تسجيل الدخول“อีกสี่วันผมจะกลับมาที่นี่ครับ ส่วนเรื่องน้องดาเอาไว้คุณว่างจริงๆ โอเคไหมครับปิ่น” เตโซยังยืนยันคำเดิมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น บ่งบอกให้รู้ว่าคำพูดของเขาถือว่าเด็ดขาด
“คุณนี่นะ บางทีก็คล้ายคุณปู่ของฉันเลย ถามจริง แอบเป็นหลานคุณปู่หรือเปล่าคะ” เธอมองเขาด้วยรอยยิ้มเมื่อได้ยินน้ำเสียงของเขาและสีหน้าที่จริงจังทำให้นึกถึงผู้เป็นปู่ก่อนจะยกมือที่กำหมัดหลวมๆ เอาไว้ขึ้นมาเท้าคาง สบสายนัยน์ที่ชวนมองอยู่ตลอดเวลาของเขา
“ก็น่าจะใช่ สงสัยผมคงเป็นหลานเจ้าสัวไม่ชาติที่แล้วก็ชาตินี้ล่ะมั้ง พอเห็นคุณมีกิจวัตรแต่ละวันแล้วก็อดที่จะเป็นห่วงใส่ใจไม่ได้เลย ผมเริ่มเข้าใจเจ้าสัวแล้วสิว่าทำไมถึงอยากให้คุณแต่งงาน” เตโซยิ้มรับคำพูดของเธอด้วยความขบขันก่อนจะยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้พลางมองสบสายตาหวานที่มองมาซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มพลางตอบโต้หยอกล้อไปกับคำพูดของเธอได้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน
เพราะตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวมีความสนิทสนมมากขึ้นและเป็นกันเองในแบบที่เป็นตัวของตัวเองได้อย่างไม่อึดอัดใจ ระยะห่างและการรักษาท่าทีก็หายไปตอนไหนไม่รู้จนกลายเป็นว่าสามารถพูดคุยหยอกล้อกันได้ราวกับว่าเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ไปเสียแล้ว
ทั้งสองต่างมองสบสายตาไม่พูดคำใดขึ้นต่อราวกับถูกต้องมนตร์ให้ตกไปอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองที่กำลังพูดถึงอีกฝ่ายอยู่ภายในใจ จนกระทั่งอาการสั่นไหวเล็กๆ ที่ค่อยๆ ก่อเกิดขึ้นที่ก้อนเนื้อด้านในอกด้านซ้ายของคนทั้งสองเมื่อได้สบสายตากันนานกว่าสามทีจึงทำให้ทั้งสองได้สติส่งเสียงกระแอมก่อนจะผละออกห่างยืดตัวตรงต่างเบนสายตามองไปทางอื่น
หากทว่า ก็ยังคิดที่จะแอบดึงสายตากลับมามองกันอีกครั้ง รอยยิ้มกว้างและเสียงหัวเราะจึงดังขึ้นทันทีที่ได้หันกลับมาสบสายตา
หลังจากพูดคุยกันพอสมควรแล้วทั้งสองก็แยกย้ายกันเพื่อให้พื้นที่ส่วนตัวจนกระทั่งถึงเวลาที่เตโซจะต้องเดินทางไปสนามบิน หญิงสาวจึงอาสาไปส่งและจัดแจงทุกอย่างให้ไม่วายอดเป็นห่วงไม่ได้เมื่อชายหนุ่มไม่ยอมให้คนสนิทติดตามไปด้วย รวมไปถึงคนสนิทอีกคนที่เธอยังไม้เห็นหน้าคาตาจนมาถึงบัดนี้จึงเอ่ยคำถามออกไปอย่างสงสัยใคร่รู้
