นเหมือนมีค้อนหนักทุบลงกลางใจ แม้ว่าเขาจะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่ความเจ็บปวดที่แล่นปราดเข้าหัวใจ มันกำลังบีบให้เขาใจสลาย ชายหนุ่มกระตุกยิ้มเย้ยหยัน เขาไม่แปลกใจ... ไม่เลยสักนิด หลังจากที่ได้เห็นบางอย่างด้วยตาตัวเอง “เหตุผลล่ะ อัมมาวดี” เขาเอ่ยถามเสียงต่ำ มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนออกมา พยายามข่มอารมณ์ที่ปะทุขึ้นภายใน “ฉัน...ฉันไม่อยากโกหกคุณอีกต่อไปแล้วค่ะ” น้ำเสียงสั่นเครือของเธอเอ่ยขึ้น “ฉันเจอคนอื่นแล้ว... คนที่ฉันอยากจะใช้ชีวิตด้วย ฉันขอโทษนะคะศิวะ แต่ฉันเลือกเขา” “หึ... เรื่องนี้เองสินะ” ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็นชา พลางล้วงหยิบอะไรบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อสูท แล้ววางลงบนโต๊ะเบื้องหน้าเธอ ภาพถ่ายหลายใบของอัมมาวดีกับชายคนหนึ่ง คนที่ชื่อ ราฟี เชค นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และนักการเมืองหนุ่มไฟแรงจากมุมไบ ท่าทางสนิทสนมเกินเพื่อนในภาพเหล่านั้นเป็นหลักฐานชั้นดี... ว่าเธอมีคนอื่น ใบหน้าสวยของเธอซีดเผือด เมื่อเห็นภาพเหล่านั้นจากเขา หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำราวกับกลองศึก ความหวาดหวั่นแล่นเข้ามาจนเธอไม่กล้าสบตาเขา “ ราฟี เชค...ทำธุรกิจอยู่มุมไบ เมืองในฝันของคุณเลยนี่” ศิวะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ตอนนี้เขากำลังจะลงเล่นการเมืองสินะ อนาคตไกล...กว่า นักธุรกิจส่งออกอย่างผมเยอะเลย” “ศิวะ... มันไม่ใช่แบบนั้นนะคะ” “ไม่ใช่แบบนั้น?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วเชิงถาม ดวงตาคมกริบมองเธออย่างตัดพ้อ “แล้วมันเป็นแบบไหน? เขาให้ในสิ่งที่ผมทำให้ไม่ได้งั้นสิ ความมั่นคงที่คุณใฝ่ฝัน... บริษัทของผมคุณก็รู้ว่ามันเติบโตมากแค่ไหน หรือ มันยังมั่นคงไม่พอในสายตาคุณ” อัมมาวดีส่ายหน้าเบาๆ น้ำตาเริ่มคลอเบ้าดวงตาคู่สวย “มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรืออำนาจหรอกค่ะศิวะ... แต่ราฟี เขามีความทะเยอทะยาน มีคอนเนคชั่นที่กว้างขวาง เขา...เขาสามารถทำให้ความฝันของฉันเป็นจริงได้” “ความฝัน?” ชายหนุ่มหัวเราะออกมาในลำคอราวกับมันเป็นเรื่องตลก “ความฝันที่จะเป็นคุณนายของนักการเมืองใหญ่โต มีหน้ามีตาในสังคมสินะ! แล้วความรักของเราตลอด สามปีที่ผ่านมาล่ะอัมมาวดี มันไม่มีความหมายอะไรกับคุณเลยหรือ!?” ความรักที่เริ่มต้นขึ้นอย่างงดงามเมื่อสามปีก่อน... ในงานเทศกาลแกงการาประจำเมืองอุทัยปุระ เขาในวัยสามสิบปีไปร่วมงานในนามบริษัทของครอบครัว ไม่เคยคิดเลยว่าหัวใจที่เคยเรียบนิ่งราวกับหินผาจะถูกสั่นคลอนโดยผู้หญิงในชุดส่าหรีสีแดงเพลิง เดินถือหม้อน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ในขบวนแห่ รอยยิ้มของเธอในวันนั้นราวกับมีแสงตะวันสอดสาดส่องเข้ามาในชีวิตอันไร้ชีวิตชีวาของเขา และได้ช่วยเธอคว้าหม้อที่ทำท่าจะหล่นจากศีรษะ เขาได้รู้ชื่อเธอในวันนั้น อัมมาวดี เชาฮาน หญิงสาวผู้เปรียบดุเทพธิดาในใจของเขา... นั่นคือจุดเริ่มต้น... จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง “ฉันขอโทษ... ขอโทษจริงๆค่ะศิวะ” อัมมาวดีพร่ำพูดคำขอโทษออกมาด้วยความเสียใจ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม แต่สำหรับเขา มันเป็นเพียงแค่คำพูดราคาถูกที่ไม่อาจชดเชยความเจ็บปวดที่เขาได้รับ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาสีนิลจ้องมองอดีตคนรักเป็นครั้งสุดท้าย ความรัก ความภักดี ความไว้วางใจที่เคยมอบให้ ตอนนี้มันมลายสิ้นไปในพริบตา เหลือเพียงความเย็นเหยียบที่เข้ามาเกาะกุมหัวใจที่แตกสลายยับเยิน “ผมรักคุณหมดหัวใจ อัมมาวดี...แต่คุณกลับตอบแทนความรักของผมด้วยการนอกใจ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า น้ำตาสายหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตา ก่อนเขาจะปัดมันออกอย่างรวดเร็ว “ผมจะทำให้คุณรู้ซึ้ง... ว่าการทรยศผมมันเป็นยังไง และคุณจะต้องชดใช้ในสิ่งที่คุณทำกับผม!!” เขาหันหลังเดินจากไปทันที ไม่รอคำแก้ตัวใดๆที่ออกมาจากปากอดีตคนรักอีก ทิ้งให้อัมมาวดีนั่งร้องไห้มองตามแผ่นหลังของเขาด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจ แต่ทุกอย่างมันก็สายเกินไปแล้ว... ปัจจุบัน เมื่อนึกถึงอดีตที่เจ็บปวด ความรักที่สวยงามจบลงด้วยหัวใจที่แตกสลาย มือหนาวางวางกรอบรูปลงบนโต๊ะดังเดิม ดวงตาคมกริบที่เคยเรียบนิ่ง ตอนนี้ไฟแค้นที่สุมมาตลอดสองปีเกิดขึ้นในแววตาของเขา ไม่... เขาจะไม่ยอมให้ความเจ็บปวดนี้สูญเปล่า อัมมาวดี... ต้องชดใช้ในสิ่งเธอทำ ตอนนี้เธอคงมีความสุขอยู่กับชายคนรักคนใหม่ของเธอ... แต่น้องสาวสุดที่รักของเธอ อัมพิกา เชาฮาน... จะต้องรับรู้ถึงรสชาติความทรมานที่เขาเคยได้รับ รอยยิ้มเย็นเหยียบผุดขึ้นที่มุมปากราวกับมีซาตาน ได้ผุดขึ้นมาจากเถ้าถ่านในใจที่แตกสลาย ปุ่มอินเตอร์คอมบนโต๊ะทำงานถูกกดลงอย่างช้าๆ “อาร์มัน... เข้าพบฉันด่วน” ไม่นานนัก ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ชายร่างสูงโปร่งท่าทางเฉลียวฉลาดในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามาอย่างอารมณ์ดี โค้งคำนับเจ้านายเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลา มีรอยยิ้มทะเล้นประดับอยู่ตลอดเวลา “ครับ... ท่านประธาน” “ฉันต้องการข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับตระกูลเชาฮาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกสาวคนเล็กของตระกูลนั้น” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่า...มันกลับทรงอำนาจอย่างบอกไม่ถูก “อัมพิกา เชาฮาน” อาร์มันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นไปอีกระดับ สายตาขี้เล่นสบกับเจ้านายแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รับทราบครับ... ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ข้อมูลทุกอย่างจะอยู่ในมือคุณทันที” “ดี...” ชายหนุ่มผงกศีรษะช้าๆ แววตาของเขาฉายความพึงพอใจและประกายบางอย่างที่ทำให้อาร์มันรู้สึกเย็นเหยียบไปถึงสันหลัง “หาข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอ... กิจวัตรประจำวัน เพื่อนสนิท จุดอ่อน...ทุกอย่างที่เธอรักและผูกพัน” รอยยิ้มเย็นปรากฏขี้นบนใบหน้าหล่อเหลาที่เคยอ่อนโยน ตอนนี้ราวกับมีซาตานเข้ามาสิงสู่ “อัมมาวดี... สิ่งที่เธอรักมากที่สุด ฉันจะทำลายมันซะ”บ้านเชาฮาน, เมืองอุทัยปุระสายลมเย็นพัดผ่านร่างของหญิงสาวที่ออกมารับลมเล่นที่ระเบียงห้อง ดวงตาสีน้ำผึ้งทอดมองไปยังพื้นผิวของน้ำทะเลสาบที่เป็นประกายระยิบระยับใต้แสงแดด เสียงคลื่นกระทบชายฝั่งเป็นจังหวะ บรรยากาศดูสงบร่มเย็น ทว่า...หัวใจของเธอกลับไม่ได้สงบเช่นบรรยากาศ นี่ก็ผ่านมาห้าวันแล้วนับแต่วันที่เธอออกจากโรงพยาบาล ศิวะไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย จะมีเพียงแค่ส่งข้อความมากวนประสาทเป็นบางวัน เธอละสายตาจากวิวทะเลมาที่โทรศัพท์เครื่องหรูในมือ ปลายนิ้วเลื่อนปลดล็อคหน้าจอ เธอเปิดค้างอยู่ที่รายชื่อติดต่อ เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงเปิดหน้านี้ค้างไว้ แต่... อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานหมั้นของพี่สาวของเธอ และปราโมทย์พ่อของเธอก็เชิญเขามางานนี้ด้วย ซึ่งเธอไม่มั่นใจเลยว่าชายหนุ่มจะทำอะไรที่เหนือความคาดหมายหรือเปล่า"เลิกคิดเถอะ..." เสียงหวานพึมพำกับตัวเอง ปลายนิ้วของเธอลูบคลำบนหน้าจอโทรศัพท์ไปมา ก่อนจะปิดหน้าจอลง หญิงสาวพยายามทำให้ใจสงบ ทว่า... ยิ่งพยายามสงบใจมากขึ้นเท่าไหร่ ความรุ่มร้อนภายในจิตใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น...ความคิดมากมายทะลักเข้ามาในหัว มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ถ้าเกิดว่า...
เมื่อชายหนุ่มออกไปแล้ว ปราโมทย์ก็อยู่เป็นเพื่อนลูกสาวอย่างเงียบๆ เขานั่งปอกผลไม้อย่างชำนาญ เก็บแอปเปิ้ลที่ถูกหั่นชิ้นอย่างสวยงามยื่นไปที่ปากของอัมพิกาอัมพิกาอ้าปากรับผลไม้ที่คนเป็นพ่อส่งให้ด้วยรอยยิ้ม หญิงสาวปิดปากเคี้ยวด้วยความเอร็ดอร่อย การที่พ่อของเธอมานั่งปอกผลไม้และป้อนเธอนั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก เพราะปกติแล้วปราโมทย์จะนั่งอยู่ในห้องทำงานทั้งวัน ยกเว้นเวลาทานอาหาร "ขอบคุณนะคะพ่อ" "ขอบคุณอะไร?" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาอย่างเรียบเฉย มือที่กำลังปอกผลไม้อยู่ถึงกับชะงัก "ก็... ขอบคุณที่ดูแลหนู แล้วก็เข้าไปช่วยหนูไงคะ" หญิงสาวเอนตัวไปซบที่แขนแกร่งอย่างออดอ้อน รู้สึกถึงฝ่ามือที่กำลังลูบผมเธออย่างอ่อนโยน ดวงตาคู่สวยหลับพริ้มรับรู้ถึงความรักของพ่อที่มีต่อเธอ "ลูกสาวตกอยู่ในอันตรายทั้งที พ่อจะอยู่เฉยได้ยังไง" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น พลางดันตัวลูกสาวออกมาเบาๆ "ค่า...แล้วแม่เป็นยังไงบ้างคะ?" "ก็เรื่อยๆ... ปกติดี ไม่ได้แพ้อะไร" อัมพิกาพยักหน้า มารดาของเธออายุก็มากแล้ว แต่ดันมาตั้งครรภ์อีก ไม่รู้ว่า... น้องในครรภ์จะเป็นผู้หญิงหรือ ผู้ชายกันนะ หญิงสาวคิดขึ้นมาด้วยความสงสัย มือบางหยิบแอป
