ANMELDEN“อีกสี่วันผมจะกลับมาที่นี่ครับ ส่วนเรื่องน้องดาเอาไว้คุณว่างจริงๆ โอเคไหมครับปิ่น” เตโซยังยืนยันคำเดิมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น บ่งบอกให้รู้ว่าคำพูดของเขาถือว่าเด็ดขาด
“คุณนี่นะ บางทีก็คล้ายคุณปู่ของฉันเลย ถามจริง แอบเป็นหลานคุณปู่หรือเปล่าคะ” เธอมองเขาด้วยรอยยิ้มเมื่อได้ยินน้ำเสียงของเขาและสีหน้าที่จริงจังทำให้นึกถึงผู้เป็นปู่ก่อนจะยกมือที่กำหมัดหลวมๆ เอาไว้ขึ้นมาเท้าคาง สบสายนัยน์ที่ชวนมองอยู่ตลอดเวลาของเขา
“ก็น่าจะใช่ สงสัยผมคงเป็นหลานเจ้าสัวไม่ชาติที่แล้วก็ชาตินี้ล่ะมั้ง พอเห็นคุณมีกิจวัตรแต่ละวันแล้วก็อดที่จะเป็นห่วงใส่ใจไม่ได้เลย ผมเริ่มเข้าใจเจ้าสัวแล้วสิว่าทำไมถึงอยากให้คุณแต่งงาน” เตโซยิ้มรับคำพูดของเธอด้วยความขบขันก่อนจะยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้พลางมองสบสายตาหวานที่มองมาซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มพลางตอบโต้หยอกล้อไปกับคำพูดของเธอได้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน
เพราะตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวมีความสนิทสนมมากขึ้นและเป็นกันเองในแบบที่เป็นตัวของตัวเองได้อย่างไม่อึดอัดใจ ระยะห่างและการรักษาท่าทีก็หายไปตอนไหนไม่รู้จนกลายเป็นว่าสามารถพูดคุยหยอกล้อกันได้ราวกับว่าเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ไปเสียแล้ว
ทั้งสองต่างมองสบสายตาไม่พูดคำใดขึ้นต่อราวกับถูกต้องมนตร์ให้ตกไปอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองที่กำลังพูดถึงอีกฝ่ายอยู่ภายในใจ จนกระทั่งอาการสั่นไหวเล็กๆ ที่ค่อยๆ ก่อเกิดขึ้นที่ก้อนเนื้อด้านในอกด้านซ้ายของคนทั้งสองเมื่อได้สบสายตากันนานกว่าสามทีจึงทำให้ทั้งสองได้สติส่งเสียงกระแอมก่อนจะผละออกห่างยืดตัวตรงต่างเบนสายตามองไปทางอื่น
หากทว่า ก็ยังคิดที่จะแอบดึงสายตากลับมามองกันอีกครั้ง รอยยิ้มกว้างและเสียงหัวเราะจึงดังขึ้นทันทีที่ได้หันกลับมาสบสายตา
หลังจากพูดคุยกันพอสมควรแล้วทั้งสองก็แยกย้ายกันเพื่อให้พื้นที่ส่วนตัวจนกระทั่งถึงเวลาที่เตโซจะต้องเดินทางไปสนามบิน หญิงสาวจึงอาสาไปส่งและจัดแจงทุกอย่างให้ไม่วายอดเป็นห่วงไม่ได้เมื่อชายหนุ่มไม่ยอมให้คนสนิทติดตามไปด้วย รวมไปถึงคนสนิทอีกคนที่เธอยังไม้เห็นหน้าคาตาจนมาถึงบัดนี้จึงเอ่ยคำถามออกไปอย่างสงสัยใคร่รู้
