แชร์

บทที่ 1

ผู้เขียน: เทวาปักษา
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-11 20:09:10

ผมเดินมาถึงหน้าห้องผ่าตัดตอนที่เธอ—หมอเจนนิส—ทรุดตัวลงนั่งอยู่กับพื้น

น้ำตาเธอไหลไม่หยุด ร่างทั้งร่างสั่นเหมือนเด็กที่เพิ่งเผชิญโลกที่โหดร้ายเกินไป

และผมมองเธอ… ในฐานะน้องชายของคนที่เธอรัก

ผมไม่ได้เกลียดเธอ

แต่อาจไม่เข้าใจในแบบเดียวกัน

เพราะสำหรับผม—ในฐานะหมอ—มีอย่างเดียวที่เราห้ามแพ้ คือ ความกลัว

“พี่ไม่ต้องห่วง ผมจะดูแลเขาเอง”

ผมพูดด้วยเสียงเรียบ เหมือนพูดกับญาติของคนไข้คนหนึ่ง แต่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความหมาย

…ไม่ใช่เพราะผมเก่งกว่าเธอ

ไม่ใช่เพราะผมกล้ากว่าเธอ

แต่เพราะผมไม่มีทางยอมให้ใครต้องเย็บศพพี่สาวตัวเอง

บนเตียงผ่าตัด

ผมยืนข้างอาจารย์หมอ คีมในมือมั่นคง มีดผ่าตัดเฉียบคมเย็นเฉียบ

พี่สาวผมนอนนิ่งเหมือนคนนอนหลับ…

แต่ผมรู้ดี ว่าความเงียบตรงนั้นมันเสียงดังแค่ไหนในใจผม

“เราต้องช่วยเขาให้รอด…” ผมพึมพำในใจเหมือนสาบาน

ผมไม่มีวันให้ยิหวากลายเป็นอีกหนึ่งชื่อที่ต้องสลักไว้ในความทรงจำ

เธอเป็นพี่สาวผม… เป็นคนที่ผมเคยวิ่งตามตั้งแต่เด็ก

และครั้งนี้—ผมจะเป็นคนวิ่งนำ

เพื่อพาเธอกลับบ้านให้ได้

แสงสีขาวสว่างจ้าเหนือศีรษะทำให้ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจับจ้องมาที่ปลายนิ้วของตัวเอง

อุณหภูมิในห้องเย็นเฉียบจนเหงื่อเริ่มผุดบนหน้าผาก

แต่มือของผม—ต้องไม่สั่น

ไม่แม้แต่นิดเดียว

บนเตียงนั้น…

ยิหวานอนนิ่ง—ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจที่ผมคุ้นเคย

เธอหลับใหลภายใต้ฤทธิ์ยาสลบ ในสภาพที่ผมไม่อยากให้ใครต้องเห็นแม้แต่น้อย

…โดยเฉพาะผม

เลือดซึมออกจากแผลใต้ผ้าปิดสีขาวแดง ผสมกลิ่นโลหะจาง ๆ

เครื่องวัดสัญญาณชีพข้างเตียงขึ้นเป็นคลื่น—ยังมีเสียง ยังมีชีพจร

แต่ทุกวินาทีมีจำกัด

“มีด 10.”

ผมเอ่ยเรียกอุปกรณ์ด้วยเสียงนิ่งที่สุดที่ตัวเองเคยใช้มาในชีวิต

นิ้วแตะลงบนผิวหนังพี่สาวตัวเองเบา ๆ เหมือนจะขอโทษ…

ขอโทษที่ผมต้องเป็นคนเปิดร่างเธอออกเพื่อช่วยให้เธอรอด

ใครจะรู้—ว่าคนที่ผมเคยปีนหลังเล่น เคยวิ่งตาม เคยดื้อใส่

จะต้องนอนอยู่ตรงหน้าผมในสภาพแบบนี้

ยิหวา…

พี่สาวที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกของผม

คนที่ผมรัก… เคารพ… และชื่นชมแบบไม่มีเงื่อนไข

หากไม่มีคำว่า “พี่น้อง” มาขวางไว้

ผมคงลุยจีบเธอไปนานแล้ว—ผมรู้ตัวดี

เธอฉลาด ดื้อ เด็ดขาด และกล้าทำทุกอย่างเพื่อคนอื่น

แต่เธอกลับไม่เคยดูแลตัวเองอย่างจริงจัง

ผมเคยด่าพี่ในใจนักหนา… ที่เอาตัวเองไปเสี่ยงทุกภารกิจ ทั้งที่รู้ว่าคนที่อยู่ข้างหลังจะหายใจแทบไม่ออกเวลารอฟังข่าว