“ทำไมคุณไม่พาเคนกลับไปด้วยล่ะคะ แล้วพฤกษ์ก็ด้วยฉันยังไม่ได้เจอสักทีเลยค่ะ” ปิ่นอนงค์พูดขึ้นหลังยื่นตั๋วเครื่องบินให้กับเตโซหลังอาสาจัดการให้กับเขาเพื่อเป็นการตอบแทนการดูแลจากชายหนุ่มด้วยความไม่เข้าใจ
“ถ้ามีเคนอยู่ที่นี่ผมจะสบายใจระหว่างที่ขึ้นไปกรุงเทพฯ ส่วนพฤกษ์มีงานด่วนมากลับไปตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วครับ” เตโซเอ่ยตอบอย่างไม่ปิดบังหรือมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา
หากแต่เขายินดีที่จะพูดออกไป
“อ๋อ มุกก็เพิ่งกลับไปอาทิตย์ก่อนด้วยอีกคน...งั้นเดินทางปลอดภัยนะคะ คุณรีบเข้าเกทเถอะค่ะ ใกล้ได้เวลาแล้ว วันกลับก็อย่าลืมโทร. มานะคะ ฉันจำได้มารับ” เธอพยักหน้าเข้าใจไม่วายกำชับเขาเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ตั้งแต่ออกจากพลูวิลลาจนมาถึงสนามบิน
“ผมไม่ลืมครับ แล้วเจอกันครับปิ่น” เตโซส่งยิ้มบางก่อนจะยกมือขึ้นมาโบกลาเล็กน้อยแล้วหมุนตัวเดินตรงไปยังประตูเกท
ปิ่นอนงค์ยืนมองตามหลังชองชายหนุ่มก่อนจะระบายยิ้มกว้างเมื่อเขาหันกลับมาส่งยิ้มอีกครั้งแล้วเดินเข้าเกทไปจนลับสายตา หญิงสาวจึงหมุนตัวเดินกลับออกจากสนามบินไปขึ้นรถของตัวเองที่เลือกจะขับมาส่งเขามากกว่าจะรบกวนคนขับรถของโรงแรมที่มีหน้าที่บริการลูกค้า เมื่อเดินมาถึงรถปิ่นอนงค์ก็ไม่รอช้าที่จะขึ้นรถแล้วสาร์ตเครื่องขับออกจากลานจอดรถสนามบินกลับพลูวิลลาทันทีเมื่อใกล้ได้เวลาพาเจ้นายทานมื้อเย็นก่อนเข้านอนเมื่อในวันพรุ่งนี้เด็กชายตัวน้อยจะต้องตื่นเช้าไปเรียน
ราวสิบนาทีได้ที่ปิ่นอนงค์ขับรถออกมาจากสนามบินสายเรียกเข้าก็ดังขึ้น หญิงสาวจึงกดปุ่มรับสายที่พวงมาลัยรถเสียงเจื้อยแจ้วของเจ้านายก็ดังขึ้นเร่งให้เธอกลับถึงพลูวิลลาไวๆ เมื่อเด็กชายตัวเองอดมาส่ง ‘ปาป๋าของเขา’ ที่สนามบินด้วยเพราะเธอไม่อยากให้เด็กชายตัวน้อยนั่งรถไกลเมื่อจะต้องพักผ่อนให้เยอะๆ ก่อนไปเรียน หากวันนี้ทำกิจกรรมจนเหนื่อยจนพรุ่งนี้จะอิดออดไม่ยอมไปเรียน
“มามี้ส่งปาป๋าเสร็จยังครับ น้องนายหิวแล้ว” เสียงเจื้อยแจ้วพูดอย่างเร่งปิ่นอนงค์ตามประสาเด็กน้อย
“เสร็จแล้วครับ ใกล้จะถึงแล้วนะ อีกประมาณสิบนาทีกว่ามามี้ก็จะถึงแล้วครับ เด็กอ้วนกินเก่งจังเลยนะครับ” ปิ่นอนงค์ตอบไม่วายเอ่ยแซวเด็กชายตัวน้อย
“เร็วๆ นะครับ พี่สายกับพี่เคนก็หิว” เมื่อความหิวของเด็กชายตัวน้อยประท้วงเข้ามากๆ ก็ดึงพี่เลี้ยงทั้งสองคนเป็นข้ออ้างสำทับ