“ทำไมคุณไม่พาเคนกลับไปด้วยล่ะคะ แล้วพฤกษ์ก็ด้วยฉันยังไม่ได้เจอสักทีเลยค่ะ” ปิ่นอนงค์พูดขึ้นหลังยื่นตั๋วเครื่องบินให้กับเตโซหลังอาสาจัดการให้กับเขาเพื่อเป็นการตอบแทนการดูแลจากชายหนุ่มด้วยความไม่เข้าใจ
“ถ้ามีเคนอยู่ที่นี่ผมจะสบายใจระหว่างที่ขึ้นไปกรุงเทพฯ ส่วนพฤกษ์มีงานด่วนมากลับไปตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วครับ” เตโซเอ่ยตอบอย่างไม่ปิดบังหรือมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา
หากแต่เขายินดีที่จะพูดออกไป
“อ๋อ มุกก็เพิ่งกลับไปอาทิตย์ก่อนด้วยอีกคน...งั้นเดินทางปลอดภัยนะคะ คุณรีบเข้าเกทเถอะค่ะ ใกล้ได้เวลาแล้ว วันกลับก็อย่าลืมโทร. มานะคะ ฉันจำได้มารับ” เธอพยักหน้าเข้าใจไม่วายกำชับเขาเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ตั้งแต่ออกจากพลูวิลลาจนมาถึงสนามบิน
“ผมไม่ลืมครับ แล้วเจอกันครับปิ่น” เตโซส่งยิ้มบางก่อนจะยกมือขึ้นมาโบกลาเล็กน้อยแล้วหมุนตัวเดินตรงไปยังประตูเกท
ปิ่นอนงค์ยืนมองตามหลังชองชายหนุ่มก่อนจะระบายยิ้มกว้างเมื่อเขาหันกลับมาส่งยิ้มอีกครั้งแล้วเดินเข้าเกทไปจนลับสายตา หญิงสาวจึงหมุนตัวเดินกลับออกจากสนามบินไปขึ้นรถของตัวเองที่เลือกจะขับมาส่งเขามากกว่าจะรบกวนคนขับรถของโรงแรมที่มีหน้าที่บริการลูกค้า เมื่อเดินมาถึงรถปิ่นอนงค์ก็ไม่รอช้าที่จะขึ้นรถแล้วสาร์ตเครื่องขับออกจากลานจอดรถสนามบินกลับพลูวิลลาทันทีเมื่อใกล้ได้เวลาพาเจ้นายทานมื้อเย็นก่อนเข้านอนเมื่อในวันพรุ่งนี้เด็กชายตัวน้อยจะต้องตื่นเช้าไปเรียน
ราวสิบนาทีได้ที่ปิ่นอนงค์ขับรถออกมาจากสนามบินสายเรียกเข้าก็ดังขึ้น หญิงสาวจึงกดปุ่มรับสายที่พวงมาลัยรถเสียงเจื้อยแจ้วของเจ้านายก็ดังขึ้นเร่งให้เธอกลับถึงพลูวิลลาไวๆ เมื่อเด็กชายตัวเองอดมาส่ง ‘ปาป๋าของเขา’ ที่สนามบินด้วยเพราะเธอไม่อยากให้เด็กชายตัวน้อยนั่งรถไกลเมื่อจะต้องพักผ่อนให้เยอะๆ ก่อนไปเรียน หากวันนี้ทำกิจกรรมจนเหนื่อยจนพรุ่งนี้จะอิดออดไม่ยอมไปเรียน
“มามี้ส่งปาป๋าเสร็จยังครับ น้องนายหิวแล้ว” เสียงเจื้อยแจ้วพูดอย่างเร่งปิ่นอนงค์ตามประสาเด็กน้อย
“เสร็จแล้วครับ ใกล้จะถึงแล้วนะ อีกประมาณสิบนาทีกว่ามามี้ก็จะถึงแล้วครับ เด็กอ้วนกินเก่งจังเลยนะครับ” ปิ่นอนงค์ตอบไม่วายเอ่ยแซวเด็กชายตัวน้อย
“เร็วๆ นะครับ พี่สายกับพี่เคนก็หิว” เมื่อความหิวของเด็กชายตัวน้อยประท้วงเข้ามากๆ ก็ดึงพี่เลี้ยงทั้งสองคนเป็นข้ออ้างสำทับ
“ครับเจ้าอ้วน พี่สายอยู่ใกล้ๆ น้องนายไหมครับ” หญิงสาวยิ้มกว้างด้วยความเอ็นดูเจ้านายก่อนจะถามหาสายพิณ