…แต่ก็เข้าใจ

เพราะนั่นคือ ‘ยิหวา’

เธอไม่เคยกลัวความเจ็บ ไม่เคยกลัวความตาย

เธอกลัวแค่อย่างเดียว—คือ “การไม่สามารถช่วยใครได้”

วันนี้ ผมเข้าใจเธอแล้ว

เพราะผมเอง…

ก็กลัวอย่างเดียว—คือ “การเสียเธอไป”

มีดในมือผมกรีดลงอย่างแม่นยำ

กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังเผยให้เห็นความเสียหายบางส่วนจากแรงกระแทกของสะเก็ดระเบิด

ไม่ถึงขั้นรุนแรงจนหมดหวัง… แต่ถ้าช้าอีกนิด พี่ผมอาจไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย

“หมอภานุ… เย็บหลอดเลือดตรงนี้เลยครับ” อาจารย์หมอเอ่ย

“รับทราบ”

มือของผมขยับรวดเร็ว

ไม่มีพื้นที่ให้หัวใจสั่นไหว

แต่ขณะเย็บเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ทีละจุด

ผมกลับได้ยินเสียงในหัวของตัวเองดังขึ้นมาอย่างชัดเจน

“พี่อย่าตายนะ… ได้โปรด”

เสียงที่ผมไม่เคยพูดออกไปต่อหน้าเธอ

เสียงที่ผมซ่อนมันไว้ใต้ความเข้มแข็งเสแสร้ง

…วันนี้มันดังขึ้นมาจนแทบกลบเสียงเครื่องหัวใจ

“พี่แม่ง… แม่งจะให้ผมต้องเย็บหัวใจตัวเองตอนเห็นพี่ตายเลยหรือไงวะ…”

ผมกัดฟัน ไม่ให้คำพูดหลุดจากปาก

เพราะข้างหลังผม ยังมีพยาบาล

ข้างหน้าผม—คือชีวิตของคนที่ผมรักที่สุดในโลก

เย็บจบเส้นสุดท้าย

เสียงเครื่องหัวใจกลับมาเป็นจังหวะมั่นคง

ผมหลับตาแน่นอยู่หลังหน้ากากอนามัย

ไหล่ทั้งสองข้างตกลงเหมือนเพิ่งวิ่งมาราธอน

วันนี้ผมไม่ได้แค่ช่วยคนไข้รอด

…แต่ผมช่วยชีวิตตัวเองจากการเสียใจไปตลอดชีวิต

เธอรอดแล้ว

แต่ผม…

ไม่แน่ใจว่าจะรอดจากความรู้สึกนี้ได้ไหม

ความรู้สึกที่ว่า—ผมรักเธอเกินกว่าที่น้องชายคนหนึ่งควรจะรักพี่สาวได้

ผมถอดถุงมือยางออกอย่างช้า ๆ ขณะเดินออกจากห้องผ่าตัด

หลังจากมั่นใจแล้วว่าอาการของพี่สาวคงที่

เสียงรองเท้ายางกระทบพื้นกระเบื้องสีขาวสะอาด

ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก… และภาพแรกที่ผมเห็นคือผู้หญิงคนนั้น

เจนนิส

เธอยังคงนั่งอยู่ที่เดิม หน้าห้องผ่าตัด

ผมไม่รู้ว่าเธอนั่งแบบนั้นมานานแค่ไหน

แต่ผมรู้… ว่าเธอไม่ได้ช่วยอะไรเลยในห้องนั้น

และผม—ก็ยังไม่เข้าใจว่า

ทำไมพี่ผมถึงรักเธอนัก รักเธอหนา

เธอ… มีอะไรดีนัก?

คนที่ทำให้พี่ผมต้องเกือบตาย

คนที่ควรจะปกป้องพี่ผมในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด

แต่กลับเป็นผม… ที่ต้องลงมือแทน

ผมเคยได้ยินชื่อเธอจากปากพี่หลายครั้ง

ชื่อที่มาพร้อมแววตาแบบที่พี่ไม่เคยใช้มองใคร

ชื่อที่พี่ผมพูดออกมาช้า ๆ เหมือนกลัวจะทำมันหล่นหาย

แต่ในวันนี้… ชื่อของเธอ

กลับไม่มีความหมายอะไรเลยในห้องนั้น

เธอนั่งอยู่ตรงมุมผนัง พิงกำแพงเหมือนคนหมดเรี่ยวแรง

ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา

สายตาเลื่อนลอยเหมือนคนที่เพิ่งสูญเสียโลกทั้งใบ

ผมไม่ได้สงสาร

แต่ผมก็ไม่ได้เกลียด

ผมแค่… ไม่เข้าใจ

ไม่เข้าใจเลยสักนิด

ว่าผู้หญิงที่อ่อนแอขนาดนี้ มีอะไรดี

จนพี่ผมถึงรักเขาได้…มากขนาดนั้น

ผมยืนอยู่หลังแผงกระจก

มองเห็นเธอนั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ในห้อง ICU ที่เงียบราวกับโลกตัดขาดจากเสียงทุกอย่าง

