ANMELDENบทที่ 5
9.0 ริกเตอร์
ข่าวปิ่นอนงค์ประสบอุบัติเหตุรถตกเขาจนได้รับบาดเจ็บอาการไม่สาหัสแต่ก็เจ็บหนักกระจายไปไวมากเมื่อมีรถของชาวบ้านขับผ่านมาเห็นเข้าจึงแจ้งหน่วยกู้ภัยและตำรวจทันทีเมื่อพบว่าบุคคลที่ประสบอุบัติเหตุเป็นใคร และทันทีที่หญิงสาวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ญาติผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่ภูเก็ตรวมถึงคนที่โรงแรมและรีสอร์ตรีบพากันตรงมาที่โรงพยาบาลทันทีโดยไม่ลืมที่จะแจ้งข่าวให้เจ้าสัวธรรมรงค์ทราบข่าว รวมไปถึงเตโซที่ได้เคนรีบต่อสายหาทันทีแต่กว่าจะติดต่อได้เตโซก็เพิ่งเดินออกจากเกทมาพอดีจึงทำให้ชายหนุ่มต้องรีบซื้อตั๋วบินกลับมาทันที ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความกังวลจนลืมที่จะแจ้งให้เตชินกับดาริกาทราบข่าวว่าเขาไม่สามารถไปประชุมได้เมื่อเอาแต่นึกไปถึงปิ่นอนงค์อยู่ตลอดเวลา กว่าจะนึกออกได้ก็เมื่อเดินทางกลับมาถึงภูเก็ตก็มีสายจากเตชินที่มารับพี่ชายจึงได้ทราบข่าวโดยทั่วกันหากแต่ดาริกายังเดินทางด้วยเครื่องบินไม่ได้จึงเลือทกี่จะรอฟังข่าวอยู่ที่บ้านแทน จวบจนกระทั่งผ่านไปสองวันปิ่นอนงค์ก็ยังไม่ฟื้นหลังจากที่ประสบอุบัติเหตุ
ตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากห้องผ่าตัดก็มีเตโซที่คอยอยู่ดูแลตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ว่าใครจะอาสาอยู่ดูแลให้เพื่อให้ชายหนุ่มได้พักผ่อนก็ถูกปฏิเสธทุกคน จะมีสายพิณกับเคนที่พอจะช่วยได้บ้าง เตโซนั่งมองปิ่นอนงค์ที่หลับไม่ได้สติซึ่งที่ศีรษะมีผ้าพันแผลเอาไว้เมื่อมีการผ่าตัดเย็บแผลที่เกิดจากแรกกระแทกจนแตกออกเย็บไปสี่เข็มอีกทั้งที่ต้นแขนก็ถูกกระจกบาดลึกเย็บไปอีกแปดเข็มมิหนำซ้ำหัวไหล่หลุดจนต้องใส่เฟือกอ่อนเอาไว้ ตามร่างกายเกิดรอยฟอกช้ำและบาดแผลเล้กน้อยที่ถูกกระจกกระเด็นบาดผิว
ใบหน้าที่ซีดไร้เลือดฝาดทำให้เตโซหลับไม่ลงและอดที่จะฉุกคิดไม่ได้ว่าที่ปิ่นอนงค์ประสบอุบัติเหตุอาจไม่ได้เกิดจากความบังเอิญก็เป็นได้ และอดที่จะคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นฝีมือของเชอรีนที่อาจจะเกิดขาดสติสั่งคนมาลอบทำร้ายปิ่นอนงค์เพราะสถานที่ที่เกิดเหตุดันเกิดขึ้นก่อนถึงจุดที่บิดามารดาและพี่สาวของเธอเกิดอุบัติเหตุเพียงห้าร้ายเมตรเท่านั้น มันจะต้องไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุทั่วไปเป็นแน่
เขาเอนเอียงคิดเป็นเช่นนั้น