“ค่ะคุณปิ่น” สายพิณขานรับทันที
“พี่สายบอกที่ห้องอาหารให้ทำอาหารได้เลยนะคะ แล้วพาน้องนาย ว้าย!” ปิ่นอนงค์กำลังออกคำสั่งกับสายพิณได้เพียงเล็กน้อยก็ต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่ออยู่ๆ ก็มีสุนัขจรจัดวิ่งพุ่งออกมาที่ถนนตัดหน้ารถ หญิงสาวหักพวงมาลัยรถหลบได้อย่างหวุดหวิดแต่ก็ควบคุมพวงมาลัยให้รถกลับมาวิ่งที่เลนถนนฝั่งตนเองได้อย่างปลอดภัย
ทว่า คนปลายสายที่ได้ยินต่างเป็นกังวลจนร้องเรียกหาเจ้านายสาวอย่างเป็นห่วงเพราะเส้นทางที่ปิ่นอนงค์เดินทางกลับมาเป็นเส้นทางเดียวกับที่บิดามารดาและพี่สาวประสบอุบัติเหตุรถตกเขา
“คุณปิ่น! เกิดอะไรขึ้นคะ เป็นอะไรไหมคะคุณปิ่น” สายพิณตะโกนออกมาจากปลายสายด้วยความกังวลเป็นอย่างมาก
“ไม่มีอะไรค่ะพี่สาย พอดีสุนัขวิ่งตัดหน้ารถแต่ปลอดภัยดีค่ะ งั้นแค่นี้ก่อนนะคะ” ปิ่นอนงค์มีสีหน้าที่กังวลมากขึ้นเมื่อใกล้จะถึงจุดที่ครอบครัวของเธอเคยประสบอุบัติตุรถตกเขา
เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่เธอจึงอยากมีสมาธิในการขับรถมากกว่านี้จึงบอกกับอีกฝ่ายแล้ววางสายทันทีที่สายพิณรับคำ ปิ่นอนงค์จึงหันกลับมาตั้งใจขับรถภายในใจก็เริ่มสั่นไหวน้อยๆ เมื่ออีกห้าร้อยเมตรจะถึงจุดที่บิดามารดาและพี่สาวของเธอประสบอุบัติเหตุ ทว่าอยู่ๆ ก็มีรถมอเตอร์ไซต์ขับแซงขึ้นมาด้านข้างก่อนจะตัดหน้าอย่างกะทันหันกระชั้นชิดจึงทำให้หญิงสาวรีบหักพวงมาลัยด้วยความตกใจอย่างไม่ให้ตั้งตัวจนรถที่ขับมาตามทางเปลี่ยนทิศทางลงข้างทางตกเนินเขาลงไปด้วยความเร็วรถที่วิ่งมาและถูกเท้าเหยียบเบรกจึงช่วยลดแรงกระแทกได้ในส่วนหนึ่ง หากแต่ก็ทำให้สาวเจ้าได้รับบาดเจ็บไม่น้อยจนหมดสติไปทันทีที่รถกระแทกชนต้นไม้ใหญ่จนด้านหน้ารถยุบฝากระโปรงรถหักงอเปิดออก กระจกแตกร้าวบาดไปตามผิวกายและใบหน้าให้มีบาดแผลไม่ลึกมาก แต่บาดแผลที่ดูเหมือนน่าจะเป็นกังวลก็ตรงที่ศีรษะของเธอมีโลหิตสีแดงไหลซึมผ่านเส้นผมออกมาอาบทั้งครึ่งใบหน้าด้านขวาเป็นจำนวนมาก ที่แขนขวายังเกิดบาดแผลฉกรรจ์เมื่อถูกแรงกระแทกอัดเข้าพร้อมกับเศษกระจกบาดลึกกว่าที่อื่น
ปิ่นอนงค์สะลึมสะลือขึ้นมามองสถานการณ์ด้วยความเจ็บร้าวไปทั่วร่างกายก่อนจะหมดสติไปในที่สุดเมื่อทนความเจ็บบาดแผลไม่ไหวที่เกิดจากอุบัติเหตุ หากแต่ก่อนที่เธอจะหมดสติไปสติสัมปชัญญะสุดท้ายของเธอกลับนึกถึงเตโซจนเอื้อนเอ่ยออกมาเสียงแผ่วเบา
“เตโซ...”
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