เจนนิส

ผู้หญิงที่พี่สาวผมเคยเชื่อมั่นสุดหัวใจ

นั่งก้มหน้าตรงนั้น มือวางทับกันบนตัก ดวงตาแดงช้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาเป็นวัน

เธอเฝ้าพี่ผมเหมือนคนสำนึกผิด

เหมือนคนที่ยังรัก

เหมือนคนที่ยังห่วงใย

แต่ในมือผม

มีอีเมลฉบับหนึ่งจากคณะแพทย์ที่ผมรู้จักดี

“ขอบคุณที่แนะนำคุณหมอเจนนิสให้สมัครทุนต่อยอดศัลยกรรมทรวงอกกับโครงการของเรา

เราพิจารณาแล้วว่าเธอมีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างยิ่ง และจะเร่งดำเนินเรื่องการพิจารณาทุนเต็มจำนวนให้เร็วที่สุด…”

ผมอ่านประโยคนั้นซ้ำสามรอบ

ก่อนเงยหน้ากลับไปมองเธอที่ยังนั่งอยู่หน้าห้องไอซียู

รักเหรอ…?

แบบนี้เรียกว่ารัก?

เธอเกือบผ่าพี่ผมไม่รอด แล้วเธอก็หนีไปต่อฝัน?

เธอบอกว่า “รัก”

แต่เธอกลับไม่กล้ารักษาคนที่ตัวเองรักที่สุด

ผมไม่ได้โกรธ

แต่ผมก็ไม่เข้าใจ

ความรักที่เธอบอกว่ามีให้พี่ผม

มันอยู่ตรงไหนกันแน่?

อยู่ในน้ำตาเงียบ ๆ ที่หน้าไอซียู?

หรืออยู่ในเอกสารสมัครทุนที่เธอยื่นหลังเหตุการณ์นั้นไม่กี่วัน?

ผมนึกถึงมือของตัวเอง

ที่เปื้อนเลือดพี่สาว

นึกถึงเสียงเครื่องหัวใจที่เกือบหยุดเต้น

นึกถึงวินาทีนั้นที่ผมเป็นคนตัดสินใจช่วยชีวิต—แทนเธอ

และตอนนี้ เธอกลับกำลังจะไปใช้ชีวิตของเธอ

มีอนาคต มีชื่อเสียง มีห้องผ่าตัดของตัวเองในต่างประเทศ

แล้วพี่ผมล่ะ…?

ใครจะอยู่ข้างเธอเวลาตื่นขึ้นมา?

ผมไม่ได้อยากได้คำขอโทษ

ไม่ได้อยากให้เธออธิบายอะไรเลยด้วยซ้ำ

แต่ผมอยากรู้แค่ข้อเดียว…

“มันคือความรักเหรอ?”

“ที่คุณทิ้งเขาไว้ แล้วเดินไปโดยไม่เหลียวมอง”

ห้องทำงานของอาจารย์หมอเต็มไปด้วยเอกสาร กองเคส และแสงแดดลอดม่าน

ผมนั่งตรงข้ามอาจารย์ขณะรอฟังการพูดคุย

กระดาษในมือผมคือรายงานเคสของพี่สาวที่ผมเพิ่งปิดไปไม่กี่วันก่อน

ประตูห้องเปิดออก

เจนนิสเดินเข้ามาอย่างเงียบ ๆ

ผมเงยหน้าขึ้น…สบตากับเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะลดสายตาลง

เธอยกมือไหว้อาจารย์หมอ แล้วนั่งลงข้าง ๆ

ท่าทางของเธอยังอ่อนน้อม สุภาพ และแน่นิ่งเหมือนเดิม

แต่วันนี้…แววตาของเธอมีแววบางอย่าง

บางอย่างที่ผมไม่เคยเห็นในวันที่เธอนั่งอยู่หน้าห้องไอซียู

“อาจารย์คะ… หนูอยากขอโทษเรื่องวันนั้นค่ะ”

เสียงของเธอเบาและตรง

เธอไม่ได้อ้อมค้อม

และไม่ได้หลบตา

“ฉันไม่สามารถทำหน้าที่ต่อในห้องผ่าตัดได้…ยอมรับว่ายังไม่พร้อม ฉันรู้ตัวดีว่ามันเป็นหน้าที่ที่ไม่ควรล้มเหลว และ…เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากค่ะ”