“ครับเจ้าอ้วน พี่สายอยู่ใกล้ๆ น้องนายไหมครับ” หญิงสาวยิ้มกว้างด้วยความเอ็นดูเจ้านายก่อนจะถามหาสายพิณ
“ค่ะคุณปิ่น” สายพิณขานรับทันที
“พี่สายบอกที่ห้องอาหารให้ทำอาหารได้เลยนะคะ แล้วพาน้องนาย ว้าย!” ปิ่นอนงค์กำลังออกคำสั่งกับสายพิณได้เพียงเล็กน้อยก็ต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่ออยู่ๆ ก็มีสุนัขจรจัดวิ่งพุ่งออกมาที่ถนนตัดหน้ารถ หญิงสาวหักพวงมาลัยรถหลบได้อย่างหวุดหวิดแต่ก็ควบคุมพวงมาลัยให้รถกลับมาวิ่งที่เลนถนนฝั่งตนเองได้อย่างปลอดภัย
ทว่า คนปลายสายที่ได้ยินต่างเป็นกังวลจนร้องเรียกหาเจ้านายสาวอย่างเป็นห่วงเพราะเส้นทางที่ปิ่นอนงค์เดินทางกลับมาเป็นเส้นทางเดียวกับที่บิดามารดาและพี่สาวประสบอุบัติเหตุรถตกเขา
“คุณปิ่น! เกิดอะไรขึ้นคะ เป็นอะไรไหมคะคุณปิ่น” สายพิณตะโกนออกมาจากปลายสายด้วยความกังวลเป็นอย่างมาก
“ไม่มีอะไรค่ะพี่สาย พอดีสุนัขวิ่งตัดหน้ารถแต่ปลอดภัยดีค่ะ งั้นแค่นี้ก่อนนะคะ” ปิ่นอนงค์มีสีหน้าที่กังวลมากขึ้นเมื่อใกล้จะถึงจุดที่ครอบครัวของเธอเคยประสบอุบัติตุรถตกเขา
เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่เธอจึงอยากมีสมาธิในการขับรถมากกว่านี้จึงบอกกับอีกฝ่ายแล้ววางสายทันทีที่สายพิณรับคำ ปิ่นอนงค์จึงหันกลับมาตั้งใจขับรถภายในใจก็เริ่มสั่นไหวน้อยๆ เมื่ออีกห้าร้อยเมตรจะถึงจุดที่บิดามารดาและพี่สาวของเธอประสบอุบัติเหตุ ทว่าอยู่ๆ ก็มีรถมอเตอร์ไซต์ขับแซงขึ้นมาด้านข้างก่อนจะตัดหน้าอย่างกะทันหันกระชั้นชิดจึงทำให้หญิงสาวรีบหักพวงมาลัยด้วยความตกใจอย่างไม่ให้ตั้งตัวจนรถที่ขับมาตามทางเปลี่ยนทิศทางลงข้างทางตกเนินเขาลงไปด้วยความเร็วรถที่วิ่งมาและถูกเท้าเหยียบเบรกจึงช่วยลดแรงกระแทกได้ในส่วนหนึ่ง หากแต่ก็ทำให้สาวเจ้าได้รับบาดเจ็บไม่น้อยจนหมดสติไปทันทีที่รถกระแทกชนต้นไม้ใหญ่จนด้านหน้ารถยุบฝากระโปรงรถหักงอเปิดออก กระจกแตกร้าวบาดไปตามผิวกายและใบหน้าให้มีบาดแผลไม่ลึกมาก แต่บาดแผลที่ดูเหมือนน่าจะเป็นกังวลก็ตรงที่ศีรษะของเธอมีโลหิตสีแดงไหลซึมผ่านเส้นผมออกมาอาบทั้งครึ่งใบหน้าด้านขวาเป็นจำนวนมาก ที่แขนขวายังเกิดบาดแผลฉกรรจ์เมื่อถูกแรงกระแทกอัดเข้าพร้อมกับเศษกระจกบาดลึกกว่าที่อื่น
ปิ่นอนงค์สะลึมสะลือขึ้นมามองสถานการณ์ด้วยความเจ็บร้าวไปทั่วร่างกายก่อนจะหมดสติไปในที่สุดเมื่อทนความเจ็บบาดแผลไม่ไหวที่เกิดจากอุบัติเหตุ หากแต่ก่อนที่เธอจะหมดสติไปสติสัมปชัญญะสุดท้ายของเธอกลับนึกถึงเตโซจนเอื้อนเอ่ยออกมาเสียงแผ่วเบา
“เตโซ...”