“ปิ่น!” เตโซอุทานออกมาเมื่อเห็นปิ่นอนงค์มีปฏิกิริยาขยับร่างกายเล็กน้อยจจึงส่งเสียงออกไปพลางยืดนั่งหลังตรงทันที
“คุณปิ่น!” สายพิณซึ่งคอยอยุ่ช่วยเตโซเฝ้าคนเจ็บอุทานออกมาเช่นกันเมื่อเห็นเจ้านายสาวขยับร่างกายพึมพำออกมาด้วยความเจ็บระบมทั้งที่ยังหลับตา
“ตามหมอให้ทีครับ” เตโซหันไปออกคำสั่งกับสายพิณทันที
“คุณปิ่น...ค่ะ ค่ะคุณเตโซ” สายพิณรีบรับคำก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากห้องพักฟื้นไปทันที
เตโซหันกลับมามองปิ่นอนงค์อีกครั้งเมื่อสายพิณออกจากห้องไปตามแพทย์ประจำไข้ก่อนจะยื่นมือไปคว้าข้อมือของหญิงสาวมาจับเอาไว้เมื่อเธอพยายามจะยกมือขึ้นไปจับที่ศีรษะจึงทำให้ชายหนุ่มได้รู้ว่าเธอคงทั้งเจ็บที่บาดแผลและรู้สึกปวดหัวไม่น้อย ทว่าการถูกสัมผัสที่ข้อมือทั้งที่สติยังไม่ครบถ้วนจึงทำให้สาวเจ้าตกใจที่อยู่ๆ ก็มีใครไม่รู้มาถูกตัว มิหนำซ้ำก็รู้สึกว่าหนังตาหนักอึ้งจนยากจะลืมตาขึ้นมองจึงพยายามดึงข้อมือออกพลางเอื้อนเอ่ยขับไล่ออกมาด้วยความกลัวเสียงแผ่วเบาอย่างยากลำบาก
“ใคร...ปล่อยนะ...ปวด ปวดหัว” ปิ่นอนงค์ขมวดคิ้วยุ่งพลางพยายามดึงข้อมือออกหากแต่ก็แทบไม่มีเรี่ยวแรง
“ปิ่น ปิ่น ผมเอง เตโซ ใจเย็นๆ ก่อน หมอกำลังมา” เตโซขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความกังวลแกมเป็นห่วงปิ่นอนงค์เมื่อเห็นถึงความเจ็บปวดบาดแผลของหญิงสาวจึงพูดปลอบออกไป
ทว่า...
“…คุณเตโซ! คุณ! โอ๊ย! ปวดหัว” เพียงเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นหญิงสาวที่ยากจะลืมตาก็เบิกตาโตขึ้นด้วยความตกใจก่อนจะอุทานเรียกชื่อชายหนุ่มออกไปก่อนจะอุทานด้วยความปวดศีรษะออกมาแล้วหลับตาลงใหม่เพื่อบรรเทาอาการปวด
“ไม่ต้องคิดอะไร นอนรอหมอก่อนปิ่น อย่าดื้อรู้ไหม” เตโซเอ็ดสาวเจ้าเสียงนุ่มพลางกอบกุมมือของเธอเอาไว้
“ไม่สิ เดี๋ยว คุณ...คุณควรอยู่บนเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงอยู่ที่นี่ได้” ปิ่นอนงค์ตกใจถามออกไปเมื่อเห็นเตโซนั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้พลางพยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ตั้งแต่ไปส่งชายหนุ่มจนขับรถออกมาจากสนามบิน