อาจารย์เงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเบา ๆ

“คุณไม่ใช่คนแรกที่รู้ตัวช้า…แต่คุณก็ไม่ใช่คนสุดท้ายที่จะได้เรียนรู้จากมัน”

ผมนั่งฟังทุกประโยคเงียบ ๆ ไม่แทรก ไม่พูด

เธอซื่อสัตย์ดี…ตรงไปตรงมา

แต่ในความตรงนั้นเองที่มันบีบอะไรบางอย่างในใจผม

“อีกเรื่องที่อยากแจ้งไว้ล่วงหน้า…”

เจนนิสพูดต่อ มือยังวางนิ่งบนตัก

“ฉันจะไปศึกษาต่อด้านศัลยกรรมทรวงอ สถาบันติดต่อมาแล้ว…ทุนได้รับการอนุมัติเบื้องต้น”

ผมเงยหน้าขึ้น มองเธอเต็ม ๆ

แล้วก็ยิ้มบาง ๆ

“ยินดีด้วยครับ”

“สาขานั้นกำลังต้องคนที่มีไฟแบบคุณอยู่พอดี”

เธอมองผมกลับ—แววตาดูตกใจนิดหน่อยที่ผมตอบอย่างอ่อนโยนกว่าที่เธอคาดไว้

“ขอบคุณนะคะ…”

ผมหันไปเก็บเอกสารในแฟ้ม

แต่ก่อนจะลุก ผมหันกลับมาอีกครั้ง

เสียงของผมยังนุ่มเหมือนเดิม

แต่แฝงอะไรบางอย่างไว้ใต้ประโยคนั้น

“ถ้ามีโอกาส…ผมหวังว่าคุณจะอธิบายเรื่องทั้งหมดกับพี่ผมด้วยตัวเอง”

เวลาผ่านไปได้ไม่นาน

ผมรู้เรื่องนั้นจากพี่สาวตัวเอง

ไม่ใช่เพราะเธอบอก

แต่เพราะผมเห็นเธอเงียบไปทั้งวันหลังจากนั้น

เดินออกจากห้องด้วยตาแดง ๆ เหมือนไม่ได้หลับมาเป็นคืน

ไม่พูด ไม่เล่า ไม่ร้องไห้

แค่…เงียบ

และเจ็บจนผมแทบจะทนมองไม่ไหว

“เขามาแล้วสินะ…”

ผมถามเบา ๆ

พี่ผมพยักหน้า

แต่ไม่พูดอะไรต่อ

ก่อนจะปิดประตูห้องเงียบ ๆ แล้วหายไป

ผมนั่งอยู่หน้าห้องนานเกินไปกว่าที่ควร

หัวใจมันแน่นขึ้นทุกนาที

เหมือนกำลังดูใครบางคนโดนลากออกจากชีวิตคนที่เขารัก

โดยไม่มีใครหยุดยั้งอะไรได้เลย

ผมรู้ว่าเจนนิสไม่ได้เลวร้าย

เธอไม่ได้ทำอะไรผิดในสายตาของโลก

เธอแค่เลือกอนาคต

เลือกสิ่งที่เธอวางแผนไว้ทั้งชีวิต

และเดินไปตามทางนั้นอย่างเด็ดเดี่ยว

…แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจเลยคือ…

แบบนั้นเหรอที่เรียกว่ารัก

การมาพูดลาวันสุดท้าย

แล้วหันหลังกลับ

โดยที่ไม่หันมาดูด้วยซ้ำว่า

คนที่คุณบอกว่ารัก…เขาเหลืออะไรไว้ในใจบ้าง

พี่สาวผมไม่เคยขออะไรจากใคร

เธอไม่เคยงอแง ไม่เคยอ้อนวอน

แต่เธอเงียบขนาดนั้น—เงียบจนคนอย่างผมยังรู้สึกหายใจไม่ออก

และคนที่ทำให้เธอเงียบ…

คือคนเดียวกับที่เธอเคยเชื่อสุดหัวใจว่าจะไม่ไปไหน

“คุณมาลาในวันสุดท้าย แล้วคุณก็ไปเลย…”

ผมพูดประโยคนี้กับตัวเองตอนยืนมองเครื่องบินลำใหญ่ทะยานขึ้นฟ้า

“มันคือความรักเหรอ? หรือคุณแค่ต้องการจบมันโดยไม่รู้สึกผิด…”

ผมไม่รู้ว่าเธอฟังคำลาในวันนั้นแล้วรู้สึกยังไง

ผมไม่รู้ว่าเจนนิสพูดคำไหน

หรือแม้แต่เธอจะมีน้ำตารึเปล่า

แต่ผมรู้ว่า…

พี่สาวผมเจ็บ

และมันลึกกว่าที่คำว่า “รัก” จะเยียวยาได้

วันนั้น ผมยืนอยู่ตรงระเบียงตึกโรงพยาบาล

มองเครื่องบินหายลับไปกับเมฆ

พร้อมกับความรู้สึกแปลก ๆ ที่ค่อย ๆ กัดกินใจผมช้า ๆ

…ผมไม่ได้โกรธเธอหรอก

แต่ผมแค่—ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่า

ความรักที่ปล่อยให้คนหนึ่งทรุดลง ส่วนอีกคนหันหลังเดินไป…

มันคือความรักแบบไหนกันแน่

ห้องประชุมชั้นสิบแปดของโรงพยาบาลเงียบสงบ

ผมเปิดแฟ้มงานรอการประชุมร่วมของแผนกศัลยกรรม

รายชื่อในเอกสารประกาศโยกย้ายบุคลากรวันนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก

…จนกระทั่งประตูเปิดออก

เสียงส้นรองเท้าแตะพื้นเบา ๆ

กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ แบบที่ผมไม่เคยลืม

ผมเงยหน้าขึ้นจากแฟ้ม

แล้วเห็นเธอ

เจนนิส

เธอเปลี่ยนไปไม่มาก

ผมยาวขึ้น ผิวซีดขึ้น ท่าทางสุขุมกว่าเดิม

แต่สายตา…ยังคงเป็นดวงตาแบบเดิมที่เคยมองพี่สาวผมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

สายตาที่เคยร้องไห้หน้าห้องไอซียู

และสายตาเดียวกันนั้น…เคย “หันหลัง” ให้คนที่ผมรักที่สุดในชีวิต

“ยินดีต้อนรับกลับครับหมอเจนนิส”

ผมยิ้ม และพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรที่สุดในชีวิต

เธอยิ้มกลับมา

แบบที่คนเคยรู้จักกันควรยิ้มให้กัน

“ดีใจที่ได้กลับมาทำงานด้วยนะคะ คุณหมอภานุ”

ใช่

เราจะได้ทำงานด้วยกัน

ในแผนกเดียวกัน

โต๊ะทำงานฝั่งตรงข้ามกัน

และผม…

จะได้ใช้ทุกวัน

เพื่อค่อย ๆ ล้างแค้นให้พี่สาวผม

แบบเนียนที่สุด

เจ็บที่สุด

และจมลึกที่สุด

“แฟนเก่าคนนี้นั่นแหละ”

ผมคิดในใจ

“ที่ทำให้พี่เจ็บจนไม่เป็นตัวเอง… ผมจะเอาคืนให้พี่เอง”

เธอไม่รู้หรอกว่า

ระหว่างที่เธออยู่ลอนดอน

พี่ผมเจ็บขนาดไหน

ร้องไห้ขนาดไหน

และกลายเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรอีกเลย

แม้แต่ “ความรัก”

และเธอก็ไม่รู้ด้วยว่า

คนที่นั่งอยู่ตรงนี้

ไม่ได้เป็นแค่เพื่อนร่วมแผนกของเธอ

ผมคือฝันร้าย

ที่กำลังรอเวลาปิดบัญชีทุกอย่าง

ด้วยความสุขุม

และแผนที่เธอไม่มีวันคาดถึง

“คุณช่วยเซ็นตรงนี้ให้ผมหน่อยครับหมอเจนนิส”

ผมพูดพลางเลื่อนเอกสารไปให้

เธอรับมันด้วยมือเรียวยาวที่ผมเคยมองผ่านกระจก

นิ้วมือยังเรียบและนิ่งแบบเดิม

นิ้วมือที่ครั้งหนึ่งเคยสั่นในห้องผ่าตัดจนเกือบปล่อยให้พี่ผมตาย

“ขอบคุณนะคะ คุณภานุ”

เสียงเธอนุ่ม

นิ่ง

ไม่มีร่องรอยของคนที่เคยหนีไป

ไม่มีแม้แต่คำถามว่า… “เธอเป็นยังไงบ้าง”

เหมือนมันจบไปแล้วนานจนเธอไม่ต้องรับผิดอะไรอีก

ผมนั่งเงียบ มองใบหน้าเธอข้าง ๆ ใต้แสงไฟอ่อน ๆ

มุมปาก

กระพริบตา

ลมหายใจ

ทุกอย่างของเธอดูปกติ…จนเกินไป

“ผมแค่แค้นแทนพี่”

ผมบอกตัวเอง

“ผมไม่ได้อยากอะไรจากคุณเลย”

แต่ลึก ๆ ผมก็อยากรู้

“คนอะไร ใจร้ายได้ขนาดนี้”