บทส่งท้ายปิ่นอนงค์ยันตัวลุกขึ้นอย่างลำบากเล็กน้อยหากแต่ไม่เท่ากับความเจ็บที่ขาเมื่อรู้สึกถึงตะคริวที่ขาซ้ายของตัวเองก่อนจะพยายามยืดขาเพื่อช่วยคลายตะคริว คิ้วทรงสวยขมวดเข้าหากันเมื่อยิ่งรู้สึกเจ็บที่ขามากขึ้น“เป็นตะคริวเหรอปิ่น”“ค่ะ”กระทั่งเสียงทุ้มเข้มของเตโซดังขึ้นพร้อมกับยันตัวลุกขึ้นจากเตียงพลางเดินอ้อมมาอยู่ด้านหน้าของหญิงสาวแล้วนั่งลงที่พื้นข้างเตียงซึ่งเธอก็ขยับตัวห้อยขามาทางชายหนุ่ม“อือ…ขาไม่บวม คงเป็นตะคริวปกติ” เตโซมองสำรวจขาซ้ายของปิ่นอนงค์ก่อนจะจับข้อเท้าของเธอมาแล้วเริ่มบีบนวดเบาๆ ตั้งแต่ข้อเท้าไปตามปลีน่องก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อหญิงสาวยิ้มออกมาพร้อมคำตอบ“เจ้าตัวเล็กทำให้คุณต้องตื่นมากลางดึกบ่อยนะช่วงนี้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงคาดโทษเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในครรภ์ของหญิงสาวอย่างไม่จริงจัง“อีกสองเดือนก็ครบกำหนดแล้วนิคะ เป็นเรื่องปกติค่ะ” ปิ่นอนงค์ยิ้มมีความสุขในทุกครั้งที่เตโซยอมตื่นยอมลุกมากับเธอเช่นนี้ตั้งแต่มีอาการแพ้ท้องเขาไม่เคยบ่นหรือมีท่าทีหงุดหงิดใส่เลยแม้แต่นิด ซึ่งทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้แอบกังวลเป็นอย่างมากกับการที่ตั้งครรภ์ตอนใกล้เลขสี
“ไม่ใช่ค่ะ ตอนแรกเรานอนห้องเดียวกันแต่แยกที่นอน พอมาที่นี่ก็แยกห้องนอนกัน ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองเหมือนที่ผ่านมา แต่เพราะความอ่อนโยนอบอุ่นของเขาทำให้ปิ่นตัดสินใจขอเขาเป็นแฟนก่อนเลยค่ะ ทั้งหล่อทั้งรวยแถมด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ใครจะไม่รีบคว้าเอาไว้มาเป็นเจ้าบ่าวของตัวเองละคะ” ปิ่นอนงค์เป็นคนเอ่ยตอบอย่างรักษาเกียรติของเตโซโดยไม่พูดถึงข้อตกลงระหว่างกันที่ตอนนั้นหัวใจของเธอกับเขายังว่างเปล่าอยู่“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอน่ารักและทำให้ผมอยากดูแล ไม่มีทางที่คนอย่างผมจะใส่ใจใครโดยไม่สนว่าตัวเองจะลำบากแค่ไหน ขอแค่ให้เธอปลอดภัยมีความสุขก็พอแล้วครับ” เตโซพูดขึ้นบ้างพลางมองสบสายตาปิ่นอนงค์“หวาน หวานมากจริงๆ ค่ะ แต่ความร้ายของคุณปิ่นเราก็ถูกสยบด้วยความอ่อนโยนจากคุณโซ แหม น่าอิจฉามากเลยค่ะ แบบนี้ทั้งคู่คงรักเหนียวแน่นแน่นอน” เพราะความหมั่นไส้และอิจฉาที่คนื่นมีคนรักแล้วทำให้เชอรีนแอบแขวะออกไปตามประสาคนอิจฉาคนมีความรัก“แน่นอนครับ ผมรักเธอมากจนไม่สามารถปล่อยให้เธอเป็นอันตรายได้ ต่อให้ตอนนั้นเธอจะขอหย่าผม ผมก็จะปกป้องเธออย่างไม่มีข้อแม้” เตโซเป็นฝ่ายตอบก่อน“ปิ่นเองก็รักคุณมากเกินกว่าจะเสี่ยงให้คุณมามีอั