เมื่อสาวเจ้าพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากความทรงจำสุดท้ายก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเรียบเรียงจนเข้าใจแล้วว่าหลังเกิดอุบัติเหตุเธอก็หมดสติไปก่อนจะมารู้สึกตัวตื่นก็เห็นชายหนุ่ม เธอจึงเข้าใจในเวลาต่อมาว่าคงอยู่ที่โรงพยาบาลได้รับการรักษาแล้วเป็นแน่ ระหว่างที่เธอครุ่นคิดอยู่ในใจเสียงของเตโซที่ตอบคำถามก็ทำให้เธอรู้สึกผิดไม่น้อยที่ประมาทในการขับรถจนเดือดร้อนให้เขาต้องเสียงานเดินทางกลับมาภูเก็ตอีกทั้งที่เป็นถึงผู้บริหารไม่ควรขาดการประชุมสำคัญแต่เขากลับเลือกที่จะทิ้งมันกลับมาหาเธอ
เขาตัดสินใจได้อย่างไรกันนะ หากเป็นเธอก็คงรอให้เคลียร์งานเสร็จก่อนแล้วค่อยมาหา ใช่ เธอเป็นเช่นนั้น ช่างต่างจากเขาเสียจริง
“ทันทีที่ผมถึงกรุงเทพฯ เคนก็โทร. บอกผมว่าคุณถูกลอบทำร้ายจนรถตกเขา...ตกใจมากหรือเปล่าปิ่น” เตโซให้คำตอบพลางยื่นมือไปวางที่ศีรษะของปิ่นอนงค์แล้วลูบเบาๆ อย่างปลอบประโลมคล้ายกับเด็กน้อยที่ขวัญกระเจิงแล้วอยากเรียกขวัญกลับมา สายตาคมที่ฉายความอบอุ่นแกมกังวลน้อยๆ ประกายขึ้นประสานเข้ากับดวงตาอ่อนหวานของปิ่นอนงค์ที่มองสบสายตา
ทันใดนั้นเองที่หัวใจของหญิงสาวค่อยๆ สั่นไหวจากเพียงเล็กน้อยก็ค่อยๆ สั่นไหวรุนแรงไม่ต่างจากครั้งแรกที่มีอาการเช่นนี้
เก้าจุดศูนย์ริกเตอร์...
เธอให้เรียกอาการสั่นไหวที่ก้อนเนื้อด้านในอกข้างซ้ายเช่นนั้นเพราะเธอรู้สึกเหมือนกับมีแผ่นดินไหวรุนแรงก่อเกิดขึ้นอยู่ข้างในยามที่มีอาการเช่นนี้ซึ่งเกิดจากเขา เธอเพิ่งจะรู้สาเหตุของอาการสั่นไหวว่ามาจากเขาก็บัดนนี้นี่เอง
หากไม่ใช่เพราะตอนนี้ภายในห้องมีเพียงหญิงสาวกับชายหนุ่ม และไม่ใช่เพราะกำลังสบสายตากันอยู่โดยไม่มีเหตุการณ์อื่นเข้ามาแทรก สาวเจ้าก็คงหาเหตุผลไม่ได้เสียทีว่าใครทำให้เกิดแผ่นดินไหวภายในหน้าอกด้านซ้ายของเธอได้มากมายเช่นนี้ เป็นอาการที่เหมือนแผ่นดินไหวที่รุนแรงจนเธอนึกกลัวว่าเขาจะได้ยินและสัมผัสได้
เธอยอมรับว่ากลัว...
กลัวว่าเขาจะรับรู้ความรู้สึกของเธอที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลยระหว่างเธอกับเขา
กลัวว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะเปลี่ยนไป
เธออายุจะสามสิบหกในอีกสองเดือนกว่าแล้วทำไมจะไม่เข้าใจได้เร็วว่าอาการที่เป็นหมายถึงเช่นไร เพียงแต่เธอยังไม่อยากยอมรับมันออกมาหรือเปิดเผยให้เจ้าตัวได้รับรู้ เมื่ออาการสั่นไหวที่ก้อนเนื้อหัวใจเกิดขึ้นพร้อมๆ กับความรู้สึกทางลบเช่นกัน ความรู้สึกที่มีเหตุผลมารองรับเสมอ
เพราะเธอเกิดความกลัวขึ้นมาได้เสียนี่
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