ผมอยากรู้ว่าเธอคิดอะไร

ตอนหันหลังกลับไปโดยไม่เหลียว

ตอนปล่อยให้พี่ผมทรุดอยู่คนเดียว

ผมอยากเห็นว่าเธอมีมุมเสียศูนย์ไหม

มีจุดเปราะบางบ้างหรือเปล่า

หรือเธอแข็งจนถึงข้างใน

และถ้าเธอแข็งจริง—

ผมก็จะเป็นคนบีบมันให้แตกเอง

ผมจะรู้ให้ได้

ว่าเธอเป็น “คนที่รักไม่เป็น”

หรือแค่ “คนที่กลัวจะรักใครอีก”

และไม่ว่าคำตอบจะเป็นแบบไหน

ผมก็จะเป็นคนลากมันออกมาจากเธอ

ด้วยมือของผมเอง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • รักไม่ได้…หยุดไม่ได้(แอบรักเมียเก่าพี่)   ตอนพิเศษที่ - มีแต่สิ่งดีๆนะ

    เช้าวันนี้ แสงอรุณอุ่นนวลเล็ดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยความเงียบสงบของยามเช้าถูกเติมด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของภานุที่เดินมาหยุดข้างเตียง เขาก้มลงตรวจชีพจรเจนนิสอย่างชำนาญ ก่อนจะใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจลูก ๆ ที่อยู่ในครรภ์เสียง “ตึกตัก” สองจังหวะซ้อนกันดังชัดเจน…ชวนให้หัวใจพ่อเต้นตามท้องของเจนนิสโตขึ้นพอสมควรแล้วเธอนอนพิงหมอนสูง มองภานุด้วยสายตาอุ่น ๆ ที่เต็มไปด้วยความขอบคุณไม่นาน พ่อและแม่ภานุก็เข้ามาเยี่ยมตั้งแต่เช้าตรู่แม่ถือถุงผลไม้และซุปอุ่น ๆ พ่อแม้จะยังอยู่ในเครื่องแบบ ก็ยังสละเวลามายืนข้างเตียง เอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่ชัดเจน “เก่งมากหนู…อีกนิดเดียวก็จะผ่านไปแล้ว”ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจนนิสเผชิญอยู่ไม่ง่ายและกำลังใจคือยาที่ดีที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออกหมอคริสในชุดกาวน์สีขาวก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มใจดี“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแม่ วันนี้ผมมีข่าวดี” หมอคริสเอ่ยขณะตรวจดูผลวัดต่าง ๆ “อาการดีขึ้นมากนะครับ ชีพจร ความดันอยู่ในเกณฑ์ คุณแม่ลองเดินได้บ้างแล้วนะ…ค่อย ๆ ขยับทีละนิด”คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศทั้งห้องโล่งใจขึ้นในทันทีเจนนิสเองก็รู้สึก

  • รักไม่ได้…หยุดไม่ได้(แอบรักเมียเก่าพี่)   ตอนพิเศษ - คำอธิฐานมีจริง

    เมื่อภานุพาเจนนิสเดินมาถึงหน้าห้องแม่ที่โรงพยาบาล ประตูห้องถูกเปิดออกพอดี ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารเดินออกมาอย่างรีบเร่ง“อ้าว เฮ้ย! มาจากไหนเนี่ย?” ภานุเอ่ยทักทันทีที่เห็นใบหน้าคุ้นเคยภาคินชะงักไปชั่ววูบ หันมายิ้มให้พี่ชาย “ไงพี่ แวะมาจากค่ายน่ะ มาเอาของนิดหน่อย เดี๋ยวต้องรีบกลับไปฝึกต่อแล้ว แม่เรียกมาให้เซ็นเอกสารจดทะเบียนอะไรสักอย่างนี่แหละ”พูดจบก็เหลือบมองนาฬิกา ก่อนขยับจะเดินผ่านไป “ไปก่อนนะ รถมารอแล้ว”ภานุทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนตบไหล่น้องชาย “เออ ปลอดภัยด้วยล่ะ ด่วนไปไหนของมันอีกละ…”ภาคินเพียงแต่ยิ้มบาง ๆ โบกมือลาแล้วก้าวฉับ ๆ จากไปโดยไม่หันกลับภานุหันกลับมามองเจนนิส ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ “นั่นน้องชายคนเล็กของบ้านผมเอง ชื่อภาคิน นายๆจะเจอกันที ไว้ผมพาไปเจอนะ น้องน่าจะด่วน”เจนนิสพยักหน้ารับ ยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินเข้าไปในห้องแม่อย่างเงียบ ๆ ทิ้งเสียงฝีเท้าของภาคินที่จางหายไปกับทางเดินยาวของโรงพยาบาลภานุผลักประตูเข้าไปในห้องรับรอง ทั้งคู่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ที่นั่งรออยู่ข้างใน พ่อของภานุในชุดทหารเต็มยศ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาด้วยท่าทีสงบ เยือกเย็นตามสไตล์ผู้นำครอบครัวเจน