บทที่ 24ดวงใจที่ร้ายที่รัก หลังจากที่เตโซได้ขอปิ่นอนงค์แต่งงานไปได้เพียงคืนเดียวข่าวบันเทิงต่างก็ตีแผ่ภาพและข่าวการขอแต่งงานอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ต่อมาอีกหนึ่งเดือนงานวิวาห์สุดแสนตระการตาภายในห้องโถงใหญ่ของโรงแรมวรรณวิภากิจที่ภูเก็ตก็ถูกจัดขึ้นโดยมีสื่อมวลชนและผู้หลักผู้ใหญ่ถูกเชิญเข้าร่วมงานวิวาห์ที่เปิดเผยและออกสื่อให้ทุกคนได้รู้อย่างสมเกียรติของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่เป็นถึงนักธุรกิจชื่อดังที่ใครต่างให้ความสนใจข่าวของคนทั้งสองมาตลอดยามที่มีข่าวตีแผ่ออกไป แม้งานวิวาห์ครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นด้วยความรักและความสุขท่ามกลางผู้คนมากมายที่เข้ามาเป็นพยานในวันแห่งความทรงจำที่มีความสุขที่สุดของปิ่นอนงค์และเตโซก็ยังมีข้อครหาเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าคนทั้งสองแต่งงานกันแบบเงียบและออกมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานเลี้ยงเลื่อนตำแหน่งของเตโซทำไมถึงแต่งงานกันอีกครั้งแต่แล้วข้อครหาเหล่านั้นก็ถูกปัดตกไปเมื่อมีคนแย้งมาว่าคนรวยมักชอบทำเรื่องแปลกตามใจ จึงกลายเป็นว่าทุกคนไม่สนใจตั้งคำถามอีกนอกจากรอดูภาพงานวิวาห์ตามสือที่จะตีแผ่ข่าวออกมาภายในงานดำเนินไปอย่างราบรื่นและใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ
“ถ้าผมไม่เข้าไปช่วยคุณ ผมก็เสียคุณไปสิ ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก คุณคือทุกอย่างในชีวิตที่เหลืออยู่ของผมนะปิ่น อย่าโทษเจ้าสัวเลย ต่อให้เจ้าสัวไม่ผิดคำพูดกับคุณผมก็จะดื้อเข้าไปปกป้องคุณอยู่ดี” เตโซได้ยิ้มกว้างเสียทีพลางยื่นมือไปดึงมือของสาวเจ้ามากอบกุมเอาไว้“เจ็บมากไหมคะ ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า” ปิ่นอนงค์ค่อยๆ ระบายยิ้มออกมาเพื่อให้เตโซชื่นใจขึ้นมาอีกนิดพลางดึงมือออกแล้วยื่นไปลูบเบาๆ ใกล้บริเวณบาดแผลที่ยังมีผ้าก๊อซปิดอยู่“ไม่แล้วครับ” เตโซยิ้มรับพลางตอบ“อยากจะแกล้งโกรธแล้วมึนตึงใส่ก่อนพังงานแต่ก็ทำไม่ลง ห่วงความรู้สึกของคุณอยู่เรื่อย” เธอยู่ปากพูดออกมา“แสบนักนะเรา