อีกด้านหนึ่งของป่า ราฟีและปราโมทย์พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เดินแกะรอยทั้งสามคนเข้ามาในป่า ที่นี่เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ทำให้ป่าที่นี่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ และมีสัตว์ร้ายชุกชุม พวกเขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง จนกระทั่ง...ปัง! ปัง! มีเสียงปืนดังขึ้นในอีกด้านหนึ่งของป่า ทำให้พวกเขาหยุดชะงัก หัวใจของคนเป็นพ่ออย่างปราโมทย์เต้นรัวด้วยความหวาดกลัวและเป็นห่วงลูกสาวคนเล็กอย่างสุดซึ้ง เขาภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้าให้พระองค์คุ้มครองลูกสาวของเขาด้วย "เร็วเข้า!" ปราโมทย์คำรามใส่เจ้าหน้าที่เสียงดังลั่น คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน เขาเดินไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว ราฟีและเจ้าหน้าที่เร่งเดิมตามหลังชายหนุ่มใหญ่อย่างเร่งรีบ นักการเมืองหนุ่มรับรู้ถึงความเป็นห่วงพี่มีต่อลูกสาวคนเล็กของปราโมทย์ได้เป็นอย่างดี ทว่า...เสียงปืนที่ดังใกล้ขนาดนี้ บางทีพวกเขาอาจจะอยู่ใกล้ๆแถวนี้ก็ได้ "เดี๋ยวก่อน" ชายหนุ่มหยุดว่าที่พ่อตาเอาไว้ ใบหน้าเคร่งเครียดของเขาทำให้ปราโมทย์ถึงกับหยุดชะงัก"มีอะไร?" "เสียงปืนดังใกล้ขนาดนี้ พวกคุณคิดว่าจะเป็นพวกไหน?" น้ำเสียงเรียกเฉยของเขาเอ่ยขึ้นมาอย่างเนิบนาบ ราฟีประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าเอาไว้ หากว
"บ้าเอ๊ย!" อาร์มันสบถในลำคอ ก่อนจะพุ่งเข้าเข้าไปตวัดขาใส่คนพูดเป็นแรก ท่ามกลางกลุ่มคนที่มีอาวุธครบมือ ปัง! ปัง! เสียงปืนดังก้องไปทั่วป่า กระสุนวิ่งผ่านหูในระยะประชิดจนทำให้อาร์มันเบี่ยงตัวหลบหลังต้นไม้แทบไม่ทัน เปลือกไม้แตกตามแรงปะทะ ท่อนไม้ในมือศิวะถูกเหวี่ยงออกไปผัวะ! กระทบกับร่างกายของกลุ่มชายในเครื่องแบบอย่างรุนแรง จนเซถอยไปหลายก้าว ฮาร์มันสบโอกาสก็พุ่งเข้าไปตวัดเท้ากระแทกปืนในมือศัตรูจนมันหลุดกระเด็นไป ด้านศิวะก็ไม่น้อยหนาใช้เท้าเตะเสยคางหนึ่งในนั้นจนสลบเหมือดอึก! อาร์มันรีบเข้าเตะซ้ำจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายหมดสภาพแล้ว ก่อนจะหันหลังเข้าหากันเมื่อคนที่เหลือกระจายตัวมาล้อมพวกเขาเอาไว้ "คุณเคยแสดงละครไหม?" อาร์มันหอบหายใจหนัก พลางพูดหยอกเย้าอีกฝ่ายอย่างขี้เล่น"หึ!" ใบหน้าคมเข้มกระตุกรอยยิ้มมุมปากก่อนจะพุ่งเข้าหักแขนศัตรูไปด้านหลัง พร้อมกับรับปืนมาอยู่ในมือ ปัง! เสียงลั่นไกกระทบไหล่ของชายอีกคนดังลั่น แล้วเอี้ยวตัวไปยิงเข้าที่ลำตัวของเขาทันทีโดยใช้ร่างของเพื่อนศัตรูเป็นเกราะกำบัง "เวรเอ๊ย!... ฉันไม่ใช่นักแสดงหนังบู๊นะ" อาร์มันพึมพำเสียงเบาๆ ในใจนึกถึงหน้าลูกเมียเอาไว้เพื่อเป