  • รักไม่ได้…หยุดไม่ได้(แอบรักเมียเก่าพี่)   บทที่ 69 เรื่องราวของความรัก(จบ)

    ในห้องนอนที่แสงเช้าสาดผ่านม่านโปร่ง เจนนิสนอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายอ่อนล้าจากการแพ้ท้อง แต่หัวใจกลับไม่เหนื่อยล้าอย่างเดิมอีกต่อไปขณะที่ลมหายใจเธอค่อย ๆ สม่ำเสมอ เสียงหัวใจของอีกหนึ่งชีวิตในตัวเธอก็ยังดังก้องในความทรงจำเธอคิดย้อนกลับไปถึงวันที่เคยกลัวครอบครัวกลัวการผูกมัด กลัวความผิดหวัง กลัวจะไม่มีบ้านให้ใครซุกหัวนอน เพราะบ้านในอดีตของเธอไม่เคยอบอุ่นแต่ตอนนี้ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงแต่การมีภานุอยู่ข้าง ๆ ทั้งในวันที่หัวเราะ วันที่ร้องไห้ วันที่อ่อนแอทำให้เธอค่อย ๆ มองเห็นความหมายของคำว่า ครอบครัว ใหม่อีกครั้งเจนนิสตกผลึกกับตัวเองว่าความอบอุ่นไม่ได้เกิดจากสถานที่ หรืออดีตที่ผ่านมาแต่มันเริ่มต้นได้จากคนสองคนจากมือที่กอดไว้แน่นจากสายตาที่มองกันด้วยความเข้าใจจากหัวใจที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน…แม้จะกลัว แม้จะไม่พร้อมก็ตามวันนี้ เธออาจยังไม่พร้อมสมบูรณ์แต่ก็พร้อมจะ “ลองรัก” ดูอีกสักครั้งพร้อมจะสร้างบ้านหลังใหม่ ให้กับตัวเอง กับภานุ กับลูกน้อยในท้องและกับอนาคตที่เธอจะไม่หนีจากมันอีกต่อไปชีวิตของเธอกำลังเปลี่ยนไป แต่ครั้งนี้ เธอเลือกจะเปลี่ยนไปพร้อมกับคนที่รักและยอมรับในตัวตนของ

  • รักไม่ได้…หยุดไม่ได้(แอบรักเมียเก่าพี่)   บทที่ 68 เสพติดคุณ

    หลังออกจากห้องตรวจ แม่ภานุเดินเคียงข้างสองคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านแม่นะลูก แม่จะเตรียมของโปรดให้”ภานุรีบรับคำแล้วพูดแซวแม่ทันที “แต่แม่ครับ เมียผมท้องอ่อน กินอะไรไม่ค่อยได้ ผมดูแลเองได้นะแม่”น้ำเสียงจริงจังแต่ปนหวงแหน ใบหน้าภานุเต็มไปด้วยความภูมิใจในฐานะพ่อบ้านมือใหม่แม่ภานุหันมามองลูกชายแล้วอมยิ้ม “แล้วแกไม่คิดจะแต่งงานกับเขาหน่อยเหรอภานุ?”เสียงพูดเหมือนหยอกแต่สายตานิ่งจริงจังเจนนิสที่เดินข้าง ๆ สะดุ้งนิดหน่อย รีบตอบแทรกเสียงเบา“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยังไงก็ได้…”ใบหน้ามีรอยเขินอายเล็ก ๆ ชำเลืองมองภานุอย่างประหม่าแต่ภานุส่ายหน้าทันที ยืนยันหนักแน่น“ไม่ได้หรอกคุณ! ยังไงผมต้องจัดงานแน่นอน—แต่คุณพร้อมตอนไหนบอกผมนะ ผมจะไม่บังคับ”สายตาจริงใจ มือกุมมือเธอแน่นราวกับจะส่งผ่านความมั่นคงในใจทั้งหมดเจนนิสมองเขา ยิ้มอ่อน ๆ พยักหน้าเบา ๆ ใจหนึ่งอบอุ่นใจหนึ่งยังเขินอยู่ลึก ๆแม่ภานุหันไปมองลูกชายแล้วพูดกับน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความเอ็นดู“ช่วงนี้อย่าลงเวรให้หนูเจนนิสนะภานุ ให้เขาพักผ่อนให้มาก ๆ”ภานุหันมาตอบแบบเด็กดี “ค้าบแม่!”เสียงตอบพร้อมรอยยิ้มเต็มแก้ม ทำเอาแม่หัวเราะเบ