ว่าแต่ปิ่นรู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ผมฟื้นแล้ว” ชายหนุ่มพูดพลางยกมือลงบนศีรษะของหญิงสาวยีเบาๆ ก่อนจะถาม“วันที่ปิ่นบอกมีงานด่วนนั่นแหละคะ บังเอิญเจอลุงหมอแล้วท่านบอกเลยยืนแอบฟังค่ะ” สาวเจ้าตอบตามตรง“อือหือ แสบจริงๆ นะปิ่น” เตโซอุทานออกมาพลางยิ้มขันตัวเองที่ไม่เชื่อพฤกษ์ที่ช่างสังเกต“ว่าแต่ จะเซอร์ไพรส์ขอปิ่นแต่งงานไม่ใช่เหรอคะ” เธอยิ้มขันก่อนจะพูดออกไป“ไม่เซอร์ไพรส์แล้ว ขอเลยแล้วกัน” เตโซพูดก่อนจะเริ่มมีท่าทีจริงจังขึ้นมาเตโซมองส
“อย่าเพิ่งกังวลไปครับ พี่ปิ่นอาจจะคิดงานถึงได้ให้เชอรีนมาที่นี่ก่อนก็ได้นะครับ พี่ปิ่นไม่หนีพี่ไปไหนแน่นอนครับ” เตชินเอื้อนเอ่ยขึ้นหากแต่ข้างในใจก็รู้สึกกลัวเล็กน้อยว่าการเซอร์ไพรส์ในครั้งนี้จะล่มไม่เป็นท่า“ขอบใจมาก” เตโซยิ้มรับแล้วขอบคุณน้องชายออกไป“แต่ถ้าพี่ปิ่นรู้แล้วเกิดโกรธขึ้นมาละคะ” พราวมุกเอื้อนเอ่ยขึ้นอย่างเผลอลืมตัวก่อนจะรีบหันไปทางอื่นพลางขยับตัวไปหลบอยู่ด้านหลังพฤกษ์ทันทีที่เตโซหันขวับมามอง“ไม่หรอกครับ” เตชินพยายามคิดในแง่ดีหากแต่มือไม้เริ่มสั่นยืนไม่นิ่งเฉกเช่นเดียวกับเตโซไปเสียแล้วเพราะกว่าพี่ชายของเขาจะได้พบผู้หญิงที่ใช่และมอบความสุขกับรอยยิ้มของเตโซได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสักนิดทั้งสองคนเกือบจะไม่ได้มีชีวิตมาถึงวันนี้แล้ว…“คุณโซคะ เชอรีน เอ่อ…รออีกนิดนะคะ เชอรีนคิดว่าจะต้องไปได้สวยค่ะ” เชอรีนยังไม่ได้ให้คำตอบแต่ก้าวไปหาเตโซแล้วดึงแขนให้ชายหนุ่มหันหลังกับทางเดินมองมาที่เธอแล้วพูดขึ้นต่อ“รออะไรครับ แล้วเธอทำอะไรอยู่” เตโซพยายามควบคุมสติแล้วถามกลับไปด้วยความสงสัยใคร่รู้“คือว่า…ทุกคนคะ!” เชอรีนที่กำลังจะตอบอยู่ๆ ก็ตะโกนให้ทุกคนหันกลับมามองที่เธอเมื่อเห็นว่าปิ่นอน
สามวันต่อมาเตโซออกจากโรงพยาบาลก็เดินทางตรงมาภูเก็ตทันทีพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ทราบเรื่องของชายหนุ่มตั้งแต่แรกแล้วไม่เว้นแม้แต่เจ้าสัวธรรมรงค์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าก่อนที่ปิ่นอนงค์จะเดินทางมาภูเก็ตได้ยินทุกอย่างที่พูดในห้องพักฟื้นแล้วเพียงแต่หญิงสาวไม่รู้ว่าเขามีแผนจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่ก่อนที่เขาจะเซอร์ไพรส์เธอนั่น ขอเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ ให้รู้สึกแสบๆ คันๆ สักนิดก็แล้วกันปิ่นอนงค์เรียกพราวมุกมาเค้นหาความจริงจากปากจนได้รู้ว่าเตโซคิดจะทำอะไรและไม่ยากที่พราวมุกจะเข้าข้างหญิงสาวจนพูดออกมาจนหมดเปลือก เธอนึกดีใจที่รู้ว่าชายหนุ่มคิดจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่มีหรือจะง่ายอย่างที่หวังเอาไว้“คอยดูนะ ปิ่นจะทำให้คุณน้ำตาล่วงต่อหน้าคนอื่นไปเลย เจ้าเล่ห์ดีนัก แต่ก็นะ…ก็ยังดีที่ทำแบบนี้” ปิ่นอนงค์พึมพำกับตัวเองพลางมองไปยังกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่กำลังเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมที่ด้านหลังสวนหย่อมซี่งเชื่อมกับทางเดินมาทางรีสอร์ต“พี่ปิ่น งั้นมุกขอตัวไปหาพวกเขาก่อนนะคะ เดี๋ยวฝ่ายนั้นจะรู้ซะก่อนว่าพี่ปิ่นรู้เรื่องแล้ว” พราวมุกที่มาอยู่รอที่ภูเก็ตและแปรพรรคมาอยู่กับปิ่นอนงค์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่จะดีใจก็ไม่ดีใจจะเห็นใจก
“สวัสดีครับ วันนี้คนไข้รู้สึกปวดหัวหรือมีอาการเจ็บ มึนหัว อาเจียนไหมครับ”เสียงของแพทย์ดังขึ้นทันทีที่เข้าไปด้านในแม้ปิ่นอนงค์จะไม่เห็นว่าแพทย์ประจำคนไข้กำลังสอบถามใครแต่คนที่ตอบออกมาก็ทำให้หญิงสาวมีสีหน้ากรุ่นโกรธมากขึ้นเมื่อเสียงนั้นที่ตอบออกมาคือเตโซ!หนอย เจ้าเล่ห์แกล้งกันแบบนี้คงจะสนุกสินะสาว
บทที่ 23 เจ้าเล่ห์แค่ไหนก็สู้ความแสบไม่ได้ อีกสองสัปดาห์ต่อมา แม้เวลาจะผ่านมาหนึ่งเดือนครึ่งแล้วเตโซก็ไม่มีวี่แววจะฟื้นขึ้นมาเลยทั้งที่ทุกอย่างอยู่ในภาวะปกติไม่มีโรคแทรกซ้อนหรือทรุดตัวลง ทั้งปิ่นอนงค์ก็คอยเฝ้าอยู่ทุกวันไม่ไปไหนแม้แต่กับวันที่เจ้านายเดินทางกลับไปเรียนที่ต่างประเทศหญิงสาวก็แค่ไปรั
เธอเป็นผู้หญิงที่ธรรมดา เป็นคนดีคนหนึ่งที่เขาที่ไม่ควรมาพบเจอเรื่องร้ายเลยสักนิด สิ่งที่เขาได้ยินมาจากเตชินมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะผ่านมาได้ หากเปรียบเทียบกับเขาแล้วยังมีความเข้มแข็งที่จะอดทนดูแลกิจการครอบครัวและน้องชายจนดตมีครอบครัวเช่นนี้ แต่กับปิ่นอนงค์ไม่เพียงสูญเสียบิดามารด
เตโซเดินลงบันไดด้วยอากัปกิริยาที่นกมือขึ้นมาลูบที่หน้าอกด้านซ้ายของตัวเองอย่างไม่เข้าใจเมื่อหัวใจของเขาเต้นแรงกระหน่ำจนคิดว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจขึ้นมาฉับพลัน ก่อนจะเบาใจเมืออาการหัวใจเต้นแรงค่อยๆ ทุเลาลงเมื่อเดินลงมาพบกับเตขินและดาริกาซึ่งกำลังเดินกลับเข้าบ้านโดยมีลูกชายตัวน้อยอยู่ในอ้อมแขนผู้เป็นพ่