  • รักไม่ได้…หยุดไม่ได้(แอบรักเมียเก่าพี่)   บทที่ 67 ที่สุดในชีวิต

    เมื่อภานุประคองเจนนิสเข้าไปถึงแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาล เสียงฮือฮากระซิบกระซาบก็กระจายไปทั่วโถงรอตรวจ เหล่าพยาบาลและเจ้าหน้าที่แอบเหลือบมองทั้งสองคนเป็นระยะ ขณะที่ภานุยืนเคียงข้างเจนนิสไม่ห่างในกลุ่มพนักงานเวรเปลี่ยนผลัด“นี่ๆ ได้ข่าวยัง? คู่หมั้นอาจารย์ภานุ ขอตัวถอนหมั้นหลังกลับจากพม่า เขาว่าอาจารย์หมั้นกับหมอเจนนิสใหม่เหรอ?”“แต่ฉันเห็นหมอเจนนิสเดินมาด้วยกันจริงนะ เห็นอาการเหมือนคนแพ้ท้องด้วย…”เสียงซุบซิบยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆบางคนหยิบมือถือมาแชะภาพ บ้างก็ส่งข้อความในไลน์กลุ่มโรงพยาบาล“มีข่าวด่วน! ภานุ หมอเจนนิส เข้าสูตรนิยายเลยเว้ย!”“หรือเขาจะมีข่าวดีอะ?”เสียงเมาท์แรงสะเทือนไปถึงห้องผู้บริหารเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์แผนกสูติทำให้คุณหญิง แม่ของภานุชะงักฝีเท้า“เมื่อกี้เห็นคุณหมอภานุพาผู้หญิงเข้าไปในห้องตรวจนะ… เหมือนจะเป็นหมอเจนนิส”“ใช่ ๆ หมอภานุที่เคยมีข่าวลือว่าหมั้นกับหมอกานดานั่นแหละ…”คำต่อท้ายหลุดเป็นเสียงเบา แต่กลับดังชัดในหูของเธอพอ ๆ กับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงความจริงเรื่องสัญญาหมั้นระหว่างครอบครัว กับบ้านกานดายังไม่เคลียร์ เพราะตัวแม่ภานุเองก

  • รักไม่ได้…หยุดไม่ได้(แอบรักเมียเก่าพี่)   บทที่ 66 หรือว่า…

    เช้าแสงอ่อนสาดลอดผ้าม่าน เจนนิสรู้สึกตัวตื่นขึ้นในอ้อมกอดอุ่นของภานุ กลิ่นกายและลมหายใจร้อนของเขายังคลอเคลียข้างแก้ม เธอขยับตัวเบา ๆ รู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งไปหมด หัวหมุนเวียนคล้ายคนเมาค้าง สะโพกกับต้นขาก็ยังระบมจากค่ำคืนดุเดือดเจนนิสหลับตานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้ามองคนที่กอดเธอไว้“คุณ…ฉันรู้สึกแปลก ๆ เวียนหัวมาก…”น้ำเสียงแผ่วพร่าของเธอดึงความสนใจภานุให้ตื่นเต็มตา เขานับนิ้วอยู่ในอากาศ ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรเร็วจี๋ทันใดนั้น ภานุเบิกตากว้าง เผลอยิ้มกว้างแล้วร้องออกมาอย่างดีใจ “เว้ย! เดือนนี้…!”เขาคว้ามือเธอมากุมไว้แน่น ดวงตาเป็นประกายลิงโลดจนน่าแปลกใจเจนนิสขมวดคิ้ว งุนงงกับท่าทีของเขา“เดี๋ยว…คุณเป็นอะไรเนี่ย อยู่ ๆ ก็ดีใจอะไรของคุณ?”เธอมองเขางง ๆ หัวก็ยังหมุนติ้วภานุดึงเธอเข้ามากอดแน่นขึ้นอีก “คุณ…เมื่อวานมัน…วันที่เลยมานะ รู้ไหม?”เจนนิสยังงงงวยกับท่าทีร้อนรนปนดีใจของเขา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันรู้สึกเวียนหัว?”ภานุยิ้มกรุ่มกริ่ม ลมหายใจร้อนผ่าวใกล้ข้างหู “ไม่แน่นะ…คุณอาจจะเมาค้าง หรือ…อาจจะกำลังมีเซอร์ไพรส์อะไรบางอย่างก็ได้”เขาขยี้จมูกลงบนแก้มเธออย่างหวงแหนเ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status